ติดต่อเจ้าหน้าที่
สลับเส้นทาง
รถเข็นของฉัน 0

แสงบำบัด ใช้ยังไงให้ได้ผล ตาราง 4 สัปดาห์ ระยะห่าง และใครไม่ควรใช้

แสงบำบัด ใช้ยังไงให้ได้ผล ตาราง 4 สัปดาห์ ระยะห่าง และใครไม่ควรใช้

เครื่อง แสงบำบัด สำหรับใช้ที่บ้านดู red light therapy

คนที่บอกว่า แสงบำบัด ไม่ได้ผล ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ผิดเพราะขี้เกียจ แต่เพราะไม่มีใครบอกตัวเลขที่ถูกต้อง ยืนไกลเกินไป ใช้สั้นเกินไป หรือเลิกก่อนถึงสัปดาห์ที่แปด สามอย่างนี้ทำให้ผลลัพธ์เป็นศูนย์ ทั้งที่เครื่องทำงานปกติ

บทความนี้ไม่ได้อธิบายว่ามันคืออะไร แต่บอกว่าใช้ยังไง

คำถามที่ค้นหากันมากที่สุดคือ วิธีใช้ red light therapy ให้ได้ผลจริงต้องทำยังไง ต้องยืนห่างเท่าไหร่ ใช้ครั้งละกี่นาที และทำสัปดาห์ละกี่ครั้ง บทความนี้ตอบทั้งสามข้อด้วยตัวเลขที่ใช้ได้ทันที

แสงบำบัด ที่ใช้ผิดวิธี ให้ผลเท่ากับไม่ได้ใช้เลย และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ที่ซื้อเครื่องมาแล้วเลิกไปในเดือนที่สอง

ถ้าคุณมาถึงบทความนี้ แปลว่าคุณน่าจะรู้อยู่แล้วว่า แสงบำบัด คือการใช้แสงสีแดงและอินฟราเรดใกล้ส่องผิวหนัง สิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ ไม่ใช่คำอธิบายซ้ำ แต่คือตัวเลขที่ใช้ได้

บทความนี้จึงข้ามส่วนอธิบายทฤษฎีไปเกือบทั้งหมด และลงไปที่คำถามที่คนถามจริงคือ ยืนห่างเท่าไหร่ ใช้กี่นาที ทำสัปดาห์ละกี่ครั้ง และเมื่อไหร่ถึงจะเห็นผล

สามตัวเลขที่ตัดสินทุกอย่าง

  • ระยะห่าง 15 ถึง 30 ซม. สำหรับจุดเฉพาะ และ 60 ถึง 90 ซม. สำหรับทั้งตัว
  • เวลา 10 ถึง 20 นาทีต่อครั้ง ไม่ใช่ 5 นาที และไม่ใช่ 40 นาที
  • ความถี่ 3 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่อเนื่อง 8 ถึง 12 สัปดาห์

สารบัญ

แสงบำบัด สามตัวแปรที่ตัดสินว่าจะเห็นผลหรือไม่

ระยะห่าง เวลา และความถี่ ถ้าสามอย่างนี้ไม่ครบ ต่อให้เครื่องดีแค่ไหนก็ไม่ได้ผล และถ้าครบทั้งสามอย่าง เครื่องระดับกลางก็ให้ผลได้

ทำไมยิ่งนานไม่ได้ยิ่งดี

แสงบำบัด ต่างจากการออกกำลังกายตรงที่ ทำมากขึ้นไม่ได้แปลว่าได้ผลมากขึ้น มันมีช่วงที่เหมาะสม และเกินช่วงนั้นไปแล้ว ผลจะลดลง

แสงบำบัด เป็นหนึ่งในไม่กี่วิธี ที่การทำมากเกินไปให้ผลแย่กว่าการทำพอดี ซึ่งขัดกับสัญชาตญาณของคนส่วนใหญ่

จุดที่คนไทยพลาดบ่อยที่สุดคือคิดว่ายิ่งส่องนานยิ่งดี ตรรกะนี้ใช้ได้กับหลายอย่าง แต่ไม่ใช่กับ แสงบำบัด เพราะมันมีลักษณะที่เรียกว่า biphasic dose response

แปลง่าย ๆ คือ ผลจะเพิ่มขึ้นตามขนาดพลังงานจนถึงจุดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นผลจะเริ่มลดลง ไม่ใช่คงที่ การส่งสี่สิบนาทีจึงไม่ได้ผลดีกว่าสิบห้านาที และในบางกรณีอาจแย่กว่าด้วยซ้ำ

สิ่งที่ต้องเลิกเชื่อ ยิ่งนานยิ่งดี ยิ่งใกล้ยิ่งดี และยิ่งบ่อยยิ่งดี ทั้งสามข้อผิดหมด แสงบำบัด มีช่วงที่เหมาะสม และเกินช่วงนั้นไปแล้ว ผลจะลดลง

ตัวแปรค่าที่ถูกต้องถ้าน้อยเกินไปถ้ามากเกินไป
ระยะห่าง15 ถึง 30 ซม. เฉพาะจุดพลังงานล้นเกินพลังงานไม่ถึงเซลล์
เวลาต่อครั้ง10 ถึง 20 นาทีไม่ถึงเกณฑ์กระตุ้นผลเริ่มลดลง
ความถี่3 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์สะสมไม่พอไม่ได้ผลเพิ่ม อาจระคายเคือง
ระยะเวลาต่อเนื่อง8 ถึง 12 สัปดาห์ยังไม่เห็นผลไม่มีข้อเสีย

ระยะห่างในการใช้ แสงบำบัด ตัวแปรที่คนพลาดมากที่สุด

ความเข้มแสงลดลงตามกำลังสองของระยะทาง ยืนไกลขึ้นเป็นสองเท่า ได้พลังงานเหลือแค่หนึ่งในสี่ ไม่ใช่ครึ่งเดียวอย่างที่หลายคนคิด

กฎกำลังสองที่เปลี่ยนทุกอย่าง

ระยะห่างคือตัวแปรที่คนใช้ แสงบำบัด พลาดมากที่สุด เพราะไม่มีใครคิดว่ามันสำคัญขนาดนี้

คนที่ใช้ แสงบำบัด แล้วไม่เห็นผล กว่าครึ่งมีปัญหาเดียวกันคือยืนไกลเกินไป โดยที่ไม่เคยวัดระยะจริงเลยสักครั้ง

สมมติคุณยืนห่างจากแผงสิบห้าเซนติเมตร แล้วรู้สึกว่าอยากถอยออกมาหน่อยเพราะร้อน คุณถอยไปที่สามสิบเซนติเมตร ระยะเพิ่มขึ้นสองเท่า แต่พลังงานที่ผิวได้รับ ลดลงเหลือแค่ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์

นี่คือเหตุผลที่คนสองคนใช้เครื่องรุ่นเดียวกัน เวลาเท่ากัน แต่ได้ผลต่างกันคนละขั้ว เพราะคนหนึ่งยืนใกล้ อีกคนยืนไกล และไม่มีใครวัดระยะจริง

วัดด้วยไม้บรรทัด อย่ากะด้วยสายตา คนส่วนใหญ่ประเมินระยะคลาดเคลื่อน 10 ถึง 20 เซนติเมตร ซึ่งเปลี่ยนพลังงานที่ได้รับไปเกือบเท่าตัว

ระยะห่างความเข้มแสงโดยประมาณเวลาที่ต้องใช้เหมาะกับ
10 ซม.สูงมาก5 ถึง 8 นาทีจุดเล็ก เช่น ข้อเข่า
15 ซม.สูง8 ถึง 12 นาทีใบหน้า ไหล่
30 ซม.ปานกลาง12 ถึง 20 นาทีหลัง ต้นขา
60 ซม.ต่ำ20 ถึง 25 นาทีครึ่งตัว
90 ซม.ต่ำมาก25 ถึง 30 นาทีทั้งตัว

ความยาวคลื่นไหนใช้กับอะไร

แสงสีแดงกับอินฟราเรดใกล้ทะลุลึกไม่เท่ากัน เลือกผิดคือส่องไม่ถึงจุดที่มีปัญหา และนี่คือสาเหตุที่คนใช้เครื่องสำหรับผิวมาแก้ปวดเข่าแล้วไม่ได้ผล

สีแดงอยู่บนผิว อินฟราเรดลงลึก

เครื่อง แสงบำบัด ที่มีแต่แสงสีแดง กับเครื่องที่มีอินฟราเรดใกล้ด้วย ใช้แก้ปัญหาคนละแบบ และนี่คือจุดที่คนซื้อผิดประเภทบ่อยที่สุด

แสงสีแดงที่ตาเรามองเห็น ทะลุลงไปได้แค่หนึ่งถึงสามมิลลิเมตร ซึ่งครอบคลุมชั้นผิวหนังและหลอดเลือดฝอย นั่นทำให้มันเหมาะกับปัญหาผิว สิว ริ้วรอย และผมร่วง

ส่วนอินฟราเรดใกล้ที่ตามองไม่เห็น ทะลุลงไปได้สี่ถึงสิบมิลลิเมตร ถึงกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และกระดูก จึงเหมาะกับอาการปวดและการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

เครื่องที่มองไม่เห็นแสงไม่ได้แปลว่าเสีย อินฟราเรดใกล้เป็นแสงที่ตามนุษย์มองไม่เห็น หลายคนคิดว่าเครื่องพัง ทั้งที่มันทำงานปกติ

