จุดตัดสินใจจริงระหว่างเครื่องเดินวงรีกับลู่วิ่งไม่ใช่ราคาหรือแคลอรี แต่คือข้อเข่าของคุณรับแรงกระแทกได้แค่ไหน บทความนี้ให้ตัวเลขทุกจุด ทั้งแรงกระแทก 2.5 ถึง 3 เท่าของน้ำหนักตัวตอนวิ่ง สเปกที่ต้องดูก่อนซื้อ และข้อเสียที่คนขายไม่ค่อยพูดถึง
ก่อนอื่นขอเคลียร์ชื่อเรียกให้ตรงกันก่อน เครื่องเดินวงรีคือเครื่องที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า elliptical trainer หรือ cross trainer บางร้านเรียกว่าเครื่องเดินอากาศ ทั้งหมดหมายถึงเครื่องเดียวกัน คือเครื่องที่มีแป้นเหยียบสองแป้นเคลื่อนเป็นวงรีและมีราวโยกสำหรับแขน
คำถามยอดฮิตคือเครื่องไหนเผาผลาญมากกว่ากัน ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบไปก็ไม่ช่วยอะไร เพราะทั้งสองเครื่องเผาผลาญใกล้เคียงกันมากที่ความเหนื่อยเท่ากัน ต่างกันไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์
คำถามที่ควรถามคือ ร่างกายคุณรับแรงกระแทกซ้ำ ๆ ได้ไหม ถ้าเข่าคุณดี น้ำหนักปกติ และอยากซ้อมวิ่ง ลู่วิ่งชนะขาด ถ้าเข่าคุณเริ่มมีเสียง น้ำหนักเกิน หรืออายุเกินห้าสิบ คำตอบจะพลิกไปอีกทางทันที
สามตัวเลขที่ตัดสินได้ก่อนอ่านต่อ
ตอนวิ่ง ข้อเข่ารับแรง 2.5 ถึง 3 เท่าของน้ำหนักตัวในทุกก้าว คนหนัก 80 กก. วิ่ง 30 นาที เท่ากับข้อเข่ารับแรงประมาณ 200 กก. ซ้ำกันราว 3,000 ครั้ง
เวลาเดินปกติ ข้อเข่ารับแรงราวหนึ่งถึงหนึ่งจุดห้าเท่าของน้ำหนักตัว พอเปลี่ยนเป็นวิ่ง ตัวเลขนี้กระโดดขึ้นไปที่สองจุดห้าถึงสามเท่า เพราะมีช่วงที่ตัวลอยจากพื้นแล้วตกลงมาด้วยความเร่ง
ทีนี้ลองคูณด้วยจำนวนก้าว คนวิ่งด้วยจังหวะประมาณหนึ่งร้อยหกสิบก้าวต่อนาที วิ่งสามสิบนาทีคือสี่พันแปดร้อยก้าว แบ่งเป็นข้างละสองพันสี่ร้อยครั้ง นั่นคือจำนวนครั้งที่หัวเข่าข้างหนึ่งถูกอัดด้วยแรงสองร้อยกิโลกรัมใน 30 นาที
บนเครื่องเดินวงรี เท้าคุณไม่เคยแยกออกจากแป้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่มีช่วงลอย จึงไม่มีช่วงตกกระแทก แรงที่ข้อเข่าได้รับใกล้เคียงกับการเดินบนพื้นราบ ทั้งที่หัวใจเต้นเท่ากับตอนวิ่ง
| กิจกรรม | แรงที่ข้อเข่ารับ (เท่าของน้ำหนักตัว) | คนหนัก 80 กก. เท่ากับกี่ กก. |
|---|---|---|
| ยืนนิ่ง | ประมาณ 0.5 เท่า | 40 กก. |
| เดินบนพื้นราบ | 1.0 ถึง 1.5 เท่า | 80 ถึง 120 กก. |
| เดินบนเครื่องเดินวงรี | 1.0 ถึง 1.4 เท่า | 80 ถึง 112 กก. |
| เดินขึ้นบันได | 2.0 ถึง 2.5 เท่า | 160 ถึง 200 กก. |
| จ๊อกกิ้งช้า 8 กม./ชม. | 2.2 ถึง 2.5 เท่า | 176 ถึง 200 กก. |
| วิ่ง 10 ถึง 12 กม./ชม. | 2.5 ถึง 3.0 เท่า | 200 ถึง 240 กก. |
| วิ่งลงเนิน | 3.5 ถึง 4.0 เท่า | 280 ถึง 320 กก. |
น้ำหนักตัวคือตัวคูณ ทุกกิโลกรัมที่เพิ่มขึ้นถูกคูณสามตอนวิ่ง คนหนักหนึ่งร้อยกิโลกรัมที่ตั้งใจจะลดน้ำหนักด้วยการวิ่ง กำลังใส่แรงสามร้อยกิโลกรัมเข้าไปที่ข้อเข่าซ้ำ ๆ ในขณะที่ข้อเข่ายังไม่ได้แข็งแรงพอ
นี่คือกับดักคลาสสิก คนน้ำหนักเกินซื้อลู่วิ่งเพื่อลดน้ำหนัก วิ่งได้สามสัปดาห์ เข่าเริ่มปวด หยุดวิ่ง น้ำหนักไม่ลด และลู่วิ่งกลายเป็นราวตากผ้า เครื่องเดินวงรีตัดปัญหานี้ออกไปทั้งก้อน เพราะเผาผลาญได้เท่ากันโดยไม่ต้องแลกด้วยข้อเข่า
| ลักษณะผู้ใช้ | ลู่วิ่ง | เครื่องเดินวงรี | เหตุผล |
|---|---|---|---|
| BMI เกิน 30 | เสี่ยง | เหมาะกว่า | แรงกระแทกถูกคูณด้วยน้ำหนัก |
| เคยผ่าตัดเข่าหรือหมอนรองข้อเสื่อม | ไม่แนะนำ | เหมาะ | แรงกระแทกเกือบเป็นศูนย์ |
| อายุ 50 ปีขึ้นไป | ระวัง | เหมาะ | กระดูกอ่อนข้อเข่าฟื้นตัวช้าลง |
| ปวดหลังส่วนล่าง | ระวัง | เหมาะ | ไม่มีแรงกระแทกส่งขึ้นกระดูกสันหลัง |
| เข่าดี น้ำหนักปกติ | เหมาะ | ได้ | เลือกตามเป้าหมาย |
| ซ้อมวิ่งมาราธอน | จำเป็น | ทดแทนไม่ได้ | ต้องฝึกท่าวิ่งจริง |
| กระดูกพรุนหรือมวลกระดูกต่ำ | ได้ประโยชน์ถ้าเข่าไหว | ไม่ช่วยเรื่องกระดูก | กระดูกต้องการ load แบบกระแทก |
ข้อควรระวัง ถ้าปวดเข่าอยู่แล้วในระดับที่เดินขึ้นบันไดแล้วเจ็บ ให้พบแพทย์ก่อนซื้อเครื่องใด ๆ เครื่องนี้ลดแรงกระแทกได้ก็จริง แต่ไม่ได้รักษาอาการบาดเจ็บที่มีอยู่
ไม่ช่วยเรื่องความหนาแน่นกระดูก ท่าทางถูกล็อกกับแป้นตายตัว และทดแทนการซ้อมวิ่งไม่ได้ สามข้อนี้คือเหตุผลที่บางคนไม่ควรซื้อ
กระดูกสร้างมวลเพิ่มเมื่อถูกกดด้วยแรงที่มากพอ กลไกนี้ต้องการ load แบบกระแทก ซึ่งก็คือสิ่งที่เครื่องนี้ตั้งใจตัดออกไป ผลคือคุณได้หัวใจที่แข็งแรงขึ้น แต่กระดูกแทบไม่ได้อะไรเลย
