ติดต่อเจ้าหน้าที่
สลับเส้นทาง
รถเข็นของฉัน 0

คาร์ดิโอ คืออะไร ทำอย่างไรให้เผาไขมันได้จริง คู่มือฉบับโค้ช พร้อมโซนหัวใจและตาราง 8 สัปดาห์

คาร์ดิโอ คืออะไร ทำอย่างไรให้เผาไขมันได้จริง คู่มือฉบับโค้ช พร้อมโซนหัวใจและตาราง 8 สัปดาห์

สารบัญ

คำถามแรกที่ลูกค้าถามผมเกือบทุกคน คือ ต้องวิ่งกี่นาที ถึงจะเริ่มเผาไขมัน ผมตอบตรง ๆ ว่า ตัวเลขนาทีไม่ใช่คำตอบ สิ่งที่กำหนดผลลัพธ์จริง ๆ คือ ความเข้ม ที่คุณทำงานอยู่ และตัวชี้วัดความเข้มที่ดีที่สุดสำหรับคนทั่วไป ก็คือ อัตราการเต้นของหัวใจ ไม่ใช่เหงื่อ ไม่ใช่ความเหนื่อยที่รู้สึกเอาเอง

บทความนี้ผมเก็บเนื้อหาเดิมไว้ครบ ทั้งเรื่อง คาร์ดิโอ คืออะไร ประเภทของงานหัวใจ และท่าฝึกที่ทำได้ทั้งที่บ้านและฟิตเนส แล้วเติมสิ่งที่คนไทยหาข้อมูลแล้วยังไม่ค่อยเจอ ได้แก่ ระบบพลังงาน aerobic กับ anaerobic ตารางโซนหัวใจแยกตามอายุเป็นตัวเลข bpm จริง ตารางเลือกรูปแบบตามเป้าหมาย คำแนะนำ 150 ถึง 300 นาทีต่อสัปดาห์ขององค์การอนามัยโลก เรื่อง interference effect ที่หลายคนกลัวว่าจะกินกล้าม ตารางเทียบเครื่องออกกำลังกาย โปรแกรม 8 สัปดาห์ ข้อผิดพลาดที่ทำให้ไม่เห็นผล และวิธีวัดว่าหัวใจฟิตขึ้นจริงหรือแค่รู้สึกไปเอง

  • การเผาไขมันไม่ได้เริ่มที่นาทีที่ 20 ร่างกายใช้ไขมันตั้งแต่วินาทีแรก แค่สัดส่วนต่างกันตามความเข้ม
  • โซน 2 คือ 60 ถึง 70% ของชีพจรสูงสุด ทำได้นาน ฟื้นตัวเร็ว ใช้เป็นฐานของทุกโปรแกรมได้
  • องค์การอนามัยโลกแนะนำ 150 ถึง 300 นาทีต่อสัปดาห์ที่ความเข้มปานกลาง หรือ 75 ถึง 150 นาทีที่ความเข้มสูง
  • HIIT ไม่ได้ดีกว่าเสมอไป มันแค่ประหยัดเวลา แลกกับความล้าที่สะสมเร็วกว่า
  • วัดผลด้วยชีพจรขณะพัก และชีพจรที่ลดลงใน 1 นาทีหลังหยุด สองตัวนี้บอกความฟิตได้ดีกว่าเลขบนตาชั่ง

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio Exercise) เป็นหนึ่งในวิธีการออกกำลังกายยอดนิยมที่ได้ผลจริงในการเผาผลาญไขมัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้อง การลดน้ำหนัก หรือลดไขมัน ในบทความนี้ ผม โค้ชปูแน่น - ปู จักรินทร์ บุญลาภ ACE Certified Personal Trainer จะมาแชร์ความรู้และประสบการณ์การเป็นเทรนเนอร์กว่า 13 ปี เกี่ยวกับการทำ คาร์ดิโอ อย่างถูกวิธี

คาร์ดิโอ (Cardio) คืออะไร? ทำไมถึงช่วยลดไขมันได้ดี

งานหัวใจคือการเคลื่อนไหวต่อเนื่องที่ดันชีพจรขึ้นไปค้างไว้ในช่วงหนึ่ง ผลที่ได้ไม่ใช่แค่ไขมันที่ลดลง แต่คือหัวใจที่สูบเลือดได้มากขึ้นต่อการบีบตัวหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสุขภาพระยะยาวที่ดีที่สุดตัวหนึ่งเท่าที่มี

คาร์ดิโอ หรือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise)เป็นการออกกำลังกายที่เน้นการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจให้สูงขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานและไขมันในร่างกาย

เมื่อคุณทำ คาร์ดิโอ ร่างกายจะใช้พลังงานจากแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะไขมันสะสม ทำให้เกิดการเผาผลาญแคลอรี่จำนวนมาก ตามการศึกษาของ American Heart Association พบว่าการทำคาร์ดิโอ 30 นาทีต่อวัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ เบาหวาน และช่วยควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวเลขที่ควรจำจากคำแนะนำนี้

  • 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ เท่ากับ 150 นาที ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำเพื่อสุขภาพ
  • ความเสี่ยงโรคหัวใจลดลงชัดเจนตั้งแต่ 90 นาทีแรกต่อสัปดาห์ ไม่ต้องรอให้ครบ 150 ถึงจะได้ผล
  • ประโยชน์ต่อระบบไหลเวียนเลือดเริ่มอิ่มตัวหลัง 300 นาทีต่อสัปดาห์ ทำมากกว่านั้นได้ แต่ผลเพิ่มขึ้นน้อยลง

นอกจากนี้ คาร์ดิโอ ยังช่วยเพิ่มความทนทานของระบบหัวใจและหลอดเลือด กระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ช่วยให้อารมณ์ดี และยังเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน

คนจำนวนมากเข้าใจว่าต้องทำเกิน 20 นาทีก่อน ร่างกายถึงจะเริ่มดึงไขมันมาใช้ ซึ่งไม่จริง ร่างกายใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงตลอดเวลา แม้ตอนที่คุณนั่งอ่านบรรทัดนี้อยู่ สิ่งที่เปลี่ยนไปตามความเข้มคือสัดส่วนระหว่างไขมันกับคาร์โบไฮเดรต ไม่ใช่การเปิดปิดสวิตช์

ระบบพลังงาน aerobic กับ anaerobic ต่างกันตรงไหน และทำไมถึงสำคัญ

ร่างกายมีระบบผลิตพลังงานสามระบบที่ทำงานพร้อมกันตลอดเวลา ไม่ได้สลับกันเป็นสวิตช์ ความเข้มของงานเป็นตัวกำหนดว่าระบบไหนจะออกแรงมากที่สุดในนาทีนั้น

ตอนสอนเรื่องนี้ ผมชอบให้ลูกค้านึกภาพเครื่องยนต์สามตัวที่ติดอยู่พร้อมกัน ตัวแรกแรงระเบิดแต่หมดเร็วมาก ตัวที่สองแรงกลาง ๆ อยู่ได้สักพักแล้วเริ่มสร้างของเสีย ส่วนตัวที่สามแรงน้อยแต่วิ่งได้ทั้งวัน งานหัวใจแบบที่เราพูดถึงกันในบทความนี้ คือการฝึกเครื่องยนต์ตัวที่สาม ซึ่งใช้ออกซิเจนเป็นหลัก จึงเรียกว่าระบบ aerobic

