ติดต่อเจ้าหน้าที่
สลับเส้นทาง
รถเข็นของฉัน 0

side lateral raise ท่าปั้นไหล่ให้กว้าง กางแขนไม่ยักไหล่ น้ำหนักที่ควรใช้จริง 6 variation และโปรแกรม 8 สัปดาห์

side lateral raise ท่าปั้นไหล่ให้กว้าง กางแขนไม่ยักไหล่ น้ำหนักที่ควรใช้จริง 6 variation และโปรแกรม 8 สัปดาห์

ปัญหาอันดับหนึ่งของ side lateral raise คือยักไหล่แทนที่จะกางแขน ทำให้ trapezius ทำงานแทน lateral deltoid ไหล่จึงไม่กว้างขึ้นสักที บทความนี้แก้ด้วยการกดไหล่ลงก่อนยกและลดน้ำหนักลงมาอยู่ในช่วงที่ควบคุมได้จริง

สารบัญ

ในห้องเวท ท่านี้คือท่าที่คนทำผิดเยอะที่สุดโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะมันซับซ้อน แต่เพราะมันดูง่ายเกินกว่าจะคิดว่าตัวเองทำผิดได้ ยกดัมเบลออกด้านข้าง แค่นั้นเอง ทุกคนคิดแบบนี้ แล้วก็ยักไหล่ขึ้นหาหูโดยไม่รู้ตัวมาสามปี พร้อมกับสงสัยว่าทำไมไหล่ยังไม่กว้างสักที

เวลาผมเดินผ่านชั้นดัมเบล ผมดูแค่สองอย่างก็รู้แล้วว่าคนนั้นเล่นถูกหรือไม่ถูก หนึ่งคือระยะระหว่างหัวไหล่กับติ่งหู ถ้ามันหดสั้นลงตอนยก แปลว่ากล้ามบ่าแย่งงานไปแล้ว สองคือน้ำหนักที่ถืออยู่ ถ้าเป็นดัมเบล 12 หรือ 15 กิโลกรัม แทบไม่ต้องดูอย่างอื่นเลย เพราะไม่มีทางที่กล้ามไหล่ด้านข้างมัดเล็ก ๆ มัดนั้นจะยกไหวด้วยตัวมันเอง

side lateral raise ไม่ใช่ท่าที่ใช้แรงเยอะ แต่เป็นท่าที่ใช้ความแม่นยำเยอะ กล้าม lateral deltoid มีขนาดเล็กและแขนคือคานยาว น้ำหนักที่เหมาะกับคนส่วนใหญ่จึงอยู่แค่ 4 ถึง 8 กิโลกรัม ไม่ใช่ 15 กิโลกรัมอย่างที่หลายคนพยายามฝืน

  • ปัญหาอันดับหนึ่งคือยักไหล่แทนที่จะกางแขน กล้าม trapezius แย่งงาน lateral deltoid ไปทั้งเซ็ต
  • วิธีแก้คือกดไหล่ลงห่างจากหูให้สุดก่อน แล้วค่อยกางแขนออก และลดน้ำหนักลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจากที่ใช้อยู่
  • ท่านี้ห้ามใช้น้ำหนักหนัก เพราะแขนที่เหยียดออกไปคือคานยาว ดัมเบล 6 กิโลกรัมที่ปลายแขนหนักกว่าที่คุณคิดหลายเท่า
  • ยกหยุดที่ระดับไหล่พอ ไม่ต้องยกสูงกว่านั้น และหมุนนิ้วโป้งลงแค่นิดเดียว การเทน้ำเต็มที่เสี่ยง impingement
  • ไหล่ไม่กว้างสักทีมักไม่ใช่เพราะท่าผิดอย่างเดียว แต่เพราะปริมาณงานน้อยเกินไป ควรอยู่ที่ 12 ถึง 20 เซ็ตต่อสัปดาห์
  • ทำท่านี้ท้ายวันเสมอ หลัง overhead press เพราะมันคือท่าเก็บรายละเอียด ไม่ใช่ท่าเปิดวัน

การมีไหล่ที่แข็งแรงและสมส่วนไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของร่างกายส่วนบนที่แข็งแรง ท่าฝึกที่มีประสิทธิภาพสูงในการพัฒนากล้ามเนื้อไหล่คือ Side Lateral Raise ซึ่งเป็นท่าที่ช่วยเน้นการทำงานของกล้ามเนื้อเดลทอยด์ส่วนข้าง (lateral deltoids) อย่างมีประสิทธิภาพ

ถ้าคุณอยากฝึก Side Lateral Raise ให้ถูกฟอร์ม พร้อมใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม REAL GYM มีดัมเบลล์ครบทุกน้ำหนัก พร้อมกระจกและเทรนเนอร์ช่วยดูฟอร์มอย่างใกล้ชิด เหมาะทั้งสำหรับผู้ชายที่อยากไหล่กว้าง และผู้หญิงที่อยากเสริมสัดส่วนช่วงบนให้ดูสมดุล ทดลองเล่นฟิตเนสฟรี 3 วัน ทุกสาขา: ซาฟารีเวิลด์, พระราม 5, สุขาภิบาล 5, สายไหม, เลียบทางด่วน อยากให้ไหล่ชัด ทรงสวย ฝึก Side Lateral Raise ให้ถูกที่ REAL GYM คลิกเลย!

 

Side Lateral Raise คืออะไร?

side lateral raise คือท่ากางแขนออกด้านข้างเพื่อเล่น lateral deltoid หรือหัวไหล่ด้านข้าง ซึ่งเป็นหัวเดียวในสามหัวที่ทำให้ไหล่ดูกว้างขึ้นจริงเมื่อมองจากด้านหน้า

Side Lateral Raise เป็นท่าฝึกที่เน้นการยกแขนออกด้านข้างลำตัว โดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการพัฒนากล้ามเนื้อไหล่ส่วนข้าง ท่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไหล่เท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างรูปทรงไหล่ที่สวยงามและสมส่วนอีกด้วย

กล้ามเนื้อหลักที่ทำงานในท่า Side Lateral Raise

  • กล้ามเนื้อเดลทอยด์ส่วนข้าง (Lateral Deltoids)
  • กล้ามเนื้อสะบัก (Trapezius)
  • กล้ามเนื้อหน้าอกส่วนบน (Upper Pectoralis)

ประโยชน์ของการทำ Side Lateral Raise

การทำ Side Lateral Raise อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์มากมาย ดังนี้:

  1. เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไหล่
  2. ปรับปรุงรูปทรงของไหล่ให้ดูกว้างและสมส่วน
  3. เพิ่มเสถียรภาพของข้อไหล่
  4. ช่วยในการทรงตัวและการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน
  5. เสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี

เทคนิคการทำ Side Lateral Raise ที่ถูกต้อง

การทำ Side Lateral Raise ให้ถูกต้องจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการฝึกและลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนการทำที่ถูกต้อง:

  1. ยืนตรง เท้าห่างกันประมาณความกว้างของไหล่
  2. จับดัมเบลในแต่ละมือ ปล่อยแขนแนบลำตัว
  3. หายใจเข้า และยกแขนทั้งสองข้างออกด้านข้างพร้อมกัน
  4. ยกแขนขึ้นจนขนานกับพื้น หรือสูงกว่าเล็กน้อย
  5. หยุดชั่วครู่ที่จุดสูงสุด แล้วค่อยๆ ลดแขนลงช้าๆ พร้อมหายใจออก
  6. ทำซ้ำตามจำนวนครั้งที่กำหนด

ข้อควรระวัง: ควบคุมการเคลื่อนไหวตลอดการฝึก และหลีกเลี่ยงการใช้แรงเหวี่ยง

ปัญหาอันดับหนึ่งคือยักไหล่แทนที่จะกางแขน

ถ้าเล่นท่านี้แล้วรู้สึกที่บ่ากับต้นคอมากกว่าไหล่ด้านข้าง แปลว่า trapezius กำลังแย่งงานของ lateral deltoid วิธีแก้มีสองข้อเท่านั้น คือกดหัวไหล่ลงห่างจากหูให้สุดก่อนยก และลดน้ำหนักลงมาก ๆ ไม่ใช่ลดนิดเดียว

กล้าม trapezius ส่วนบนคือกล้ามที่พาดจากต้นคอลงมาถึงหัวไหล่ หน้าที่ของมันคือยกสะบักขึ้น ซึ่งก็คือการยักไหล่นั่นเอง ส่วน lateral deltoid มีหน้าที่กางต้นแขนออกจากลำตัว สองกล้ามนี้อยู่ติดกันและถูกกระตุ้นพร้อมกันได้ง่ายมาก ปัญหาคือเมื่อน้ำหนักหนักเกินกำลังของหัวไหล่ด้านข้าง ร่างกายจะยืมแรงจากบ่าโดยอัตโนมัติ และคุณจะไม่รู้ตัวเลยเพราะดัมเบลก็ยังขึ้นไปถึงระดับไหล่อยู่ดี

ผมเจอเคสแบบนี้เกือบทุกสัปดาห์ คนที่มาบอกว่าเล่นไหล่มาปีกว่าแล้วไม่กว้างขึ้นเลย แต่บ่าหนาขึ้นจนคอดูสั้นลง นั่นคือหลักฐานที่ชัดที่สุดว่างานทั้งหมดไปลงที่บ่า ไม่ได้ลงที่กล้ามเป้าหมาย กล้ามที่ถูกกระตุ้นซ้ำ ๆ จะโต ส่วนกล้ามที่ไม่เคยถูกใช้จะอยู่เท่าเดิม ร่างกายซื่อสัตย์กับสิ่งที่คุณทำจริงเสมอ

สามสัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังยักไหล่โดยไม่รู้ตัว

  • ระยะระหว่างหัวไหล่กับติ่งหูหดสั้นลงตอนยก ถ้าถ่ายวิดีโอด้านหน้าแล้วดูช้า ๆ จะเห็นชัดมาก คอจะดูสั้นลงทุกครั้งที่ดัมเบลขึ้น
  • วันรุ่งขึ้นบ่ากับต้นคอตึงมากกว่าไหล่ด้านข้าง ทั้งที่ท่าที่ทำคือท่าไหล่ ไม่ใช่ท่าบ่า
  • ต้องเงยหน้าหรือกลั้นหายใจตอนยก เพราะต้องระดมกล้ามทั้งท่อนบนมาช่วย ซึ่งแปลว่าน้ำหนักเกินกำลังของกล้ามเป้าหมายไปแล้ว

วิธีแก้ที่ได้ผลจริง กดหัวไหล่ลงก่อนแล้วค่อยกางแขน

  1. ยืนตรง ปล่อยแขนข้างลำตัว แล้วกดหัวไหล่ทั้งสองข้างลงไปทางกระเป๋ากางเกงหลัง ให้รู้สึกว่าคอยาวขึ้นและไหล่จมลงห่างจากหู ค้างความรู้สึกนี้ไว้
  2. ล็อกไหล่ไว้ที่ตำแหน่งนั้นตลอดเซ็ต ไม่ว่าดัมเบลจะขึ้นหรือลง ระยะจากหัวไหล่ถึงหูต้องเท่าเดิมเสมอ นี่คือกฎข้อเดียวที่สำคัญที่สุดของท่านี้
  3. กางแขนออกด้านข้างโดยคิดว่าดันข้อศอกออกไปหาผนัง ไม่ใช่ยกมือขึ้นหาเพดาน ความคิดสองแบบนี้ให้ผลต่างกันคนละเรื่อง
  4. หยุดที่ระดับไหล่ แล้วลดลงช้า ๆ นับ 3 วินาที โดยที่หัวไหล่ยังจมอยู่ที่เดิม ไม่ปล่อยให้ดีดขึ้นตามแรงดัมเบล
  5. ลดน้ำหนักลงครึ่งหนึ่ง ถ้าเคยใช้ 10 กิโลกรัม ให้กลับไปเริ่มที่ 5 กิโลกรัม อีโก้จะเจ็บอยู่สองสัปดาห์ แล้วไหล่จะเริ่มโตในเดือนที่สอง

เทคนิคที่ใช้ได้ผลกับคนที่แก้ไม่หายสักที ให้ทำท่านี้ในท่านั่งบนม้านั่งที่ไม่มีพนักพิง ท่านั่งจะตัดการโกงด้วยแรงเหวี่ยงจากขาและสะโพกออกไปทั้งหมด แล้ววางมือของตัวเองไว้บนบ่าข้างหนึ่งขณะยกอีกข้าง จะรู้สึกทันทีเมื่อบ่าเริ่มเกร็งยกขึ้น เป็นการฝึกให้สมองแยกกล้ามสองมัดนี้ออกจากกัน

เปรียบเทียบท่า side lateral raise ที่ยักไหล่ใช้ trapezius กับท่าที่กดหัวไหล่ลงแล้วใช้ lateral deltoid

ท่านี้ห้ามใช้น้ำหนักหนัก เพราะโมเมนต์แขนยาว

คนส่วนใหญ่ควรเล่นท่านี้ที่ 4 ถึง 8 กิโลกรัม ไม่ใช่ 15 กิโลกรัม เพราะแขนที่เหยียดออกไปคือคานยาวราว 60 เซนติเมตร แรงที่ข้อไหล่ต้องรับจึงมากกว่าตัวเลขบนดัมเบลหลายเท่า

ลองนึกภาพการถือถังน้ำ ถ้าถือแนบตัวจะรู้สึกเบา แต่ถ้าเหยียดแขนออกไปข้างหน้าจนสุด ถังใบเดิมจะหนักขึ้นทันทีทั้งที่น้ำหนักไม่ได้เปลี่ยน นี่คือหลักโมเมนต์ แรงหมุนที่ข้อต่อต้องต้านเท่ากับน้ำหนักคูณระยะทาง ยิ่งแขนเหยียดออกไปไกล ระยะทางยิ่งยาว แรงที่ข้อไหล่ต้องรับยิ่งทวีคูณ

สำหรับคนแขนยาวราว 60 เซนติเมตรจากหัวไหล่ถึงมือ ดัมเบล 6 กิโลกรัมที่ปลายแขนตอนขนานพื้น สร้างแรงหมุนที่ข้อไหล่ประมาณเดียวกับการแบกของ 30 กว่ากิโลกรัมที่ใกล้ตัว นี่คือเหตุผลที่กล้ามมัดเล็กอย่าง lateral deltoid ไม่มีทางยกดัมเบล 15 กิโลกรัมแบบฟอร์มสวยได้ ยกได้ก็ต่อเมื่อมีบ่า หลัง และแรงเหวี่ยงเข้ามาช่วย ซึ่งก็คือการทำท่าผิดนั่นเอง

ตารางน้ำหนักที่ควรใช้ตามระดับของผู้ฝึก

ระดับผู้ชายผู้หญิงเกณฑ์ที่ใช้ตัดสิน
มือใหม่ 0 ถึง 3 เดือน2 ถึง 4 กก.1 ถึง 3 กก.ทำ 15 ครั้งได้โดยไม่ยักไหล่เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ระดับกลาง 3 ถึง 12 เดือน5 ถึง 8 กก.3 ถึง 5 กก.ทำ 12 ครั้งแล้วเหลือแรงอีก 2 ครั้ง ลำตัวนิ่งตลอดเซ็ต
ระดับสูง เกิน 1 ปี8 ถึง 12 กก.5 ถึง 8 กก.ทำ 10 ถึง 12 ครั้งโดยควบคุมขาลง 3 วินาทีได้ทุกครั้ง
นักเพาะกายแข่งขัน10 ถึง 16 กก.6 ถึง 10 กก.ควบคุมได้เต็มช่วง และใช้เฉพาะเซ็ตแรกก่อนลดน้ำหนักลง

เกณฑ์ที่ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องดูตาราง ถ้าคุณทำได้ไม่ถึง 12 ครั้งโดยไม่ยักไหล่ แปลว่าหนักเกินไป และถ้าทำได้เกิน 20 ครั้งสบาย ๆ แปลว่าเบาเกินไป ช่วง 12 ถึง 20 ครั้งคือช่วงที่ท่านี้ทำงานได้ดีที่สุด เพราะกล้ามหัวไหล่ด้านข้างตอบสนองกับจำนวนครั้งที่มากกว่าและเวลาใต้แรงต้านที่นานกว่า

เพิ่มน้ำหนักเมื่อไหร่ถึงจะเรียกว่าพร้อม

  • ทำครบ 20 ครั้งได้สองเซ็ตติดกันโดยฟอร์มไม่เสีย ค่อยขยับขึ้น 1 ถึง 2 กิโลกรัม
  • ขยับทีละ 1 กิโลกรัมก็พอ การกระโดดจาก 6 ไปเป็น 10 กิโลกรัมคือสูตรสำเร็จของการกลับไปยักไหล่อีกรอบ
  • ถ้าดัมเบลในบ้านมีแต่เลขคู่ ให้เพิ่มจำนวนครั้งหรือเพิ่มเวลาขาลงเป็น 4 วินาทีแทน ทั้งสองอย่างเพิ่มความหนักได้โดยไม่ต้องเพิ่มกิโล
  • ถ้าต้องเหวี่ยงตัวช่วยแม้แต่นิดเดียวเพื่อยกครั้งแรกของเซ็ต แปลว่ายังไม่พร้อม ให้ถอยกลับไปน้ำหนักเดิมอีก 2 สัปดาห์

ถ้าที่บ้านมีดัมเบลชุดเดียวและกระโดดขั้นละ 2 กิโลกรัม การเลือก ดัมเบลปรับน้ำหนัก ที่ปรับได้ละเอียดจะช่วยได้มากกับท่านี้โดยเฉพาะ เพราะหัวไหล่ด้านข้างเป็นกล้ามที่ต้องขยับน้ำหนักทีละน้อย คนที่เพิ่งเริ่มจัดอุปกรณ์ที่บ้าน ผมแนะนำให้อ่าน วิธีจัดโฮมยิมให้ครบในงบที่มี ก่อนตัดสินใจซื้อของชิ้นแรก

ยกไหล่ให้โดนกล้าม ต้องเริ่มจากน้ำหนักที่ถูกต้อง

ดัมเบลที่ปรับน้ำหนักได้ละเอียดทีละกิโล คือของชิ้นเดียวที่ทำให้ท่านี้พัฒนาได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องกลับไปยักไหล่ เลือกรุ่นที่มีช่วง 2 ถึง 12 กิโลกรัมก็พอสำหรับการฝึกไหล่แล้ว

ดูดัมเบลทุกรุ่น

รายละเอียดฟอร์มที่ทำให้ต่างกันคนละเรื่อง

สามจุดที่คนมองข้ามคือเอียงตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยราว 10 องศา หมุนนิ้วโป้งลงแค่นิดเดียวไม่ใช่เทน้ำเต็มที่ และหยุดที่ระดับไหล่พอ ไม่ต้องยกสูงกว่านั้น

เอียงตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ราว 10 ถึง 15 องศา

เส้นใยของ lateral deltoid ไม่ได้วางตัวอยู่ในระนาบเดียวกับลำตัวเป๊ะ ๆ แต่เอียงไปข้างหน้าเล็กน้อย การเอียงลำตัวไปข้างหน้าราว 10 ถึง 15 องศา จะทำให้แนวการยกตรงกับแนวเส้นใยของกล้ามพอดี และลดการทำงานของหัวไหล่ด้านหน้าลง อีกวิธีที่ให้ผลใกล้เคียงกันคือยกแขนออกไปเยื้องข้างหน้าประมาณ 30 องศาจากแนวข้างตัว ซึ่งเรียกกันว่าระนาบสะบัก

อย่าเอียงจนกลายเป็นก้มตัว เพราะพอเลย 30 องศาไปแล้ว ท่าจะเปลี่ยนเป็น rear delt raise ซึ่งไปเล่นหัวไหล่ด้านหลังแทน ท่านั้นก็ดี แต่มันคือคนละท่ากับที่คุณตั้งใจจะทำ ถ้าอยากได้ความกว้าง ต้องอยู่ในช่วง 10 ถึง 15 องศาเท่านั้น

นิ้วโป้งชี้ลงแค่นิดเดียว อย่าเทน้ำเต็มที่

คำแนะนำที่ได้ยินบ่อยคือให้หมุนข้อมือเหมือนเทน้ำออกจากเหยือก ซึ่งถูกครึ่งเดียว การหมุนแขนเข้าด้านในเล็กน้อยช่วยให้ lateral deltoid ทำงานเต็มขึ้นจริง แต่ถ้าหมุนจนนิ้วโป้งชี้ลงพื้นเต็มที่ ปุ่มกระดูกต้นแขนจะไปบีบเบียดกับเอ็นข้อไหล่ในช่องแคบใต้กระดูกไหปลาร้า ซึ่งคือกลไกของ impingement หรือภาวะเอ็นไหล่ถูกหนีบ

  • ทำถูก หมุนให้นิ้วโป้งต่ำกว่านิ้วก้อยเล็กน้อย ราว 10 ถึง 20 องศา เหมือนถือแก้วน้ำที่เอียงนิดเดียวจนน้ำยังไม่หก
  • ทำผิด หมุนจนนิ้วโป้งชี้ลงพื้นเต็มที่ ท่านี้เพิ่มการทำงานของกล้ามได้นิดเดียวแต่เพิ่มความเสี่ยงเอ็นไหล่อักเสบหลายเท่า
  • ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนที่เคยเจ็บไหล่มาก่อน คือให้ฝ่ามือหันเข้าหากันเหมือนถือค้อนสองข้าง แล้วยกออกด้านข้าง แรงจะกระจายและข้อไหล่ไม่ถูกบีบ

หยุดที่ระดับไหล่ ไม่ต้องยกสูงกว่านั้น

พอแขนยกเกินระดับไหล่ขึ้นไป งานส่วนใหญ่จะถูกโอนไปให้สะบักหมุนตามและ trapezius เข้ามารับช่วง กล้ามหัวไหล่ด้านข้างแทบไม่ได้ทำงานเพิ่มเลยในช่วง 90 ถึง 180 องศา แปลว่าคุณกำลังจ่ายค่าความเสี่ยงโดยไม่ได้อะไรกลับมา ยกให้ต้นแขนขนานพื้นแล้วหยุด บีบค้างครึ่งวินาที นั่นคือจุดที่แรงตึงสูงสุดของท่านี้อยู่แล้ว

จุดที่คนเสียของฟรีมากที่สุดคือช่วงขาลง เกือบทุกคนปล่อยดัมเบลตกลงมาใน 1 วินาที ทั้งที่ช่วงขาลงคือช่วงที่กล้ามยืดตัวขณะรับแรง ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการโตของกล้ามที่แรงที่สุด ให้นับ 3 วินาทีทุกครั้งตอนลดแขนลง แค่เปลี่ยนเรื่องเดียวนี้ เซ็ตเดิมจะหนักขึ้นทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มน้ำหนักเลย

6 รูปแบบการฝึก side lateral raise ที่ใช้ได้จริง

ท่าปั้นไหล่ไม่ได้มีแบบเดียว การสลับ 6 รูปแบบนี้ตามรอบการฝึกจะทำให้ lateral deltoid โดนแรงตึงในมุมที่ต่างกัน และแก้จุดอ่อนคนละจุดกัน

1. dumbbell lateral raise ท่าพื้นฐานที่ต้องทำให้ได้ก่อน

เป็นท่ามาตรฐานที่ทุกคนต้องทำให้นิ่งก่อนขยับไปแบบอื่น จุดเด่นคือหาอุปกรณ์ง่ายและควบคุมได้ทั้งสองข้างพร้อมกัน จุดด้อยคือแรงต้านไม่คงที่ ตอนแขนแนบตัวแรงต้านเกือบเป็นศูนย์ และหนักที่สุดตอนขนานพื้น ทำให้ช่วงต้นของการยกแทบไม่ได้ทำงาน เซ็ตที่แนะนำคือ 3 เซ็ต 12 ถึง 15 ครั้ง

2. cable lateral raise แรงต้านคงที่ตั้งแต่ต้นจนจบ

ตั้งรอกที่ตำแหน่งต่ำสุด ยืนเยื้องให้สายเคเบิลผ่านหน้าลำตัว แล้วกางแขนออก ข้อดีคือมีแรงต้านตั้งแต่วินาทีแรกที่แขนเริ่มขยับ ซึ่งเป็นช่วงที่ดัมเบลให้ไม่ได้เลย คนที่ติดปัญหาว่าเล่นดัมเบลมานานแล้วไหล่ยังไม่โต มักได้ผลชัดเมื่อเปลี่ยนมาใช้เคเบิลสองถึงสามสัปดาห์ เซ็ตที่แนะนำคือ 3 เซ็ต 12 ถึง 15 ครั้งต่อข้าง

3. lean-away lateral raise เอนตัวออกเพื่อยืดช่วงการเคลื่อนไหว

จับเสาหรือขาเครื่องด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วเอนตัวออกไปด้านข้างจนแขนที่ถือดัมเบลห้อยเฉียงเข้าใต้ลำตัว ท่านี้ทำให้กล้ามหัวไหล่ด้านข้างถูกยืดออกมากกว่าปกติตั้งแต่จุดเริ่ม และมีแรงต้านตั้งแต่ช่วงต้นเหมือนเคเบิล ใช้น้ำหนักเบากว่าปกติราว 30 เปอร์เซ็นต์ เซ็ตที่แนะนำคือ 3 เซ็ต 12 ครั้งต่อข้าง

4. partial rep ยกครึ่งช่วงบนเพื่อเก็บแรงตึงสะสม

ยกขึ้นแค่ครึ่งทางถึงระดับไหล่ แล้วลดลงแค่ครึ่งเดียว ไม่ปล่อยแขนลงแนบตัว ทำให้กล้ามไม่มีจังหวะพักเลยตลอดเซ็ต ใช้เป็นเซ็ตปิดท้ายหลังจากทำเต็มช่วงจนหมดแรงแล้ว ทำต่ออีก 10 ถึง 15 ครั้งครึ่งช่วง จะรู้สึกแสบร้อนแบบที่ท่าเต็มช่วงให้ไม่ได้

5. drop set ลดน้ำหนักต่อเนื่องโดยไม่พัก

เริ่มที่ 8 กิโลกรัมทำจนหมดแรง วางลงหยิบ 6 กิโลกรัมทำต่อทันที แล้วลงมาที่ 4 กิโลกรัมและ 2 กิโลกรัม drop set เหมาะกับท่านี้เป็นพิเศษเพราะเปลี่ยนดัมเบลได้เร็วมาก และกล้ามมัดเล็กตอบสนองดีกับปริมาณเลือดที่ถูกอัดเข้ามา ใช้แค่เซ็ตสุดท้ายของท่าเท่านั้น ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้งพอ ไม่ใช่ทุกเซ็ต

6. เอนบนม้านั่งเอียง ตัดแรงเหวี่ยงออกทั้งหมด

ปรับม้านั่งเอียงราว 45 ถึง 60 องศา แล้วเอาลำตัวด้านข้างพาดกับเบาะ ยกดัมเบลข้างที่อยู่ด้านบนขึ้นออกด้านข้าง ท่านี้โกงไม่ได้เลยเพราะลำตัวถูกล็อกไว้กับเบาะ เหมาะกับคนที่รู้ตัวว่าชอบเหวี่ยง ใช้น้ำหนักเบามาก ๆ ราว 2 ถึง 4 กิโลกรัมก็พอ ถ้าที่บ้านมี ม้านั่งปรับระดับ อยู่แล้ว ท่านี้คือท่าที่คุ้มที่สุดที่จะเพิ่มเข้าโปรแกรม