ความยาวคลื่นทะลุลึกเหมาะกับเห็นผลใน
630 nm1 ถึง 2 มม.ผิวชั้นนอก สิว รอยแดง4 ถึง 6 สัปดาห์
660 nm2 ถึง 3 มม.คอลลาเจน ริ้วรอย แผลเป็น6 ถึง 12 สัปดาห์
810 nm3 ถึง 5 มม.เส้นประสาท8 ถึง 12 สัปดาห์
830 nm4 ถึง 7 มม.กล้ามเนื้อ การอักเสบ4 ถึง 8 สัปดาห์
850 nm5 ถึง 10 มม.ข้อต่อ กระดูก ปวดลึก6 ถึง 12 สัปดาห์

ตารางใช้ แสงบำบัด 4 สัปดาห์ ที่ทำตามได้ตั้งแต่วันนี้

เริ่มเบาแล้วค่อยเพิ่ม เพราะผิวและเนื้อเยื่อต้องปรับตัว การอัดหนักตั้งแต่วันแรกทำให้ผิวแดงและระคายเคือง แล้วคุณจะเลิกไปก่อนเห็นผล

ทำไมต้องไต่ระดับ

ตารางสี่สัปดาห์ของ แสงบำบัด ออกแบบมาเพื่อให้คุณอยู่กับมันได้นานพอที่จะเห็นผล ไม่ใช่เพื่อให้ได้ผลเร็วที่สุด

การเริ่มใช้ แสงบำบัด ด้วยเวลาเต็มที่ตั้งแต่วันแรก ทำให้ผิวแดงและแห้ง ซึ่งเป็นสาเหตุที่หลายคนเลิกไปตั้งแต่สัปดาห์แรก

หลายคนคิดว่าแสงไม่มีความร้อน ไม่มีแรงกระแทก จึงไม่จำเป็นต้องไต่ระดับเหมือนการออกกำลังกาย ความจริงคือผิวหนังตอบสนองต่อพลังงานแสงเช่นกัน และการอัดหนักตั้งแต่วันแรกทำให้เกิดผิวแดงและแห้งได้

การไต่ระดับสี่สัปดาห์ ทำให้ร่างกายปรับตัวได้ทัน และทำให้คุณอยู่กับมันได้นานพอที่จะเห็นผลจริง

สัปดาห์เวลาต่อครั้งระยะห่างความถี่เป้าหมายของสัปดาห์นั้น
18 ถึง 10 นาที25 ถึง 30 ซม.3 ครั้งให้ร่างกายปรับตัว
212 ถึง 15 นาที20 ถึง 25 ซม.3 ถึง 4 ครั้งเริ่มสะสมผล
315 ถึง 20 นาที15 ถึง 20 ซม.4 ครั้งเข้าสู่ขนาดใช้จริง
415 ถึง 20 นาที15 ถึง 20 ซม.4 ถึง 5 ครั้งคงระดับต่อเนื่อง

หลังสัปดาห์ที่ 4 ทำอะไรต่อ ให้คงระดับนี้ต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 8 สัปดาห์ เพราะงานวิจัยส่วนใหญ่ที่เห็นผลชัด ใช้เวลาสะสม 8 ถึง 12 สัปดาห์ ไม่ใช่ 2 ถึง 3 สัปดาห์

ตารางใช้ แสงบำบัด 4 สัปดาห์ ระยะห่างและเวลาแต่ละสัปดาห์

ตารางแยกตามเป้าหมาย เพราะเป้าต่างกันใช้ตารางเดียวกันไม่ได้

เป้าหมายต่างกัน ตำแหน่งที่ส่อง ความยาวคลื่นที่เน้น และช่วงเวลาที่ควรใช้ ต่างกันหมด อย่าใช้ตารางเดียวกับทุกปัญหา

เลือกแถวเดียวที่ตรงกับคุณ

คนที่ใช้ แสงบำบัด แล้วได้ผลจริง มักมีเป้าหมายเดียวที่ชัดเจน ไม่ใช่คนที่หวังทุกอย่างพร้อมกัน

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือ คนอยากได้ทุกอย่างพร้อมกัน ทั้งผิวดีขึ้น ปวดข้อหาย นอนหลับดี และฟื้นตัวเร็ว แล้วก็ใช้แบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ จนไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง

ทางที่ได้ผลกว่ามากคือเลือกเป้าหมายหลักหนึ่งอย่าง ทำตามตารางของเป้าหมายนั้นให้ครบสิบสองสัปดาห์ แล้วค่อยเพิ่มเป้าหมายที่สอง

เป้าหมายตำแหน่งที่ส่องความยาวคลื่นที่เน้นเวลาความถี่ช่วงเวลาที่ดีที่สุด
ริ้วรอย ผิวกระชับใบหน้า คอ630 ถึง 660 nm10 ถึง 12 นาที4 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ก่อนนอน
สิวและรอยแดงใบหน้า630 nm8 ถึง 10 นาที3 ถึง 4 ครั้งต่อสัปดาห์เย็น
ผมร่วงหนังศีรษะ650 ถึง 670 nm10 ถึง 15 นาที3 ถึง 4 ครั้งต่อสัปดาห์เช้าหรือเย็น
ฟื้นฟูกล้ามเนื้อกล้ามเนื้อที่เพิ่งใช้830 ถึง 850 nm12 ถึง 15 นาทีหลังซ้อมทุกครั้งภายใน 2 ชม. หลังซ้อม
ปวดข้อ ข้อเข่าข้อที่ปวด850 nm15 ถึง 20 นาที5 ครั้งต่อสัปดาห์ตอนไหนก็ได้
การนอนหลับทั้งตัวหรือหน้าอก660 ถึง 850 nm15 ถึง 20 นาทีทุกวัน1 ถึง 2 ชม. ก่อนนอน
พลังงานตอนเช้าทั้งตัว660 ถึง 850 nm10 ถึง 15 นาที4 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์เช้า

เตรียมตัวก่อนส่อง ห้าข้อที่เปลี่ยนผลลัพธ์ชัดเจน

แสงต้องถึงผิวจริง ไม่ใช่ถึงชั้นครีม ห้าข้อนี้ใช้เวลารวมไม่ถึงสามนาที แต่เป็นสามนาทีที่แยกคนที่เห็นผลออกจากคนที่ไม่เห็นผล

ครีมกันแดดคือศัตรูอันดับหนึ่ง

ก่อนใช้ แสงบำบัด ทุกครั้ง ผิวต้องสะอาดและเปล่า ไม่มีครีม ไม่มีเมกอัพ และไม่มีสารกันแดดเหลืออยู่

การใช้ แสงบำบัด บนผิวที่มีครีมกันแดด เท่ากับจ่ายเงินซื้อเครื่องมาเพื่อให้แสงถูกบล็อกทิ้งทั้งหมด

ครีมกันแดดถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนและดูดซับแสง นั่นคือหน้าที่ของมัน ดังนั้นการทาครีมกันแดดแล้วส่อง แสงบำบัด คือการจ่ายเงินซื้อเครื่องมาเพื่อให้แสงถูกบล็อกทิ้ง

เมกอัพ รองพื้น และครีมบำรุงที่มีสารกันแดดผสมอยู่ ก็ให้ผลแบบเดียวกัน ล้างออกก่อนเสมอ

  1. ล้างหน้าหรือเช็ดผิวให้สะอาด ไม่มีครีมหรือเมกอัพเหลือ
  2. เปิดผิวบริเวณที่ต้องการส่อง เสื้อผ้าบล็อกแสงเกือบทั้งหมด
  3. ใส่แว่นป้องกันถ้าส่องใกล้ใบหน้า
  4. ตั้งเวลาให้ชัด อย่าใช้ความรู้สึก
  5. วัดระยะห่างด้วยไม้บรรทัดจริง ไม่ใช่กะด้วยสายตา

ข้อ 5 คือข้อที่คนข้ามมากที่สุด และเป็นข้อที่มีผลมากที่สุด เพราะระยะที่คลาดเคลื่อน 15 เซนติเมตร เปลี่ยนพลังงานที่ได้รับไปเกือบเท่าตัว

สิ่งที่อยู่บนผิวแสงถึงผิวได้แค่ไหน
ผิวเปล่า สะอาดเต็มที่
มอยส์เจอไรเซอร์บางลดลงเล็กน้อย
เมกอัพหรือรองพื้นลดลงมาก
ครีมกันแดดแทบไม่ถึงเลย
เสื้อผ้าบางลดลงมาก
เสื้อผ้าหนาหรือสีเข้มแทบไม่ถึงเลย

หลังส่องเสร็จ ช่วง 30 นาทีที่สำคัญ

ช่วงสามสิบนาทีหลังส่อง คือช่วงที่เซลล์ทำงานสูงสุด สิ่งที่คุณทำในช่วงนี้ ส่งผลต่อผลลัพธ์มากกว่าที่คิด

อย่าล้างสิ่งที่เพิ่งได้มา

ช่วงหลังใช้ แสงบำบัด คือช่วงที่เซลล์ทำงานสูงสุด สิ่งที่คุณทำในสามสิบนาทีนั้น มีผลมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด

การอาบน้ำร้อนจัดทันทีหลังส่อง ทำให้หลอดเลือดขยายตัวอย่างรวดเร็วและรบกวนกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้น ควรรออย่างน้อยสิบห้าถึงสามสิบนาที

ส่วนการทาครีมบำรุงหรือเซรั่ม ควรทำหลังส่องภายในห้าถึงสิบห้านาที เพราะเป็นช่วงที่ผิวดูดซึมได้ดีที่สุด