เรื่องนี้สำคัญกับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและคนที่มวลกระดูกต่ำอยู่แล้ว ถ้าคุณเลือกเครื่องเดินวงรีเพราะเข่าไม่ไหว คุณควรเสริมด้วยการเล่นเวทสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ ไม่ใช่พึ่งเครื่องอย่างเดียวแล้วคิดว่าครบ
บนลู่วิ่ง คุณเลือกความยาวก้าวเองได้ทุกก้าว เดินสั้น วิ่งยาว สปรินต์ ก้าวสะเปะสะปะตอนเหนื่อย ร่างกายปรับได้อิสระ บนเครื่องเดินวงรี วงโคจรของแป้นถูกกำหนดโดยกลไกของเครื่อง คุณเดินตามรางที่วิศวกรออกแบบไว้เท่านั้น
ผลที่ตามมาสองอย่าง อย่างแรกคือถ้า stride length ของเครื่องไม่พอดีกับขาคุณ คุณจะรู้สึกฝืนทุกรอบและอาจปวดสะโพก อย่างที่สองคือกล้ามเนื้อได้ทำงานในรูปแบบเดียวซ้ำ ๆ ไม่หลากหลายเท่าการวิ่งจริงบนพื้นที่ไม่เรียบ
ถ้าเป้าหมายคือลงงานวิ่งสิบกิโลเมตรหรือฮาล์ฟมาราธอน เครื่องเดินวงรีช่วยได้แค่ในฐานะ cross training คือรักษาความฟิตของหัวใจในวันที่ขาล้าเกินกว่าจะวิ่ง
แต่มันฝึกสิ่งที่การวิ่งต้องการไม่ได้เลย ทั้งความทนของเอ็นร้อยหวาย ความแข็งแรงของน่องตอนถีบพื้น และจังหวะการลงเท้า นักวิ่งที่หยุดวิ่งไปสองเดือนแล้วใช้เครื่องนี้แทน จะพบว่าตัวเองน่องล้าเร็วผิดปกติเมื่อกลับไปวิ่งจริง
| ข้อเสียที่ต้องยอมรับ | ผลกระทบจริง | ทางแก้ |
|---|---|---|
| ไม่เพิ่มความหนาแน่นกระดูก | เสี่ยงกระดูกพรุนในระยะยาว | เสริมเวทเทรนนิ่ง 2 ถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ |
| ท่าทางถูกล็อกกับแป้น | ปวดสะโพกถ้า stride ไม่พอดี | เลือก stride length ให้ตรงกับส่วนสูง |
| ทดแทนการซ้อมวิ่งไม่ได้ | น่องและเอ็นร้อยหวายไม่ได้ฝึก | นักวิ่งใช้เป็น cross training เท่านั้น |
| จับราวแน่นเกินไปโดยไม่รู้ตัว | เผาผลาญน้อยกว่าที่เครื่องโชว์ 20 ถึง 30% | แตะราวเบา ๆ หรือปล่อยมือ |
| ตัวเลขแคลอรีบนหน้าจอสูงเกินจริง | คิดว่าเผาผลาญมากกว่าความจริง | ดูโซนหัวใจแทนดูแคลอรี |
| เครื่องราคาถูกมีล้อถ่วงเบา | จังหวะกระตุก ไม่ลื่น | เลือกล้อถ่วง 8 กก. ขึ้นไป |
| ขนาดใหญ่ ย้ายยาก | กินพื้นที่ถาวร | วัดพื้นที่ก่อนซื้อ |
สรุปตรง ๆ ถ้าเข่าคุณดีและอยากวิ่ง อย่าซื้อเครื่องเดินวงรีเพราะกลัวเจ็บล่วงหน้า การวิ่งที่ค่อย ๆ ไต่ระดับไม่ได้ทำลายเข่า ที่ทำลายเข่าคือการเพิ่มระยะเร็วเกินไป
เทียบทีละมิติด้วยตัวเลขจริง ไม่มีเครื่องไหนชนะทุกช่อง แต่ละเครื่องชนะคนละเรื่อง และเรื่องที่มันชนะอาจไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องการ
อย่าไล่นับว่าเครื่องไหนชนะกี่ช่องแล้วเลือกเครื่องนั้น เพราะมิติที่สำคัญกับคุณอาจมีแค่สองสามข้อ วิธีที่ถูกคือเลือกสามมิติที่สำคัญที่สุดกับคุณก่อน แล้วดูว่าเครื่องไหนชนะในสามข้อนั้น
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยู่คอนโดชั้นสิบสอง มีเพื่อนบ้านชั้นล่าง และเข่าเริ่มมีเสียง สามมิติของคุณคือเสียง แรงกระแทก และพื้นที่ ซึ่งเครื่องเดินวงรีชนะทั้งสามข้อ เรื่องที่ลู่วิ่งชนะจึงไม่มีความหมายกับคุณเลย
| มิติ | เครื่องเดินวงรี | ลู่วิ่ง | ผู้ชนะ |
|---|---|---|---|
| แคลอรีต่อ 30 นาที (คน 70 กก. ระดับปานกลาง) | 280 ถึง 340 | 290 ถึง 360 | เสมอ |
| แรงกระแทกที่ข้อเข่า | 1.0 ถึง 1.4 เท่าน้ำหนักตัว | 2.5 ถึง 3.0 เท่าน้ำหนักตัว | ฝั่งวงรี |
| กล้ามเนื้อที่ใช้ | ขา สะโพก แกนกลาง และแขนด้วยผ่านราวโยก | ขา สะโพก น่อง เป็นหลัก | ฝั่งวงรี |
| พื้นที่ตอนใช้งาน | 1.6 x 0.7 เมตร โดยประมาณ | 2.0 x 0.9 เมตร โดยประมาณ | ฝั่งวงรี |
| เสียงและแรงสั่นลงพื้น | 40 ถึง 55 dB ไม่มีเสียงกระแทก | 60 ถึง 75 dB มีเสียงเท้ากระทบ | ฝั่งวงรี |
| ราคาเริ่มต้นรุ่นใช้ในบ้าน | 12,000 ถึง 25,000 บาท | 10,000 ถึง 20,000 บาท | ลู่วิ่ง |
| ความทนทานและค่าซ่อม | ไม่มีสายพานและมอเตอร์ขับ ชิ้นส่วนสึกน้อย | สายพานและมอเตอร์เป็นของสิ้นเปลือง | ฝั่งวงรี |
| ใช้ซ้อมกีฬาวิ่ง | ทดแทนไม่ได้ ใช้เป็น cross training | ตรงกับการแข่งขัน | ลู่วิ่ง |
| ผลต่อความหนาแน่นกระดูก | แทบไม่มีผล | เพิ่มมวลกระดูกได้ | ลู่วิ่ง |
| ความยากในการเริ่มต้น | ต้องปรับตัวกับจังหวะ 1 ถึง 2 ครั้งแรก | เดินได้ทันที | ลู่วิ่ง |
เครื่องเดินวงรีชนะเรื่องที่เกี่ยวกับร่างกายและบ้าน คือข้อเข่า เสียง พื้นที่ และค่าซ่อม ส่วนลู่วิ่งชนะเรื่องที่เกี่ยวกับเป้าหมายเฉพาะทาง คือการซ้อมวิ่งและกระดูก และชนะเรื่องราคาเริ่มต้นเล็กน้อย
ถ้าคุณกำลังเทียบคาร์ดิโอสามชนิดพร้อมกัน อ่านการเทียบอีกคู่หนึ่งได้ที่ ลู่วิ่ง เทียบกับ จักรยานออกกำลังกาย ซึ่งใช้กรอบเดียวกันกับบทความนี้