รูปแบบจุดที่แรงตึงสูงสุดเหมาะกับใครน้ำหนักเทียบกับปกติ
ดัมเบลมาตรฐานช่วงแขนขนานพื้นทุกคน ใช้เป็นท่าหลัก100 เปอร์เซ็นต์
เคเบิลสม่ำเสมอทั้งช่วงคนที่เล่นดัมเบลนานแล้วไม่โต70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์
lean-awayช่วงต้นถึงกลางคนที่ต้องการยืดกล้ามให้สุด60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์
partial repครึ่งบนต่อเนื่องใช้ปิดท้ายเซ็ตสุดท้าย80 เปอร์เซ็นต์
drop setสะสมจนหมดแรงคนที่ฟอร์มนิ่งแล้วเท่านั้นลดลงทีละ 2 กก.
เอนบนม้านั่งช่วงกลางถึงบนคนที่ชอบเหวี่ยงตัวช่วย40 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์

ถ้ายังไม่มีอุปกรณ์ครบ ไม่ต้องรอให้ครบถึงจะเริ่ม เริ่มจากดัมเบลคู่เดียวก็พอ แนวทางการฝึกเวทที่บ้านโดยไม่ต้องมีเครื่องครบ ผมเขียนไว้ละเอียดใน คู่มือเล่นเวทที่บ้านให้ได้ผล และถ้าอยากเข้าใจพื้นฐานการใช้ดัมเบลให้ถูกก่อน ลองอ่าน วิธีเล่นดัมเบลสำหรับผู้เริ่มต้น ควบคู่ไปด้วย

กลับไปที่สารบัญ

อุปกรณ์และรูปแบบการฝึก Side Lateral Raise

อุปกรณ์ที่ใช้เปลี่ยนเส้นแรงทั้งหมด ดัมเบลหนักที่สุดตอนแขนขนานพื้น เคเบิลหนักสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นจนจบ และยางยืดหนักที่สุดตอนปลายทาง เลือกให้ตรงกับจุดที่คุณอ่อนที่สุด

Side Lateral Raise สามารถทำได้ด้วยอุปกรณ์หลายชนิด แต่ละแบบมีข้อดีที่แตกต่างกัน:

  1. ดัมเบล: เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ช่วยให้ควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดี
  2. เคเบิลแมชชีน: ให้แรงต้านที่คงที่ตลอดช่วงการเคลื่อนไหว
  3. ยางยืด: ทางเลือกที่ดีสำหรับการฝึกที่บ้านหรือการเดินทาง

การเลือกใช้อุปกรณ์ที่หลากหลายจะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อในมุมที่แตกต่างกัน และช่วยป้องกันการเบื่อหน่ายจากการฝึก

 

  • ดัมเบล แรงต้านหนักที่สุดตอนแขนขนานพื้น และเกือบเป็นศูนย์ตอนแขนแนบตัว เหมาะเป็นท่าหลักของทุกคน
  • เคเบิล แรงต้านคงที่ตั้งแต่วินาทีแรกจนจบ เหมาะกับคนที่เล่นดัมเบลมานานแล้วรู้สึกว่าไม่พัฒนา
  • ยางยืด แรงต้านเบาตอนต้นและหนักที่สุดตอนปลายทาง พกพาง่ายและใช้เป็นตัววอร์มได้ดีที่สุด
  • ไม่ว่าใช้อะไร ตัวแปรที่ตัดสินผลลัพธ์คือน้ำหนักที่เบาพอจะคุมได้โดยไม่ยักไหล่ ไม่ใช่ชนิดของอุปกรณ์

อยากไหล่สวย มั่นใจในทุกลุค?
มาลองฝึก Side Lateral Raise กับเราได้ที่ REAL GYM
ที่นี่มีอุปกรณ์ครบ เทรนเนอร์ดูแลใกล้ชิด และบรรยากาศที่ทำให้คุณอยากมาทุกวัน!

ฟรี! ทดลองเล่น 3 วันเต็ม
มีดัมเบลล์ครบทุกน้ำหนัก + กระจกช่วยเช็กฟอร์ม
เทรนเนอร์พร้อมแนะนำการฝึกไหล่อย่างถูกวิธี

เปิดทุกวัน ทุกสาขาใกล้บ้านคุณ: ซาฟารีเวิลด์, พระราม 5, สุขาภิบาล 5, สายไหม, เลียบทางด่วน
คลิกลงทะเบียนทดลองเล่นที่นี่เลย!

 

เทคนิคขั้นสูงในการทำ Side Lateral Raise

เทคนิคขั้นสูงอย่าง drop set และ partial rep ใช้ได้ก็ต่อเมื่อฟอร์มพื้นฐานนิ่งแล้วเท่านั้น ถ้ายังยักไหล่อยู่ การเพิ่มเทคนิคเข้าไปคือการทำท่าผิดให้เหนื่อยขึ้นเฉย ๆ

สำหรับผู้ที่ต้องการยกระดับการฝึก Side Lateral Raise สามารถใช้เทคนิคขั้นสูงเหล่านี้:

  1. การควบคุมความเร็ว: ทำการเคลื่อนไหวช้าลงเพื่อเพิ่มเวลาการทำงานของกล้ามเนื้อ
  2. การใช้เทคนิค Time Under Tension: เน้นการลดน้ำหนักลงช้าๆ เพื่อเพิ่มความเครียดให้กล้ามเนื้อ
  3. การทำ Partial Reps: ทำการเคลื่อนไหวในช่วงที่ยากที่สุดซ้ำๆ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของการฝึก

การปรับแต่งท่า Side Lateral Raise

การปรับเปลี่ยนท่า Side Lateral Raise สามารถช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อในมุมที่แตกต่างกัน:

  1. ท่านั่ง: ช่วยลดการใช้แรงเหวี่ยงและเน้นการทำงานของกล้ามเนื้อไหล่
  2. ท่าเอียงตัว: ช่วยเน้นการทำงานของกล้ามเนื้อไหล่ส่วนหลัง
  3. การทำแบบสลับข้าง: ช่วยเพิ่มความเข้มข้นและความท้าทายในการฝึก

การผสมผสาน Side Lateral Raise ในโปรแกรมฝึกไหล่

ลำดับท่าในวันไหล่สำคัญกว่าที่คิด เริ่มด้วย overhead press ตอนที่ยังสด แล้วเก็บท่ากางแขนออกด้านข้างไว้ท้ายวัน เพราะการทำท่านี้ก่อนจะทำให้ท่าใหญ่ยกได้น้อยลง

การรวม Side Lateral Raise เข้ากับโปรแกรมฝึกไหล่ที่สมดุลจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ตัวอย่างโปรแกรมฝึกไหล่ที่รวม Side Lateral Raise อาจมีลักษณะดังนี้:

  1. Overhead Press: 3 เซต, 8-10 ครั้ง
  2. Side Lateral Raise: 3 เซต, 12-15 ครั้ง
  3. Front Raises: 3 เซต, 12-15 ครั้ง
  4. Bent-Over Lateral Raises: 3 เซต, 12-15 ครั้ง
  5. Shrugs: 3 เซต, 12-15 ครั้ง

อุปกรณ์ออกกำลังกายที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้



ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีแก้ไข

การทำ Side Lateral Raise อย่างไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่การบาดเจ็บหรือผลลัพธ์ที่ไม่ดี ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีแก้ไข มีดังนี้:

  1. การใช้แรงเหวี่ยง: ควบคุมการเคลื่อนไหวให้ช้าลงและใช้น้ำหนักที่เบาลง
  2. การยกแขนสูงเกินไป: ยกแขนเพียงขนานกับพื้นหรือสูงกว่าเล็กน้อย
  3. การใช้น้ำหนักมากเกินไป: เริ่มจากน้ำหนักเบาและค่อยๆ เพิ่มขึ้น

เทคนิคการเพิ่มความท้าทายในการทำ Side Lateral Raise

การเพิ่มความท้าทายที่ปลอดภัยที่สุดของท่านี้ไม่ใช่การเพิ่มน้ำหนัก แต่คือการเพิ่มจำนวนครั้ง ลดความเร็วขาลง และเพิ่มเซ็ต เพราะน้ำหนักที่เกินตัวจะโดนบ่าดูดไปหมด

เมื่อคุณคุ้นเคยกับการทำ Side Lateral Raise แล้ว คุณสามารถเพิ่มความท้าทายได้ด้วยเทคนิคต่อไปนี้:

  1. การเพิ่มน้ำหนัก: เพิ่มน้ำหนักทีละน้อยเมื่อสามารถทำได้ครบตามเซตและจำนวนครั้งที่กำหนด
  2. การทำ Drop Sets: เริ่มด้วยน้ำหนักหนัก แล้วลดน้ำหนักลงเรื่อยๆ โดยไม่พักระหว่างเซต
  3. การทำ Supersets: ทำ Side Lateral Raise สลับกับท่าฝึกไหล่อื่นๆ โดยไม่พักระหว่างท่า

การป้องกันการบาดเจ็บและการฟื้นฟู

ข้อไหล่เป็นข้อที่เคลื่อนไหวได้อิสระที่สุดและมั่นคงน้อยที่สุดในร่างกาย การวอร์มด้วยยางยืดเบา ๆ 5 นาทีก่อนเล่น จึงคุ้มกว่าการหยุดพักสามเดือนเพราะเอ็นอักเสบ

การป้องกันการบาดเจ็บเป็นสิ่งสำคัญในการฝึก Side Lateral Raise วิธีการป้องกันและฟื้นฟูมีดังนี้:

  1. อบอุ่นร่างกายก่อนฝึกด้วยการยืดเหยียดแบบไดนามิก
  2. เริ่มด้วยน้ำหนักเบาและค่อยๆ เพิ่มขึ้น
  3. ยืดกล้ามเนื้อหลังการฝึกเพื่อลดอาการปวดเมื่อย
  4. ใช้เทคนิคการนวดและอุปกรณ์ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เช่น foam roller

โภชนาการสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อไหล่

กล้ามไหล่โตจากสองอย่างที่ต้องมาคู่กัน คือแรงกระตุ้นจากการฝึกและวัตถุดิบจากอาหาร โปรตีน 1.6 ถึง 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมคือเกณฑ์ที่ใช้ได้จริง

การรับประทานอาหารที่เหมาะสมเป็นส่วนสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อไหล่ ควรเน้นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตคุณภาพดี เช่น:

  • เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ
  • ปลา
  • ไข่
  • ถั่วและธัญพืช
  • ผักใบเขียว
  • ผลไม้สด

การจัดสรรแมคโครนิวเทรียนท์ที่เหมาะสมสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปควรมีสัดส่วนดังนี้:

  • โปรตีน: 1.6-2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
  • คาร์โบไฮเดรต: 3-5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
  • ไขมัน: 0.5-1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

ท่าเสริมอื่นๆ สำหรับการพัฒนากล้ามเนื้อไหล่แบบองค์รวม

ไหล่ที่ดูกว้างเกิดจากทั้งสามหัวทำงานครบ ไม่ใช่หัวข้างอย่างเดียว การละเลยหัวหลังคือสาเหตุที่ทำให้ไหล่ดูห่อและแบนเมื่อมองจากด้านข้าง

แม้ว่า Side Lateral Raise จะเป็นท่าที่มีประสิทธิภาพสูงในการพัฒนากล้ามเนื้อไหล่ส่วนข้าง แต่การฝึกไหล่แบบองค์รวมจำเป็นต้องมีท่าฝึกอื่นๆ เสริมด้วย ท่าฝึกเสริมที่แนะนำ ได้แก่:

  1. Overhead Press: ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อไหล่ส่วนหน้าและส่วนบน
  2. Front Raises: เน้นการทำงานของกล้ามเนื้อไหล่ส่วนหน้า
  3. Bent-Over Lateral Raises: พัฒนากล้ามเนื้อไหล่ส่วนหลัง
  4. Face Pulls: ช่วยสร้างความสมดุลให้กับกล้ามเนื้อไหล่และหลังส่วนบน
  5. Upright Rows: ทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อสะบักและกล้ามเนื้อดักหน้าอก

การผสมผสานท่าฝึกเหล่านี้เข้ากับ Side Lateral Raise จะช่วยให้คุณพัฒนากล้ามเนื้อไหล่ได้อย่างสมบูรณ์และสมดุล

การแก้ไขปัญหาที่พบบ่อยในการทำ Side Lateral Raise

ปัญหาที่พบบ่อยเกือบทั้งหมดของท่านี้ย้อนกลับไปที่รากเดียวกัน คือน้ำหนักเกินตัว แก้ที่น้ำหนักก่อน แล้วอีกหลายปัญหาจะหายไปเอง

แม้ว่า Side Lateral Raise จะเป็นท่าฝึกที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็มีปัญหาที่ผู้ฝึกอาจพบได้ ต่อไปนี้เป็นปัญหาที่พบบ่อยและวิธีแก้ไข:

  1. อาการปวดหัวไหล่: อาจเกิดจากการยกน้ำหนักสูงเกินไปหรือการทำท่าไม่ถูกต้อง ควรลดน้ำหนักและตรวจสอบท่าทางการฝึกให้ถูกต้อง
  2. กล้ามเนื้อคอทำงานมากเกินไป: ให้ลดน้ำหนักและเน้นการใช้กล้ามเนื้อไหล่ในการยกแทนการใช้กล้ามเนื้อคอ
  3. ความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ: หากพบว่าไหล่ข้างหนึ่งแข็งแรงกว่าอีกข้าง ให้ฝึกแยกข้างและเน้นการฝึกข้างที่อ่อนแอกว่า
  4. ขาดความก้าวหน้า: หากรู้สึกว่าการฝึกไม่มีความก้าวหน้า ให้ปรับเปลี่ยนโปรแกรมฝึก เพิ่มความหนักหรือปริมาณการฝึก

บทสรุป

Side Lateral Raise เป็นท่าฝึกที่มีประสิทธิภาพสูงในการพัฒนากล้ามเนื้อไหล่ โดยเฉพาะส่วนข้าง การทำอย่างถูกวิธี สม่ำเสมอ และคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากท่าฝึกนี้

การมีไหล่ที่แข็งแรงและสมส่วนไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีเท่านั้น แต่ยังช่วยในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จำไว้ว่า การพัฒนากล้ามเนื้อต้องใช้เวลาและความอดทน ดังนั้นให้ตั้งเป้าหมายที่เหมาะสม มีความสม่ำเสมอในการฝึก และอย่าลืมให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและโภชนาการที่เหมาะสมควบคู่ไปด้วย ด้วยความมุ่งมั่นและการฝึกฝนอย่างถูกวิธี คุณจะสามารถพัฒนากล้ามเนื้อไหล่ที่แข็งแรงและสวยงามได้อย่างแน่นอน

และถ้าคุณอยากเริ่มฝึก Side Lateral Raise อย่างถูกวิธี พร้อมมีเทรนเนอร์คอยแนะนำทุกขั้นตอน REAL GYM เปิดให้ทดลองฟิตเนสฟรี 3 วันเต็ม!
ดัมเบลล์หลายน้ำหนัก + กระจกเช็คฟอร์ม + เทรนเนอร์ดูแล
บรรยากาศเหมาะสำหรับคนที่อยากพัฒนาไหล่แบบมีเป้าหมาย
เล่นฟรีทุดสาขาใกล้บ้านคุณ : ซาฟารีเวิลด์, พระราม 5, สุขาภิบาล 5, สายไหม, เลียบทางด่วน
ฝึกไหล่ให้ทรงสวย มั่นใจขึ้นทุกวัน มาลองที่ REAL GYM คลิกเลย! →


อ้างอิงภาพจาก:

  • https://www.menshealth.com/uk/building-muscle/a30716543/lateral-raises/

ทำไมไหล่ไม่กว้างสักที ทั้งที่เล่นท่านี้ทุกสัปดาห์

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่ท่าผิดอย่างเดียว แต่คือปริมาณงานน้อยเกินไป กล้ามหัวไหล่ด้านข้างต้องการ 12 ถึง 20 เซ็ตต่อสัปดาห์ ไม่ใช่ 3 เซ็ตท้ายวันอกอย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ

คนที่มาถามผมว่าทำไมเล่นแล้วไหล่ไม่กว้าง เกือบทุกคนทำท่านี้แค่ 3 เซ็ตต่อสัปดาห์ สามเซ็ตคือปริมาณที่พอจะรักษาสภาพเดิมไว้ได้ แต่ไม่พอจะสร้างของใหม่ กล้ามจะโตก็ต่อเมื่อมันเจอแรงกระตุ้นมากกว่าที่มันคุ้นเคย ซ้ำ ๆ ติดกันเป็นเดือน

อีกเรื่องที่คนไม่คิดถึงคือหัวไหล่ด้านข้างเป็นกล้ามที่ฟื้นตัวเร็วมาก เพราะมันเล็กและไม่ได้รับแรงกระแทกหนักเหมือนกล้ามขา ซึ่งแปลว่าคุณเล่นมันได้บ่อยกว่าที่คิด สามครั้งต่อสัปดาห์ไม่มากเกินไปเลย ถ้ากระจายปริมาณให้ดี

ปริมาณงานที่ควรทำจริง แยกตามเป้าหมาย

เป้าหมายเซ็ตต่อสัปดาห์ความถี่ช่วงจำนวนครั้ง
รักษาสภาพเดิม4 ถึง 6 เซ็ตสัปดาห์ละ 1 ครั้ง12 ถึง 15 ครั้ง
โตแบบค่อยเป็นค่อยไป10 ถึง 12 เซ็ตสัปดาห์ละ 2 ครั้ง12 ถึง 20 ครั้ง
แก้จุดอ่อนเรื่องไหล่กว้าง16 ถึง 20 เซ็ตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง12 ถึง 25 ครั้ง
ช่วงลดไขมัน8 ถึง 12 เซ็ตสัปดาห์ละ 2 ครั้ง15 ถึง 20 ครั้ง

ไหล่กว้างมาจากสามหัว ไม่ใช่หัวข้างอย่างเดียว

กล้ามเดลทอยด์มีสามหัว คือหัวหน้า หัวข้าง และหัวหลัง คนส่วนใหญ่เล่นหัวหน้าเยอะเกินโดยไม่ตั้งใจ เพราะทุกท่าดันอย่างเบนช์เพรส อินไคลน์เพรส และวิดพื้น ล้วนใช้หัวหน้าอยู่แล้ว รวมกันทั้งสัปดาห์อาจได้ถึง 20 เซ็ตโดยที่ไม่ได้เล่นวันไหล่เลยด้วยซ้ำ

ผลคือหัวหน้าใหญ่ หัวข้างเล็ก และหัวหลังแทบไม่มี ซึ่งทำให้ไหล่ดูห่อไปข้างหน้าและแบนเมื่อมองจากด้านข้าง สัดส่วนที่ผมใช้กับคนที่มาฝึกคือหัวข้างและหัวหลังรวมกันควรได้ปริมาณเซ็ตมากกว่าหัวหน้าเสมอ เพราะหัวหน้าได้ของแถมจากท่าดันมาแล้วทุกสัปดาห์