ช่วงเวลาควรทำไม่ควรทำ
ทันทีหลังส่องดื่มน้ำอาบน้ำร้อนจัด
5 ถึง 15 นาทีทาครีมบำรุงหรือเซรั่มขัดผิวหรือใช้กรดผลไม้เข้มข้น
30 นาทีพักผ่อน หรือกิจกรรมเบาออกกำลังกายหนักทันทีถ้าใช้เพื่อผิว
2 ชั่วโมงกินโปรตีนถ้าใช้เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อไม่มี

8 ความผิดพลาดที่ทำให้ใช้ แสงบำบัด แล้วไม่เห็นผล

ทุกข้อในหัวข้อนี้คือสิ่งที่เจอจริงกับคนที่ซื้อเครื่องมาแล้วบอกว่าใช้ไม่ได้ผล และเกือบทุกข้อแก้ได้ในวันเดียว

สามข้อที่พบบ่อยที่สุด

ความผิดพลาดในการใช้ แสงบำบัด แทบทั้งหมด ย้อนกลับไปที่สามข้อนี้ และทั้งสามข้อแก้ได้ในวันเดียว

อันดับหนึ่งคือยืนไกลเกินไป คนจำนวนมากยืนห่างหกสิบเซนติเมตรเพื่อส่องหน้า ทั้งที่ควรอยู่ที่สิบห้าถึงยี่สิบเซนติเมตร ผลคือพลังงานที่ได้รับเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบของที่ควรได้

อันดับสองคือใช้แค่ห้านาที เพราะคิดว่าไม่มีเวลา แต่ห้านาทีที่ระยะไกล ให้พลังงานต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะกระตุ้นเซลล์ได้เลย

อันดับสามคือใช้สัปดาห์ละครั้งเพราะลืม แล้วสรุปในเดือนที่สองว่าเครื่องไม่ได้ผล ทั้งที่ยังไม่ได้ใช้ครบสิบครั้งด้วยซ้ำ

ความผิดพลาดผลที่เกิดขึ้นวิธีแก้
ยืนไกลเกิน 60 ซม. สำหรับจุดเฉพาะพลังงานไม่ถึงเกณฑ์ขยับเข้ามา 15 ถึง 30 ซม.
ใช้แค่ 5 นาทีไม่ถึงขนาดที่กระตุ้นเซลล์เพิ่มเป็น 10 ถึง 20 นาที
ใช้สัปดาห์ละครั้งไม่สะสมเพิ่มเป็น 3 ถึง 5 ครั้ง
ทาครีมกันแดดก่อนส่องแสงถูกบล็อกเกือบหมดล้างผิวให้สะอาดก่อน
ส่องผ่านเสื้อผ้าแสงผ่านได้น้อยมากเปิดผิวบริเวณนั้น
ใช้ 2 สัปดาห์แล้วเลิกยังไม่ถึงเวลาที่เห็นผลให้เวลา 8 ถึง 12 สัปดาห์
ส่องนาน 40 ถึง 60 นาทีผลลดลง ไม่ได้เพิ่มคุมที่ 20 นาที
ใช้เครื่องความเข้มต่ำมากต้องใช้เวลานานผิดปกติเลือกเครื่องที่ระบุค่าความเข้ม

8 ความผิดพลาดที่ทำให้ใช้ แสงบำบัด แล้วไม่เห็นผล

เลือกเครื่อง แสงบำบัด ยังไง ห้าตัวเลขที่ต้องดู

ตลาดมีเครื่องตั้งแต่ไม่กี่พันบาทถึงหลักแสน ความต่างอยู่ที่ตัวเลขห้าตัวนี้ ไม่ใช่ที่หน้าตาหรือแบรนด์

ความเข้มแสงสำคัญกว่าจำนวน LED

เครื่อง แสงบำบัด ที่มีจำนวนหลอดเยอะ แต่ความเข้มต่ำ ให้พลังงานน้อยกว่าเครื่องที่หลอดน้อยกว่าแต่ความเข้มสูง

เครื่องที่มี LED สามร้อยดวงแต่ความเข้มต่ำ ให้พลังงานน้อยกว่าเครื่องที่มี LED หนึ่งร้อยห้าสิบดวงแต่ความเข้มสูง เพราะจำนวนดวงบอกแค่พื้นที่ครอบคลุม ไม่ได้บอกความแรง

ตัวเลขที่ต้องถามคือ irradiance หรือความเข้มแสง หน่วยเป็นมิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตร วัดที่ระยะสิบห้าเซนติเมตร ถ้าผู้ขายตอบไม่ได้ ให้ระวังไว้ก่อน

ทำไมเครื่องถูกถึงไม่ได้ผล ไม่ใช่เพราะมันไม่ปล่อยแสง แต่เพราะความเข้มต่ำเกินกว่าจะกระตุ้นเซลล์ในเวลาที่คนทั่วไปจะทนนั่งได้ ผลคือใช้แล้วไม่เห็นอะไร แล้วสรุปว่า แสงบำบัด ไม่ได้ผล ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่เครื่อง

ตัวเลขค่าที่ควรได้ถ้าต่ำกว่านี้จะเกิดอะไร
ความเข้มแสง irradiance100 mW/cm² ขึ้นไป ที่ 15 ซม.ต้องส่องนานผิดปกติ
จำนวนความยาวคลื่นอย่างน้อย 2 คลื่น สีแดงกับ NIRใช้ได้จำกัดเฉพาะบางปัญหา
จำนวน LED200 ดวงขึ้นไปสำหรับแผงใหญ่พื้นที่ครอบคลุมน้อย
ค่า EMFต่ำไม่ควรใช้ใกล้ตัวนาน
มาตรฐานความปลอดภัยFDA หรือ CEไม่มีการรับรอง

ไม่แน่ใจว่าเครื่องแบบไหนตรงกับเป้าหมายคุณ

ถ้าเป้าหมายคือผิวและริ้วรอย เครื่องขนาดเล็กก็พอ แต่ถ้าเป้าหมายคือฟื้นฟูกล้ามเนื้อและปวดข้อ ต้องใช้แผงใหญ่ที่มีอินฟราเรดใกล้ ดูสเปกและความเข้มแสงจริงก่อนตัดสินใจ

ใครไม่ควรใช้ แสงบำบัด และข้อควรระวังที่ต้องรู้

แสงบำบัด ปลอดภัยกว่าหลายวิธี แต่ไม่ใช่ปลอดภัยกับทุกคนทุกสภาวะ โดยเฉพาะคนที่กินยาที่ทำให้ผิวไวแสง

ยาที่ทำให้ผิวไวแสง คือข้อควรระวังที่คนมองข้ามที่สุด

แสงบำบัด ปลอดภัยกว่าหลายวิธี แต่ไม่ได้ปลอดภัยกับทุกคน โดยเฉพาะคนที่กินยาประจำโดยไม่รู้ว่ายานั้นทำให้ผิวไวแสงหรือไม่

ยาบางกลุ่มทำให้ผิวหนังตอบสนองต่อแสงมากผิดปกติ เมื่อใช้ร่วมกับ แสงบำบัด อาจเกิดผิวแดง ไหม้ หรือระคายเคืองรุนแรงกว่าปกติมาก

ถ้าคุณกินยาประจำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยาอะไรก็ตาม ควรถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนว่ายานั้นทำให้ผิวไวแสงหรือไม่ ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที

กลุ่มใช้ได้ไหมเหตุผล
ผู้ที่กินยาที่ทำให้ผิวไวแสงไม่ควร ต้องปรึกษาแพทย์ผิวตอบสนองรุนแรงผิดปกติ
ผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังไม่ควรต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
หญิงตั้งครรภ์ยังไม่มีข้อมูลพอควรปรึกษาแพทย์
ผู้ที่มีโรคตาระวังต้องใส่แว่นป้องกัน
ผู้ที่เป็นลมชักระวังแสงกะพริบอาจกระตุ้น
ผู้ที่มีรอยสักบริเวณที่ส่องระวังเม็ดสีดูดซับแสง อาจร้อน
เด็กควรมีผู้ใหญ่ดูแลต้องคุมเวลาและระยะ
คนสุขภาพทั่วไปใช้ได้ตามคำแนะนำในบทความนี้

ข้อความนี้ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ เป็นข้อควรระวังทั่วไป ถ้ามีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้เสมอ

ผลข้างเคียงที่พบได้ และแปลว่าอะไร

ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายเอง แต่ถ้าเกิดขึ้น แปลว่าคุณใช้หนักเกินไป ไม่ใช่แปลว่าเครื่องมีปัญหา

อ่านสัญญาณจากร่างกาย

ผลข้างเคียงจาก แสงบำบัด ส่วนใหญ่ไม่ได้แปลว่าเครื่องมีปัญหา แต่แปลว่าคุณใช้หนักเกินไป

ผิวแดงที่หายไปภายในหนึ่งถึงสองชั่วโมงถือว่าปกติ แต่ผิวแดงที่ยังอยู่ข้ามวัน หรือมีอาการแสบร่วมด้วย แปลว่าคุณใช้หนักเกินไปมาก ควรหยุดหนึ่งถึงสองวัน แล้วกลับมาเริ่มใหม่ที่เวลาครึ่งหนึ่งของเดิม

ผิวแดงชั่วคราวหลังส่อง เป็นสัญญาณว่าพลังงานที่ได้รับสูงเกินไปในครั้งนั้น ให้ลดเวลาลงหรือเพิ่มระยะห่างในครั้งถัดไป ไม่ใช่ฝืนทำต่อ