ประเด็นที่คนมองข้ามคือ ระบบ aerobic ไม่ได้มีไว้แค่วิ่งมาราธอน มันคือระบบที่ทำหน้าที่ล้างของเสียและฟื้นตัวให้คุณ หลังจากยกเวทหนักหรือหลังจากช่วงเร่งใน HIIT ด้วย คนที่ระบบนี้อ่อน จะพักไม่พอระหว่างเซ็ต และหมดแรงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

ระบบพลังงานช่วงเวลาที่เด่นเชื้อเพลิงหลักตัวอย่างงานต้องใช้ออกซิเจนไหม
ATP-PC0 ถึง 10 วินาทีครีเอทีนฟอสเฟตสปรินต์ 60 เมตร ยกท่าหนักหนึ่งครั้งไม่ใช้
Glycolytic (anaerobic)10 วินาที ถึง 2 นาทีไกลโคเจนในกล้ามเนื้อวิ่ง 400 เมตร ช่วงเร่งของ HIITใช้น้อยมาก
Aerobic2 นาทีขึ้นไปไขมันและคาร์โบไฮเดรตเดินเร็ว ปั่นจักรยาน วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำใช้เป็นหลัก

สัดส่วนไขมันกับคาร์โบไฮเดรตเปลี่ยนไปตามความเข้ม

ที่ความเข้มราว 60 ถึง 65% ของชีพจรสูงสุด พลังงานที่ใช้มาจากไขมันประมาณ 50 ถึง 60% พอดันขึ้นไปที่ 85% สัดส่วนไขมันจะเหลือราว 20 ถึง 30% แต่พลังงานรวมต่อนาทีกลับสูงขึ้นมาก ผลสุทธิคือ การทำหนักในเวลาเท่ากันมักเผาไขมันได้เป็นกรัมมากกว่า แม้เปอร์เซ็นต์จะดูน้อยกว่าก็ตาม

จุดที่ร่างกายออกซิไดซ์ไขมันได้สูงสุดต่อนาที นักสรีรวิทยาเรียกว่า FATmax ซึ่งอยู่ราว 60 ถึง 65% ของ VO2max ในคนทั่วไป ตรงกับความรู้สึกว่ายังพูดเป็นประโยคยาวได้ แต่ร้องเพลงไม่ไหวแล้ว จำความรู้สึกนี้ไว้ให้ขึ้นใจ เพราะมันคือเข็มทิศที่ใช้ได้แม้ในวันที่ลืมใส่นาฬิกา

สรุปให้จบเรื่องเผาไขมันในสี่บรรทัด

  • ตัวเลขที่กำหนดว่าน้ำหนักจะลงหรือไม่ คือแคลอรี่รวมทั้งวัน ไม่ใช่สัดส่วนไขมันในนาทีที่ฝึก
  • โซนเผาไขมันมีอยู่จริงในทางสรีรวิทยา แต่มันไม่ใช่ทางลัด มันคือโซนที่ทำได้นานโดยไม่พัง
  • ทำหนักสั้น ๆ เผาแคลอรี่ต่อนาทีสูงกว่า แต่ทำได้น้อยครั้งต่อสัปดาห์
  • ทำเบายาว ๆ เผาต่อนาทีน้อยกว่า แต่ทำได้บ่อยกว่า และรวมทั้งสัปดาห์อาจมากกว่าด้วยซ้ำ

โซนหัวใจ 1 ถึง 5 พร้อมตาราง bpm ตามอายุ ใช้ได้ทันที

หาชีพจรสูงสุดของตัวเองก่อน แล้วคูณเปอร์เซ็นต์ตามโซนที่ต้องการ สูตรที่แม่นกว่าสูตรเก่า 220 ลบอายุ คือสูตรของ Tanaka ซึ่งคำนวณจาก 208 ลบด้วย 0.7 คูณอายุ

สูตร 220 ลบอายุ เป็นสูตรที่จำง่ายแต่คลาดเคลื่อนได้ถึงบวกลบ 10 ถึง 12 ครั้งต่อนาทีในคนทั่วไป โดยเฉพาะคนอายุเกิน 40 ที่สูตรนี้มักให้ค่าต่ำกว่าความจริง ผมจึงใช้สูตร Tanaka กับลูกค้าทุกคนมาหลายปีแล้ว ตัวอย่างคนอายุ 40 ปี สูตรเก่าให้ 180 ครั้งต่อนาที ส่วนสูตร Tanaka ให้ 208 ลบ 28 เท่ากับ 180 ครั้งต่อนาทีพอดี แต่พอไปที่อายุ 60 สูตรเก่าให้ 160 ขณะที่ Tanaka ให้ 166 ซึ่งต่างกันมากพอที่จะทำให้คุณฝึกเบากว่าที่ควรทั้งปี

ห้าโซน กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในร่างกาย

โซน% ของชีพจรสูงสุดความรู้สึกขณะทำใช้ทำอะไรเวลาต่อครั้งที่แนะนำ
โซน 150 ถึง 60%สบายมาก คุยได้ตลอดวอร์มอัพ คูลดาวน์ วันฟื้นตัว10 ถึง 20 นาที
โซน 260 ถึง 70%พูดเป็นประโยคยาวได้ ร้องเพลงไม่ไหวสร้างฐานความอึด ใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงได้ดี40 ถึง 90 นาที
โซน 370 ถึง 80%พูดได้เป็นวลีสั้น เริ่มหอบเพิ่มความทนทาน งานหลักของ MISS25 ถึง 45 นาที
โซน 480 ถึง 90%พูดได้ทีละคำ ขาเริ่มแสบดัน lactate threshold ให้สูงขึ้น10 ถึง 25 นาทีรวม
โซน 590 ถึง 100%พูดไม่ได้เลยดัน VO2max ช่วงเร่งของ HIIT4 ถึง 10 นาทีรวม

ตาราง bpm ตามอายุ ใช้สูตร Tanaka

ตารางนี้คือตัวเลขที่ผมอยากให้คุณถ่ายรูปเก็บไว้ หาอายุตัวเองในคอลัมน์แรก แล้วจดสองตัวเลขไว้ในโทรศัพท์ คือช่วงโซน 2 ที่จะใช้ในวันทำเบา และช่วงโซน 4 ที่จะใช้ในวันทำหนัก แค่สองตัวเลขนี้ก็คุมโปรแกรมได้ทั้งปี

อายุชีพจรสูงสุดโดยประมาณโซน 2 (60 ถึง 70%)โซน 3 (70 ถึง 80%)โซน 4 (80 ถึง 90%)
20 ปี194116 ถึง 136136 ถึง 155155 ถึง 175
25 ปี191114 ถึง 133133 ถึง 152152 ถึง 171
30 ปี187112 ถึง 131131 ถึง 150150 ถึง 168
35 ปี184110 ถึง 128128 ถึง 147147 ถึง 165
40 ปี180108 ถึง 126126 ถึง 144144 ถึง 162
45 ปี177106 ถึง 124124 ถึง 141141 ถึง 159
50 ปี173104 ถึง 121121 ถึง 138138 ถึง 156
55 ปี170102 ถึง 119119 ถึง 136136 ถึง 153
60 ปี166100 ถึง 116116 ถึง 133133 ถึง 149
65 ปี16398 ถึง 114114 ถึง 130130 ถึง 146