เครื่องเดินวงรีมักโชว์แคลอรีสูงเกินจริง 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะเครื่องไม่รู้ว่าคุณกำลังจับราวแน่นและปั่นด้วยแรงต้านศูนย์
การเผาผลาญขึ้นกับปริมาณกล้ามเนื้อที่ทำงานและความหนักที่หัวใจรับ ไม่ได้ขึ้นกับว่าเท้าคุณกระแทกพื้นหรือไม่ ที่โซนหัวใจเดียวกัน ร่างกายใช้ออกซิเจนใกล้เคียงกัน จึงเผาผลาญใกล้เคียงกัน
ตัวเลขที่ต่างกันบนหน้าจอมาจากสมมติฐานของเครื่อง ไม่ได้มาจากร่างกายคุณ ตัวเครื่องคำนวณจากรอบต่อนาทีคูณระดับแรงต้าน โดยไม่รู้เลยว่าคุณเอาน้ำหนักตัวไปพักบนราวจับ
| กิจกรรม 30 นาที | คน 55 กก. | คน 70 กก. | คน 85 กก. |
|---|---|---|---|
| เครื่องเดินวงรี แรงต้านเบา | 170 | 215 | 260 |
| ปั่นวงรี แรงต้านปานกลาง | 225 | 285 | 345 |
| ปั่นวงรี แรงต้านหนัก | 280 | 355 | 430 |
| เดินเร็ว 6 กม./ชม. | 120 | 150 | 185 |
| จ๊อกกิ้ง 8 กม./ชม. | 230 | 290 | 355 |
| วิ่ง 10 กม./ชม. | 290 | 365 | 445 |
| วิ่ง 12 กม./ชม. | 345 | 440 | 535 |
อย่างแรกคือจับราวแน่น ซึ่งย้ายน้ำหนักตัวส่วนหนึ่งไปให้แขนรับ ขาจึงออกแรงน้อยลงโดยที่เครื่องไม่รู้ อย่างที่สองคือปั่นเร็วโดยตั้งแรงต้านต่ำ ซึ่งทำให้รอบต่อนาทีสูงและเครื่องคิดว่าคุณทำงานหนัก ทั้งที่ขาแทบไม่ได้ออกแรงเลย
อย่างที่สามคือไม่ได้ใส่น้ำหนักตัวจริงลงในเครื่อง เครื่องหลายรุ่นตั้งค่าเริ่มต้นไว้ที่เจ็ดสิบกิโลกรัม ถ้าคุณหนักห้าสิบห้า ตัวเลขที่โชว์จะสูงเกินจริงราวยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ทันที
ถ้ายังไม่คุ้นกับการอ่านโซนหัวใจ อ่านวิธีคำนวณและช่วงเป้าหมายได้ที่ คู่มือโซนหัวใจสำหรับคาร์ดิโอ แล้วค่อยกลับมาที่โปรแกรม 8 สัปดาห์ด้านล่าง
stride length และน้ำหนักล้อถ่วงคือสองตัวเลขที่ตัดสินว่าเครื่องลื่นหรือกระตุก และเป็นสองตัวเลขที่เครื่องราคาถูกมักหลบไม่ยอมระบุ
stride length คือระยะทางที่แป้นเหยียบเคลื่อนที่ไปด้านหน้าและด้านหลังในหนึ่งรอบ ถ้าสั้นเกินไป คุณจะรู้สึกเหมือนย่ำอยู่กับที่และก้าวไม่สุด ถ้ายาวเกินไป สะโพกคุณจะต้องเหยียดเกินธรรมชาติทุกรอบ
สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ที่สูงหนึ่งร้อยหกสิบห้าถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร ค่าที่พอดีคือสี่สิบห้าถึงห้าสิบเซนติเมตร เครื่องราคาถูกหลายรุ่นให้แค่สามสิบถึงสามสิบห้าเซนติเมตร ซึ่งเดินแล้วรู้สึกอึดอัดตั้งแต่นาทีแรก
| ส่วนสูง | stride length ที่พอดี | ถ้าสั้นกว่านี้จะรู้สึกยังไง |
|---|---|---|
| 150 ถึง 158 ซม. | 35 ถึง 40 ซม. | ก้าวสั้นเกิน เหมือนย่ำเท้า |
| 159 ถึง 165 ซม. | 40 ถึง 45 ซม. | ก้าวไม่สุด น่องล้าเร็ว |
| 166 ถึง 173 ซม. | 45 ถึง 50 ซม. | รู้สึกฝืน เข่างอเกิน |
| 174 ถึง 180 ซม. | 48 ถึง 52 ซม. | อึดอัด ปวดสะโพก |
| 181 ซม. ขึ้นไป | 50 ถึง 56 ซม. | เดินไม่ได้เต็มก้าวเลย |
ล้อถ่วงคือมวลที่หมุนอยู่ในเครื่อง ทำหน้าที่เก็บโมเมนตัมไว้ระหว่างจังหวะที่ขาข้างหนึ่งผ่อนแรง ยิ่งหนักยิ่งหมุนต่อเนื่องนุ่ม ยิ่งเบายิ่งสะดุดเป็นจังหวะ
ค่าขั้นต่ำที่ควรได้คือแปดกิโลกรัม ถ้าได้สิบถึงสิบสี่กิโลกรัมจะรู้สึกต่างชัดเจน โดยเฉพาะตอนใช้แรงต้านสูง เครื่องที่ไม่ยอมระบุน้ำหนักล้อถ่วงในสเปก มักเป็นเพราะตัวเลขไม่น่าประทับใจ
| น้ำหนักล้อถ่วง | ความรู้สึกตอนใช้ | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| ต่ำกว่า 6 กก. | กระตุกชัดเจน สะดุดทุกรอบ | ไม่แนะนำ |
| 6 ถึง 8 กก. | พอใช้ได้ที่แรงต้านต่ำ | ใช้เบา ๆ นาน ๆ ครั้ง |
| 8 ถึง 10 กก. | ลื่นพอสมควร | ใช้ในบ้าน 3 ถึง 5 วันต่อสัปดาห์ |
| 10 ถึง 14 กก. | นุ่มและต่อเนื่อง | ใช้ทุกวัน มีคนใช้หลายคน |
| เกิน 14 กก. | นุ่มมาก เหมือนเครื่องในฟิตเนส | ใช้หนัก ใช้ระดับความต้านสูง |
ตำแหน่งล้อถ่วงเปลี่ยนวงโคจรของแป้นเหยียบ แบบ front drive วางล้อไว้ด้านหน้า ทำให้วงโคจรชันขึ้นและตัวเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย คล้ายการเดินขึ้นเนิน แบบ rear drive วางล้อไว้ด้านหลัง ทำให้วงโคจรแบนราบและตัวตั้งตรงกว่า คล้ายการเดินบนพื้นราบ
คนที่ปวดหลังส่วนล่างมักสบายกว่ากับ rear drive เพราะไม่ต้องโน้มตัวไปข้างหน้า ส่วน front drive มักราคาถูกกว่าและกินพื้นที่น้อยกว่าเล็กน้อย
| สเปก | ค่าที่ควรได้ | ถ้าต่ำกว่านี้จะเกิดอะไร |
|---|---|---|
| stride length | 45 ถึง 50 ซม. สำหรับคนสูง 165 ถึง 180 ซม. | ก้าวไม่สุด ปวดสะโพก |
| น้ำหนักล้อถ่วง | 8 กก. ขึ้นไป | จังหวะกระตุก ไม่ลื่น |