อาการสาเหตุที่แท้จริงทำอะไร
ผิวแดงชั่วคราวส่องนานหรือใกล้เกินไปลดเวลา เพิ่มระยะห่าง
ปวดหัวเล็กน้อยส่องหน้านานเกินลดเวลาลงครึ่งหนึ่ง
ตาล้าไม่ใส่แว่นป้องกันใส่แว่นทุกครั้ง
นอนไม่หลับใช้ก่อนนอนใกล้เกินไปขยับไปใช้ตอนเช้า
ผิวแห้งใช้ถี่เกินไปทามอยส์เจอไรเซอร์ ลดความถี่

แสงบำบัด เห็นผลเมื่อไหร่ ไทม์ไลน์จริง

ถ้าคาดหวังผลภายในหนึ่งสัปดาห์ คุณจะผิดหวังแน่นอน ตัวเลขด้านล่างมาจากกรอบเวลาที่งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้ ไม่ใช่คำโฆษณา

ทำไมต้องรอนานขนาดนั้น

แสงบำบัด ให้ผลจากการสะสมในระดับเซลล์ ซึ่งใช้เวลาเป็นสัปดาห์โดยธรรมชาติ ไม่ใช่กระบวนการที่ให้ผลทันทีเหมือนยาแก้ปวด

กระบวนการที่ แสงบำบัด กระตุ้น เป็นกระบวนการสร้างและซ่อมแซมระดับเซลล์ ซึ่งใช้เวลาเป็นสัปดาห์โดยธรรมชาติ ไม่ใช่กระบวนการที่ให้ผลทันทีเหมือนยาแก้ปวด

คอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นในวันนี้ ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะสร้างและจัดเรียงตัวจนเห็นผลบนผิว นี่คือเหตุผลที่การเลิกก่อนสัปดาห์ที่แปด แทบไม่มีทางเห็นผล

ช่วงเวลาสิ่งที่มักสังเกตได้
สัปดาห์ที่ 1 ถึง 2ยังไม่เห็นอะไรชัด อาจรู้สึกผ่อนคลายหลังส่อง
สัปดาห์ที่ 3 ถึง 4ผิวเริ่มดูสม่ำเสมอขึ้น อาการปวดเริ่มลด
สัปดาห์ที่ 5 ถึง 8การฟื้นตัวหลังซ้อมเร็วขึ้นอย่างสังเกตได้
สัปดาห์ที่ 9 ถึง 12ริ้วรอยและความกระชับเปลี่ยนแปลงชัดขึ้น
หลัง 12 สัปดาห์ผลคงที่ถ้าใช้ต่อเนื่อง
  • อย่าประเมินจากกระจกทุกวัน การเปลี่ยนแปลงช้าเกินกว่าจะเห็นจากวันต่อวัน
  • ถ่ายรูปทุก 2 สัปดาห์ แสงเดียวกัน มุมเดียวกัน จะเห็นความต่างชัดกว่ามาก
  • จดระดับความปวดทุกวัน ให้คะแนน 1 ถึง 10 แล้วดูแนวโน้มรายเดือน

ใช้ร่วมกับซาวน่าและแช่น้ำเย็นได้ไหม

ได้ และมีลำดับที่ควรทำตาม การเรียงลำดับผิดทำให้ผลของบางอย่างถูกหักล้าง โดยเฉพาะการส่องแสงตอนตัวเปียกเหงื่อ

แสงต้องมาก่อน เพราะผิวต้องแห้ง

เมื่อทำ แสงบำบัด ร่วมกับซาวน่าและการแช่น้ำเย็น ลำดับสำคัญมาก เพราะสัญญาณที่แต่ละอย่างส่งให้ร่างกาย หักล้างกันได้

ในทางปฏิบัติ ลำดับนี้แปลว่าคุณต้องวางแผนล่วงหน้าเล็กน้อย คือส่องแสงก่อนเข้าซาวน่า ไม่ใช่หลังออกจากซาวน่าตอนตัวยังเปียกเหงื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำโดยไม่รู้ตัว เพราะมันสะดวกกว่า

เหตุผลที่ แสงบำบัด ควรมาเป็นอันดับแรก เรียบง่ายมาก คือแสงต้องส่องบนผิวที่แห้งและสะอาด เหงื่อและน้ำบนผิวจะกระเจิงแสงและลดพลังงานที่ทะลุลงไป

ส่วนความเย็นควรอยู่ท้ายสุด เพราะมันทำให้หลอดเลือดหดตัว ซึ่งจะลดการไหลเวียนเลือดในบริเวณที่คุณเพิ่งกระตุ้นด้วยแสง

ลำดับทำอะไรเวลาทำไมต้องอยู่ตำแหน่งนี้
1 แสงบำบัด 10 ถึง 15 นาทีผิวต้องแห้งและสะอาด
2ซาวน่า15 ถึง 20 นาทีขยายหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียน
3พัก5 ถึง 10 นาทีให้ชีพจรกลับสู่ปกติ
4แช่น้ำเย็น2 ถึง 5 นาทีปิดท้าย ลดการอักเสบ

ถ้าสนใจส่วนของความเย็น อ่านอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมได้ที่ คู่มือ Ice Bath และดู ห้องซาวน่าสำหรับบ้าน ประกอบสำหรับฝั่งความร้อน

ใช้เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อจังหวะเวลาสำคัญกว่าที่คิด

การส่องภายในสองชั่วโมงหลังซ้อม ให้ผลต่างจากการส่องในวันถัดไปอย่างชัดเจน เพราะเป็นช่วงที่กระบวนการซ่อมแซมกำลังเริ่มต้น

ทำไมสองชั่วโมงแรกถึงสำคัญ

การใช้ แสงบำบัด หลังซ้อมภายในสองชั่วโมง ให้ผลต่างจากการใช้ในวันถัดไปอย่างชัดเจน

ในทางปฏิบัติ นี่แปลว่าถ้าคุณซ้อมที่ฟิตเนสแล้วกลับบ้าน ควรส่องทันทีที่ถึงบ้าน ไม่ใช่รอหลังอาบน้ำและกินข้าวเสร็จ ซึ่งอาจกินเวลาไปสองถึงสามชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว

หลังการซ้อมหนัก ร่างกายจะเริ่มกระบวนการซ่อมแซมเส้นใยกล้ามเนื้อที่เสียหายทันที ช่วงนี้คือช่วงที่เซลล์ต้องการพลังงานมากที่สุด และเป็นช่วงที่การกระตุ้นด้วยแสงให้ผลมากที่สุด

การรอไปส่องวันถัดไป ไม่ใช่ว่าไม่ได้ผลเลย แต่ได้ผลน้อยกว่า เพราะช่วงที่ตอบสนองดีที่สุดผ่านไปแล้ว

สถานการณ์ส่องเมื่อไหร่ตำแหน่งเวลา
หลังเวทท่อนล่างภายใน 2 ชั่วโมงต้นขา ก้น น่อง12 ถึง 15 นาทีต่อจุด
หลังเวทท่อนบนภายใน 2 ชั่วโมงไหล่ หลัง แขน12 ถึง 15 นาทีต่อจุด
หลังวิ่งระยะไกลภายใน 2 ชั่วโมงน่อง ต้นขาหลัง15 นาทีต่อจุด
วันพักตอนไหนก็ได้จุดที่ยังปวด15 ถึง 20 นาที
ก่อนแข่งเช้าวันแข่งขาทั้งสองข้าง10 นาที

ใช้เพื่อผิว สกินแคร์ตัวไหนใช้ร่วมได้ ตัวไหนไม่ได้

สกินแคร์บางตัวเสริมกัน บางตัวทำให้ผิวไวแสงจนระคายเคือง ลำดับและช่วงเวลาที่ทาจึงสำคัญไม่แพ้ตัวผลิตภัณฑ์

ทาหลังส่องเสมอ ไม่ใช่ก่อน

ลำดับที่ถูกต้องคือ ล้างผิว ใช้ แสงบำบัด แล้วค่อยทาบำรุง ไม่มีข้อยกเว้น

ข้อยกเว้นเดียวคือถ้าผิวคุณแห้งมากจนแสบ อาจทามอยส์เจอไรเซอร์บาง ๆ ที่ไม่มีสารกันแดดก่อนได้ แต่ในกรณีทั่วไป การล้างผิวให้สะอาดแล้วส่องบนผิวเปล่า คือวิธีที่ให้พลังงานถึงผิวมากที่สุด

กฎง่ายที่สุดคือ ล้างผิวให้สะอาด ส่องเสร็จ แล้วค่อยทา ไม่มีข้อยกเว้น เพราะทุกอย่างที่อยู่บนผิว ล้วนบล็อกแสงไม่มากก็น้อย

ผลิตภัณฑ์ใช้ร่วมได้ไหมใช้ตอนไหน
มอยส์เจอไรเซอร์ได้หลังส่อง
วิตามินซีเซรั่มได้หลังส่อง
ไฮยาลูรอนิกได้หลังส่อง
เรตินอลระวังคนละคืนกับที่ส่อง หรือปรึกษาแพทย์ผิวหนัง
กรดผลไม้ AHA หรือ BHAระวังไม่ควรใช้วันเดียวกัน
ครีมกันแดดห้ามก่อนส่องล้างออกก่อนเสมอ

ใช้ตอนไหนของวันดีที่สุด

ไม่มีคำตอบเดียว ขึ้นกับเป้าหมาย และมีข้อควรระวังเรื่องการนอนสำหรับบางคนที่ตอบสนองต่อแสงจ้าด้วยความตื่นตัว