  • หัวหน้า ได้จากท่าดันทุกท่าอยู่แล้ว ไม่ต้องเพิ่ม front raise มากนัก 0 ถึง 4 เซ็ตต่อสัปดาห์ก็พอ
  • หัวข้าง ต้องเล่นตรง ๆ เท่านั้น ไม่มีท่าอื่นมาแทนได้ ควรได้ 12 ถึง 20 เซ็ตต่อสัปดาห์
  • หัวหลัง ควรได้ 8 ถึง 12 เซ็ตต่อสัปดาห์ จากท่า rear delt fly และ face pull ซึ่งช่วยเรื่องท่าทางการยืนด้วย

ทำท่านี้ท้ายวันเสมอ อย่าเอาไปไว้ต้นวัน

ลำดับท่ามีผลกับสิ่งที่คุณจะได้กลับมามากกว่าที่คนคิด ถ้าทำ side lateral raise ก่อน overhead press หัวไหล่จะล้าไปแล้วครึ่งหนึ่ง แล้วท่ากดที่ควรจะยกได้ 40 กิโลกรัมจะเหลือแค่ 30 กิโลกรัม คุณเสียแรงกระตุ้นจากท่าใหญ่ไปฟรี ๆ เพื่อแลกกับการปั๊มที่รู้สึกดีอยู่สิบนาที

  1. ท่ากดใหญ่ก่อนเสมอ overhead press หรือ dumbbell shoulder press 3 ถึง 4 เซ็ต 6 ถึง 10 ครั้ง ตอนที่ยังสดที่สุด
  2. แล้วค่อยเก็บรายละเอียดด้วยท่ากางแขน ทำ 3 ถึง 4 เซ็ต 12 ถึง 20 ครั้ง คุมขาลง 3 วินาที
  3. ปิดท้ายด้วยหัวไหล่ด้านหลัง rear delt fly หรือ face pull 3 เซ็ต 15 ถึง 20 ครั้ง เพราะเป็นส่วนที่ทุกคนละเลยที่สุด
  4. ถ้าไหล่คือจุดอ่อนจริง ๆ ให้แทรกท่านี้เพิ่มอีก 2 ถึง 3 เซ็ตท้ายวันอกและวันหลังด้วย รวมทั้งสัปดาห์จะได้ 16 ถึง 20 เซ็ตพอดี

มีข้อยกเว้นข้อเดียว ถ้าหัวไหล่ด้านข้างคือจุดอ่อนที่คุณอยากแก้จริงจังในรอบนั้น สามารถทำท่ากางแขนเบา ๆ 2 เซ็ตนำก่อน overhead press ได้ เทคนิคนี้เรียกว่า pre exhaust ใช้เพื่อบังคับให้กล้ามเป้าหมายรู้สึกก่อน แต่ต้องยอมรับว่าท่ากดจะยกได้น้อยลง ใช้เป็นรอบ ๆ ไม่ใช่ตลอดไป

อีกจุดที่คนมองข้ามคือความถี่รวมของการซ้อมทั้งสัปดาห์ ถ้าเข้ายิมแค่สองวันแล้วต้องเล่นทั้งตัว โอกาสที่จะได้ 16 เซ็ตนั้นแทบเป็นศูนย์ เรื่องนี้ผมอธิบายไว้ใน ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละกี่วัน ซึ่งช่วยให้จัดตารางได้ตรงกับชีวิตจริงมากขึ้น

ตารางปริมาณเซ็ตต่อสัปดาห์ของ side lateral raise สำหรับคนที่อยากได้ไหล่กว้าง

ไหล่ไม่กว้างเพราะปริมาณงานน้อย ไม่ใช่เพราะพันธุกรรม

ถ้าเข้ายิมไม่ทันสัปดาห์ละสามครั้ง การมีดัมเบลกับม้านั่งไว้ที่บ้านคือทางเดียวที่จะดันปริมาณเซ็ตให้ถึง 16 ต่อสัปดาห์ได้จริง แค่วันละ 10 นาทีก็พอสำหรับท่านี้

โปรแกรมไหล่ 8 สัปดาห์ ทำตามได้ทันที

โปรแกรมนี้เพิ่มปริมาณงานทีละขั้นจาก 9 เซ็ตในสัปดาห์แรกไปถึง 18 เซ็ตในสัปดาห์ที่ 7 แล้วลดลงในสัปดาห์ที่ 8 เพื่อให้ร่างกายฟื้นและกล้ามโตขึ้นมาจริง

โครงสร้างของโปรแกรมนี้ใช้หลักง่าย ๆ คือค่อย ๆ เพิ่มปริมาณสี่สัปดาห์ ประเมินหนึ่งครั้ง แล้วดันต่ออีกสองสัปดาห์ ก่อนถอยลงในสัปดาห์สุดท้าย อย่าข้ามสัปดาห์ที่ 8 เพราะสัปดาห์ที่ลดปริมาณลงคือสัปดาห์ที่กล้ามโตขึ้นจริง ไม่ใช่สัปดาห์ที่เล่นหนักที่สุด

สัปดาห์วันไหล่หลักวันเสริม ท้ายวันอกหรือวันหลังรวมเซ็ตต่อสัปดาห์
1 ถึง 2side lateral raise 3 เซ็ต 15 ครั้งทำเพิ่ม 2 เซ็ต 15 ครั้ง 1 วัน9 เซ็ต
3 ถึง 4ท่ากางแขน 4 เซ็ต 15 ครั้งทำเพิ่ม 2 เซ็ต 15 ครั้ง 2 วัน12 เซ็ต
5 ถึง 6ท่ากางแขน 4 เซ็ต 12 ครั้ง เพิ่มน้ำหนัก 1 กก.ทำเพิ่ม 3 เซ็ต 15 ครั้ง 2 วัน15 เซ็ต
7ท่ากางแขน 4 เซ็ต 12 ครั้ง ปิดด้วย drop set 1 ชุดทำเพิ่ม 3 เซ็ต 20 ครั้ง 2 วัน18 เซ็ต
8 ลดปริมาณท่ากางแขน 2 เซ็ต 15 ครั้ง เบาลงครึ่งหนึ่งพัก ไม่ต้องทำเสริม6 เซ็ต

วันไหล่หลักในโปรแกรมนี้ทำอะไรบ้าง

  1. วอร์มด้วยยางยืด 2 เซ็ต 20 ครั้ง กางแขนออกเบา ๆ กับหมุนแขนออกด้านนอก
  2. overhead press 4 เซ็ต 6 ถึง 10 ครั้ง พัก 2 นาทีระหว่างเซ็ต นี่คือท่าที่สร้างแรงและมวลรวมของช่วงไหล่
  3. side lateral raise ตามจำนวนเซ็ตในตาราง พัก 60 ถึง 90 วินาที คุมขาลง 3 วินาทีทุกครั้ง
  4. rear delt fly 3 เซ็ต 15 ถึง 20 ครั้ง เพื่อความสมดุลของข้อไหล่และทรงที่มองจากด้านข้าง
  5. face pull 3 เซ็ต 15 ครั้ง ปิดท้าย ช่วยดึงหัวไหล่ที่ห่อจากการนั่งทำงานให้กลับมาอยู่ที่เดิม

เกณฑ์ประเมินตอนจบสัปดาห์ที่ 4

  • น้ำหนักที่ทำ 15 ครั้งได้โดยไม่ยักไหล่ ควรเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 กิโลกรัมจากสัปดาห์แรก
  • จำนวนครั้งที่ทำได้ที่น้ำหนักเดิม ควรเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 ครั้งต่อเซ็ต
  • ถ้าทั้งสองข้อไม่ขยับเลย อย่าเพิ่งเพิ่มน้ำหนัก ให้กลับไปตรวจฟอร์มก่อน โดยเฉพาะเรื่องการยักไหล่และการเหวี่ยงตัว
  • ถ้าเจ็บด้านหน้าข้อไหล่ตอนยก ให้หยุดท่านี้ 1 สัปดาห์ แล้วเปลี่ยนไปเล่นแบบฝ่ามือหันเข้าหากันแทน

คนที่เล่นครบทั้งตัวอยู่แล้ว ควรวางวันไหล่ให้ห่างจากวันอกอย่างน้อยหนึ่งวัน เพราะ ท่าเบนช์เพรสด้วยบาร์เบล ใช้หัวไหล่ด้านหน้าหนักมาก และวันหลังอย่างท่า lat pulldown ก็ดึงหัวไหล่ด้านหลังไปด้วยบางส่วน การเรียงวันให้ดีจะช่วยให้ฟื้นตัวทันโดยไม่ต้องลดปริมาณลง

วอร์มไหล่ 5 นาที ก่อนแตะดัมเบลตัวแรก

ข้อไหล่คือข้อที่หลุดง่ายที่สุดในร่างกายเพราะมันแลกความมั่นคงกับอิสระในการเคลื่อนไหว การวอร์ม 5 นาทีด้วยยางยืดจึงไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่คือประกันที่ถูกที่สุดที่คุณจะซื้อได้

คนที่เจ็บไหล่จากการเล่นเวท ส่วนใหญ่ไม่ได้เจ็บเพราะยกหนักเกินไปในวันเดียว แต่เจ็บเพราะยกด้วยข้อที่ยังเย็นและกล้ามหมุนไหล่ที่ยังไม่ตื่น ซ้ำ ๆ ติดกันเป็นเดือน กลุ่มกล้ามที่ทำหน้าที่ประคองหัวกระดูกต้นแขนไว้ในเบ้าเรียกว่า rotator cuff มันเล็กมากและตื่นช้ากว่ากล้ามใหญ่เสมอ