| ระบบต้านทาน | แม่เหล็กปรับด้วยมอเตอร์ 16 ระดับขึ้นไป | ปรับความหนักไม่ละเอียดพอ |
| ปรับความชันได้ | มีจะดี ปรับได้ 0 ถึง 20 องศา | เปลี่ยนกล้ามเนื้อที่ใช้ไม่ได้ |
| รับน้ำหนักสูงสุด | มากกว่าน้ำหนักตัวคุณ 20 กก. | โครงสั่น เสียงดัง |
| ระยะห่างแป้นเหยียบ (Q factor) | ไม่เกิน 5 ถึง 8 ซม. | เดินขาถ่าง ปวดสะโพกและเข่า |
| วัดหัวใจ | มีที่มือจับ หรือรองรับสายรัดอก | คุมโซนหัวใจไม่ได้ |
คำถามที่ต้องถามคนขาย stride length กี่เซนติเมตร ล้อถ่วงหนักกี่กิโลกรัม และระบบต้านทานเป็นแม่เหล็กปรับมอเตอร์หรือปรับมือ ถ้าตอบสามข้อนี้ไม่ได้ ให้ข้ามรุ่นนั้นไป
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วพบว่าข้อเข่าคือข้อจำกัดหลักของคุณ เครื่องเดินวงรีคือคำตอบที่ตรงที่สุด เพราะให้โซนหัวใจเท่าการวิ่งโดยที่เท้าไม่เคยลอยจากแป้น ดูสเปก stride length และน้ำหนักล้อถ่วงของแต่ละรุ่นก่อนตัดสินใจ
เลือกจากเงื่อนไขห้าข้อ คือน้ำหนัก อาการเข่า เป้าหมาย พื้นที่ และงบ ไม่ใช่เลือกจากเครื่องที่ดูดีกว่าในโฆษณา
บางเงื่อนไขไม่ได้เป็นแค่คะแนน แต่เป็นข้อห้าม ถ้าคุณเคยผ่าตัดเข่าหรือหมอกระดูกบอกว่าห้ามกิจกรรมกระแทก เงื่อนไขนี้ยับยั้งทุกข้ออื่น ต่อให้คุณอยากซ้อมวิ่งแค่ไหน คำตอบก็คือเครื่องเดินวงรี
ในทางกลับกัน ถ้าคุณสมัครงานวิ่งฮาล์ฟมาราธอนไว้แล้วในอีกสี่เดือน เงื่อนไขนี้ก็ยับยั้งเช่นกัน ไม่มีเครื่องเดินวงรีเครื่องไหนพาคุณไปเส้นชัยได้
| เงื่อนไขของคุณ | เครื่องที่ควรเลือก | เหตุผล |
|---|---|---|
| หนักเกิน 90 กก. อยากลดน้ำหนัก | เครื่องเดินวงรี | เผาผลาญเท่ากันโดยเข่าไม่รับแรง 270 กก. |
| เข่ามีเสียงหรือปวดหลังนั่งนาน | เครื่องเดินแบบวงรี | ไม่มีช่วงลอยและตกกระแทก |
| อายุ 50 ปีขึ้นไป เริ่มออกกำลังกาย | เครื่องเดินแบบวงรี | เริ่มได้โดยไม่เสี่ยงบาดเจ็บ |
| ซ้อมวิ่งงานแข่ง | ลู่วิ่ง | ต้องฝึกท่าวิ่งและน่องจริง |
| มวลกระดูกต่ำ เข่ายังดี | ลู่วิ่ง เดินชัน | ได้ load ที่กระดูกโดยไม่วิ่ง |
| อยู่คอนโด มีคนอยู่ชั้นล่าง | เครื่องเดินแบบวงรี | ไม่มีเสียงเท้ากระแทก |
| พื้นที่ต่ำกว่า 1.5 ตร.ม. | ลู่วิ่งพับได้ | เครื่องแบบวงรีพับเก็บไม่ได้ |
| งบต่ำกว่า 12,000 บาท | ลู่วิ่งรุ่นเริ่มต้น | รุ่นที่สเปกใช้ได้เริ่มสูงกว่า |
| อยากได้ทั้งแขนและขาในเครื่องเดียว | เครื่องเดินแบบวงรี | ราวโยกให้แขนและหลังทำงานด้วย |
| ปวดหลังส่วนล่างมาก ยืนนานไม่ได้ | จักรยานเอนปั่น | นั่งพิงพนัก ไม่ลงน้ำหนักที่หลัง |
ถ้าคุณปวดหลังส่วนล่างจนยืนนานยี่สิบนาทีไม่ไหว ทั้งลู่วิ่งและเครื่องเดินวงรีจะเป็นภาระ เพราะทั้งคู่ต้องยืนตลอดเวลา ในกรณีนี้จักรยานเอนปั่นตอบโจทย์กว่ามาก เพราะคุณนั่งพิงพนักและหลังไม่ต้องรับน้ำหนักเลย
ดูทางเลือกนี้ได้ที่ จักรยานเอนปั่น หรือถ้ายังไม่แน่ใจว่าหมวดไหนตรงกับคุณ ดูภาพรวมได้ที่ เครื่องคาร์ดิโอทั้งหมด
อย่าเริ่มด้วยการปั่นเร็วสุดแรงในวันแรก โปรแกรมนี้ไต่จากโซน 2 ไปโซน 4 อย่างมีลำดับ และเพิ่มแรงต้านก่อนเพิ่มความเร็วเสมอ
ใช้สูตรง่ายที่สุดก่อน คืออัตราการเต้นสูงสุดโดยประมาณเท่ากับสองร้อยยี่สิบลบด้วยอายุ คนอายุสี่สิบจะได้หนึ่งร้อยแปดสิบครั้งต่อนาที จากนั้นคูณเป็นเปอร์เซ็นต์เพื่อหาแต่ละโซน
โซน 2 คือหกสิบถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เป็นโซนที่คุยได้เป็นประโยค โซน 3 คือเจ็ดสิบถึงแปดสิบ พูดได้เป็นวลีสั้น โซน 4 คือแปดสิบถึงเก้าสิบ พูดได้ทีละคำเท่านั้น
| โซน | เปอร์เซ็นต์ของหัวใจสูงสุด | คนอายุ 40 (ครั้ง/นาที) | ความรู้สึก | ใช้ทำอะไร |
|---|---|---|---|---|
| โซน 1 | 50 ถึง 60% | 90 ถึง 108 | สบายมาก | วอร์มอัพและคูลดาวน์ |
| โซน 2 | 60 ถึง 70% | 108 ถึง 126 | คุยได้เป็นประโยค | เผาไขมัน สร้างฐาน |
| โซน 3 | 70 ถึง 80% | 126 ถึง 144 | พูดได้เป็นวลีสั้น | เพิ่มความอึด |
| โซน 4 | 80 ถึง 90% | 144 ถึง 162 | พูดได้ทีละคำ | อินเทอร์วอล |
| โซน 5 | 90 ถึง 100% | 162 ถึง 180 | พูดไม่ได้เลย | สปรินต์สั้นมาก |
สองสัปดาห์แรกคือการสอนร่างกายให้คุ้นกับวงโคจรของแป้นและหาแรงต้านที่เหมาะ อย่าเพิ่งสนใจตัวเลขแคลอรีเลยในช่วงนี้ สนใจแค่ว่าท่าทางถูกและไม่จับราวแน่น
ตั้งแต่สัปดาห์ที่ห้าเป็นต้นไป จึงเริ่มใส่อินเทอร์วอล ซึ่งเป็นจุดที่การเผาผลาญขยับขึ้นชัดเจน และเป็นจุดที่คนส่วนใหญ่เริ่มเห็นน้ำหนักและรอบเอวเปลี่ยน
| สัปดาห์ | ครั้งต่อสัปดาห์ | เวลาต่อครั้ง | โซนหัวใจ | ระดับแรงต้าน (จาก 16) |
|---|---|---|---|---|