คนที่ใช้ก่อนนอนแล้วหลับยาก ให้ย้ายไปตอนเช้า

ช่วงเวลาที่ใช้ แสงบำบัด ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกคน ให้ทดลองสองสัปดาห์แล้วดูว่าร่างกายคุณตอบสนองแบบไหน

บางคนตอบสนองต่อแสงจ้าด้วยความตื่นตัว ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่ได้แปลว่าเครื่องมีปัญหา ถ้าคุณเป็นแบบนั้น ให้ย้ายเวลาใช้ไปตอนเช้าหรือช่วงเย็นก่อนหกโมง

ในทางกลับกัน คนจำนวนมากรู้สึกผ่อนคลายหลังส่องและหลับง่ายขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน ให้ทดลองสองสัปดาห์แล้วดูว่าคุณอยู่กลุ่มไหน

ช่วงเวลาข้อดีข้อควรระวังเหมาะกับเป้าหมาย
เช้า 6 ถึง 9 น.กระตุ้นนาฬิกาชีวภาพต้องมีเวลาพลังงาน ความตื่นตัว
ก่อนซ้อมเพิ่มการไหลเวียนเลือดอย่าใช้แทนวอร์มอัพประสิทธิภาพการซ้อม
หลังซ้อมทันทีลดการอักเสบไม่มีฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
เย็น 17 ถึง 19 น.สะดวก ทำได้สม่ำเสมอไม่มีผิว ริ้วรอย
ก่อนนอน 1 ถึง 2 ชม.ช่วยผ่อนคลายบางคนตื่นตัวจนหลับยากการนอนหลับ

ค่าไฟของ แสงบำบัด และต้นทุนใช้งานจริง

แผง แสงบำบัด กินไฟน้อยกว่าที่หลายคนคิดมาก เพราะใช้ครั้งละไม่เกินยี่สิบนาที และไม่ต้องอุ่นเครื่องเหมือนซาวน่า

ต้นทุนที่แท้จริงคือค่าเครื่อง ไม่ใช่ค่าไฟ

ค่าไฟของ แสงบำบัด แทบไม่มีนัยสำคัญเลย แม้แต่แผงเต็มตัวที่ใช้ทุกวัน

สิ่งที่ควรกังวลแทนค่าไฟ คือค่าเครื่องที่จ่ายไปแล้วใช้ไม่คุ้ม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคุณใช้ไม่สม่ำเสมอ หรือใช้ผิดวิธีจนไม่เห็นผลแล้วเลิกไปเฉย ๆ

เมื่อคนถามเรื่องต้นทุนของ แสงบำบัด พวกเขามักกังวลเรื่องค่าไฟ ทั้งที่ค่าไฟแทบไม่มีนัยสำคัญเลย แม้แต่แผงเต็มตัวที่ใช้ทุกวัน ค่าไฟต่อเดือนก็ยังไม่ถึงห้าสิบบาท

ขนาดเครื่องกำลังไฟค่าไฟต่อครั้ง 20 นาทีค่าไฟต่อเดือน 20 ครั้ง
เครื่องพกพา30 ถึง 60 วัตต์0.05 ถึง 0.1 บาท1 ถึง 2 บาท
แผงกลาง100 ถึง 200 วัตต์0.15 ถึง 0.3 บาท3 ถึง 6 บาท
แผงใหญ่300 ถึง 600 วัตต์0.45 ถึง 0.9 บาท9 ถึง 18 บาท
แผงเต็มตัว700 ถึง 1,200 วัตต์1.05 ถึง 1.8 บาท21 ถึง 36 บาท

ลองก่อนซื้อ ทางเลือกสำหรับคนที่ยังไม่มั่นใจ

เครื่องแผงใหญ่ราคาไม่ใช่น้อย การเช่าใช้หนึ่งถึงสองเดือนก่อน ช่วยให้รู้ว่าร่างกายคุณตอบสนองหรือไม่ ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง

ระยะเวลาที่พอจะประเมินได้

การเช่าเครื่อง แสงบำบัด หนึ่งเดือน ไม่พอที่จะประเมินผลด้านผิว แต่พอที่จะรู้ว่าคุณจะใช้มันสม่ำเสมอหรือไม่

การเช่าหนึ่งเดือนไม่พอที่จะประเมินผลด้านผิว เพราะผลด้านผิวต้องใช้เวลาแปดถึงสิบสองสัปดาห์ แต่พอที่จะประเมินสามอย่างได้ คือคุณจะใช้มันสม่ำเสมอหรือไม่ ร่างกายระคายเคืองหรือไม่ และการนอนหลับเปลี่ยนไปหรือไม่

ทางเลือกเงินก้อนแรกเหมาะกับใคร
เช่ารายเดือนต่ำคนที่อยากลองก่อน 1 ถึง 2 เดือน
ซื้อเครื่องเล็กปานกลางเป้าหมายผิวหน้าอย่างเดียว
ซื้อแผงใหญ่สูงใช้ทั้งตัว ทั้งครอบครัว

ดูเงื่อนไข บริการเช่าเครื่อง แสงบำบัด ได้ ถ้าอยากทดลองก่อนตัดสินใจซื้อ

จดบันทึกยังไงให้รู้ว่าได้ผลจริง

ความรู้สึกเชื่อไม่ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงช้าเกินกว่าจะสังเกตจากวันต่อวัน ต้องมีข้อมูลจึงจะประเมินได้หลังสิบสองสัปดาห์

สี่อย่างที่ควรจด

การจดบันทึกระหว่างใช้ แสงบำบัด มีไว้เพื่อตอบคำถามเดียว คือหลังสิบสองสัปดาห์ ควรใช้ต่อหรือควรเลิก

เหตุผลที่ต้องถ่ายรูปด้วยแสงและมุมเดิม เพราะการเปลี่ยนมุมกล้องเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้เงาบนใบหน้าเปลี่ยนไปจนดูเหมือนริ้วรอยลดลงหรือเพิ่มขึ้น ทั้งที่ผิวไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย นี่คือกับดักที่ทำให้คนประเมินผลผิดพลาดบ่อยที่สุด

การจดบันทึกไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงาม แต่มีไว้เพื่อตอบคำถามเดียวคือ หลังสิบสองสัปดาห์ ควรใช้ต่อหรือควรเลิก และคำถามนี้ตอบไม่ได้เลยถ้าไม่มีข้อมูล

  1. ถ่ายรูปบริเวณเดิม แสงเดียวกัน มุมเดียวกัน ทุก 2 สัปดาห์
  2. ให้คะแนนระดับความปวด 1 ถึง 10 ทุกเช้า
  3. นับจำนวนวันที่ยังปวดหลังซ้อมหนัก
  4. ให้คะแนนคุณภาพการนอน 1 ถึง 10 ทุกเช้า
  5. ทำเครื่องหมายในปฏิทินทุกครั้งที่ใช้เครื่อง
สิ่งที่บันทึกวิธีบันทึกความถี่
รูปถ่ายแสงและมุมเดิมทุก 2 สัปดาห์
ระดับความปวดให้คะแนน 1 ถึง 10ทุกวัน
เวลาฟื้นตัวหลังซ้อมนับวันที่ยังปวดทุกครั้งที่ซ้อมหนัก
คุณภาพการนอนให้คะแนน 1 ถึง 10ทุกวัน
วันที่ใช้เครื่องทำเครื่องหมายในปฏิทินทุกครั้ง

สิ่งที่งานวิจัยบอก และสิ่งที่ยังไม่ชัด

มีงานวิจัยจริงอยู่พอสมควร แต่ก็มีคำกล่าวอ้างเกินจริงอยู่มาก การแยกสองอย่างนี้ออกจากกัน ช่วยให้คุณคาดหวังได้ถูกต้อง

อย่าคาดหวังในสิ่งที่หลักฐานยังไม่รองรับ

งานวิจัยเกี่ยวกับ แสงบำบัด มีอยู่จริง แต่ก็มีคำกล่าวอ้างเกินจริงอยู่มาก การแยกสองอย่างนี้ออกจากกันช่วยให้คุณคาดหวังได้ถูกต้อง

คำแนะนำที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ ถ้าเหตุผลหลักที่คุณจะซื้อเครื่องคือการลดน้ำหนัก ให้เก็บเงินไว้แล้วเอาไปลงทุนกับอย่างอื่นที่มีหลักฐานหนักแน่นกว่า เช่น การคุมอาหารและการเล่นเวท ซึ่งได้ผลแน่นอนกว่ามาก

สิ่งที่มีหลักฐานค่อนข้างชัดคือ การลดปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย และการกระตุ้นคอลลาเจน ส่วนเรื่องการลดน้ำหนัก หลักฐานอ่อนมาก และไม่ควรเป็นเหตุผลที่คุณซื้อเครื่อง

ด้านระดับหลักฐานหมายเหตุ
ลดปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายค่อนข้างชัดมีงานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุน
กระตุ้นคอลลาเจน ลดริ้วรอยค่อนข้างชัดต้องใช้ต่อเนื่อง 8 ถึง 12 สัปดาห์
ช่วยเรื่องผมร่วงบางประเภทมีหลักฐานผลต่างกันในแต่ละคน
ลดการอักเสบข้อมีหลักฐานขนาดตัวอย่างยังเล็ก
ช่วยการนอนหลับยังไม่สม่ำเสมอผลขึ้นกับช่วงเวลาที่ใช้
ลดน้ำหนักหลักฐานอ่อนไม่ควรคาดหวัง

วิดีโอ อธิบายการใช้ แสงบำบัด แบบเข้าใจง่าย

คลิปอธิบายกลไก ระยะห่าง และสิ่งที่ได้ผลจริงกับสิ่งที่เป็นแค่การตลาด ดูควบคู่กับตาราง 4 สัปดาห์ด้านบน

