คนที่ ปั่นจักรยานออกกำลังกาย แล้วไม่เห็นผลส่วนใหญ่ไม่ได้ขี้เกียจ แต่ปั่นด้วยความหนักเดิมทุกวันโดยไม่รู้ว่าตัวเองอยู่โซนหัวใจไหน ตั้งอานผิดจนปวดเข่าก่อนจะได้ผล และกินชดเชยเกินกว่าที่เผาไปโดยไม่รู้ตัว บทความนี้แก้ทั้งสามเรื่องด้วยตัวเลขที่เอาไปใช้ได้ในวันเดียว
บทความเดิมของเราปูพื้นฐานเรื่องประโยชน์ วิธีเลือกซื้อ และเรื่องขาใหญ่ไว้ครบแล้ว รอบนี้ผมเติมส่วนที่ลูกค้าถามซ้ำที่สุดแต่หาคำตอบเป็นตัวเลขได้ยาก คือปั่นเร็วเท่าไหร่ แรงต้านระดับไหน หัวใจควรเต้นกี่ครั้งต่อนาที และปั่นแบบไหนถึงเรียกว่าคาร์ดิโอที่ได้ผลจริง ทั้งหมดนี้คือส่วนที่ทำให้การ ปั่นจักรยานออกกำลังกาย ต่างกันระหว่างคนที่เห็นผลกับคนที่ปั่นไปเรื่อย ๆ
ผมเขียนจากเคสจริงในห้องเทรน คนที่บอกว่า ปั่นจักรยานออกกำลังกาย ทุกวันแล้วน้ำหนักไม่ลง เกือบทุกคนปั่นอยู่ที่ความหนักเดียวกันตลอด 3 เดือน หัวใจไม่เคยขึ้นเกิน 65% ของอัตราสูงสุด และไม่เคยจับตัวเลขอะไรเลยนอกจากน้ำหนักบนตาชั่ง
อ่านจบแล้วคุณจะได้อะไร
คู่มือนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ดูแลลูกค้าลดน้ำหนักจริง เผยเทคนิคการคาร์ดิโอด้วยจักรยานอย่างถูกวิธี เพื่อปั้นหุ่นสวยและลดอาการบาดเจ็บอย่างเห็นผล
การ ปั่นจักรยานออกกำลังกาย เป็นหนึ่งในวิธีการทำคาร์ดิโอที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่นิยมมากที่สุด ในฐานะเทรนเนอร์ที่ดูแลลูกค้ามากว่า 13 ปี ผมพบว่านี่คือรูปแบบการออกกำลังกายที่ปลอดภัยที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะเป็นการเคลื่อนไหวแบบ Low Impact ที่ไม่กระแทกข้อต่อ แม้แต่ผู้ที่มีปัญหาปวดเข่าหรือข้อเท้าก็สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล
โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน การคาร์ดิโอด้วยจักรยานที่บ้าน ได้กลายเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยม ผมเห็นลูกค้าหลายคนสามารถลดน้ำหนักได้ 5-10 กิโลกรัมภายใน 3 เดือนจากการฝึกอย่างสม่ำเสมอ หากทำอย่างถูกวิธี จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้สูงถึง 400-600 แคลอรี่ต่อชั่วโมง ซึ่งมากกว่าการเดินบนลู่วิ่งถึง 2 เท่าครับ!
ตัวเลขที่ใช้ได้จริงคือ ปั่นความหนักปานกลาง 30 นาทีเผาผลาญราว 210-350 กิโลแคลอรี ขึ้นกับน้ำหนักตัว และแรงกระแทกที่ข้อเข่าต่ำกว่าการวิ่งเกือบทั้งหมด นี่คือเหตุผลที่คนน้ำหนักเกินและคนเข่าไม่ดีปั่นได้ทุกวัน ทั้งที่วิ่งไม่ได้เลย
การฝึกฝนที่บ้านอย่างสม่ำเสมอมอบประโยชน์มหาศาลต่อร่างกาย อ้างอิงจาก Harvard Medical School ระบุไว้ว่ากีฬาชนิดนี้มีข้อดีดังนี้:
ก่อนดูงบ ให้ตอบก่อนว่าจะปั่นสัปดาห์ละกี่วัน ครั้งละกี่นาที คนที่ปั่น 3 วันต่อสัปดาห์ครั้งละ 30 นาที ไม่ต้องใช้เครื่องเกรดสตูดิโอ แต่คนที่ตั้งใจปั่นทุกวันครั้งละชั่วโมง จะพังเครื่องหลักสามพันภายในปีเดียว
ก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องมือคู่ใจสักเครื่อง นี่คือ 8 เช็คลิสต์จากเทรนเนอร์ที่คุณไม่ควรมองข้ามครับ:
สามประเภทนี้ไม่มีอันไหนดีกว่ากันโดยตัวมันเอง spin bike เหมาะกับคนที่อยากปั่นหนักและทำ HIIT upright bike เหมาะกับคนที่ปั่นวันละ 30 นาทีในคอนโด ส่วน recumbent bike เหมาะกับคนที่หลังหรือเข่ามีปัญหาและต้องปั่นได้ทุกวันโดยไม่เจ็บ
สำหรับมือใหม่ที่ยังสับสนว่าแต่ละดีไซน์แตกต่างกันอย่างไร ผมสรุปมาให้ดูง่ายๆ ตามตารางนี้ครับ
| ประเภท | จุดเด่น / ฟังก์ชัน | เหมาะสำหรับใคร? |
|---|---|---|
| Spin Bike (สปินไบค์) | ล้อหน้าหนัก ปรับความหนืดได้สูงมาก รองรับการยืนปั่นและหมอบปั่น | คนที่ต้องการลดน้ำหนักจริงจัง, สายฮาร์ดคอร์, ชอบทำ HIIT |
| Upright Bike (นั่งตรง) | เบาะกว้าง นั่งหลังตรง ปั่นสบาย ใช้พื้นที่น้อยมาก | ผู้เริ่มต้นออกกำลังกาย, วางในคอนโดมิเนียม, เน้นสุขภาพทั่วไป |
| Recumbent Bike (เอนปั่น) | มีพนักพิงหลัง ซัพพอร์ตน้ำหนักกระดูกสันหลัง 100% | ผู้สูงอายุ, ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก, ผู้มีปัญหาปวดหลัง/เข่า |
เลือกชมอุปกรณ์คาร์ดิโอคุณภาพระดับโฮมยิมจาก HomeFitTools พร้อมโปรโมชันจัดส่งฟรีทั่วประเทศ!