| 1 ถึง 2 | 3 | 20 นาที | โซน 2 | 3 ถึง 5 |
| 3 ถึง 4 | 3 ถึง 4 | 25 ถึง 30 นาที | โซน 2 ถึง 3 | 5 ถึง 7 |
| 5 ถึง 6 | 4 | 30 นาที รวมอินเทอร์วอล | โซน 3 สลับโซน 4 | 6 ถึง 9 |
| 7 ถึง 8 | 4 ถึง 5 | 35 ถึง 40 นาที | โซน 3 สลับโซน 4 | 8 ถึง 12 |
อินเทอร์วอลบนเครื่องนี้ให้เพิ่มแรงต้านเป็นหลัก ไม่ใช่เพิ่มรอบขา เพราะการปั่นเร็วโดยไม่มีแรงต้านคือการหลอกตัวเอง กล้ามเนื้อแทบไม่ได้ทำงาน แต่ตัวเลขบนจอวิ่งขึ้น
กฎเดียวที่ห้ามละเมิดในโปรแกรมนี้
สามข้อผิดพลาดหลักทำให้การเผาผลาญจริงต่ำกว่าที่เครื่องโชว์ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และทำให้คนใช้ไป 2 เดือนแล้วบอกว่าไม่เห็นผล
นี่คือข้อผิดพลาดอันดับหนึ่ง คนส่วนใหญ่กำราวจับกลางแน่นเพื่อความมั่นคง ผลคือน้ำหนักตัวส่วนหนึ่งถูกถ่ายไปที่แขนและโครงเครื่อง ขาจึงออกแรงน้อยลง และราวโยกที่ควรทำให้แขนได้ทำงานก็ถูกทิ้งไว้เฉย ๆ
ข้อได้เปรียบใหญ่ที่สุดของเครื่องเดินวงรีเหนือลู่วิ่งคือได้กล้ามเนื้อแขนและหลังส่วนบนด้วย ถ้าคุณจับราวกลางแน่น คุณกำลังทิ้งข้อได้เปรียบนั้นไปฟรี ๆ และเหลือแค่เครื่องที่ทำได้น้อยกว่าลู่วิ่ง
เมื่อเหนื่อยขึ้น คนมักโน้มตัวไปข้างหน้าและงอหลัง ท่านี้ทำให้แรงไปลงที่ปลายเท้าและหลังส่วนล่าง แทนที่จะลงส้นเท้าและสะโพก ผลคือปวดหลังและน่องล้าเร็วผิดปกติ
ท่าที่ถูกคือลำตัวตั้งตรง มองไปข้างหน้า ไม่ก้มดูหน้าจอ และกดน้ำหนักผ่านส้นเท้าลงไปที่แป้น ไม่ใช่เขย่งปลายเท้า ถ้ารู้สึกว่าส้นเท้าลอยจากแป้นตลอด แปลว่าท่าผิดอยู่
การหมุนขาเร็ว ๆ ที่แรงต้านระดับหนึ่งทำให้หน้าจอโชว์แคลอรีสวย ๆ และรู้สึกเหมือนออกกำลังกายหนัก เพราะหัวใจเต้นเร็วจากการเคลื่อนไหวเร็ว แต่กล้ามเนื้อแทบไม่ได้ถูกกระตุ้นเลย
ผลระยะยาวคือคุณไม่ได้ทั้งกล้ามเนื้อและไม่ได้ผลการเผาผลาญที่แท้จริง วิธีเช็คง่ายมาก ถ้าหลังจากยี่สิบนาทีขาคุณไม่ล้าเลย แสดงว่าแรงต้านต่ำเกินไป
| ข้อผิดพลาด | ผลที่เกิดขึ้น | วิธีแก้ |
|---|---|---|
| จับราวจับกลางแน่น | เผาผลาญจริงต่ำกว่าที่จอโชว์ 20 ถึง 30% | แตะเบา ๆ หรือใช้ราวโยกแทน |
| ก้มหลัง โน้มตัวไปหน้าจอ | ปวดหลังส่วนล่าง | ตั้งลำตัวตรง มองไปข้างหน้า |
| เขย่งปลายเท้า ส้นลอย | น่องล้า ปวดฝ่าเท้า | กดน้ำหนักผ่านส้นเท้า |
| ปั่นเร็ว แรงต้านต่ำ | ขาไม่ล้า ไม่ได้กล้ามเนื้อ | เพิ่มแรงต้านจนขาเริ่มล้าใน 20 นาที |
| ไม่ใส่น้ำหนักตัวจริงลงเครื่อง | ตัวเลขแคลอรีเพี้ยน | ตั้งค่าน้ำหนักก่อนใช้ทุกครั้ง |
| มองแต่ตัวเลขแคลอรี | ไม่รู้ว่าหนักพอไหม | ดูโซนหัวใจแทน |
| ไม่วอร์มอัพ | เข่าและสะโพกฝืดในรอบแรก | วอร์มอัพ 5 นาทีเสมอ |
ทดสอบตัวเองใน 10 วินาที ระหว่างใช้เครื่องอยู่ ลองปล่อยมือจากราวจับ ถ้ารอบต่อนาทีตกลงทันทีหรือเสียหลัก แปลว่าคุณกำลังพึ่งแขนพยุงน้ำหนักอยู่ ไม่ใช่ใช้ขาปั่นจริง
ท่าที่ถูกไม่ได้ทำให้เหนื่อยน้อยลง แต่ทำให้แรงไปลงกล้ามเนื้อที่ควรทำงาน แทนที่จะไปลงหลังส่วนล่างและฝ่าเท้า
เท้าวางเต็มแป้น ส้นแตะแป้นตลอดเวลา ไม่เขย่ง สะโพกอยู่เหนือแป้นเหยียบ ไม่ยื่นไปข้างหน้าหรือถอยไปข้างหลัง ถ้ารู้สึกว่าต้องเอี้ยวสะโพกทุกรอบ แปลว่า stride length ของเครื่องยาวหรือสั้นเกินไปสำหรับขาคุณ
ลำตัวตั้งตรง แกนกลางเกร็งเบา ๆ เหมือนตอนเดินปกติ สายตามองไปข้างหน้าในระดับสายตา ไม่ก้มดูหน้าจอตลอดเวลา เพราะการก้มคอสามสิบนาทีต่อเนื่องทำให้ปวดบ่าและคอมากกว่าที่คิด
ดันและดึงราวโยกอย่างมีจังหวะ ให้แขนออกแรงจริง ไม่ใช่แค่เกาะตามไป การใช้ราวโยกอย่างถูกวิธีเพิ่มการเผาผลาญได้ประมาณสิบถึงสิบห้าเปอร์เซ็นต์ และทำให้หลังส่วนบนกับหน้าอกได้ทำงานด้วย
ดูควบคู่กับตารางเทียบ 10 มิติด้านบน จะเห็นชัดว่าจุดต่างที่สำคัญที่สุดคือลักษณะการเคลื่อนไหวของเท้า ไม่ใช่ตัวเลขแคลอรี
สังเกตจังหวะเท้าเป็นหลัก บนลู่วิ่งจะเห็นช่วงที่เท้าทั้งสองข้างลอยพ้นสายพานพร้อมกัน ส่วนอีกเครื่องหนึ่ง เท้าติดแป้นตลอดทั้งรอบ ความต่างตรงนี้คือที่มาของแรงกระแทกทั้งหมดที่คุยกันในบทความนี้
ถ้าดูจบแล้วยังไม่แน่ใจ ให้กลับไปที่คำถามเดียว คือข้อเข่าของคุณรับแรงสองจุดห้าถึงสามเท่าของน้ำหนักตัว ซ้ำกันสองพันกว่าครั้งต่อการออกกำลังกายหนึ่งครั้งไหวไหม ถ้าลังเลแม้แต่นิดเดียว คำตอบคือเครื่องเดินวงรี
เครื่องเดินวงรีพับเก็บไม่ได้เหมือนลู่วิ่ง จึงต้องมีพื้นที่ถาวร แต่แลกมาด้วยเสียงที่เบากว่ามากและไม่มีแรงกระแทกลงพื้น
อย่าดูแค่ขนาดฐานเครื่อง ต้องเผื่อพื้นที่ด้านหลังอีกอย่างน้อยห้าสิบเซนติเมตรสำหรับก้าวขึ้นลง และเผื่อความสูงด้วย เพราะเวลายืนบนแป้น ศีรษะคุณจะสูงขึ้นจากพื้นอีกสิบห้าถึงยี่สิบเซนติเมตร