ประเด็นที่ตรงกับบทความนี้

สิ่งที่คลิปย้ำและบทความนี้ย้ำตรงกันมีสองข้อ ข้อแรกคือความเข้มแสงและระยะห่างสำคัญกว่ายี่ห้อ ข้อสองคือการใช้สม่ำเสมอสำคัญกว่าการอัดหนักเป็นครั้งคราว

ถ้าคุณดูคลิปแล้วยังไม่แน่ใจว่าเครื่องของคุณมีความเข้มแสงเท่าไหร่ ให้ถามผู้ขายโดยตรงว่าค่า irradiance ที่ระยะสิบห้าเซนติเมตรเป็นเท่าไหร่ ถ้าตอบไม่ได้ นั่นคือคำตอบแล้ว

ตัวเลขทั้งหมดในหน้าเดียว

เก็บหน้านี้ไว้เปิดตอนใช้เครื่อง ทุกตัวเลขในตารางนี้มาจากหัวข้อด้านบน และไม่มีตัวเลขไหนที่ไม่ได้อธิบายที่มา

ใช้อย่างไร

เปิดดูก่อนกดเปิดเครื่องทุกครั้งในสี่สัปดาห์แรก จนกว่าตัวเลขจะติดตัว หลังจากนั้นคุณจะทำได้เองโดยไม่ต้องดู

หัวข้อตัวเลข
ระยะห่างสำหรับจุดเฉพาะ15 ถึง 30 ซม.
ระยะห่างสำหรับทั้งตัว60 ถึง 90 ซม.
เวลาต่อครั้ง10 ถึง 20 นาที
ความถี่3 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์
ระยะเวลาก่อนเห็นผล8 ถึง 12 สัปดาห์
ความยาวคลื่นสำหรับผิว630 ถึง 660 nm
ความยาวคลื่นสำหรับกล้ามเนื้อ830 ถึง 850 nm
ความเข้มแสงขั้นต่ำที่ควรได้100 mW/cm² ขึ้นไป
เวลาส่องหลังซ้อมภายใน 2 ชั่วโมง
สิ่งที่ห้ามมีบนผิวก่อนส่องครีมกันแดด เมกอัพ
เวลาที่มากเกินไปเกิน 30 นาที

วิธีใช้ แสงบำบัด ให้ตรงกับความยาวคลื่นที่เครื่องปล่อยออกมา

ความยาวคลื่นสองช่วงที่มีงานวิจัยรองรับมากที่สุดคือ 660nm ซึ่งเป็นแสงแดงที่ทะลุผ่านผิวหนังชั้นตื้น และ 850nm ซึ่งเป็นอินฟราเรดใกล้ที่ลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อและข้อต่อ

กลไกที่ทั้งสองช่วงคลื่นทำงานคือการกระตุ้น mitochondria ให้ผลิตพลังงานได้มากขึ้น ดังนั้น วิธีใช้ แสงบำบัด ที่ถูกต้องจึงต้องเลือกช่วงคลื่นให้ตรงกับปัญหา ผิวและแผลใช้ 660nm ส่วนกล้ามเนื้อลึกและข้อใช้ 850nm

red light therapy กับแสงสีแดงคือคำเดียวกัน เลือกอุปกรณ์อย่างไร

คำว่า red light therapy เป็นชื่อสากล ส่วนคนไทยเรียก แสงสีแดง หรือ แสงบำบัด สิ่งที่ต้องดูตอนเลือกซื้อไม่ใช่ชื่อเรียก แต่คือความยาวคลื่นที่เครื่องปล่อยจริง

เครื่องที่ระบุแค่ว่าเป็นแสงสีแดงโดยไม่บอกตัวเลข 660nm หรือ 850nm มักไม่มีการวัดจริง และให้กำลังส่องต่ำเกินกว่าจะกระตุ้น mitochondria ได้ตามที่งานวิจัยใช้

ตัวเลขที่ควรถามผู้ขายคือความหนาแน่นกำลังงานที่ระยะ 15 ถึง 30 เซนติเมตร ถ้าตอบไม่ได้ ให้ข้ามเครื่องนั้นไป

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รวมคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดเกี่ยวกับการใช้ แสงบำบัด ที่บ้าน พร้อมคำตอบที่นำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องหาข้อมูลเพิ่ม

แสงบำบัด ใช้กี่นาทีต่อครั้ง

โดยทั่วไป 10 ถึง 20 นาทีต่อจุดหรือต่อครั้ง ขึ้นกับระยะห่างและความเข้มแสงของเครื่อง ถ้ายืนใกล้ 15 เซนติเมตร ใช้เวลาน้อยกว่า ถ้ายืนไกล 60 ถึง 90 เซนติเมตร ต้องใช้เวลานานขึ้น การส่องเกิน 30 นาทีไม่ได้ให้ผลดีขึ้น เพราะ แสงบำบัด มีลักษณะ biphasic คือเกินขนาดแล้วผลลดลง

ควรยืนห่างจากแผงเท่าไหร่

ถ้าต้องการรักษาเฉพาะจุดเช่นข้อเข่าหรือใบหน้า ให้อยู่ห่าง 15 ถึง 30 เซนติเมตร ถ้าต้องการใช้ทั้งตัวให้ถอยไป 60 ถึง 90 เซนติเมตร ความเข้มแสงลดลงตามกำลังสองของระยะทาง ดังนั้นการถอยห่างเป็นสองเท่า ทำให้ได้พลังงานเหลือเพียงหนึ่งในสี่

ใช้ทุกวันได้ไหม

ได้ แต่ 3 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอในกรณีส่วนใหญ่ การใช้ทุกวันไม่ได้ทำให้เห็นผลเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคืองในบางคน สิ่งที่สำคัญกว่าความถี่คือความต่อเนื่องตลอด 8 ถึง 12 สัปดาห์

ต้องเปิดผิวไหม ส่องผ่านเสื้อได้หรือเปล่า

ต้องเปิดผิว เสื้อผ้าบล็อกแสงได้เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะผ้าหนาและผ้าสีเข้ม การส่องผ่านเสื้อทำให้พลังงานที่ถึงผิวจริงลดลงจนแทบไม่เหลือ นอกจากนี้ต้องล้างครีมกันแดดและเมกอัพออกก่อนด้วย

ทาครีมก่อนหรือหลังส่องดี

หลังส่องเสมอ ครีม เซรั่ม และโดยเฉพาะครีมกันแดด จะบล็อกแสงไม่ให้ถึงผิว ให้ล้างผิวให้สะอาด ส่องเสร็จ แล้วค่อยทามอยส์เจอไรเซอร์หรือเซรั่มภายใน 5 ถึง 15 นาที ซึ่งเป็นช่วงที่ผิวดูดซึมได้ดี

เห็นผลภายในกี่สัปดาห์

อย่าคาดหวังผลใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ โดยทั่วไปอาการปวดและการฟื้นตัวจะเริ่มดีขึ้นในสัปดาห์ที่ 3 ถึง 5 ส่วนผลด้านผิวและริ้วรอยมักเห็นชัดในสัปดาห์ที่ 9 ถึง 12 งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ให้ผลบวก ใช้ระยะเวลาสะสม 8 ถึง 12 สัปดาห์

ใช้ก่อนนอนแล้วนอนไม่หลับ ทำยังไง

บางคนตอบสนองต่อแสงจ้าด้วยความตื่นตัว ถ้าเป็นแบบนั้นให้ขยับเวลาใช้ไปเป็นตอนเช้าหรือช่วงเย็นก่อน 18.00 น. แทน และเว้นระยะจากเวลานอนอย่างน้อย 3 ถึง 4 ชั่วโมง

เครื่องราคาถูกกับแพงต่างกันตรงไหน

ต่างที่ความเข้มแสง จำนวนความยาวคลื่น จำนวน LED และค่า EMF เครื่องราคาถูกมักมีความเข้มแสงเพียง 20 ถึง 50 mW/cm² ซึ่งต้องส่องนานมากกว่าจะถึงขนาดที่กระตุ้นเซลล์ ทำให้คนใช้แล้วไม่เห็นผลและสรุปว่าไม่ได้ผล

ใครไม่ควรใช้ แสงบำบัด

ผู้ที่กินยาที่ทำให้ผิวไวแสง ผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง ผู้ที่เป็นลมชัก และหญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อน ส่วนผู้ที่มีโรคตาควรใส่แว่นป้องกันทุกครั้ง ข้อมูลนี้เป็นข้อควรระวังทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์

ใช้ร่วมกับซาวน่าและ ice bath ได้ไหม

ได้ และลำดับที่แนะนำคือใช้ แสงบำบัด ก่อน ตามด้วยซาวน่า พักสักครู่ แล้วจึงแช่น้ำเย็นเป็นลำดับสุดท้าย เหตุผลคือแสงต้องส่องบนผิวที่แห้งและสะอาด ส่วนความเย็นควรอยู่ท้ายสุดเพื่อปิดการอักเสบ

เริ่มต้นให้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก

ถ้าตั้งระยะห่างและเวลาถูกตั้งแต่สัปดาห์แรก คุณจะรู้ผลจริงภายใน 8 ถึง 12 สัปดาห์ ไม่ต้องเดา ไม่ต้องลองผิดลองถูก ปรึกษาทีมงานเพื่อเลือกเครื่องที่ให้ความเข้มแสงพอกับเป้าหมายของคุณ