ไม่มีนาฬิกาวัดชีพจร ใช้ talk test แทนได้

ผมสอนลูกค้ามาก่อนยุคที่ทุกคนมีนาฬิกาสมาร์ตวอทช์ และวิธีที่ใช้มาตลอดคือการฟังเสียงตัวเอง ถ้ายังพูดเป็นประโยคเต็มได้แบบไม่สะดุด คุณอยู่ในโซน 2 ถ้าพูดได้ทีละ 4 ถึง 5 คำแล้วต้องหายใจ คุณอยู่โซน 3 ถ้าพูดได้ทีละคำสองคำ คุณเข้าโซน 4 แล้ว วิธีนี้ตรงกับค่าชีพจรจริงในระดับที่ใช้งานได้ดีมากสำหรับคนทั่วไป

  1. จับเวลาเดินหรือปั่นให้ได้จังหวะคงที่ 5 นาที
  2. พูดประโยคสัก 10 คำออกมาดัง ๆ ระหว่างที่ยังเคลื่อนไหวอยู่
  3. ถ้าพูดจบโดยไม่ต้องหยุดหายใจกลางประโยค ให้เพิ่มความเร็วหรือความชันขึ้นอีกขั้น
  4. ทำซ้ำจนถึงจุดที่พูดจบประโยคได้แบบพอดี ๆ นั่นคือขอบบนของโซน 2 ของคุณ
  5. จำความเร็วหรือความต้านทานที่จุดนั้นไว้ ใช้เป็นค่าเริ่มต้นของทุกครั้งต่อจากนี้

อยากลงลึกเรื่องโซนหัวใจแบบเต็ม ๆ ทั้งวิธีตั้งค่าในนาฬิกาและวิธีทดสอบหาชีพจรสูงสุดของจริง อ่านต่อได้ที่ คู่มือโซนหัวใจฉบับเต็ม ผมแยกไว้เป็นอีกบทความเพราะเนื้อหายาวเกินกว่าจะยัดลงในหัวข้อเดียว

ตารางโซนหัวใจ 5 โซน พร้อมค่า bpm ตามอายุสำหรับการออกกำลังกายคาร์ดิโอ

ประเภทของ คาร์ดิโอ ที่เหมาะกับคุณ

สามรูปแบบนี้ต่างกันที่ความเข้มและเวลาที่ทำได้ ไม่ใช่ว่าอันไหนดีกว่าอันไหน คนส่วนใหญ่ควรมี LISS หรือ MISS เป็นฐานราว 70 ถึง 80% ของเวลาทั้งหมด แล้วใส่ HIIT แค่ 1 ถึง 2 วันต่อสัปดาห์

จากประสบการณ์การเทรนลูกค้ามากว่า 1,000 คน ผมพบว่า คาร์ดิโอ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามความเข้มข้นของการออกกำลังกาย 

คาร์ดิโอแบบ LISS (Low-Intensity Steady State) 

เหมาะสำหรับมือใหม่ เน้นการออกกำลังกายความเข้มข้นต่ำแต่ทำต่อเนื่อง เช่น การเดินเร็ว ปั่นจักรยานเบาๆ หรือว่ายน้ำแบบผ่อนคลาย

คาร์ดิโอแบบ MISS (Moderate-Intensity Steady State) 

ที่เพิ่มความเข้มข้นขึ้นมาระดับกลาง ตามงานวิจัยจาก Journal of Sports Science พบว่าเป็นโซนที่เผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานการออกกำลังกายพอสมควร เช่น การวิ่งความเร็วปานกลาง หรือเต้นแอโรบิก

คาร์ดิโอแบบ HIIT (High-Intensity Interval Training) 

เป็นการออกกำลังกายสลับความเข้มข้นสูงและต่ำ การศึกษาจาก International Journal of Exercise Science พบว่าสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าการทำ คาร์ดิโอ แบบปกติถึง 25-30% แต่เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานร่างกายที่ดีแล้วเท่านั้น

 

รูปแบบความเข้ม (%HRmax)เวลาที่ทำได้จริงความล้าสะสมเหมาะกับใคร
LISS55 ถึง 65%45 ถึง 90 นาทีต่ำมากมือใหม่ คนน้ำหนักเยอะ วันฟื้นตัว
MISS65 ถึง 80%25 ถึง 45 นาทีปานกลางคนมีพื้นฐานแล้ว ต้องการผลคุ้มเวลา
HIIT85 ถึง 95% ในช่วงเร่ง12 ถึง 25 นาทีรวมพักสูงคนฟิตแล้ว เวลาน้อย ไม่มีปัญหาข้อ
Zone 2 แบบนักกีฬา60 ถึง 70%60 ถึง 120 นาทีต่ำคนที่สร้างฐานความอึดระยะยาว

ผมให้ลูกค้าที่เพิ่งเริ่มเกือบทุกคนอยู่กับ LISS ก่อน 3 ถึง 4 สัปดาห์ ไม่ใช่เพราะมันเผาผลาญดีกว่า แต่เพราะมันเป็นรูปแบบเดียวที่คนทำแล้วยังกลับมาทำซ้ำในสัปดาห์ถัดไป โปรแกรมที่ดีที่สุดในโลกก็ไร้ค่า ถ้าคุณทำได้แค่ 5 วันแล้วเลิก

เลือกไม่ถูกว่าจะเริ่มตรงไหน ใช้กฎสี่ข้อนี้

  • BMI เกิน 30 หรือไม่ได้ออกกำลังกายมา 6 เดือน ให้เริ่มที่ LISS เท่านั้น
  • ออกกำลังกายอยู่แล้วสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 วัน ให้เริ่มที่ MISS แล้วใส่ HIIT สัปดาห์ละ 1 วัน
  • มีเวลาน้อยกว่า 20 นาทีต่อวัน ให้ใช้ HIIT แต่ห้ามเกิน 3 วันต่อสัปดาห์
  • มีอาการปวดเข่าหรือปวดหลังอยู่ ให้เลือกจักรยานหรือ elliptical ก่อนเสมอ ยังไม่ต้องแตะลู่วิ่ง

ถ้าอยากเห็นภาพชัดขึ้นว่าสองรูปแบบนี้ต่างกันตรงไหนในเชิงตัวเลข ผมเทียบไว้ละเอียดแล้วใน บทความเทียบงานหัวใจแบบต่อเนื่องกับ HIIT อ่านต่อได้หลังจบหน้านี้

เริ่มงานหัวใจที่บ้านวันนี้ ไม่ต้องรอสมัครฟิตเนสดูเครื่องออกกำลังกาย

เลือกรูปแบบให้ตรงเป้าหมาย ตารางเดียวจบ

เป้าหมายต่างกัน โปรแกรมต้องต่างกัน คนอยากลดไขมันกับคนอยากวิ่งได้ไกลขึ้น ไม่ควรฝึกเหมือนกัน ตารางนี้คือสิ่งที่ผมใช้ตัดสินใจให้ลูกค้าใหม่ในนัดแรกทุกครั้ง