บ้านที่เพดานต่ำสองเมตรสามสิบ คนสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรจะมีระยะเหลือแค่สามสิบเซนติเมตร ซึ่งพอดีตัวจนน่าอึดอัด ให้วัดความสูงเพดานก่อนซื้อเสมอ
| รายการ | เครื่องเดินวงรี | ลู่วิ่ง |
|---|---|---|
| ขนาดฐานเครื่องโดยประมาณ | 160 x 65 ซม. | 170 x 80 ซม. |
| พื้นที่รวมที่ต้องเผื่อ | 2.2 x 1.2 เมตร | 2.5 x 1.5 เมตร |
| ความสูงที่ยืนเพิ่มจากพื้น | 15 ถึง 25 ซม. | 15 ถึง 20 ซม. |
| พับเก็บได้ | ส่วนใหญ่ไม่ได้ | หลายรุ่นพับได้ |
| น้ำหนักเครื่อง | 45 ถึง 90 กก. | 50 ถึง 120 กก. |
| เสียงขณะใช้ | 40 ถึง 55 dB | 60 ถึง 75 dB |
| แรงสั่นลงพื้น | ต่ำมาก | สูง ต้องรองแผ่นยาง |
เสียงหลักของลู่วิ่งไม่ได้มาจากมอเตอร์ แต่มาจากเท้ากระทบสายพานและแรงสั่นที่วิ่งลงพื้นคอนกรีตไปหาเพื่อนบ้านชั้นล่าง เครื่องเดินวงรีไม่มีเสียงกระแทกนี้เลย เพราะเท้าไม่เคยแยกจากแป้น
ที่เหลือคือเสียงกลไกและล้อถ่วง ซึ่งเงียบกว่ามาก เครื่องที่ล้อถ่วงหนักและใช้สายพานขับภายในมักเงียบที่สุด ถึงอย่างนั้นก็ยังควรรองแผ่นยางไว้เพื่อกันพื้นเป็นรอยและลดการสั่นของโครงเครื่อง
เลือกความหนาของแผ่นรองให้เหมาะกับน้ำหนักเครื่องได้ที่ แผ่นยางรองพื้นฟิตเนส หรือดูรายละเอียดวัสดุแต่ละแบบที่ คู่มือเลือกพื้นยางสำหรับห้องออกกำลังกาย
ลู่วิ่งถูกกว่าตอนซื้อ แต่มีของสิ้นเปลืองคือสายพานและมอเตอร์ เครื่องเดินวงรีแพงกว่าตอนแรก แต่แทบไม่มีชิ้นส่วนที่สึกหรอตามระยะทาง
ลู่วิ่งมีสองอย่างที่สึกตามการใช้งานแน่นอน คือสายพานและมอเตอร์ สายพานต้องหยอดน้ำมันซิลิโคนทุกสองถึงสามเดือน และเปลี่ยนทุกสามถึงห้าปีถ้าใช้สม่ำเสมอ ส่วนมอเตอร์คือชิ้นส่วนที่เสียแล้วมักไม่คุ้มซ่อม
เครื่องเดินวงรีไม่มีทั้งสองอย่างนี้ มีแค่ลูกปืน รางเลื่อน และสายพานขับภายในที่หมุนอยู่กับที่ ค่าบำรุงรักษาต่อปีจึงต่ำกว่ามาก ในระยะห้าปี ต้นทุนรวมของสองเครื่องมักจบใกล้เคียงกัน
| รายการ | เครื่องเดินวงรี | ลู่วิ่ง |
|---|---|---|
| ราคารุ่นเริ่มต้นที่สเปกใช้ได้ | 12,000 ถึง 18,000 บาท | 10,000 ถึง 15,000 บาท |
| ราคารุ่นกลางใช้ทุกวัน | 20,000 ถึง 35,000 บาท | 18,000 ถึง 30,000 บาท |
| ของสิ้นเปลืองหลัก | ไม่มี | สายพานและแผ่นรองสายพาน |
| ค่าบำรุงรักษาต่อปีโดยประมาณ | 300 ถึง 800 บาท | 800 ถึง 2,000 บาท |
| ชิ้นส่วนที่มักเสียก่อน | ลูกปืนและรางเลื่อน | มอเตอร์และบอร์ดควบคุม |
| อายุใช้งานทั่วไป | 8 ถึง 12 ปี | 5 ถึง 8 ปี |
ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นสองพันบาท เครื่องประเภทนี้มักได้ stride length สั้นและล้อถ่วงเบา ซึ่งเป็นสองข้อที่ทำให้คนเลิกใช้ภายในสองเดือน ในงบนี้ลู่วิ่งรุ่นเริ่มต้นให้ประสบการณ์ที่ใช้ได้จริงมากกว่า
ถ้าคุณลงเอยที่ลู่วิ่ง อ่านเกณฑ์เลือกให้ตรงการใช้งานได้ที่ วิธีเลือกลู่วิ่ง และเทียบสเปกในแต่ละช่วงราคา
สเปกที่คุ้มที่สุดในแต่ละช่วงราคาต่างกันมาก และตัวเลขที่ควรดูก็คนละตัวระหว่างสองเครื่อง ส่งส่วนสูง น้ำหนัก อาการเข่า และงบมาให้ทีมงาน แล้วเราจะเทียบให้ว่ารุ่นไหนตรงกับคุณจริง
อย่าวัดจากตัวเลขแคลอรีบนหน้าจอ เพราะมันเพี้ยนได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ให้วัดจากสี่ตัวที่โกหกไม่ได้
ตัวแรกคืออัตราการเต้นหัวใจขณะพักตอนเช้า วัดทันทีที่ตื่นก่อนลุกจากเตียง คนที่ฟิตขึ้นจะเห็นตัวเลขนี้ลดลงสามถึงแปดครั้งต่อนาทีภายในแปดสัปดาห์ นี่คือหลักฐานที่ตรงที่สุดว่าหัวใจแข็งแรงขึ้นจริง
ตัวที่สองคือหัวใจที่ระดับแรงต้านและเวลาเดิม ถ้าสัปดาห์แรกคุณอยู่ที่หนึ่งร้อยสี่สิบครั้งต่อนาที ที่แรงต้านระดับหก แล้วสัปดาห์ที่แปดคุณทำที่แรงต้านเดิมได้ด้วยหัวใจหนึ่งร้อยยี่สิบแปด แปลว่าคุณฟิตขึ้นจริง
ตัวที่สามคือรอบเอว ซึ่งบอกไขมันหน้าท้องได้ตรงกว่าน้ำหนักตัว เพราะน้ำหนักอาจนิ่งขณะที่ไขมันลดและกล้ามเนื้อเพิ่ม ตัวที่สี่คือระดับแรงต้านสูงสุดที่คุณทำได้สามสิบนาทีโดยฟอร์มไม่พัง
| ตัวชี้วัด | ก่อนเริ่ม | เป้าหมายหลัง 8 สัปดาห์ | วัดยังไง |
|---|---|---|---|
| หัวใจขณะพักตอนเช้า | 70 ถึง 80 ครั้ง/นาที | 62 ถึง 72 ครั้ง/นาที | วัดทันทีที่ตื่นก่อนลุก |
| หัวใจที่แรงต้านระดับ 6 นาทีที่ 20 | ประมาณ 140 | ประมาณ 125 ถึง 130 | สายรัดอกหรือเซนเซอร์ที่มือจับ |
| รอบเอว | จุดเริ่มต้นของคุณ | ลด 2 ถึง 5 ซม. | วัดตอนเช้าก่อนอาหาร |
| แรงต้านสูงสุดที่ทำ 30 นาทีได้ | ระดับ 4 ถึง 5 | ระดับ 8 ถึง 10 | ต้องฟอร์มไม่พัง |