สรุปสั้น ๆ ก่อนคุณเริ่ม

เครื่องดีแค่ไหนก็ไม่ช่วย ถ้าระยะห่าง เวลา และความถี่ไม่ถูก และเครื่องระดับกลางก็ให้ผลได้ ถ้าสามอย่างนี้ถูก

สามสิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์เป็นศูนย์

แสงบำบัด ที่ใช้ถูกวิธี ให้ผลจริงในแปดถึงสิบสองสัปดาห์ และที่ใช้ผิดวิธี ให้ผลเป็นศูนย์ตลอดกาล

คนที่ล้มเหลวกับ แสงบำบัด แทบทั้งหมด ไม่ได้ล้มเหลวเพราะเครื่อง แต่ล้มเหลวเพราะสามข้อนี้

ยืนไกลเกินไป ใช้สั้นเกินไป และเลิกก่อนสัปดาห์ที่แปด สามอย่างนี้ทำให้ผลเป็นศูนย์ ทั้งที่เครื่องทำงานปกติทุกอย่าง และทั้งสามอย่างแก้ได้ในวันเดียว

ถ้าจะเริ่ม ให้เริ่มแบบนี้

ทำตามตารางสี่สัปดาห์ในบทความนี้อย่างเคร่งครัด วัดระยะด้วยไม้บรรทัดจริง ตั้งเวลาจริง แล้วให้เวลาตัวเองครบสิบสองสัปดาห์ก่อนตัดสินว่าได้ผลหรือไม่

นั่นคือวิธีเดียวที่จะรู้คำตอบจริง เพราะถ้าคุณเลิกก่อนสัปดาห์ที่แปด คุณจะไม่มีวันรู้เลยว่ามันได้ผลกับคุณหรือไม่ และเงินที่จ่ายไปจะสูญเปล่าโดยสมบูรณ์

แสงบำบัด ทำงานยังไงในระดับเซลล์

ไม่ต้องเข้าใจชีวเคมีทั้งหมด แต่ต้องรู้ว่าทำไมความเข้มแสงถึงสำคัญกว่ายี่ห้อ และทำไมระยะห่างถึงเปลี่ยนทุกอย่าง

แสงถูกดูดซับโดยไมโตคอนเดรีย

กระบวนการที่เกิดขึ้นเรียกว่า photobiomodulation ซึ่งเป็นชื่อทางการแพทย์ของสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่า แสงบำบัด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โฟตอนจากแสงถูกดูดซับโดยเอนไซม์ในไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตพลังงานให้เซลล์

เมื่อไมโตคอนเดรียได้รับพลังงานจากแสง มันจะผลิตพลังงานให้เซลล์ได้มากขึ้น และเซลล์ที่มีพลังงานเพียงพอ จะซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น สร้างคอลลาเจนได้มากขึ้น และลดการอักเสบได้ดีขึ้น

ทำไมความเข้มแสงถึงกำหนดทุกอย่าง

กระบวนการนี้ต้องการพลังงานถึงระดับหนึ่งจึงจะเริ่มทำงาน ถ้าพลังงานที่ผิวได้รับต่ำกว่าระดับนั้น จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่ใช่เกิดขึ้นน้อยลง

นี่คือเหตุผลที่เครื่องความเข้มต่ำมาก ๆ อาจไม่ให้ผลอะไรเลย ไม่ว่าคุณจะส่องนานแค่ไหน เพราะพลังงานต่อหน่วยเวลาต่ำเกินกว่าจะข้ามเกณฑ์

  1. แสงทะลุผิวหนังลงไปตามความยาวคลื่น สีแดงตื้น อินฟราเรดใกล้ลึก
  2. เอนไซม์ในไมโตคอนเดรียดูดซับโฟตอน
  3. เซลล์ผลิตพลังงานได้มากขึ้น
  4. เซลล์ซ่อมแซมตัวเอง สร้างคอลลาเจน และลดการอักเสบ
  5. เมื่อทำซ้ำต่อเนื่อง 8 ถึง 12 สัปดาห์ ผลจะสะสมจนสังเกตเห็นได้
ตัวแปรหน่วยค่าที่ใช้กันทั่วไป
ความเข้มแสง irradiancemW/cm²30 ถึง 150
เวลาวินาที300 ถึง 1,200
ขนาดพลังงานที่ได้J/cm²3 ถึง 60
ช่วงที่ให้ผลดีกับผิวJ/cm²3 ถึง 10
ช่วงที่ให้ผลดีกับกล้ามเนื้อJ/cm²10 ถึง 60
เกินช่วงนี้J/cm²ผลเริ่มลดลง

ตัวเลขนี้บอกอะไร เครื่องที่มีความเข้ม 20 mW/cm² ต้องส่อง 40 ถึง 50 นาทีเพื่อให้ได้พลังงานเท่ากับเครื่องที่มีความเข้ม 150 mW/cm² ส่องเพียง 5 ถึง 7 นาที

ตารางเวลาตามส่วนของร่างกาย

แต่ละส่วนของร่างกายมีความหนาของเนื้อเยื่อต่างกัน เวลาและระยะห่างที่ต้องใช้จึงไม่เท่ากัน อย่าใช้ตัวเลขเดียวกับทุกจุด

ยิ่งเนื้อเยื่อหนา ยิ่งต้องใช้อินฟราเรดใกล้

วิธีเช็คง่าย ๆ ว่าเครื่องของคุณมีอินฟราเรดใกล้หรือไม่ คือดูสเปกว่ามีความยาวคลื่นในช่วง 810 ถึง 850 นาโนเมตรหรือไม่ ถ้ามีแต่ 630 กับ 660 แปลว่าเป็นเครื่องสำหรับผิวเท่านั้น

ใบหน้ามีชั้นผิวบาง แสงสีแดงเข้าถึงได้สบาย แต่ข้อเข่ามีชั้นไขมัน กล้ามเนื้อ และเอ็นหนากว่ามาก จึงต้องพึ่งอินฟราเรดใกล้ที่ทะลุได้ลึกกว่า

ถ้าคุณใช้เครื่องที่มีแต่แสงสีแดงมาส่องข้อเข่า ต่อให้ส่องนานแค่ไหน พลังงานก็ไปไม่ถึงข้อต่อ นี่คือกรณีที่คนซื้อเครื่องผิดประเภทแล้วสรุปว่าไม่ได้ผล

ส่วนของร่างกายระยะห่างเวลาความถี่
ใบหน้า15 ถึง 20 ซม.8 ถึง 12 นาที4 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์
หนังศีรษะ10 ถึง 15 ซม.10 ถึง 15 นาที3 ถึง 4 ครั้งต่อสัปดาห์
คอและไหล่20 ถึง 25 ซม.12 ถึง 15 นาที3 ถึง 4 ครั้งต่อสัปดาห์
หลังส่วนล่าง25 ถึง 30 ซม.15 ถึง 20 นาที4 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์
ข้อเข่า15 ถึง 20 ซม.15 ถึง 20 นาที5 ครั้งต่อสัปดาห์
ต้นขา25 ถึง 30 ซม.15 นาที3 ถึง 4 ครั้งต่อสัปดาห์
ทั้งตัว60 ถึง 90 ซม.20 ถึง 25 นาที3 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์

ตารางระยะห่างและเวลาส่อง แสงบำบัด แยกตามส่วนของร่างกาย

ความเชื่อผิดที่เจอบ่อย

แยกสิ่งที่การตลาดบอก ออกจากสิ่งที่หลักฐานรองรับ เพราะความเชื่อผิดบางข้อ ทำให้คุณใช้ผิดวิธีตั้งแต่วันแรก

เจ็ดข้อที่ต้องเลิกเชื่อ

ความเชื่อผิดเกี่ยวกับ แสงบำบัด ส่วนใหญ่มาจากการตลาด ไม่ใช่จากงานวิจัย และการเชื่อตามทำให้คุณใช้ผิดตั้งแต่วันแรก

ความเชื่อที่อันตรายที่สุดคือ ยิ่งส่องนานยิ่งดี เพราะมันทำให้คนส่องสี่สิบถึงหกสิบนาที ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผลเพิ่มแล้ว ยังทำให้ผิวแดงและระคายเคือง จนหลายคนเลิกใช้ไปเลย

  • ยิ่งส่องนานยิ่งดี ผิด เกินขนาดแล้วผลลดลง ไม่ใช่คงที่
  • ยิ่งเครื่องสว่างยิ่งดี ไม่เสมอไป ความสว่างที่ตาเห็นไม่เท่ากับความเข้มแสงที่วัดได้
  • เห็นผลใน 1 สัปดาห์ ผิด ต้องใช้ 8 ถึง 12 สัปดาห์
  • ใช้แทนการออกกำลังกายได้ ผิด เป็นตัวเสริม ไม่ใช่ตัวแทน
  • ทำให้ผิวไหม้เหมือนแดด ไม่ใช่ เพราะไม่มีรังสี UV
  • ใช้แล้วลดน้ำหนักได้ หลักฐานอ่อนมาก ไม่ควรคาดหวัง
  • ทาครีมก่อนช่วยเพิ่มการดูดซึม ผิด ครีมบล็อกแสง

ความเชื่อที่แพงที่สุด คือคิดว่าเครื่องถูกกับเครื่องแพงต่างกันแค่ยี่ห้อ ทั้งที่ต่างกันที่ irradiance ซึ่งเป็นตัวแปรที่กำหนดว่าคุณจะเห็นผลหรือไม่