คลิกดูแคตตาล็อกสินค้าทั้งหมดตัวแปรที่ทำให้ผลต่างกันมากที่สุดมี 3 อย่าง คือความสูงอาน รอบขา และโซนหัวใจ ทั้งสามอย่างไม่เกี่ยวกับราคาเครื่องเลย หัวข้อใหม่ถัดจากนี้ผมลงรายละเอียดทั้งสามเรื่องเป็นตัวเลขให้ครบ
สัปดาห์ที่ 1-2: สร้างความคุ้นเคย
สัปดาห์ที่ 3-4: เร่งการเผาผลาญ (HIIT)
ขาใหญ่จากการปั่นเกิดยากกว่าที่คิด เพราะการสร้างกล้ามเนื้อขาให้ใหญ่ต้องใช้แรงต้านสูงมากในรอบขาต่ำ 50-60 rpm ซ้ำ ๆ ส่วนการปั่นคาร์ดิโอทั่วไปอยู่ที่ 80-95 rpm ด้วยแรงต้านปานกลาง ซึ่งเป็นคนละโจทย์กันโดยสิ้นเชิง
ในฐานะเทรนเนอร์ ผมพบว่านี่เป็นความกังวลที่พบบ่อยมากที่สุดในกลุ่มผู้หญิง มาดูข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์กันครับ:
เกณฑ์ที่ใช้ในห้องแล็บสรีรศาสตร์การปั่นคือ ตอนบันไดลงจุดต่ำสุด เข่าต้องยังงออยู่ 25-35 องศา ไม่ใช่เหยียดตรง อานสูงเกินทำให้สะโพกโยกและปวดเข่าด้านหลัง อานต่ำเกินทำให้เข่าพับลึกและปวดเข่าด้านหน้า สองอาการนี้คนละสาเหตุและแก้คนละทาง
การ ปั่นจักรยานออกกำลังกาย เริ่มต้นที่การตั้งเครื่อง ไม่ใช่ที่โปรแกรม ปัญหาที่ผมเจอมากที่สุดในคนที่เพิ่งซื้อเครื่องมาใหม่ ไม่ใช่เรื่องโปรแกรมและไม่ใช่เรื่องวินัย แต่คือหมุดปรับอานตัวเดียว คนซื้อเครื่องมาปั่นได้สองสัปดาห์ เข่าเริ่มปวด แล้วสรุปเองว่าตัวเองไม่เหมาะกับการปั่น สุดท้ายเครื่องกลายเป็นราวตากผ้าอยู่มุมห้อง
ตัวเลข 25-35 องศาไม่ได้คิดขึ้นมาลอย ๆ มันคือช่วงที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าออกแรงได้เต็มช่วง โดยที่ลูกสะบ้ายังไม่ถูกกดเข้ากับกระดูกต้นขามากเกินไป การปั่นที่มุมเข่าต่ำกว่า 25 องศาคือการบีบข้อเข่าซ้ำ ๆ นับพันรอบต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องที่ข้อต่อไม่ให้อภัย
| อาการที่เจอ | มักเกิดจาก | ปรับอย่างไร |
|---|---|---|
| ปวดเข่าด้านหน้า ใต้ลูกสะบ้า | อานต่ำเกินไป หรืออานอยู่ค่อนไปข้างหน้า | ยกอานขึ้นทีละ 0.5 ซม. จนเข่างอราว 30 องศา |
| ปวดเข่าด้านหลัง หรือเอ็นร้อยหวายตึง | อานสูงเกินไป เข่าเหยียดสุดทุกรอบ | ลดอานลงทีละ 0.5 ซม. จนสะโพกหยุดโยก |
| สะโพกโยกซ้ายขวาชัดเจน | อานสูงเกิน ขาเอื้อมไม่ถึงบันไดตอนต่ำสุด | ลดอานลงจนก้นนิ่งสนิทตลอดรอบขา |
| ปวดหลังส่วนล่าง | แฮนด์ต่ำเกินไป หรืออานอยู่ไกลจากแฮนด์เกิน | ยกแฮนด์ขึ้น 2-3 ซม. แล้วเลื่อนอานเข้าหาแฮนด์ |
| ชาฝ่าเท้าหรือนิ้วเท้า | สายรัดแน่นเกิน หรือวางเท้าไม่ตรงแกนบันได | คลายสายรัดหนึ่งรู เลื่อนโคนนิ้วเท้าให้ตรงแกน |
| เจ็บก้นและกระดูกเชิงกราน | อานแคบเกินสรีระ หรือปั่นนานเกินโดยไม่ยืนพัก | เปลี่ยนอานให้กว้างขึ้น หรือใส่ปลอกอานเจล |
ปรับทีละหนึ่งจุดเท่านั้น คนส่วนใหญ่พอปวดเข่าก็ปรับอาน แฮนด์ และสายรัดพร้อมกันในวันเดียว พอหายปวดก็ไม่รู้ว่าอะไรได้ผล พอปวดใหม่ก็ต้องกลับไปตั้งต้นใหม่ทั้งหมด ให้ปรับทีละจุด ปั่นทดสอบ 2 วัน แล้วค่อยขยับจุดถัดไป
ถ้าเครื่องของคุณปรับอานได้แค่แนวตั้งอย่างเดียว จะตั้งได้แค่ประมาณ ซึ่งพอใช้สำหรับการปั่นเบาวันละ 20-30 นาที แต่ถ้าจะปั่นจริงจัง 4-5 วันต่อสัปดาห์ ควรเลือกเครื่องที่ปรับอานได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน รายละเอียดสเปกที่ควรดู ผมเขียนไว้ครบในคู่มือเลือกเครื่องปั่นจักรยาน ทั้งเรื่องน้ำหนัก flywheel และระบบแรงต้าน
สามตัวเลขนี้คือหัวใจของการ ปั่นจักรยานออกกำลังกาย ที่คุมผลลัพธ์ได้ รอบขาบอกว่าคุณหมุนขาเร็วแค่ไหน แรงต้านบอกว่าหนักแค่ไหน แต่โซนหัวใจคือตัวเดียวที่บอกว่าร่างกายทำงานหนักจริงหรือเปล่า สองตัวแรกคุมได้ที่เครื่อง ตัวที่สามคือผลลัพธ์ที่ต้องอ่านให้เป็น
ตัวเลขที่ผมให้ลูกค้าจำมีตัวเดียว คือ 220 ลบอายุ นั่นคืออัตราการเต้นหัวใจสูงสุดโดยประมาณ คนอายุ 40 จะได้ 180 ครั้งต่อนาที จากนั้นทุกโซนคือเปอร์เซ็นต์ของตัวเลขนี้ สูตรนี้ไม่แม่นระดับห้องแล็บ แต่คลาดเคลื่อนราว 10 ครั้ง ซึ่งเพียงพอสำหรับคนที่ปั่นที่บ้าน
ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือคนคิดว่ายิ่งเหนื่อยยิ่งดี ความจริงคือแต่ละโซนให้ผลคนละอย่าง โซน 2 ฝึกให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ดีขึ้น โซน 4-5 ฝึกความสามารถของหัวใจและปอด ถ้าอยู่โซน 4 ทุกวัน คุณจะเหนื่อยสะสมจนต้องหยุดภายในเดือนเดียว
| โซน | เปอร์เซ็นต์ของอัตราหัวใจสูงสุด | ความรู้สึกตอนปั่น | รอบขา (RPM) | แรงต้าน (จาก 1-20) | ได้อะไร |
|---|---|---|---|---|---|
| โซน 1 วอร์มอัพ | 50-60% | สบายมาก พูดเป็นประโยคยาวได้ | 70-80 | 2-4 | อุ่นเครื่อง คูลดาวน์ ฟื้นตัว |
| โซน 2 ไขมัน | 60-70% | พูดเป็นประโยคได้แต่เริ่มต้องหายใจ | 80-90 | 5-8 | สร้างฐานความอึด ใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงหลัก |
| โซน 3 คาร์ดิโอ | 70-80% | พูดได้ครั้งละ 4-5 คำ | 85-95 | 8-12 | เผาผลาญสูง หัวใจแข็งแรงขึ้นชัด |
| โซน 4 หนัก | 80-90% | พูดได้ครั้งละ 1-2 คำ ขาเริ่มร้อน | 90-100 | 12-16 | เพิ่มเพดานความอึด ใช้ในช่วง interval |
| โซน 5 สูงสุด | 90-100% | พูดไม่ได้เลย ค้างได้ไม่เกิน 40 วินาที | 100-110 | 14-18 | ใช้เฉพาะช่วงสปรินต์ของ HIIT |
เซ็นเซอร์ที่ข้อมือมีความคลาดเคลื่อนราว 5-10 ครั้งต่อนาทีขณะปั่น ซึ่งยังพอใช้ดูแนวโน้มได้ ส่วนสายรัดหน้าอกแม่นกว่ามากและราคาไม่แพง แต่ถ้าไม่มีทั้งสองอย่าง ให้ใช้แบบทดสอบการพูดแทน ซึ่งเป็นวิธีที่โค้ชใช้กันมาก่อนจะมีนาฬิกาสมาร์ตวอตช์ด้วยซ้ำ
แบบทดสอบการพูด ใช้แทนเครื่องวัดได้เลย
คนที่เพิ่งเริ่มปั่นเกือบทุกคนตั้งแรงต้านหนักแล้วหมุนขาช้า ๆ ที่ 50-60 rpm เพราะรู้สึกว่าได้ออกแรง ปัญหาคือแบบนั้นคือการเวทเทรนนิ่งขาแบบแรงต้านสูงรอบต่ำ ซึ่งกดข้อเข่าหนักและไม่ได้ทำให้หัวใจทำงาน ผลคือขาล้าก่อนที่หัวใจจะขึ้นโซน 3 ด้วยซ้ำ
รอบขาที่เหมาะกับการทำคาร์ดิโออยู่ที่ 80-95 rpm ซึ่งอาจรู้สึกเบาไปในตอนแรก ให้ลดแรงต้านลงจนหมุนขาได้ที่ระดับนี้อย่างต่อเนื่อง แล้วค่อย ๆ เพิ่มแรงต้านทีละระดับ โดยรักษารอบขาไว้ที่เดิม นี่คือวิธีเพิ่มความหนักที่ถูกต้อง
เทียบให้เห็นภาพ ถ้าคุณปั่นที่ 60 rpm ขาหมุน 3,600 รอบต่อชั่วโมง ถ้าปั่นที่ 90 rpm ขาหมุน 5,400 รอบ ที่แรงต้านเบากว่าแต่หัวใจสูงกว่า อันหลังคือคาร์ดิโอ ส่วนอันแรกคือการฝืนข้อเข่า ความเข้าใจเรื่องโซนหัวใจจึงสำคัญกว่าการดูตัวเลขความเร็วบนหน้าจอ
ไม่มีโปรแกรมไหนดีที่สุด มีแต่โปรแกรมที่ตรงกับเวลาที่คุณมีจริง มีเวลา 45 นาทีใช้ LISS มี 30 นาทีใช้ interval มีแค่ 20 นาทีใช้ HIIT ทั้งสามแบบสร้างการขาดพลังงานได้ใกล้เคียงกันเมื่อทำสม่ำเสมอ
สามโปรแกรมข้างล่างนี้คือหัวใจของบทความ ผมเขียนแบบที่เอาไปวางข้างเครื่องแล้วปั่นตามได้เลย ทุกช่วงมีรอบขา แรงต้าน และโซนหัวใจกำกับ ไม่ต้องเดาว่าหนักพอหรือยัง ตัวเลขแรงต้านอ้างอิงจากเครื่องที่มี 20 ระดับ ถ้าเครื่องของคุณมี 8 ระดับ ให้หารสองแล้วปัดขึ้น
LISS ย่อมาจาก Low Intensity Steady State คือปั่นความหนักคงที่ในโซน 2 ตลอด เหมาะกับวันที่ยังล้าจากเมื่อวาน เหมาะกับมือใหม่ที่ก้นยังไม่ชินกับอาน และเหมาะกับคนที่อยาก ปั่นจักรยานออกกำลังกาย ไปดูซีรีส์ไป ข้อดีที่คนมองข้ามคือมันฟื้นตัวเร็ว ทำติดกันหลายวันได้โดยไม่พัง
| ช่วง | เวลา | รอบขา (RPM) | แรงต้าน | โซนหัวใจ |
|---|---|---|---|---|
| วอร์มอัพ | 5 นาที | 70-80 | 3-4 | โซน 1 |
| ช่วงหลัก | 35 นาที | 80-90 | 6-8 | โซน 2 ปลาย ๆ ถึงโซน 3 ต้น ๆ |
| คูลดาวน์ | 5 นาที | 65-75 | 2-3 | โซน 1 |
แบบนี้คือทางสายกลางที่ผมให้ลูกค้าส่วนใหญ่ทำมากที่สุด เพราะเวลาไม่ยาวเกินไป แต่ได้ขึ้นโซน 4 จริง ต่างจาก HIIT ตรงที่ช่วงหนักยาวกว่าและไม่ต้องอัดเต็มร้อย จึงไม่เหนื่อยค้างข้ามวัน คนทำงานประจำที่ปั่นตอนเย็นแล้วยังต้องตื่นเช้าไปทำงาน เหมาะกับแบบนี้ที่สุด