| เวลาที่ทำได้ในโซน 3 | 10 นาที | 25 ถึง 30 นาที | ดูจากสายรัดอก |
คำตอบเกือบทุกครั้งคือคุณอยู่ในโซน 2 ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว เพราะการปั่นสบาย ๆ ที่แรงต้านต่ำเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและรู้สึกดี แต่ร่างกายปรับตัวเข้ากับมันภายในสามถึงสี่สัปดาห์แล้วหยุดพัฒนา
ทางแก้คือเพิ่มแรงต้าน ไม่ใช่เพิ่มเวลา การปั่นหกสิบนาทีที่แรงต้านระดับสาม ให้ผลน้อยกว่าการปั่นสามสิบนาทีที่มีอินเทอร์วอลโซน 4 อย่างชัดเจน
ได้ และเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดถ้ามีงบและพื้นที่ เพราะสองเครื่องนี้ชดเชยจุดอ่อนของกันและกันได้พอดี
รูปแบบที่ได้ผลคือใช้ลู่วิ่งในวันที่ขาสดและอยากได้ load ที่กระดูก และใช้เครื่องเดินวงรีในวันถัดจากวันที่วิ่งหนัก เพื่อให้หัวใจได้ทำงานต่อโดยที่ข้อเข่าได้พัก
วิธีนี้ให้คุณได้ทั้งความหนาแน่นกระดูกจากการวิ่ง และปริมาณคาร์ดิโอรวมต่อสัปดาห์ที่สูงขึ้นโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงบาดเจ็บ นักวิ่งสมัครเล่นจำนวนมากใช้รูปแบบนี้
| วัน | เครื่อง | เนื้อหา |
|---|---|---|
| จันทร์ | ลู่วิ่ง | จ๊อกกิ้งโซน 2 30 นาที |
| อังคาร | เครื่องเดินแบบวงรี | อินเทอร์วอลโซน 4 25 นาที |
| พุธ | พัก หรือเวทเทรนนิ่ง | สควอทและเดดลิฟต์ |
| พฤหัส | เครื่องเดินวงรี | โซน 2 ถึง 3 40 นาที |
| ศุกร์ | ลู่วิ่ง | เดินชัน 12% ความเร็ว 5 กม./ชม. 30 นาที |
| เสาร์ | เครื่องเดินแบบวงรี | โซน 2 ยาว 45 ถึง 60 นาที |
| อาทิตย์ | พัก | ยืดกล้ามเนื้อ |
ถ้ากำลังวางผังห้องออกกำลังกายเพื่อวางสองเครื่องพร้อมกัน ดูลำดับการจัดพื้นที่และการซื้อได้ที่ คู่มือจัดโฮมยิมในบ้าน
จักรยานแรงกระแทกต่ำเหมือนเครื่องเดินวงรี แต่ไม่ได้แขนและใช้กล้ามเนื้อน้อยกว่า จึงเผาผลาญต่ำกว่าที่ความเหนื่อยเท่ากัน
จักรยานชนะในสามกรณี คือปวดหลังจนยืนนานไม่ได้ ต้องการอ่านหนังสือหรือดูจอไปด้วยขณะปั่น และมีพื้นที่จำกัดมากจนวางเครื่องใหญ่ไม่ได้ นอกจากสามข้อนี้ เครื่องเดินวงรีให้ผลรวมที่ดีกว่า
เหตุผลคือการยืนบนแป้นเหยียบทำให้กล้ามเนื้อสะโพก แกนกลาง และแขนได้ทำงานด้วย ในขณะที่การนั่งปั่นใช้เฉพาะขาส่วนหน้าเป็นหลัก
| หัวข้อ | เครื่องเดินวงรี | จักรยานออกกำลังกาย | ลู่วิ่ง |
|---|---|---|---|
| แรงกระแทกที่ข้อเข่า | ต่ำมาก | ต่ำมาก | สูง |
| กล้ามเนื้อที่ใช้ | ขา สะโพก แกนกลาง แขน | ขาเป็นหลัก | ขา น่อง สะโพก |
| แคลอรี 30 นาที คน 70 กก. | 280 ถึง 340 | 230 ถึง 300 | 290 ถึง 360 |
| ทำงานหรืออ่านหนังสือไปด้วย | ยาก | ทำได้ | ไม่ได้ |
| ผลต่อกระดูก | แทบไม่มี | ไม่มี | มี |
| พื้นที่ที่ใช้ | ปานกลาง | น้อยที่สุด | มากที่สุด |
ถ้าสามเงื่อนไขข้างต้นตรงกับคุณ ดูตัวเลือกได้ที่ จักรยานออกกำลังกาย ซึ่งมีทั้งแบบตั้งตรงและแบบเอนปั่น
เก็บตารางนี้ไว้เปิดตอนคุยกับคนขาย ทุกตัวเลขมาจากหัวข้อด้านบนในบทความนี้
ก่อนจ่ายเงิน ให้เช็คสามข้อ คือ stride length ตรงกับส่วนสูงคุณไหม ล้อถ่วงถึงแปดกิโลกรัมหรือไม่ และระบบต้านทานเป็นแม่เหล็กปรับด้วยมอเตอร์หรือไม่ ถ้าตกข้อใดข้อหนึ่ง ให้ดูรุ่นอื่น
| หัวข้อ | ตัวเลข |
|---|---|
| แรงกระแทกที่ข้อเข่าตอนวิ่ง | 2.5 ถึง 3.0 เท่าของน้ำหนักตัว |
| แรงกระแทกบนเครื่องเดินวงรี | 1.0 ถึง 1.4 เท่าของน้ำหนักตัว |
| stride length ที่ควรได้ (สูง 165 ถึง 180 ซม.) | 45 ถึง 50 ซม. |
| น้ำหนักล้อถ่วงขั้นต่ำ | 8 กก. |
| ระดับแรงต้านที่ควรมี | 16 ระดับขึ้นไป |
| แคลอรี 30 นาที คน 70 กก. แรงต้านปานกลาง | ประมาณ 285 |
| ระยะห่างแป้นเหยียบ Q factor | ไม่เกิน 5 ถึง 8 ซม. |
| พื้นที่ที่ต้องเผื่อ | 2.2 x 1.2 เมตร |
| เสียงขณะใช้ | 40 ถึง 55 dB |
| โซนหัวใจสำหรับเผาไขมัน | 60 ถึง 70% ของหัวใจสูงสุด |
| จำนวนครั้งต่อสัปดาห์ที่ให้ผล | 3 ถึง 5 ครั้ง |
| เพิ่มปริมาณได้ไม่เกิน | 10% ต่อสัปดาห์ |
รวมคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดก่อนตัดสินใจเลือกระหว่างเครื่องเดินวงรีกับลู่วิ่ง พร้อมตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจได้ทันที
ดีในเรื่องที่การวิ่งทำร้ายคุณ คือแรงกระแทกที่ข้อเข่า เพราะเท้าไม่เคยลอยจากแป้น แรงที่ข้อเข่ารับจึงอยู่ที่ 1.0 ถึง 1.4 เท่าของน้ำหนักตัว เทียบกับการวิ่งที่ 2.5 ถึง 3.0 เท่า แต่ไม่ดีกว่าในเรื่องความหนาแน่นกระดูกและการซ้อมวิ่ง ซึ่งเป็นสองเรื่องที่ต้องอาศัยแรงกระแทกจริง