ใช้ แสงบำบัด ที่บ้าน เทียบกับ ไปคลินิก

ต่างกันที่ความเข้มแสงและความสม่ำเสมอ และในระยะยาว ความสม่ำเสมอมักชนะความเข้มแสงเสมอ

ความสม่ำเสมอคือข้อได้เปรียบที่แท้จริง

ข้อได้เปรียบของการมีเครื่อง แสงบำบัด ที่บ้าน ไม่ใช่ราคา แต่คือความสม่ำเสมอที่คลินิกให้ไม่ได้

แสงบำบัด ให้ผลจากการสะสม ไม่ใช่จากครั้งเดียว ดังนั้นเครื่องที่อยู่ในบ้านและใช้ได้ทุกวัน มักให้ผลดีกว่าเครื่องที่แรงกว่าแต่ต้องเดินทางไปใช้

ข้อได้เปรียบที่แท้จริงของการมีเครื่องที่บ้าน ไม่ใช่ราคา แต่คือความสม่ำเสมอ เพราะ แสงบำบัด ต้องการการใช้สามถึงห้าครั้งต่อสัปดาห์ ติดต่อกันแปดถึงสิบสองสัปดาห์

นั่นคือสี่สิบถึงหกสิบครั้ง ซึ่งแทบไม่มีใครทำได้ถ้าต้องเดินทางไปคลินิกทุกครั้ง และคนที่พยายาม มักหยุดไปในเดือนที่สอง

หัวข้อทำที่บ้านไปคลินิก
ความเข้มแสงปานกลางถึงสูงสูง
ความสม่ำเสมอทำได้ทุกวันต้องนัดคิว
ต้นทุนระยะยาวจ่ายครั้งเดียวจ่ายทุกครั้ง
ความสะดวกสูงมากต้องเดินทาง
มีผู้เชี่ยวชาญดูแลไม่มีมี
เหมาะกับใช้ต่อเนื่องระยะยาวเคสเฉพาะทาง

ถ้าเป้าหมายคือฟื้นฟูหลังซ้อมและใช้ควบคู่กับความเย็น ดู อ่างแช่น้ำเย็น ประกอบด้วย เพราะสองอย่างนี้ทำงานเสริมกันได้ดี

จัดพื้นที่ใช้ แสงบำบัด ที่บ้าน และของที่ต้องมี

แสงบำบัด ต้องการพื้นที่น้อยกว่าที่คิดมาก แต่ต้องมีจุดวางที่มั่นคง และของอีกสามอย่างที่ขาดไม่ได้

พื้นที่ที่ต้องมีจริง

แผง แสงบำบัด ใช้พื้นที่น้อยกว่าอุปกรณ์ฟิตเนสเกือบทุกชนิด แต่ต้องมีจุดวางที่มั่นคงพอ

แผง แสงบำบัด ขนาดกลางถึงใหญ่ ต้องการพื้นที่ยืนหรือนั่งประมาณหนึ่งเมตรคูณหนึ่งเมตรเท่านั้น บวกกับระยะห่างจากแผงตามที่ตารางกำหนด

สิ่งที่คนมักลืมคือ ต้องมีที่แขวนหรือขาตั้งที่มั่นคงพอ เพราะแผงที่ล้มระหว่างใช้งาน อาจทำให้ LED เสียหายและเป็นอันตราย

สามอย่างที่ขาดไม่ได้

คนที่ซื้อเครื่องราคาหลายหมื่น แต่ไม่ยอมซื้อไม้บรรทัดราคาสามสิบบาท คือคนที่กำลังทำให้เครื่องนั้นด้อยค่าลงเอง เพราะระยะห่างที่คลาดเคลื่อนสิบเซนติเมตร เปลี่ยนพลังงานที่ได้รับไปเกือบเท่าตัว

ไม้บรรทัดหรือเทปวัด นาฬิกาจับเวลา และแว่นป้องกัน สามอย่างนี้รวมกันราคาไม่กี่ร้อยบาท แต่เป็นสิ่งที่แยกการใช้ที่ได้ผล ออกจากการใช้แบบเดาสุ่ม

  • ไม้บรรทัดหรือเทปวัด วัดระยะห่างจริง ไม่ใช่กะด้วยสายตา
  • นาฬิกาจับเวลา ตั้งเวลาให้ชัด ไม่ใช้ความรู้สึก
  • แว่นป้องกัน จำเป็นเมื่อส่องใกล้ใบหน้า
  • ที่แขวนหรือขาตั้งที่มั่นคง กันแผงล้มระหว่างใช้
  • ปลั๊กที่มีสายดิน ความปลอดภัยพื้นฐาน
สิ่งที่ต้องมีรายละเอียด
พื้นที่ยืนหรือนั่ง1 x 1 เมตร
ระยะจากแผงถึงตัว15 ถึง 90 ซม. ตามการใช้งาน
ที่แขวนหรือขาตั้งต้องมั่นคง ไม่ล้ม
ปลั๊กไฟมีสายดิน
แว่นป้องกันวางไว้ใกล้เครื่อง
นาฬิกาจับเวลาตั้งไว้ให้เห็น
ไม้บรรทัดหรือเทปวัดใช้วัดระยะห่างจริงทุกครั้ง

ใช้กันทั้งบ้าน จัดตารางยังไงไม่ให้ชนกัน

แผงเดียวใช้ได้หลายคน แต่แต่ละคนมีเป้าหมายและตารางต่างกัน การวางตารางล่วงหน้าทำให้ทุกคนได้ใช้ครบตามที่ควร

เป้าหมายต่างกัน เวลาต่างกัน

เครื่อง แสงบำบัด หนึ่งเครื่องใช้ได้ทั้งบ้าน ถ้าวางตารางให้ดี

วิธีที่ง่ายที่สุดคือเขียนตารางติดไว้ข้างเครื่อง ระบุชื่อ เวลา และจำนวนนาทีของแต่ละคน แล้วให้ทุกคนทำเครื่องหมายทุกครั้งที่ใช้ วิธีนี้ทำให้เห็นชัดว่าใครใช้ครบและใครยังขาด

คนที่ออกกำลังกายต้องใช้หลังซ้อม คนทำงานออฟฟิศใช้ตอนเย็น คนที่ดูแลผิวใช้ก่อนนอน และผู้สูงอายุใช้ตอนไหนก็ได้ ถ้าไม่วางตาราง ทุกคนจะแย่งกันใช้ตอนเย็น

สมาชิกเป้าหมายเวลาที่ใช้ช่วงเวลา
คนที่ออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อ15 นาทีหลังซ้อม
คนที่ทำงานออฟฟิศปวดคอ ปวดหลัง15 ถึง 20 นาทีเย็น
คนที่ดูแลผิวริ้วรอย10 ถึง 12 นาทีก่อนนอน
ผู้สูงอายุปวดข้อ15 ถึง 20 นาทีตอนไหนก็ได้

ใช้แล้วไม่เห็นผล ไล่ตรวจตามลำดับนี้ก่อนโทษเครื่อง

ก่อนสรุปว่าเครื่องไม่ดี ให้ไล่ตรวจห้าข้อนี้ก่อน เพราะในเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของกรณี ปัญหาอยู่ที่วิธีใช้ ไม่ใช่ที่เครื่อง

เริ่มจากข้อที่พบบ่อยที่สุด

ในเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของกรณีที่ แสงบำบัด ไม่ได้ผล ปัญหาอยู่ที่วิธีใช้ ไม่ใช่ที่เครื่อง

ก่อนจะสรุปว่า แสงบำบัด ไม่ได้ผลกับคุณ ให้ตรวจสองข้อนี้ก่อนเสมอ คือระยะห่างจริง และจำนวนครั้งที่ใช้จริงในเดือนที่ผ่านมา

ข้อแรกที่ต้องตรวจเสมอคือระยะห่างจริง ไม่ใช่ระยะที่คุณคิดว่ายืนอยู่ ให้เอาไม้บรรทัดวัดจริง ๆ ในครั้งถัดไป คนจำนวนมากพบว่าตัวเองยืนไกลกว่าที่คิดสิบถึงยี่สิบเซนติเมตร

ข้อสองคือนับจำนวนครั้งที่ใช้จริงในเดือนที่ผ่านมา ไม่ใช่จำนวนครั้งที่ตั้งใจจะใช้ หลายคนพบว่าใช้ไปแค่แปดครั้ง ทั้งที่คิดว่าใช้สม่ำเสมอ

อาการตรวจอะไรก่อนวิธีแก้
ใช้ 4 สัปดาห์แล้วไม่รู้สึกอะไรระยะห่างจริงวัดด้วยไม้บรรทัด อาจไกลเกิน
ผิวแดงหลังใช้เวลาและระยะลดเวลา เพิ่มระยะห่าง
ปวดหัวหลังส่องหน้าเวลาที่ใช้ลดลงครึ่งหนึ่ง
ไม่มีเวลาใช้สม่ำเสมอช่วงเวลาที่เลือกย้ายไปช่วงที่ทำได้จริงทุกวัน
ลืมใช้บ่อยตำแหน่งวางเครื่องวางในที่ที่เห็นทุกวัน
ใช้แล้วนอนไม่หลับเวลาที่ใช้ย้ายไปตอนเช้า

ถ้าไล่ตรวจครบทั้งห้าข้อแล้วยังไม่เห็นผล ให้ตรวจค่าความเข้มแสงของเครื่อง หรือ ปรึกษาทีมงานโดยตรง เพื่อให้ทีมงานช่วยประเมินว่าเครื่องที่คุณมี เหมาะกับเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด




ติดต่อเรา ร้านขายเครื่องออกกำลังกาย Homefittools