| ช่วง | เวลา | รอบขา (RPM) | แรงต้าน | โซนหัวใจ |
|---|---|---|---|---|
| วอร์มอัพ | 5 นาที | 75-85 | 3-5 | โซน 1-2 |
| ช่วงหนัก | 2 นาที | 90-100 | 11-14 | โซน 4 |
| ช่วงเบา | 2 นาที | 75-85 | 5-6 | โซน 2 |
| ทำซ้ำหนักสลับเบา | 5 รอบ รวม 20 นาที | ตามด้านบน | ตามด้านบน | สลับโซน 4 กับโซน 2 |
| คูลดาวน์ | 5 นาที | 65-75 | 2-3 | โซน 1 |
HIIT คือการอัดเต็มร้อยในช่วงสั้น ๆ แล้วพักให้ฟื้นพอที่จะอัดรอบต่อไปได้ ช่วงสปรินต์ต้องเป็นความหนักที่คุณค้างได้ไม่เกิน 30-40 วินาทีจริง ๆ ไม่ใช่แค่เร็วขึ้นเฉย ๆ ถ้าหลังจบเซ็ตที่ 3 คุณยังคุยได้เป็นประโยค แปลว่าเบาไป ต้องเพิ่มแรงต้าน
| ช่วง | เวลา | รอบขา (RPM) | แรงต้าน | โซนหัวใจ |
|---|---|---|---|---|
| วอร์มอัพ | 5 นาที | 75-85 | 3-5 | โซน 1-2 |
| สปรินต์ | 30 วินาที | 100-110 | 14-17 | โซน 5 |
| พักแบบยังปั่น | 90 วินาที | 60-70 | 3-4 | ลงมาโซน 2 |
| ทำซ้ำ | 6 รอบ รวม 12 นาที | ตามด้านบน | ตามด้านบน | สลับโซน 5 กับโซน 2 |
| คูลดาวน์ | 3 นาที | 60-70 | 2 | โซน 1 |
ห้ามทำ HIIT ติดกันสองวัน ระบบประสาทและกล้ามเนื้อขาต้องการเวลาฟื้น 48 ชั่วโมงหลังทำแบบเต็มร้อยจริง ๆ ถ้าอยากปั่นวันถัดไป ให้ทำ LISS เบา ๆ แทน คนที่อัด HIIT ทุกวันมักจบด้วยการนอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติตอนเช้า และเลิกปั่นไปเลยภายในเดือนที่สอง
| ถ้าคุณ | ใช้โปรแกรม | ความถี่ที่แนะนำ | เผาผลาญต่อครั้ง (คน 70 กก.) |
|---|---|---|---|
| เพิ่งเริ่มปั่น ก้นยังไม่ชินอาน | LISS 30-45 นาที | 4-5 วันต่อสัปดาห์ | 250-380 กิโลแคลอรี |
| ปั่นมาแล้ว 3-4 สัปดาห์ อยากเห็นผลเร็วขึ้น | Interval 30 นาที | 3 วันต่อสัปดาห์ สลับ LISS 2 วัน | 300-350 กิโลแคลอรี |
| เวลาน้อยมาก ไม่เกิน 25 นาที | HIIT 20 นาที | 2-3 วันต่อสัปดาห์ ห้ามติดกัน | 220-280 กิโลแคลอรี |
| เข่าหรือหลังมีปัญหา | LISS โซน 2 บน recumbent bike | 5-6 วันต่อสัปดาห์ | 200-300 กิโลแคลอรี |
ถ้ายังลังเลว่าจะเอาแบบต่อเนื่องหรือแบบสลับหนักเบา ผมเทียบไว้ละเอียดในบทความคาร์ดิโอกับ HIIT โดยสรุปคือถ้ามีเวลามาก เลือกต่อเนื่อง ถ้ามีเวลาน้อย เลือกสลับหนักเบา ทั้งสองแบบใช้ได้ผลถ้าทำสม่ำเสมอ
ช่วงสปรินต์ที่ 110 rpm บนเครื่องล้อเบาจะสะดุดเป็นห้วงและโครงเริ่มสั่น สปินไบค์ที่ flywheel หนักพอจะเก็บโมเมนตัมไว้ ทำให้เร่งและผ่อนได้ลื่นตลอด 6 รอบโดยไม่เสียจังหวะ
หลักการเดียวของตารางนี้คือ เพิ่มตัวแปรทีละอย่าง สัปดาห์แรกเพิ่มความคุ้นเคย สัปดาห์ที่สองเพิ่มเวลา สัปดาห์ที่สามเพิ่มความหนัก สัปดาห์ที่สี่เพิ่มความถี่ ไม่ใช่บวกทุกอย่างพร้อมกันจนพังในสัปดาห์เดียว
ตาราง ปั่นจักรยานออกกำลังกาย ในหัวข้อเดิมของบทความนี้เหมาะกับการเริ่มต้นมาก ผมขอต่อยอดให้ละเอียดขึ้น โดยใส่รอบขาและโซนหัวใจกำกับทุกวัน และเพิ่มเกณฑ์ผ่านก่อนขึ้นสัปดาห์ถัดไป ถ้าสัปดาห์ไหนทำไม่ครบ ห้ามข้าม ให้ทำซ้ำสัปดาห์เดิมอีกรอบ
| สัปดาห์ | ตัวแปรที่เพิ่ม | เมนูหลัก | จำนวนวัน | เกณฑ์ผ่านก่อนขึ้นสัปดาห์ถัดไป |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ความคุ้นเคย | LISS 20 นาที โซน 2 ที่ 80-85 rpm | 3 วัน | ปั่นครบ 20 นาทีโดยก้นไม่เจ็บจนต้องลุก |
| 2 | เวลา | LISS 30-35 นาที โซน 2-3 ที่ 85 rpm | 4 วัน | ปั่น 30 นาทีต่อเนื่องโดยรอบขาไม่ตกต่ำกว่า 80 |
| 3 | ความหนัก | Interval 30 นาที 4 รอบ สลับโซน 4 กับโซน 2 | 4 วัน สลับ LISS 1 วัน | จบครบ 4 รอบโดยรอบสุดท้ายยังขึ้นโซน 4 ได้ |
| 4 | ความถี่ | Interval 30 นาที 5 รอบ และ HIIT 20 นาที 1 วัน | 5 วัน | ทดสอบซ้ำตามหัวข้อวัดผล แล้วเทียบกับสัปดาห์แรก |