ต่างกันน้อยมาก คน 70 กิโลกรัมออกกำลังกาย 30 นาทีที่ความเหนื่อยระดับปานกลางเท่ากัน จะได้ประมาณ 280 ถึง 340 แคลอรีบนเครื่องแบบวงรี และ 290 ถึง 360 แคลอรีบนลู่วิ่งไฟฟ้า ความต่างไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ จึงไม่ควรใช้แคลอรีเป็นเกณฑ์ตัดสิน
คนสูง 165 ถึง 180 เซนติเมตร ควรได้ 45 ถึง 50 เซนติเมตร คนสูงต่ำกว่า 160 เซนติเมตร ใช้ 40 ถึง 45 ได้ ส่วนคนสูงเกิน 180 เซนติเมตร ควรมองหา 50 ถึง 56 เซนติเมตร ถ้า stride สั้นกว่าที่ควร จะรู้สึกเหมือนย่ำเท้าอยู่กับที่และปวดสะโพกภายในไม่กี่สัปดาห์
อย่างน้อย 8 กิโลกรัมสำหรับการใช้ในบ้าน ถ้าใช้ทุกวันหรือใช้ระดับแรงต้านสูง ควรมองหา 10 ถึง 14 กิโลกรัม ล้อถ่วงที่เบากว่า 6 กิโลกรัมจะทำให้จังหวะกระตุกและสะดุดชัดเจนในทุกรอบ
เครื่องเดินวงรี เพราะแรงกระแทกตอนวิ่งถูกคูณด้วยน้ำหนักตัว คนหนัก 100 กิโลกรัมที่วิ่งกำลังส่งแรง 250 ถึง 300 กิโลกรัมเข้าที่ข้อเข่าซ้ำ ๆ หลายพันครั้ง ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่คนน้ำหนักเกินมักบาดเจ็บภายในเดือนแรกของการเริ่มวิ่ง
ไม่ได้ ไม่มีการออกกำลังกายชนิดใดลดไขมันเฉพาะจุดได้ ไขมันลดลงทั่วร่างกายตามพันธุกรรมของแต่ละคน สิ่งที่เครื่องนี้ทำได้คือเพิ่มการเผาผลาญรวมและกระชับกล้ามเนื้อขาและสะโพก ส่วนไขมันหน้าท้องต้องอาศัยการควบคุมอาหารร่วมด้วย
สาเหตุหลักคือคุณจับราวจับกลางแน่นเกินไป ซึ่งย้ายน้ำหนักตัวส่วนหนึ่งไปที่แขนและโครงเครื่อง ทำให้ขาออกแรงน้อยกว่าที่เครื่องคำนวณ อีกสาเหตุคือปั่นเร็วโดยตั้งแรงต้านต่ำ ซึ่งทำให้รอบต่อนาทีสูงแต่กล้ามเนื้อแทบไม่ทำงาน ตัวเลขจริงอาจต่ำกว่าที่จอโชว์ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
ได้ และเหมาะกว่าลู่วิ่งมาก เพราะไม่มีเสียงเท้ากระทบสายพานและไม่มีแรงสั่นกระแทกลงพื้น ระดับเสียงอยู่ที่ 40 ถึง 55 เดซิเบล เทียบกับลู่วิ่งที่ 60 ถึง 75 เดซิเบล ถึงอย่างนั้นก็ยังควรรองแผ่นยางไว้เพื่อกันพื้นเป็นรอยและลดการสั่นของโครงเครื่อง
ลู่วิ่งถูกกว่าตอนซื้อ 2,000 ถึง 3,000 บาท แต่มีของสิ้นเปลืองคือสายพานและแผ่นรองสายพาน รวมถึงมอเตอร์ที่เสียแล้วมักไม่คุ้มซ่อม ส่วนเครื่องแบบวงรีมีค่าบำรุงรักษาต่อปีต่ำกว่าและอายุใช้งานยาวกว่า ในระยะ 5 ปี ต้นทุนรวมมักจบใกล้เคียงกัน
ไม่ได้ ใช้ได้แค่ในฐานะ cross training เพื่อรักษาความฟิตของหัวใจในวันที่ขาล้าเกินกว่าจะวิ่ง แต่ฝึกความทนของเอ็นร้อยหวาย ความแข็งแรงของน่องตอนถีบพื้น และจังหวะการลงเท้าไม่ได้เลย นักวิ่งที่หยุดวิ่งไปนานแล้วใช้เครื่องนี้แทน จะพบว่าน่องล้าเร็วผิดปกติเมื่อกลับไปวิ่งจริง
เริ่มที่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20 นาทีในโซน 2 แล้วไต่ขึ้นไปที่ 4 ถึง 5 ครั้ง ครั้งละ 35 ถึง 40 นาทีภายใน 8 สัปดาห์ กฎสำคัญคือเพิ่มปริมาณไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ต่อสัปดาห์ และเพิ่มแรงต้านก่อนเพิ่มความเร็วเสมอ
ไม่ได้รักษาอาการที่มีอยู่ เครื่องแค่ไม่ทำให้แย่ลงเพิ่ม เพราะไม่มีแรงกระแทก ถ้าคุณปวดเข่าถึงระดับที่เดินขึ้นบันไดแล้วเจ็บ ให้พบแพทย์ก่อนซื้อเครื่องใด ๆ และให้แพทย์ยืนยันว่ากิจกรรมแบบไม่กระแทกทำได้
ถ้าคุณตอบได้ว่าข้อเข่ารับแรงกระแทกซ้ำ ๆ ไหวหรือไม่ คุณตอบคำถามนี้ได้แล้วครึ่งหนึ่ง ที่เหลือคือเทียบสเปกของทั้งสองหมวดวางข้างกัน แล้วดูว่า stride length ล้อถ่วง และแรงกระแทก ตรงกับร่างกายคุณจริงหรือไม่
เลือกจากข้อเข่าและเป้าหมาย ไม่ใช่จากแคลอรีหรือราคา เพราะสองอย่างหลังต่างกันน้อยกว่าที่คนคิดมาก
เข่ามีเสียงหรือปวดหลังจากการวิ่ง น้ำหนักเกินและอยากลด อายุเกินห้าสิบและเพิ่งเริ่มออกกำลังกาย อยู่คอนโดและมีเพื่อนบ้านชั้นล่าง หรืออยากได้กล้ามเนื้อแขนและหลังส่วนบนไปพร้อมกับคาร์ดิโอ
ห้าข้อนี้คือกลุ่มที่เครื่องแบบวงรีตอบโจทย์ได้ตรงที่สุด และเป็นกลุ่มที่ถ้าฝืนซื้อลู่วิ่ง มักจบลงด้วยการเลิกใช้ภายในสามเดือน
สมัครงานวิ่งไว้แล้ว มวลกระดูกต่ำและต้องการ load ที่กระดูก งบต่ำกว่าหนึ่งหมื่นสองพันบาท หรือพื้นที่จำกัดจนต้องพับเก็บทุกครั้งหลังใช้
คือการซื้อเครื่องที่ถูกต้องแต่สเปกไม่ผ่าน เครื่องที่ stride length สั้นไปสิบเซนติเมตร หรือล้อถ่วงเบากว่าหกกิโลกรัม จะถูกเลิกใช้ภายในสองเดือนเหมือนกัน ไม่ว่าคุณจะเลือกประเภทเครื่องถูกแค่ไหนก็ตาม
ตัวเลขสามข้อที่ต้องผ่านก่อนจ่ายเงินคือ stride length ตรงกับส่วนสูง ล้อถ่วงแปดกิโลกรัมขึ้นไป และระบบต้านทานแม่เหล็กปรับด้วยมอเตอร์
ถ้าลงเอยที่ลู่วิ่งสำหรับใช้ในบ้าน ดูรุ่นที่พับเก็บได้ที่ ลู่วิ่งสำหรับใช้ในบ้าน
Login and Registration Form