ลำดับวอร์ม 4 ขั้นตอน ใช้เวลารวม 5 นาที

  1. หมุนแขนเป็นวงกลม เดินหน้า 15 รอบ ถอยหลัง 15 รอบ เริ่มจากวงเล็กแล้วค่อยขยาย เพื่อให้น้ำหล่อเลี้ยงข้อกระจายทั่ว
  2. หมุนแขนออกด้านนอกด้วยยางยืด 2 เซ็ต 15 ครั้ง หนีบข้อศอกไว้ข้างลำตัว แล้วหมุนปลายแขนออกช้า ๆ ท่านี้ปลุก rotator cuff โดยตรง
  3. กางแขนด้วยยางยืดเบามาก 2 เซ็ต 20 ครั้ง ทำเหมือนท่าจริงทุกอย่างแต่ใช้แรงต้านเบาจนรู้สึกแค่ตื้อ ๆ เพื่อซ้อมเส้นทางการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง
  4. เซ็ตวอร์มด้วยดัมเบลจริง 1 เซ็ต 15 ครั้งที่น้ำหนักครึ่งเดียวของเซ็ตจริง เพื่อเช็กว่าวันนี้ข้อไหล่รู้สึกโอเคไหมก่อนเข้าเซ็ตหนัก

ถ้ามีเสียงกรอบแกรบในข้อไหล่แต่ไม่เจ็บ โดยทั่วไปไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ถ้ามีอาการเจ็บแปลบตอนยกแขนผ่านช่วง 60 ถึง 120 องศา นั่นคือสัญญาณของภาวะเอ็นไหล่ถูกหนีบ ให้หยุดท่ายกเหนือศีรษะทั้งหมดชั่วคราวและไปพบนักกายภาพ อย่าฝืนเล่นต่อโดยหวังว่ามันจะหายเอง

วิธีวัดผลว่าไหล่กว้างขึ้นจริงหรือแค่คิดไปเอง

อย่าใช้กระจกเป็นเครื่องวัด เพราะแสงกับมุมหลอกตาได้ทุกวัน ให้ใช้สามตัวเลขแทน คือรอบไหล่เป็นเซนติเมตร น้ำหนักที่ทำ 15 ครั้งได้ และสัดส่วนของรอบไหล่ต่อรอบเอว

คนส่วนใหญ่ตัดสินความก้าวหน้าจากความรู้สึกหลังเล่นเสร็จ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่แย่ที่สุด เพราะกล้ามที่บวมจากเลือดที่ถูกอัดเข้ามาหลังเซ็ตสุดท้าย จะยุบลงภายในสองชั่วโมง สิ่งที่วัดได้จริงมีแค่ตัวเลขที่จดไว้ และมันต้องวัดในเงื่อนไขเดียวกันทุกครั้ง

สามตัวเลขที่ควรจดทุก 4 สัปดาห์

  • รอบไหล่ วัดรอบส่วนที่กว้างที่สุดของหัวไหล่ทั้งสองข้าง ยืนผ่อนคลาย ไม่เกร็ง วัดตอนเช้าก่อนเล่นเสมอ ตัวเลขที่ควรเห็นคือเพิ่มขึ้น 1 ถึง 2 เซนติเมตรใน 12 สัปดาห์
  • น้ำหนักที่ทำ 15 ครั้งได้โดยฟอร์มไม่เสีย มือใหม่ควรเพิ่มได้ราว 2 ถึง 3 กิโลกรัมใน 8 สัปดาห์ คนที่เล่นมานานแล้วอาจได้แค่ 1 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือว่าดี
  • สัดส่วนรอบไหล่ต่อรอบเอว เอารอบไหล่หารด้วยรอบเอว ค่าที่คนมองว่าได้สัดส่วนดีอยู่ราว 1.6 ตัวเลขนี้ขยับได้จากทั้งการเพิ่มกล้ามและการลดเอว

ถ่ายรูปเดือนละครั้งด้วย จุดสำคัญคือต้องยืนที่เดิม แสงเดิม เวลาเดิม และท่าเดิม ภาพจากด้านหน้าแบบปล่อยแขนสบายคือมุมที่บอกความกว้างได้ตรงที่สุด ส่วนภาพเกร็งกล้ามหลอกตาได้ง่ายเกินไป

ที่ผมอยากให้ทำตั้งแต่วันแรกคือเปิดโน้ตในมือถือหนึ่งหน้า จดสามอย่างทุกครั้งที่เล่นท่านี้ คือน้ำหนัก จำนวนครั้งที่ทำได้จริง และคะแนนความรู้สึกว่าโดนกล้ามเป้าหมายกี่เต็มสิบ สามบรรทัดนี้ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบวินาที แต่มันคือสิ่งเดียวที่บอกได้ว่าควรเพิ่มน้ำหนักหรือควรถอยกลับไปแก้ฟอร์ม

ถ้าตัวเลขไม่ขยับเลยใน 8 สัปดาห์ ให้ตรวจสามข้อนี้

  1. ปริมาณเซ็ตพอหรือยัง หัวไหล่ด้านข้างต้องการอย่างน้อย 12 เซ็ตต่อสัปดาห์จึงจะโตชัด ถ้าทำอยู่แค่ 3 ถึง 6 เซ็ต แปลว่าน้อยเกินไปมาก
  2. โปรตีนพอหรือยัง เกณฑ์ที่ใช้กันคือ 1.6 ถึง 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน คนหนัก 70 กิโลกรัมจึงต้องได้ 112 ถึง 154 กรัมต่อวัน
  3. นอนพอหรือยัง การนอนต่ำกว่า 6 ชั่วโมงติดกันหลายสัปดาห์ ลดการฟื้นตัวของกล้ามลงชัดเจน ต่อให้เล่นถูกทุกอย่างก็ไม่โต

เส้นเวลาที่ควรคาดหวังจริง ๆ

ช่วงเวลาสิ่งที่ควรเกิดขึ้นถ้าไม่เกิดให้ตรวจอะไร
สัปดาห์ที่ 1 ถึง 2เริ่มรู้สึกว่าโดนไหล่ด้านข้าง ไม่ใช่บ่ายังยักไหล่อยู่ หรือน้ำหนักยังหนักเกินไป
สัปดาห์ที่ 4น้ำหนักหรือจำนวนครั้งเพิ่มขึ้นได้ปริมาณเซ็ตต่อสัปดาห์น้อยเกินไป
สัปดาห์ที่ 8รอบไหล่เพิ่ม 0.5 ถึง 1 เซนติเมตรโปรตีนต่อวันไม่ถึง 1.6 กรัมต่อกิโลกรัม
สัปดาห์ที่ 12 ถึง 16คนรอบตัวเริ่มทัก เสื้อคับช่วงบนขึ้นนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงติดกันหลายสัปดาห์

ยังไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจากอุปกรณ์ชิ้นไหน

ทักมาบอกงบและพื้นที่ที่มี ทีมงานจะช่วยเลือกดัมเบลกับม้านั่งที่พอดีกับการฝึกของคุณ ไม่ต้องซื้อเกินความจำเป็น และไม่ต้องเดาเอง

อยากได้ไหล่กว้างจริง เริ่มจากดัมเบลคู่เดียวก็พอเลือกดัมเบลที่ใช่

กลับไปที่สารบัญ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รวมคำถามเรื่อง side lateral raise ที่ผมถูกถามซ้ำที่สุดในห้องเวท ตอบจากสิ่งที่ใช้จริงกับคนที่มาฝึก ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ

เล่น side lateral raise แล้วรู้สึกที่บ่ามากกว่าไหล่ ต้องแก้ยังไง

เกือบร้อยทั้งร้อยเกิดจากสองอย่างพร้อมกัน คือน้ำหนักหนักเกินตัวและไม่ได้กดหัวไหล่ลงก่อนยก วิธีแก้คือลดน้ำหนักลงครึ่งหนึ่งทันที แล้วเริ่มทุกครั้งด้วยการกดหัวไหล่ลงห่างจากหูให้สุดโดยที่แขนยังแนบลำตัว ล็อกตำแหน่งนั้นไว้ ห้ามให้ระยะจากหัวไหล่ถึงหูสั้นลงเลยตลอดเซ็ต ถ้ายังแยกความรู้สึกไม่ได้ ให้ถ่ายวิดีโอจากด้านหน้าแล้วดูช้า ๆ จะเห็นการยักไหล่ชัดเจนกว่าการรู้สึกเอาเอง

ควรใช้ดัมเบลกี่กิโลกรัมสำหรับท่านี้

ผู้ชายมือใหม่ควรอยู่ที่ 2 ถึง 4 กิโลกรัม ระดับกลาง 5 ถึง 8 กิโลกรัม ส่วนผู้หญิงลดลงมาราวครึ่งหนึ่ง คือ 1 ถึง 3 กิโลกรัมสำหรับมือใหม่ และ 3 ถึง 5 กิโลกรัมสำหรับระดับกลาง ตัวเลขที่คนส่วนใหญ่ใช้ผิดคือ 12 ถึง 15 กิโลกรัม ซึ่งหนักเกินไปมากจนต้องยักไหล่ช่วย เกณฑ์ที่ง่ายที่สุดคือถ้าทำ 12 ครั้งไม่ได้โดยฟอร์มไม่เสีย แปลว่าหนักเกินไป ให้ลดลงจนกว่าจะทำได้