| วัน | สัปดาห์ที่ 1-2 | สัปดาห์ที่ 3-4 |
|---|---|---|
| จันทร์ | LISS 20-30 นาที | Interval 30 นาที |
| อังคาร | พัก หรือเดินเร็ว 20 นาที | LISS 30 นาที โซน 2 |
| พุธ | LISS 20-30 นาที | Interval 30 นาที |
| พฤหัสบดี | พัก | พัก |
| ศุกร์ | LISS 20-30 นาที | HIIT 20 นาที |
| เสาร์ | พัก หรือยืดเหยียด | LISS 40 นาที โซน 2 |
| อาทิตย์ | พัก | พัก |
กฎการขยับขั้นที่ใช้ได้กับทุกคน
ถ้าหลุดไปหนึ่งสัปดาห์ ไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด ให้กลับไปทำสัปดาห์ก่อนหน้าซ้ำหนึ่งรอบแล้วเดินหน้าต่อ ความอึดของระบบหัวใจและปอดหายช้ากว่าที่คนคิด สิ่งที่หายเร็วกว่าคือความเคยชิน ซึ่งกลับมาได้ภายใน 2-3 ครั้ง
แคลอรีที่ได้จากการ ปั่นจักรยานออกกำลังกาย ไม่ใช่ตัวเลขเดียวสำหรับทุกคน น้ำหนักตัวคือตัวแปรที่ทำให้ตัวเลขต่างกันมากที่สุด คนหนัก 90 กิโลกรัมเผาผลาญมากกว่าคนหนัก 55 กิโลกรัมราว 60% ที่ความหนักเท่ากัน ตัวเลขบนหน้าจอเครื่องที่ไม่ได้กรอกน้ำหนักตัว จึงคลาดเคลื่อนได้ถึง 20-30%
ตารางข้างล่างคำนวณจากค่า MET ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ในงานวิจัยด้านการออกกำลังกาย การปั่นเบาอยู่ที่ราว 4.0 MET ปั่นปานกลาง 6.8 MET ปั่นหนัก 10.5 MET และช่วงสปรินต์ของ HIIT ขึ้นไปได้ถึง 14 MET สูตรคือ MET คูณน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม คูณเวลาเป็นชั่วโมง
ผมใส่ตัวเลขให้ดูเป็นรูปธรรม แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าอย่าเอาไปใช้เป็นใบอนุญาตกินชดเชย เพราะข้อผิดพลาดที่คนทำบ่อยที่สุดคือปั่นเผา 300 กิโลแคลอรี แล้วกินขนมกลับไป 450 กิโลแคลอรี เพราะรู้สึกว่าวันนี้ออกกำลังกายมาแล้ว
| น้ำหนักตัว | ปั่นเบา 30 นาที | ปั่นปานกลาง 30 นาที | ปั่นหนัก 30 นาที | HIIT 20 นาที |
|---|---|---|---|---|
| 45 กก. | 90 กิโลแคลอรี | 153 กิโลแคลอรี | 236 กิโลแคลอรี | 160 กิโลแคลอรี |
| 55 กก. | 110 กิโลแคลอรี | 187 กิโลแคลอรี | 289 กิโลแคลอรี | 195 กิโลแคลอรี |
| 65 กก. | 130 กิโลแคลอรี | 221 กิโลแคลอรี | 341 กิโลแคลอรี | 230 กิโลแคลอรี |
| 75 กก. | 150 กิโลแคลอรี | 255 กิโลแคลอรี | 394 กิโลแคลอรี | 265 กิโลแคลอรี |
| 85 กก. | 170 กิโลแคลอรี | 289 กิโลแคลอรี | 446 กิโลแคลอรี | 300 กิโลแคลอรี |
| 100 กก. | 200 กิโลแคลอรี | 340 กิโลแคลอรี | 525 กิโลแคลอรี | 350 กิโลแคลอรี |
เครื่องส่วนใหญ่คำนวณจากรอบขาและแรงต้านโดยสมมติน้ำหนักตัวไว้ที่ 70 กิโลกรัม ถ้าคุณหนัก 50 กิโลกรัม ตัวเลขที่เห็นจะสูงเกินจริงราว 25% ถ้าคุณหนัก 95 กิโลกรัม ตัวเลขจะต่ำกว่าจริง ให้ใช้ตารางข้างบนเป็นหลักแทน หรือกรอกน้ำหนักตัวลงในเครื่องถ้ารุ่นนั้นทำได้
ตัวเลขที่ควรจำแทนแคลอรีต่อครั้ง การลดไขมัน 1 กิโลกรัมต้องขาดพลังงานสะสมราว 7,700 กิโลแคลอรี ถ้าปั่นเผา 300 กิโลแคลอรี 4 วันต่อสัปดาห์ และคุมอาหารให้ขาดอีกวันละ 200 กิโลแคลอรี คุณจะขาดสะสมราว 2,600 กิโลแคลอรีต่อสัปดาห์ เท่ากับไขมันลดราว 0.3-0.35 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นอัตราที่ยั่งยืน
ถ้าเป้าหมายของคุณคือปั่นจักรยานลดน้ำหนักและลดไขมันหน้าท้องโดยเฉพาะ ต้องเข้าใจก่อนว่าการลดเฉพาะจุดทำไม่ได้ ร่างกายดึงไขมันจากทั่วตัวตามพันธุกรรมของแต่ละคน สิ่งที่ควบคุมได้คือปริมาณไขมันรวม ซึ่งย้อนกลับไปที่พลังงานที่ขาดสะสมอยู่ดี
คนที่ ปั่นจักรยานออกกำลังกาย ทุกวันแล้วตัวเลขไม่ขยับ เกือบทุกเคสไม่ได้ปั่นน้อยเกินไป แต่ปั่นเบาเกินไป กินชดเชยเกินไป หรือดูตัวเลขผิดตัว น้ำหนักบนตาชั่งแกว่งได้วันละ 1-2 กิโลกรัมจากน้ำอย่างเดียว ก่อนจะสรุปว่าไม่ได้ผล ให้ตรวจห้าข้อนี้ก่อน