เป้าหมายรูปแบบหลักความถี่เวลาต่อครั้งโซนที่ใช้สิ่งที่ต้องระวัง
ลดไขมัน คุมน้ำหนักMISS เป็นหลัก เสริม LISS4 ถึง 5 วัน30 ถึง 45 นาทีโซน 2 ถึง 3ถ้าไม่คุมอาหาร ยังไงก็ไม่ลง
ฟิตหัวใจ ลดความดันLISS และ MISS5 วัน30 นาทีโซน 2อย่าข้ามวันวอร์มอัพ
เพิ่ม VO2max ให้เร็วที่สุดHIIT แบบ 4 นาที คูณ 4 เซ็ต2 วัน25 นาทีรวมโซน 4 ถึง 5ต้องมีฐาน 6 สัปดาห์ก่อน
รักษากล้ามระหว่างลดไขมันจักรยานหรือเดินชัน3 วัน20 ถึง 30 นาทีโซน 2เลี่ยงการวิ่งยาวและ HIIT ที่ขาหนัก
ฟื้นตัวหลังวันเวทหนักเดินหรือปั่นเบา1 ถึง 2 วัน20 ถึง 30 นาทีโซน 1ถ้าเริ่มหอบ แปลว่าหนักเกินไปแล้ว
มีปัญหาข้อเข่าหรือน้ำหนักเยอะจักรยาน elliptical ว่ายน้ำ4 ถึง 5 วัน25 ถึง 40 นาทีโซน 2ห้ามท่ากระโดดทุกชนิดในช่วง 8 สัปดาห์แรก

ข้อที่คนพลาดบ่อยที่สุดในตารางนี้คือแถวที่สาม คนอยากได้ VO2max สูงขึ้นเร็ว ๆ เลยกระโดดไปทำ HIIT ตั้งแต่สัปดาห์แรก แล้วเจ็บหน้าแข้งบ้าง เอ็นร้อยหวายอักเสบบ้าง ภายในเดือนแรก ฐานคือสิ่งที่ต้องมาก่อน ไม่มีทางลัด

ไม่แน่ใจว่าเป้าหมายของคุณควรใช้อุปกรณ์ตัวไหน

บอกเป้าหมาย พื้นที่ที่บ้าน และงบประมาณมา ทีมงานจะช่วยจับคู่ให้ตรงกับตารางด้านบน ไม่ต้องเสียเงินกับเครื่องที่ซื้อมาแล้วใช้ผิดโซนตั้งแต่วันแรก

วิธีทำคาร์ดิโอ ให้ได้ผลดีที่สุด

สามสิบนาทีต่อครั้ง สามถึงห้าวันต่อสัปดาห์ คือจุดเริ่มที่ใช้ได้กับเกือบทุกคน แต่ตัวเลขนี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อคุณคุมความเข้มให้อยู่ในโซนที่ตั้งใจไว้ได้จริง

การทำ คาร์ดิโอ ให้ได้ผลดีนั้น เริ่มต้นจากการเลือกระยะเวลาที่เหมาะสม โดยทั่วไปแนะนำให้ทำ คาร์ดิโอ 30 นาที ต่อครั้ง หากเป็นมือใหม่สามารถเริ่มจาก 15-20 นาทีก่อนได้ แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้น การศึกษาจาก National Academy of Sports Medicine ระบุว่าการทำ คาร์ดิโอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

สำหรับเรื่องความถี่ ผมแนะนำให้ทำ คาร์ดิโอ สัปดาห์ละ 3-5 วัน โดยแต่ละครั้งควรรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ที่ 60-80% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ประโยคว่า 60 ถึง 80% ของชีพจรสูงสุด ฟังดูง่าย แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่าเลขนั้นของตัวเองคือเท่าไร หัวข้อถัดไปผมทำตาราง bpm แยกตามอายุไว้ให้แล้ว เปิดดู จดตัวเลขของตัวเองใส่โทรศัพท์ไว้ได้เลย

องค์การอนามัยโลกแนะนำ 150 ถึง 300 นาทีต่อสัปดาห์ ตัวเลขนี้ใช้อย่างไร

เกณฑ์ปัจจุบันคือ 150 ถึง 300 นาทีต่อสัปดาห์ที่ความเข้มปานกลาง หรือ 75 ถึง 150 นาทีที่ความเข้มสูง บวกกับการฝึกความแข็งแรงอีกอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ ตัวเลขนี้คือขั้นต่ำเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด

คนไทยส่วนใหญ่ที่ผมเจอ ทำได้ประมาณ 60 ถึง 90 นาทีต่อสัปดาห์ แล้วสงสัยว่าทำไมไม่เห็นผล คำตอบมักอยู่ตรงนี้เอง ปริมาณยังไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำด้วยซ้ำ ก่อนจะไปปรับเทคนิคหรือหาโปรแกรมใหม่ ให้เช็กก่อนว่าตัวเลขรวมทั้งสัปดาห์ของคุณอยู่ที่เท่าไร

อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ได้จริงคือ ความเข้มสูง 1 นาที เท่ากับความเข้มปานกลาง 2 นาที ถ้าคุณทำ HIIT 25 นาทีในวันจันทร์ นับเป็น 50 นาทีของโควตาปานกลาง เอาไปหักออกจาก 150 ได้เลย

แบบแผนจัดตารางอย่างไรรวมต่อสัปดาห์เหมาะกับใคร
5 คูณ 30จันทร์ถึงศุกร์ วันละ 30 นาทีที่โซน 2 ถึง 3150 นาทีคนที่มีเวลาสม่ำเสมอทุกวัน
3 คูณ 50จันทร์ พุธ ศุกร์ ครั้งละ 50 นาที150 นาทีคนที่ว่างเป็นบล็อกยาว
2 คูณ 40 บวก HIIT 2 คูณ 20สองวันยาว สองวันหนักสั้น160 นาทีเทียบเท่าคนมีพื้นฐานแล้ว
เดิน 10 นาที คูณ 3 ครั้งต่อวันเช้า กลางวัน เย็น ทุกวัน210 นาทีพนักงานออฟฟิศที่ไม่มีเวลาก้อนใหญ่

สามข้อที่คนอ่านเกณฑ์นี้แล้วเข้าใจผิด

  • สะสมทีละ 10 นาทีได้ ไม่จำเป็นต้องทำรวดเดียว 30 นาที เกณฑ์ฉบับปี 2020 ยกเลิกข้อกำหนดขั้นต่ำ 10 นาทีไปแล้วด้วยซ้ำ
  • 300 นาทีให้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจริงในแง่การควบคุมน้ำหนัก แต่ประโยชน์ต่อการลดความเสี่ยงโรคหัวใจเริ่มอิ่มตัวหลัง 300 นาที
  • การเดินไปทำงานหรือขึ้นบันไดนับรวมได้ ขอแค่ชีพจรขึ้นถึงโซน 2 และทำต่อเนื่องพอสมควร

ท่าคาร์ดิโอ ยอดนิยมที่ทำได้ทั้งที่บ้านและฟิตเนส

ท่าเหล่านี้เลือกได้ตามพื้นที่และข้อจำกัดของร่างกาย ถ้าเข่าไม่ดี ให้ตัดท่ากระโดดทั้งหมดออกก่อน แล้วใช้เดินชัน ปั่นจักรยาน หรือ elliptical แทน ผลต่อหัวใจไม่ได้ต่างกันมากอย่างที่หลายคนกลัว

ท่าออกกำลังกายคาร์ดิโอที่ทำได้ทั้งที่บ้านและฟิตเนส

ท่า คาร์ดิโอ สำหรับผู้เริ่มต้น

การเริ่มต้นทำ คาร์ดิโอ อย่างถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ จากประสบการณ์การเทรนลูกค้ามือใหม่มากกว่า 500 คน ผมพบว่าการเริ่มต้นด้วยท่าพื้นฐานจะช่วยให้ร่างกายปรับตัวและลดความเสี่ยงบาดเจ็บ