ทำไม side lateral raise ถึงห้ามใช้น้ำหนักหนักทั้งที่ท่าอื่นเพิ่มน้ำหนักได้เรื่อย ๆ

เพราะแขนที่เหยียดออกไปด้านข้างคือคานยาวราว 60 เซนติเมตร แรงหมุนที่ข้อไหล่ต้องต้านเท่ากับน้ำหนักคูณระยะทาง ดัมเบล 6 กิโลกรัมที่ปลายแขนตอนขนานพื้นจึงสร้างภาระที่ข้อต่อมากกว่าที่ตัวเลขบอกหลายเท่า ต่างจากท่ากดอย่าง overhead press ที่น้ำหนักอยู่ใกล้แนวลำตัวและใช้กล้ามหลายมัดช่วยกัน จึงเพิ่มน้ำหนักได้มากกว่ามาก

ต้องหมุนข้อมือให้นิ้วโป้งชี้ลงเหมือนเทน้ำจริงไหม

หมุนได้แต่แค่นิดเดียว ราว 10 ถึง 20 องศาพอ แค่ให้นิ้วโป้งต่ำกว่านิ้วก้อยเล็กน้อย ถ้าหมุนจนนิ้วโป้งชี้ลงพื้นเต็มที่ ปุ่มกระดูกต้นแขนจะไปเบียดเอ็นในช่องแคบ ซึ่งคือกลไกของภาวะ impingement หรือเอ็นไหล่ถูกหนีบ สำหรับคนที่เคยเจ็บมาก่อน ให้หันฝ่ามือเข้าหากันแทน จะปลอดภัยที่สุดโดยที่ยังได้ผลกับ lateral deltoid เกือบเท่าเดิม

ยกแขนสูงกว่าระดับไหล่ได้ไหม จะได้ผลมากกว่าหรือเปล่า

ไม่ได้ผลมากกว่า และเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น เมื่อแขนขึ้นเกินระดับไหล่ งานจะถูกโอนไปให้สะบักหมุนและ trapezius รับช่วงแทน ส่วน lateral deltoid แทบไม่ได้ทำงานเพิ่มเลยในช่วงนั้น ให้ยกจนต้นแขนขนานพื้นแล้วหยุด บีบค้างครึ่งวินาที แล้วลดลงช้า ๆ นับ 3 วินาที ซึ่งเป็นช่วงที่ให้ผลกับการโตของกล้ามมากที่สุดอยู่แล้ว

ควรเล่นท่านี้กี่เซ็ตต่อสัปดาห์ถึงจะเห็นผล

ถ้าอยากแค่รักษาสภาพเดิม 4 ถึง 6 เซ็ตต่อสัปดาห์ก็พอ แต่ถ้าอยากได้ไหล่กว้างขึ้นจริง ต้องอยู่ที่ 12 ถึง 20 เซ็ตต่อสัปดาห์ กระจายเป็น 2 ถึง 3 วัน ไม่ใช่อัดวันเดียว เพราะกล้ามหัวไหล่ด้านข้างฟื้นตัวเร็วและทนต่อการเล่นบ่อยได้ดี คนส่วนใหญ่ที่บ่นว่าเล่นแล้วไม่โต ทำอยู่แค่ 3 เซ็ตต่อสัปดาห์ ซึ่งไม่พอจะสร้างอะไรใหม่เลย

ควรทำ side lateral raise ก่อนหรือหลัง overhead press

หลังเสมอในกรณีปกติ เพราะถ้าทำท่ากางแขนก่อน หัวไหล่จะล้าไปแล้วครึ่งหนึ่ง ทำให้ท่ากดยกได้น้อยลงและเสียแรงกระตุ้นจากท่าใหญ่ไปฟรี ๆ ข้อยกเว้นมีอย่างเดียวคือถ้าหัวไหล่ด้านข้างเป็นจุดอ่อนที่ตั้งใจจะแก้ในรอบนั้น สามารถทำเบา ๆ 2 เซ็ตนำก่อนได้ เรียกว่า pre exhaust แต่ต้องยอมรับว่าน้ำหนักในท่ากดจะลดลง และควรใช้เป็นช่วง ๆ ไม่ใช่ตลอดไป

drop set กับ partial rep ควรใช้ตอนไหน

ใช้ได้ก็ต่อเมื่อฟอร์มพื้นฐานนิ่งแล้วเท่านั้น ถ้ายังยักไหล่อยู่ การเพิ่มเทคนิคเข้าไปคือการทำท่าผิดให้เหนื่อยขึ้นเฉย ๆ เมื่อพร้อมแล้ว ให้ใช้ drop set แค่เซ็ตสุดท้ายของท่า สัปดาห์ละครั้งพอ เริ่มที่ 8 กิโลกรัมแล้วลดลงทีละ 2 กิโลกรัมจนถึง 2 กิโลกรัมโดยไม่พัก ส่วน partial rep ใช้ต่อท้ายหลังทำเต็มช่วงจนหมดแรง ทำต่ออีก 10 ถึง 15 ครั้งครึ่งช่วงบน

ไม่มีดัมเบล ใช้ยางยืดหรือขวดน้ำแทนได้ไหม

ได้ และได้ผลดีกว่าที่หลายคนคิด เพราะท่านี้ใช้น้ำหนักน้อยอยู่แล้ว ขวดน้ำ 1.5 ลิตรสองขวดหนักราว 3 กิโลกรัม ซึ่งพอสำหรับมือใหม่จริง ๆ ยางยืดให้แรงต้านที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ ตอนปลายทาง ซึ่งตรงกับจุดที่กล้ามหัวไหล่ด้านข้างแข็งแรงที่สุดพอดี ข้อจำกัดคือวัดความก้าวหน้าเป็นกิโลกรัมไม่ได้ ให้ใช้จำนวนครั้งและความช้าของขาลงเป็นตัววัดแทน

ผู้หญิงเล่นท่าปั้นไหล่แล้วจะดูล่ำเกินไปไหม

ไม่ ผู้หญิงมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าผู้ชายราว 10 ถึง 20 เท่า การสร้างมวลกล้ามจึงช้ากว่ามาก สิ่งที่ได้จริงคือทรงไหล่ที่กลมขึ้นเล็กน้อย ซึ่งทำให้เอวดูเล็กลงและใส่เสื้อได้ทรงสวยขึ้น ไม่ใช่ทรงแบบนักเพาะกาย ผู้หญิงมือใหม่ควรเริ่มที่ 1 ถึง 3 กิโลกรัม แล้วเพิ่มทีละ 1 กิโลกรัมทุก 3 ถึง 4 สัปดาห์

เล่นแล้วเจ็บด้านหน้าข้อไหล่ ควรทำยังไง

หยุดท่านี้ก่อนแล้วเช็กสามอย่าง หนึ่ง หมุนนิ้วโป้งลงมากเกินไปหรือเปล่า สอง ยกแขนสูงเกินระดับไหล่หรือเปล่า สาม น้ำหนักหนักจนต้องเหวี่ยงหรือเปล่า ระหว่างพัก ให้เปลี่ยนไปทำแบบฝ่ามือหันเข้าหากันด้วยน้ำหนักเบามาก และเพิ่มท่าหมุนแขนออกด้านนอกด้วยยางยืดวันละ 2 เซ็ต ถ้าเจ็บแปลบตอนยกผ่านช่วง 60 ถึง 120 องศา หรือเจ็บตอนนอนทับข้างนั้น ควรไปพบนักกายภาพ อย่าฝืนเล่นต่อ

กี่สัปดาห์ถึงจะเห็นว่าไหล่กว้างขึ้นจริง

ความรู้สึกว่าโดนกล้ามด้านข้างจริงมักมาภายใน 2 สัปดาห์ถ้าแก้เรื่องการยักไหล่ได้ ส่วนน้ำหนักที่ทำ 15 ครั้งได้จะขยับขึ้น 2 ถึง 3 กิโลกรัมภายใน 8 สัปดาห์ รอบไหล่ที่วัดได้จริงจะเพิ่ม 0.5 ถึง 1 เซนติเมตรใน 8 สัปดาห์ และ 1 ถึง 2 เซนติเมตรใน 12 สัปดาห์ ส่วนคนรอบตัวจะเริ่มทักราวสัปดาห์ที่ 12 ถึง 16 ซึ่งเป็นจุดที่เสื้อเริ่มคับช่วงบน

อยากฝึกไหล่ที่บ้านให้ครบทั้งท่ากดและท่ากาง

ท่ากางแขนใช้ดัมเบลเบา แต่ overhead press ต้องการบาร์เบลหรือดัมเบลที่หนักขึ้น การมีทั้งสองอย่างคือสิ่งที่ทำให้โปรแกรม 8 สัปดาห์เดินได้ครบโดยไม่ต้องรอคิวเครื่องในยิม

ถ้าอยากเสริมความแข็งแรงของหลังส่วนบนที่ช่วยให้ทรงตัวตั้งตรงและดูกว้างขึ้นด้วย การโหนบาร์คือท่าที่คุ้มที่สุดที่จะเพิ่ม รายละเอียดทั้งหมดอยู่ใน คู่มือบาร์โหนฉบับสมบูรณ์ ซึ่งใช้ควบคู่กับโปรแกรมในบทความนี้ได้เลยโดยไม่ชนกัน


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด




ติดต่อเรา ร้านขายเครื่องออกกำลังกาย Homefittools