ร่างกายปรับตัวเก่งกว่าที่เราคิด การปั่น 30 นาทีที่แรงต้านระดับ 5 ในเดือนแรกอาจทำให้หัวใจขึ้นโซน 3 แต่พอถึงเดือนที่สาม ความหนักเท่าเดิมทำให้หัวใจอยู่แค่โซน 2 ต้น ๆ พลังงานที่ใช้จึงลดลงทั้งที่คุณรู้สึกว่าทำเท่าเดิม วิธีแก้คือเพิ่มแรงต้านทีละระดับทุก 2 สัปดาห์ โดยรักษารอบขาไว้ที่ 85-90 rpm
งานวิจัยด้านการควบคุมน้ำหนักชี้ตรงกันว่าคนเราประเมินแคลอรีที่กินต่ำกว่าจริงเฉลี่ย 20-30% และประเมินแคลอรีที่เผาสูงกว่าจริงพอ ๆ กัน ผลลัพธ์คือช่องว่างที่คิดว่าขาด 500 กิโลแคลอรี จริง ๆ อาจขาดแค่ 50 ให้ลองจดอาหารจริงจัง 3 วันดูสักครั้ง ตัวเลขที่เห็นมักทำให้ตกใจ
คนที่เริ่มปั่นใหม่ ๆ กล้ามเนื้อขาจะเก็บน้ำและไกลโคเจนเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก น้ำหนักบนตาชั่งจึงอาจนิ่งหรือขึ้นเล็กน้อย ทั้งที่ไขมันลดลงแล้ว ให้วัดรอบเอวที่ระดับสะดือควบคู่ไปด้วย ถ้าเอวลดลงแต่น้ำหนักนิ่ง แปลว่าโปรแกรมได้ผล
นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงติดกันหลายวันทำให้ฮอร์โมนความหิวสูงขึ้นและความอยากของหวานเพิ่มขึ้นชัดเจน คนที่ปั่นตอนดึกเพื่อไล่ให้ครบเป้าแล้วนอนตีหนึ่ง มักจบด้วยการกินเยอะขึ้นในวันถัดไป จนกลบผลของการปั่นทั้งหมด
การปั่นอย่างเดียวรักษามวลกล้ามเนื้อได้ระดับหนึ่ง แต่เมื่อขาดพลังงานติดต่อกันหลายสัปดาห์ ร่างกายจะดึงกล้ามเนื้อไปใช้ด้วย ผลคืออัตราการเผาผลาญพื้นฐานลดลง แล้วน้ำหนักก็หยุดนิ่ง เพิ่มเวทเทรนนิ่งสัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 30 นาที ก็เพียงพอที่จะรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ได้
เช็กด่วน 5 ข้อ ถ้าปั่นมาแล้ว 6 สัปดาห์แต่ตัวเลขไม่ขยับ
บอกน้ำหนักตัว เป้าหมาย พื้นที่ที่บ้าน และงบประมาณมา ทีมงานช่วยเทียบรุ่นให้ตรงกับการใช้งานจริง ไม่ต้องจ่ายเพิ่มให้ฟังก์ชันที่คุณไม่ได้ใช้
ข้อผิดพลาดของการ ปั่นจักรยานออกกำลังกาย ที่บ้าน หกในเจ็ดข้อนี้แก้ได้ในวันเดียวถ้ารู้ว่ากำลังทำผิดอยู่ ปัญหาคือไม่มีใครบอก เพราะปั่นอยู่คนเดียวที่บ้านและไม่มีโค้ชยืนดูอยู่ข้าง ๆ
| ข้อผิดพลาด | ผลที่ตามมา | วิธีแก้ทันที |
|---|---|---|
| ตั้งแรงต้านหนักแล้วหมุนขาช้าที่ 50-60 rpm | ขาล้าก่อนหัวใจขึ้นโซน กดข้อเข่าหนัก | ลดแรงต้านลงจนหมุนได้ 85-90 rpm |
| ไม่วอร์มอัพ ขึ้นปั่นหนักทันที | หัวใจกระชากและเสี่ยงบาดเจ็บกล้ามเนื้อ | วอร์ม 5 นาทีในโซน 1 ทุกครั้ง ไม่มีข้อยกเว้น |
| กดแฮนด์รับน้ำหนักทั้งตัว | ชาฝ่ามือ ปวดคอ ปวดไหล่ | ผ่อนน้ำหนักลงที่แกนกลาง แฮนด์แค่ประคอง |
| ปั่นความหนักเดิมทุกวัน | ร่างกายชิน พลังงานที่ใช้ลดลงเรื่อย ๆ | เพิ่มแรงต้าน 1 ระดับทุก 2 สัปดาห์ |
| ปั่นเท้าเปล่าหรือใส่รองเท้าแตะ | แรงกดกระจุกที่ฝ่าเท้า ชาและเจ็บ | ใส่รองเท้าผ้าใบพื้นแข็ง วางโคนนิ้วตรงแกนบันได |
| อัด HIIT ติดกันทุกวัน | ล้าสะสม นอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็วตอนเช้า | ทำไม่เกิน 3 วันต่อสัปดาห์ และห้ามติดกัน |
| ไม่ดื่มน้ำระหว่างปั่น | สมรรถภาพตกและหัวใจเต้นสูงกว่าปกติ | จิบน้ำทุก 10 นาที รวม 400-600 มล. ต่อชั่วโมง |
อาการเจ็บก้นในสัปดาห์แรกเป็นเรื่องปกติ เพราะกระดูกเชิงกรานยังไม่ชินกับการรับน้ำหนักบนอานแคบ ๆ แต่ถ้าเจ็บจนนั่งไม่ได้ แปลว่าคุณปั่นนานเกินไปตั้งแต่วันแรก ให้เริ่มที่ 20 นาทีแล้วค่อย ๆ เพิ่ม ส่วนใหญ่จะชินภายใน 2 สัปดาห์
ถ้าผ่านสองสัปดาห์แล้วยังเจ็บอยู่ ให้เปลี่ยนอานเป็นแบบกว้างขึ้นหรือใส่ปลอกอานเจล และตรวจความสูงอานอีกรอบ เพราะอานที่สูงเกินจะทำให้สะโพกโยกและเสียดสีตลอดเวลา ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการยังไม่ชิน
ผลของการ ปั่นจักรยานออกกำลังกาย วัดด้วยตาชั่งอย่างเดียวไม่ได้ ให้วัด 4 อย่าง คืออัตราหัวใจตอนตื่นนอน ระยะทางที่ปั่นได้ใน 20 นาทีที่โซนเดิม ความเร็วในการฟื้นตัวหลังหยุดปั่น 1 นาที และรอบเอว ทั้งสี่อย่างนี้ตอบเร็วกว่าตัวเลขน้ำหนักหลายสัปดาห์