1.เดินเร็ว 

เริ่มต้นด้วยการเดิน 10 นาทีแรก ให้เดินในจังหวะปกติ จากนั้นค่อยๆ เพิ่มความเร็วในช่วง 10-20 นาทีต่อมา พยายามรักษาความเร็วให้สม่ำเสมอ ท่านี้เหมาะสำหรับการลดน้ำหนักและสร้างความทนทาน

2.เดินชัน 

หากทำที่ฟิตเนส ให้ปรับความชันของลู่วิ่งที่ 1-2% ในช่วงแรก เดินต่อเนื่อง 15-20 นาที ท่านี้จะช่วยเผาผลาญไขมันได้มากกว่าการเดินบนพื้นราบถึง 30%

ลำดับที่ผมให้มือใหม่เดินตาม สองสัปดาห์แรกเดินพื้นราบให้ครบ 30 นาทีโดยไม่หอบก่อน สัปดาห์ที่ 3 ค่อยเริ่มปรับความชัน 4 ถึง 5% แล้วเพิ่มทีละ 2% ทุกสัปดาห์ ห้ามข้ามขั้นไปที่ 12% ตั้งแต่วันแรก เพราะเอ็นร้อยหวายกับน่องยังไม่พร้อมรับมุมนั้น

3.ปั่นจักรยานคาร์ดิโอแบบเบา 

ปั่นจักรยานที่ความต้านทานระดับ 3-4 นาน 20 นาที ให้รักษาความเร็วรอบที่สามารถพูดคุยได้ ท่านี้เป็น คาร์ดิโอ ที่เหมาะกับผู้มีปัญหาข้อเข่า

 

ท่าคาร์ดิโอผู้ชาย

1.Burpees อย่างถูกต้องสำหรับผู้ชายที่ต้องการลดพุง
  1. ยืนตัวตรง เท้าห่างกันประมาณช่วงไหล่ หลังตรง แขนแนบลำตัว
  2. ย่อตัวลง ย่อเข่าลงพร้อมวางมือทั้งสองข้างลงบนพื้น ให้มืออยู่ข้างหน้าเท้าเล็กน้อย
  3. กระโดดถอยขา กระโดดถีบขาทั้งสองไปด้านหลังพร้อมกัน ให้ร่างกายอยู่ในท่า Plank ที่แขนตึง หลังตรง
  4. วิดพื้น ลดระดับตัวลงจนหน้าอกแตะพื้น แล้วดันตัวขึ้น ระวังอย่าให้หลังแอ่น
  5. กระโดดชักขา กระโดดดึงขาทั้งสองกลับมาอยู่ระหว่างมือ ให้เท้าวางราบกับพื้น
  6. กระโดดพร้อมยกแขน กระโดดขึ้นสูงพร้อมยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ ลงสู่ท่าเริ่มต้น

ทำ 3 เซ็ต เซ็ตละ 10-15 ครั้ง พักระหว่างเซ็ต 45-60 วินาที 

Tips! จากโค้ชปูแน่น หายใจเข้าตอนลงสู่ท่า Plank หายใจออกตอนกระโดดขึ้น

วิธีการทำ Mountain Climbers สำหรับลดหน้าท้อง
  1. ท่า Plank มือทั้งสองข้างวางห่างกันกว้างกว่าไหล่เล็กน้อย แขนตึง เท้าเหยียบพื้นด้วยปลายเท้า หลังตรงเป็นแนวเดียวกับศีรษะ
  2. งอเข่าขวาพุ่งเข้าหาหน้าอก สลับกับงอเข่าซ้ายอย่างต่อเนื่อง คล้ายการวิ่งอยู่กับที่
  3. ทำสลับข้างอย่างรวดเร็วแต่ควบคุมได้ รักษาตำแหน่งสะโพกให้นิ่ง ไม่แกว่งขึ้นลง
  4. หายใจเข้าเมื่อดึงเข่าเข้า หายใจออกเมื่อเหยียดขาออก

ทำต่อเนื่อง 30 วินาที พัก 15 วินาที ทำ 4-5 รอบ

Tips! รักษาแกนกลางลำตัวให้แข็งแรง เข่าควรแตะใกล้ข้อศอก หลีกเลี่ยงการแอ่นหลังหรือสะโพกสูง

ท่าคาร์ดิโอ ผู้หญิง

1.คาร์ดิโอด้วยท่า Jumping Jack (30 วินาที)
  1. ยืนตัวตรง เท้าชิด แขนแนบลำตัว
  2. กระโดดแยกขา กระโดดแยกเท้าออกกว้างกว่าไหล่ พร้อมยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ
  3. กระโดดชิดขา กระโดดชิดเท้า พร้อมลดแขนลงแนบลำตัว
  4. ทำซ้ำต่อเนื่อง ควบคุมจังหวะการหายใจ

พัก 15 วินาที

2.คาร์ดิโอด้วยท่า High Knees (30 วินาที)
  1. ท่าเริ่ม ยืนตรง เท้าห่างเท่าช่วงไหล่
  2. ยกเข่าขวา ยกเข่าขึ้นสูงระดับเอว พร้อมแกว่งแขนซ้าย
  3. สลับข้าง ยกเข่าซ้าย พร้อมแกว่งแขนขวา
  4. ทำสลับอย่างรวดเร็วคล้ายการวิ่งอยู่กับที่

Tips จากโค้ชปูแน่น รักษาแกนกลางลำตัวให้มั่นคง ลงน้ำหนักที่ปลายเท้า เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วแต่ควบคุมได้ หายใจเข้าออกสม่ำเสมอ

ทำ 3-4 รอบ พักระหว่างรอบ 30-45 วินาที

 

ท่าคาร์ดิโอลดเฉพาะส่วน

คาร์ดิโอลดพุง

1.Russian Twist ผสม High Knees

วิธีการทำ Russian Twist ผสม High Knees เพื่อลดหน้าท้อง

  • Russian Twist (30 วินาที)
  1. ท่าเริ่ม: นั่งพื้น งอเข่า ยกเท้าลอยจากพื้นเล็กน้อย
  2. เอนตัวไปด้านหลัง 45 องศา ประสานมือหรือถือน้ำหนักเบาๆ
  3. บิดลำตัวไปทางซ้าย-ขวาสลับกัน รักษาแกนกลางลำตัวให้มั่นคง
  4. หายใจออกขณะบิด หายใจเข้าขณะกลับกลาง

Tips ! Russian Twist ไม่เกร็งคอ รักษาหลังตรง พัก 15 วินาที แล้วต่อด้วย

  • High Knees (30 วินาที)
  1. ยืนตรง เท้าห่างเท่าไหล่
  2. วิ่งยกเข่าสูงอยู่กับที่ เข่าสูงระดับเอว
  3. แกว่งแขนสลับซ้าย-ขวาตามจังหวะ
  4. เน้นการเคลื่อนที่เร็วและต่อเนื่อง

ทำสลับกัน 3-4 รอบ พักระหว่างรอบ 30 วินาที

Tips ! High Knees ลงน้ำหนักที่ปลายเท้า หลีกเลี่ยงการกระแทก

2.Plank with Knee Tucks

ขั้นตอนการทำ

  1. จากท่า Plank งอเข่าขวาเข้าหาศอกขวา
  2. กลับสู่ท่าเริ่มต้น
  3. งอเข่าซ้ายเข้าหาศอกซ้าย
  4. ทำสลับข้างต่อเนื่อง 30 วินาที