การทดสอบที่ผมให้คนที่ ปั่นจักรยานออกกำลังกาย ทุกคนทำคือ ปั่น 20 นาทีโดยคุมหัวใจไว้ที่โซน 3 แล้วจดระยะทางที่ได้ ทำในวันแรกและทำซ้ำทุก 4 สัปดาห์ ถ้าระยะทางเพิ่มขึ้นที่หัวใจเท่าเดิม แปลว่าหัวใจและปอดของคุณทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นจริง นี่คือหลักฐานที่ตาชั่งบอกไม่ได้
| รายการทดสอบ | วิธีวัด | เกณฑ์ที่ถือว่าดีขึ้น |
|---|---|---|
| อัตราหัวใจตอนตื่นนอน | วัดทันทีหลังตื่น ก่อนลุกจากเตียง 3 วันแล้วเฉลี่ย | ลดลง 3-8 ครั้งต่อนาทีใน 8 สัปดาห์ |
| ระยะทางใน 20 นาทีที่โซน 3 | คุมหัวใจไว้เท่าเดิม จดระยะทางที่หน้าจอ | เพิ่มขึ้น 8-15% ใน 4 สัปดาห์ |
| การฟื้นตัวหลังหยุด 1 นาที | จดหัวใจตอนจบสปรินต์ ลบด้วยหัวใจ 1 นาทีถัดมา | ลดได้เกิน 20 ครั้ง ถือว่าฟิตดี |
| รอบเอวที่ระดับสะดือ | วัดตอนเช้าก่อนอาหาร สัปดาห์ละครั้ง | ลด 1-2 เซนติเมตรต่อเดือน |
| น้ำหนักตัว | ชั่งตอนเช้าหลังเข้าห้องน้ำ แล้วเฉลี่ยรายสัปดาห์ | ลด 0.3-0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ |
| สัปดาห์ | หัวใจตอนตื่น | ระยะทาง 20 นาที | รอบเอว | น้ำหนักเฉลี่ย |
|---|---|---|---|---|
| วันแรก | __ ครั้งต่อนาที | __ กม. | __ ซม. | __ กก. |
| สัปดาห์ที่ 4 | __ ครั้งต่อนาที | __ กม. | __ ซม. | __ กก. |
| สัปดาห์ที่ 8 | __ ครั้งต่อนาที | __ กม. | __ ซม. | __ กก. |
| สัปดาห์ที่ 12 | __ ครั้งต่อนาที | __ กม. | __ ซม. | __ กก. |
บันทึกแค่ 4 ตัวเลขต่อสัปดาห์ก็พอ ไม่ต้องทำสเปรดชีตซับซ้อน จดในโน้ตมือถือก็ได้ ถ้าตัวเลขไม่ขยับเลยติดกัน 3 สัปดาห์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความพยายาม แต่อยู่ที่ตัวแปรที่คุณเลือกเพิ่ม กลับไปอ่านหัวข้อตาราง 4 สัปดาห์อีกรอบ
สำหรับคนที่มีปัญหาข้อเข่าหรือข้อสะโพกอยู่แล้ว การวัดผลควรรวมเรื่องอาการปวดด้วย ถ้าปั่นแล้วปวดเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ นั่นไม่ใช่ความก้าวหน้า ผมเขียนแนวทางสำหรับกลุ่มนี้ไว้ในการใช้จักรยานออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาข้อ และถ้ายังลังเลระหว่างลู่วิ่งกับจักรยาน ลองอ่านบทความเทียบลู่วิ่งกับจักรยาน ประกอบ
อีกมุมที่คนมองข้ามคือประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับรูปร่างเลย ทั้งความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และคุณภาพการนอน สามอย่างนี้ดีขึ้นได้ภายใน 6-8 สัปดาห์ของการปั่นสม่ำเสมอ รายละเอียดอยู่ในประโยชน์ของการปั่นจักรยานต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมบอกลูกค้าเสมอว่าอย่าวัดผลจากตาชั่งอย่างเดียว
ห้าคำถามชุดนี้คือชุดที่ลูกค้าถามหน้าร้านบ่อยที่สุด ส่วนคำถามเชิงลึกเรื่องโซนหัวใจ HIIT รอบขา และการวัดผล อยู่ในหัวข้อ FAQ เพิ่มเติมถัดจากนี้
สรุปสั้นที่สุด ตั้งอานให้เข่างอ 25-35 องศา คุมรอบขาที่ 80-90 rpm เลือกโปรแกรมให้ตรงกับเวลาที่มีจริง แล้ววัดผลทุก 4 สัปดาห์ด้วยตัวเลข ไม่ใช่ด้วยความรู้สึก
การ ปั่นจักรยานออกกำลังกาย ที่บ้านเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการปรับปรุงสุขภาพและรูปร่าง โดยไม่จำเป็นต้องฝ่ารถติดไปยิม ด้วยการเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม การตั้งค่าเบาะนั่งให้ถูกหลักยศาสตร์ และการทำตามโปรแกรมสม่ำเสมอ คุณจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการมีหุ่นสวยและสุขภาพดีได้อย่างแน่นอน
อย่าลืมว่าความมีวินัยคือคีย์เวิร์ดของความสำเร็จ เริ่มต้นทีละน้อย ให้เวลาร่างกายปรับตัว และเริ่มสนุกไปกับมัน รับรองว่าไขมันกระจาย สุขภาพแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ!
รวมคำถามที่ลูกค้าถามหลังเริ่มปั่นไปแล้วสองสามสัปดาห์ ซึ่งเป็นคำถามที่หาคำตอบเป็นตัวเลขได้ยากที่สุด ทั้งเรื่องโซนหัวใจ รอบขา HIIT และการปั่นตอนท้องว่าง ตอบตามที่ใช้จริงกับลูกค้า ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ
มือใหม่เริ่มที่ 20 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ในโซน 2 ที่ 80-85 rpm แล้วขยับเป็น 30-40 นาที 4-5 วันภายใน 4 สัปดาห์ ถ้าเป้าหมายคือลดไขมัน ให้ปั่นรวม 150-200 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งอาจเป็น 40 นาที 4 วัน หรือ 30 นาที 5 วันก็ได้ตามความสะดวก
สัดส่วนไขมันที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงระหว่างปั่นตอนท้องว่างสูงกว่าจริง แต่พลังงานรวมที่ใช้ทั้งวันไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่ต่างคือคุณอาจปั่นได้เบากว่าและสั้นกว่าเพราะไม่มีแรง ถ้าปั่น LISS 30-40 นาทีตอนเช้าแล้วรู้สึกไหว ทำได้ แต่ถ้าจะทำ HIIT ควรกินอะไรเบา ๆ ก่อน
โซน 2 ใช้ไขมันเป็นสัดส่วนสูงสุดจริง แต่โซน 3-4 ใช้พลังงานรวมมากกว่าต่อหน่วยเวลา ถ้ามีเวลามาก โซน 2 นาน ๆ ให้ผลดีและฟื้นตัวเร็ว ถ้ามีเวลาน้อย โซน 4 แบบ interval คุ้มกว่า ทั้งสองทางนำไปสู่การขาดพลังงานเหมือนกัน
สำหรับการทำคาร์ดิโอทั่วไปอยู่ที่ 80-95 rpm ช่วง interval หนักอยู่ที่ 90-100 rpm และช่วงสปรินต์ของ HIIT อยู่ที่ 100-110 rpm ถ้าคุณปั่นอยู่ที่ 50-60 rpm ด้วยแรงต้านหนัก นั่นคือการฝึกกล้ามเนื้อขามากกว่าคาร์ดิโอ และกดข้อเข่าหนักโดยไม่จำเป็น
ช่วงที่ใช้ได้จริงคือ 13-18 กิโลกรัม เพราะการเร่งจาก 70 ขึ้นไป 105 rpm ต้องการล้อที่เก็บโมเมนตัมได้พอ ล้อ 4-6 กิโลกรัมจะกระตุกเป็นห้วงและควบคุมจังหวะยาก ส่วนล้อ 20 กิโลกรัมขึ้นไปเหมาะกับสตูดิโอมากกว่าบ้าน เพราะเครื่องหนักและย้ายลำบาก
ได้ ถ้าคุมความหนักให้เหมาะ การปั่น LISS โซน 2 วันละ 30-40 นาทีทำได้ 6 วันต่อสัปดาห์โดยไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็น interval หนักหรือ HIIT ควรเว้นวันเสมอ กติกาง่าย ๆ คือ วันหนักไม่เกิน 3 วันต่อสัปดาห์ ที่เหลือเป็นวันเบาหรือวันพัก
spin bike ล้อหนักกว่า แรงต้านสูงกว่า รองรับการยืนปั่นและหมอบปั่น เหมาะกับคนที่อยากปั่นหนักและทำ HIIT ส่วน upright bike เบาะกว้าง นั่งหลังตรง ประหยัดพื้นที่ เหมาะกับคนที่ปั่นเบาวันละ 30 นาทีในคอนโด ถ้าเป้าหมายคือลดน้ำหนักจริงจัง spin bike ให้ช่วงความหนักที่กว้างกว่ามาก
ก่อนหยุด ให้ตรวจความสูงอานก่อน อาการปวดเข่าด้านหน้าใต้ลูกสะบ้าเกือบทั้งหมดมาจากอานต่ำเกินไป ให้ยกอานขึ้นทีละ 0.5 เซนติเมตรจนเข่างอราว 30 องศาตอนบันไดต่ำสุด และลดแรงต้านลงจนปั่นได้ 85-90 rpm อย่างสบาย ถ้าปรับแล้วยังปวดอยู่หลังจากลอง 2 สัปดาห์ ให้ไปพบนักกายภาพบำบัด
ควรทำ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 30 นาทีก็พอ เพราะการปั่นอย่างเดียวขณะขาดพลังงานต่อเนื่อง จะทำให้เสียมวลกล้ามเนื้อไปด้วยส่วนหนึ่ง ผลคืออัตราการเผาผลาญพื้นฐานลดลงและน้ำหนักหยุดนิ่งเร็วกว่าที่ควร เน้นท่าพื้นฐานอย่างสควอต หน้าอก และหลัง ก็เพียงพอแล้ว
เลือกเครื่องให้ตรงกับรูปแบบการ ปั่นจักรยานออกกำลังกาย ของคุณ ถ้าเข่าหรือหลังมีปัญหา เริ่มที่ recumbent bike ถ้าอยากปั่นหนักและทำ HIIT เริ่มที่สปินไบค์ ถ้าพื้นที่จำกัดในคอนโด เริ่มที่ upright bike เลือกจากการใช้งานจริง ไม่ใช่จากจำนวนโปรแกรมบนหน้าจอ
Login and Registration Form