โค้ชปูแน่นบอกเคล็ดลับ ! รักษาแกนกลางลำตัวให้นิ่ง, หลีกเลี่ยงการแอ่นหรือแอ่นหลัง, เข่าควรแตะใกล้ข้อศอก, หายใจสม่ำเสมอ ทำ 3 เซต พักระหว่างเซต 30 วินาที

3.Standing Side Crunches

ท่าเริ่มต้น

  1. ยืนตรง เท้าห่างเท่าช่วงไหล่
  2. มือประสานท้ายทอย ข้อศอกกาง
  3. รักษาแกนกลางลำตัวให้มั่นคง

ขั้นตอนการทำ

  1. ยกเข่าขวาขึ้นด้านข้าง พร้อมเอียงลำตัวลงทางขวา
  2. พยายามให้ข้อศอกซ้ายแตะเข่าขวา
  3. กลับสู่ท่าเริ่มต้น
  4. สลับทำอีกข้าง เข่าซ้ายขึ้น ข้อศอกขวาลง

โค้ชปูแน่นบอกเคล็ดลับ ! ทำข้างละ 15 ครั้ง, 3 เซต พักระหว่างเซต 30 วินาที, อย่าดึงคอ, รักษาหลังตรง, เคลื่อนไหวช้าๆ ควบคุมจังหวะ, หายใจออกขณะบิดตัว หายใจเข้าขณะกลับท่า

 

ก่อนอ่านหัวข้อลดเฉพาะส่วน อ่านบรรทัดนี้ก่อน การลดไขมันเฉพาะจุดทำไม่ได้ในทางสรีรวิทยา ท่าเหล่านี้ทำหน้าที่กระชับกล้ามเนื้อใต้ชั้นไขมันและดันแคลอรี่รวมให้สูงขึ้น ส่วนไขมันจะหายไปจากตรงไหนก่อน พันธุกรรมเป็นคนตัดสิน ไม่ใช่ท่าที่คุณเลือก

คาร์ดิโอลดขา

1.Squat Jumps - ท่ากระโดดย่อเข่า

ขั้นตอนการทำ

  1. ยืนตรง เท้าห่างเท่าช่วงไหล่
  2. ย่อเข่าลง สะโพกถอยหลัง เหมือนนั่งเก้าอี้
  3. กระโดดขึ้นสูง เหยียดขาตรง แขนแกว่งขึ้น
  4. ลงสู่ท่าย่อเข่าอีกครั้ง ทำต่อเนื่อง

โค้ชปูแน่นบอกเคล็ดลับ ! ทำ 3 เซต เซตละ 10-15 ครั้ง, พัก 45 วินาที, ลงพื้นเบาๆ ด้วยปลายเท้า, รักษาหลังตรง, เข่าตรงแนวนิ้วเท้า, ถ้าเป็นมือใหม่เริ่มจากกระโดดเตี้ยๆ ก่อนครับ

2.Lunges with Knee Drive - ท่าก้าวขาพร้อมยกเข่า

ขั้นตอนการทำ

  1. ยืนตรง เท้าชิด แขนแนบลำตัว
  2. ก้าวขาขวาไปด้านหน้า ย่อตัวลง เข่าซ้ายแตะพื้น
  3. ดันตัวขึ้น พร้อมยกเข่าซ้ายสูงระดับเอว
  4. กลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำสลับขา

โค้ชปูแน่นบอกเคล็ดลับ ! ทำข้างละ 12-15 ครั้ง, 3 เซต พักระหว่างเซต 30-45 วินาที, รักษาหลังตรง, เข่าหน้าไม่เลยปลายเท้า, ยกเข่าสูงให้สุดเพื่อเพิ่มการเผาผลาญ, หายใจสม่ำเสม

3.เดินชันบนลู่วิ่งที่ความชัน 8-12%

การเดินชันบนลู่วิ่งเป็นหนึ่งในท่าคาร์ดิโอที่ช่วยลดขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับความชันที่ 8-12% จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่และกระชับกล้ามเนื้อขาได้มากกว่าการเดินปกติถึง 60%

  • ความชัน 0% ที่ความเร็ว 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เผาราว 4 แคลอรี่ต่อนาที
  • ความชัน 6% ที่ความเร็วเท่ากัน เผาราว 6 ถึง 7 แคลอรี่ต่อนาที
  • ความชัน 12% ที่ความเร็วเท่ากัน เผาราว 9 ถึง 10 แคลอรี่ต่อนาที ใกล้เคียงการวิ่งเหยาะแต่ไม่มีแรงกระแทก

จากประสบการณ์การเทรน ผมแนะนำให้เริ่มที่ความเร็ว 4-5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความชัน 8% เป็นเวลา 10 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มความชันขึ้นเป็น 10% และ 12% ตามลำดับ ทำต่อเนื่อง 20-30 นาที

สำหรับมือใหม่ ควรเริ่มที่ความชัน 5-6% ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น ระหว่างเดินให้เกร็งท้อง ตั้งลำตัวตรง ไม่จับราวลู่วิ่ง เพื่อให้ร่างกายทำงานเต็มที่ ท่านี้จะช่วยเผาผลาญไขมันที่ต้นขา น่อง และสะโพกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความชันลู่วิ่งความเร็วที่แนะนำชีพจรโดยประมาณ (คนอายุ 40)เหมาะกับใคร
0 ถึง 3%5 ถึง 6 กม./ชม.105 ถึง 120สัปดาห์แรกของมือใหม่
4 ถึง 7%5 กม./ชม.120 ถึง 135คนที่เดินพื้นราบ 30 นาทีได้แล้ว
8 ถึง 10%4.5 ถึง 5 กม./ชม.135 ถึง 150คนที่ต้องการเผาผลาญสูงแต่เข่ารับแรงกระแทกไม่ไหว
11 ถึง 15%4 ถึง 4.5 กม./ชม.150 ถึง 165คนที่มีพื้นฐานแล้วเท่านั้น

 

3.คาร์ดิโอลดต้นแขน

1.Shadow Boxing - ต่อยมวยกับเงาเพื่อลดต้นแขน

ขั้นตอนการทำ

  1. ยืนท่ามวย เท้าห่างไหล่ กำมือยกระดับคาง
  2. ชกหมัดตรงสลับซ้าย-ขวา
  3. เพิ่มฮุค (หมัดเหวี่ยง) และอัพเปอร์คัต (หมัดเสย)
  4. เคลื่อนที่ไปมาพร้อมชก

โค้ชปูแน่นบอกเคล็ดลับ ! ทำต่อเนื่อง 2-3 นาที, พัก 30 วินาที, ทำ 3 รอบ, เกร็งท้องตลอดการชก, หมุนเอวตามจังหวะ, หายใจออกเมื่อชก, ชกเร็วแต่ควบคุมได้

 

2.Push-up with Shoulder Taps - วิดพื้นแตะไหล่

ขั้นตอนการทำ

  1. เริ่มในท่าวิดพื้น แขนเหยียดตรง
  2. ลดตัวลงจนหน้าอกใกล้พื้น
  3. ดันตัวขึ้น ยกมือขวาแตะไหล่ซ้าย
  4. กลับสู่ท่าวิดพื้น ทำสลับข้าง

โค้ชปูแน่นบอกเคล็ดลับ ! ทำ 3 เซต เซตละ 8-12 ครั้ง, พัก 45 วินาที, รักษาแกนลำตัวนิ่ง, ไม่บิดสะโพก, แตะไหล่เบาๆ แต่มั่นคง, หายใจออกตอนดันขึ้น หายใจเข้าตอนลง

3.Arm Circles with Light Weights - หมุนแขนลดต้นแขน

ขั้นตอนการทำ

  1. ยืนตรง ถือดัมเบล 1-2 กิโล แขนกางออก
  2. หมุนแขนเป็นวงกลมเล็กๆ ไปด้านหน้า 30 วินาที
  3. หมุนกลับด้านหลัง 30 วินาที
  4. เพิ่มขนาดวงกลมให้ใหญ่ขึ้น ทำซ้ำ

โค้ชปูแน่นบอกเคล็ดลับ ! ทำ 3 รอบ, พัก 30 วินาที, เริ่มจากน้ำหนักเบา, ไม่ล็อคข้อศอก, รักษาไหล่ให้นิ่ง, หยุดทันทีถ้ารู้สึกเจ็บไหล่, หมุนช้าๆ ควบคุมได้

 

ปรับท่าให้เข่าไม่พัง สามข้อ

  • แทน jumping jack ด้วย step jack คือก้าวออกข้างทีละข้างแทนการกระโดด แรงกระแทกลดลงเกือบครึ่ง วิธีเอาไปใส่ในรอบฝึกอ่านได้ที่ การใช้ Jumping Jack ใน HIIT
  • แทน burpee ด้วย walk out คือเดินมือออกไปหาท่าแพลงก์แทนการกระโดดถีบขา
  • แทน high knee ด้วย march in place ยกเข่าสูงเท่าเดิมแต่ไม่มีช่วงลอย ดูท่าเต็มได้ที่ บทความท่า High Knees

ถ้าอยากได้ชุดท่าที่ต่อกันเป็นวงจรจนจบใน 20 นาที ลองอ่าน คู่มือ Circuit Training ควบคู่กันไปด้วย จะเห็นวิธีเรียงท่าไม่ให้กล้ามเนื้อกลุ่มเดิมล้าติดกันสองท่า ส่วนคนที่ไม่มีอุปกรณ์เลย เริ่มจาก 10 ท่าออกกำลังกายที่บ้านแบบไม่ใช้อุปกรณ์ ก็พอแล้ว

คาร์ดิโอ กับเวทเทรนนิ่ง เลือกแบบไหนดี?

เวทสร้างกล้ามและดันอัตราเผาผลาญพื้นฐาน ส่วนงานหัวใจดันความจุของระบบไหลเวียนเลือด ทำทั้งสองอย่างในสัปดาห์เดียวกันได้ ขอแค่จัดลำดับให้ถูกและอย่าให้ปริมาณล้นจนพักไม่พอ

คำถามที่ผมเจอบ่อยคือ "คาร์ดิโอ หรือเวทเทรนนิ่ง ควรเลือกแบบไหน?" ความจริงแล้วทั้งสองอย่างมีประโยชน์แตกต่างกัน โดยเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มอัตราการเผาผลาญพื้นฐาน ในขณะที่ คาร์ดิโอ จะช่วยเผาผลาญไขมันและเสริมสร้างระบบหัวใจและหลอดเลือด

สิ่งสำคัญคือการจัดสรรเวลาให้เหมาะสม หากคุณต้องการทำทั้ง คาร์ดิโอ และเวทเทรนนิ่งในวันเดียวกัน ผมแนะนำให้เริ่มด้วยเวทเทรนนิ่งก่อน เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อมีพลังงานเพียงพอในการยกน้ำหนัก แล้วค่อยตามด้วย คาร์ดิโอ 20-30 นาทีเพื่อเผาผลาญไขมันครับ

 

ข้อยกเว้นเดียวที่ผมให้ทำงานหัวใจก่อนเวท คือวันที่ตั้งใจให้เป็นวันเบาอยู่แล้ว หรือวันที่ต้องซ้อมเทคนิคการวิ่งโดยเฉพาะ นอกนั้นให้ยกน้ำหนักก่อนเสมอ ตอนที่ระบบประสาทยังสด

ทำงานหัวใจแล้วกินกล้ามจริงไหม เรื่อง interference effect

กินกล้ามได้จริง แต่ต้องมีเงื่อนไขครบ คือปริมาณมากเกิน ทำติดกับเวทเกินไป และกินโปรตีนกับแคลอรี่ไม่พอ ถ้าคุมสามอย่างนี้ได้ งานหัวใจกับการสร้างกล้ามอยู่ด้วยกันได้สบาย

งานวิเคราะห์รวมของ Wilson และคณะในปี 2012 ซึ่งรวบรวมงานวิจัยหลายสิบชิ้น พบข้อสรุปที่ผมใช้มาตลอด คือ ยิ่งปริมาณและความถี่ของงานหัวใจสูงขึ้น ผลกระทบต่อการเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อก็ยิ่งชัดขึ้น และการวิ่งรบกวนมากกว่าการปั่นจักรยานอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการวิ่งมีช่วงยืดกล้ามเนื้อขณะรับแรง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อกล้ามเนื้อขาซ้ำซ้อนกับที่ได้จากสควอทและเดดลิฟต์อยู่แล้ว

ปัจจัยทำให้รบกวนกล้ามมากขึ้นทางแก้ที่ใช้ได้จริง
รูปแบบวิ่งระยะยาวและวิ่งลงเนินเปลี่ยนเป็นจักรยาน elliptical หรือเดินชัน
ความถี่เกิน 4 วันต่อสัปดาห์ตัดเหลือ 2 ถึง 3 วันในช่วงที่เน้นสร้างกล้าม
ระยะเวลาเกิน 45 นาทีต่อครั้งเป็นประจำคุมไว้ที่ 20 ถึง 30 นาที
ระยะห่างจากเวททำต่อท้ายเวทขาทันทีเว้นอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือแยกเป็นคนละวัน
พลังงานที่กินขาดดุลเกิน 750 แคลอรี่ต่อวันคุมขาดดุลไว้ที่ 300 ถึง 500 และกินโปรตีน 1.6 ถึง 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

ลำดับที่ผมใช้กับลูกค้าที่อยากลดไขมันแต่ไม่อยากเสียกล้าม

  1. ยกเวทเป็นงานหลัก 3 ถึง 4 วันต่อสัปดาห์ เน้นท่าคอมพาวด์ และรักษาน้ำหนักที่ยกให้ได้เท่าเดิม
  2. ใส่งานหัวใจแบบเบายาว 2 ถึง 3 วัน วันละ 25 ถึง 30 นาที บนจักรยานหรือลู่เดินชัน
  3. วันที่ยกขาหนัก ห้ามต่อท้ายด้วยงานหัวใจที่ใช้ขาหนักอีก ให้ย้ายไปวันถัดไปแทน
  4. กินโปรตีนให้ถึงทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นวันฝึกหรือวันพัก นี่คือตัวแปรที่คนพลาดมากที่สุด
  5. ชั่งน้ำหนักสัปดาห์ละครั้ง ถ้าลงเกิน 1% ของน้ำหนักตัวต่อสัปดาห์ติดกันสองสัปดาห์ ให้เพิ่มอาหารกลับเข้าไป

ข้อสังเกตจากห้องเทรน คนที่บ่นว่ากล้ามหาย เกือบทั้งหมดไม่ได้เสียกล้ามจากการทำงานหัวใจ แต่เสียจากการกินน้อยเกินไปติดต่อกันหลายสัปดาห์ แล้วยกเวทเบาลงเพราะไม่มีแรง ตรวจสองอย่างนี้ก่อนจะไปโทษลู่วิ่ง

วิธีทำคาร์ดิโอ ให้ได้ผลดีที่สุด

สามตัวแปรที่ต้องคุมคือ ระยะเวลา ความถี่ และความเข้ม ถ้าจะเพิ่ม ให้เพิ่มทีละตัว คนที่บาดเจ็บส่วนใหญ่คือคนที่เพิ่มทั้งสามตัวพร้อมกันภายในสัปดาห์เดียว

วิธีทำคาร์ดิโอให้ได้ผลดีที่สุด

การทำ คาร์ดิโอ ให้ได้ผลดีนั้น จำเป็นต้องเข้าใจทั้งเรื่องระยะเวลา ความถี่ และการเผาผลาญพลังงาน จากประสบการณ์ผมพบว่าหลายคนมักทำผิดพลาด จึงอยากแชร์วิธีที่ถูกต้องดังนี้

ระยะเวลาที่เหมาะสม

การทำ คาร์ดิโอ 30 นาทีต่อครั้งถือเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะร่างกายจะเริ่มเผาผลาญไขมันหลังจากนาทีที่ 20 เป็นต้นไป สำหรับมือใหม่แนะนำให้เริ่มจาก 15-20 นาทีก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลา โดยสังเกตอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ที่ 60-80% ของอัตราสูงสุด

ความถี่ต่อสัปดาห์

จากการวิจัยของ American College of Sports Medicine พบว่า การทำ คาร์ดิโอ สัปดาห์ละ 3-5 วัน เป็นความถี่ที่เหมาะสมที่สุด โดยควรเว้นระยะพัก 1 วันระหว่างการออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู คาร์ดิโอ มากเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้อสลายและเสี่ยงบาดเจ็บได้

การเผาผลาญแคลอรี่

การทำ คาร์ดิโอ 30 นาที สามารถเผาผลาญพลังงานได้ดังนี้:

  • HIIT: 400-600 แคลอรี่
  • วิ่ง: 300-400 แคลอรี่
  • ปั่นจักรยาน: 200-300 แคลอรี่
  • เดินเร็ว: 150-200 แคลอรี่

โค้ชปูแน่นแนะนำ ! ควรทานอาหารก่อนทำ คาร์ดิโอ 2 ชั่วโมง, ดื่มน้ำให้เพียงพอ, วอร์มอัพ 5-10 นาที และคูลดาวน์หลังเสร็จทุกครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด



ตัวเลขแคลอรี่ข้างบนเป็นค่าประมาณของคนหนัก 70 กิโลกรัม ถ้าคุณหนัก 55 กิโลกรัม ให้ลดลงราว 20% ถ้าหนัก 90 กิโลกรัม ให้บวกขึ้นราว 25% นาฬิกาข้อมือแทบทุกยี่ห้อคลาดเคลื่อนอยู่ในช่วง 15 ถึง 30% เพราะฉะนั้นอย่าใช้ตัวเลขแคลอรี่เป็นเครื่องมือหลักในการวางแผนอาหาร ให้ดูน้ำหนักกับกระจกแทน

กฎ 10% ตารางเพิ่มปริมาณแบบไม่บาดเจ็บ

  • สัปดาห์นี้ทำรวม 100 นาที สัปดาห์หน้าเพิ่มได้ไม่เกิน 110 นาที
  • ถ้าจะเพิ่มความเข้ม ให้คงเวลาไว้เท่าเดิมในสัปดาห์นั้น อย่าเพิ่มพร้อมกันสองตัวแปร
  • ทุก 4 สัปดาห์ ให้มี 1 สัปดาห์ที่ลดปริมาณลง 40% เรียกว่าสัปดาห์ถอย ร่างกายจะฟิตขึ้นในสัปดาห์นี้เอง
  • ถามตัวเองว่าควรฝึกกี่วันต่อสัปดาห์ ผมตอบไว้แล้วใน บทความความถี่ในการออกกำลังกาย

เทียบเครื่องออกกำลังกาย ลู่วิ่ง จักรยาน elliptical และบอดี้เวท

ไม่มีเครื่องไหนดีที่สุดในทุกด้าน เครื่องที่ดีที่สุดคือเครื่องที่คุณเดินไปใช้ได้ทุกวันโดยไม่หาข้ออ้าง ตารางนี้เทียบตัวเลขจริงให้ตัดสินใจได้ในสามนาที

อุปกรณ์แคลอรี่ต่อ 30 นาที (คน 70 กก.)แรงกระแทกต่อข้อพื้นที่ที่ต้องใช้เหมาะกับใคร
ลู่วิ่ง (เดินชัน)250 ถึง 350ปานกลาง1.5 ถึง 2 ตารางเมตรคนอยากเผาเยอะแต่เข่ายังโอเค
ลู่วิ่ง (วิ่งจ๊อก)300 ถึง 400สูง1.5 ถึง 2 ตารางเมตรคนน้ำหนักปกติ ไม่มีปัญหาข้อ
จักรยานออกกำลังกาย200 ถึง 300ต่ำ1 ตารางเมตรคนปวดเข่า ผู้สูงอายุ คนน้ำหนักเยอะ
Elliptical250 ถึง 350ต่ำมาก1.5 ตารางเมตรคนอยากได้ทั้งแขนขาแต่ไม่อยากกระแทก
บอดี้เวทและ HIIT250 ถึง 400ปานกลางถึงสูงเสื่อหนึ่งผืนคนงบน้อย พื้นที่จำกัด
เชือกกระโดด300 ถึง 400สูงพื้นที่ยืนกางแขนคนฟิตแล้ว เพดานสูงพอ

ลู่วิ่ง เหมาะกับใครและไม่เหมาะกับใคร

ลู่วิ่งเป็นเครื่องที่ให้ผลต่อหัวใจดีที่สุดต่อหนึ่งนาที เพราะร่างกายต้องพยุงน้ำหนักตัวเองไปด้วย แต่ข้อเสียคือแรงกระแทกที่เข่าและข้อเท้าสะสมเร็วในคนที่น้ำหนักเกิน ทางออกที่ผมใช้ตลอดคือให้เดินชัน 8 ถึง 12% แทนการวิ่ง เผาผลาญได้ใกล้เคียงกัน แต่แรงกระแทกแทบเป็นศูนย์ ดูรุ่นที่รองรับการเดินชันได้ที่ หมวดลู่วิ่งไฟฟ้า

จักรยาน เหมาะกับคนที่ต้องทำบ่อยและทำนาน

ถ้าเป้าหมายคือทำได้ 5 วันต่อสัปดาห์แบบไม่บาดเจ็บ จักรยานคือคำตอบที่ปลอดภัยที่สุด ข้อดีที่คนมองข้ามคือคุณควบคุมความต้านทานได้เป็นตัวเลข จึงคุมโซนหัวใจได้แม่นกว่าการวิ่งกลางแจ้งมาก ผมเขียนวิธีตั้งอานและวิธีคุมรอบขาไว้ใน บทความปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ และเลือกรุ่นได้ที่ หมวดจักรยานออกกำลังกาย

Elliptical ทางสายกลางที่คนไทยยังใช้น้อย

เครื่องนี้เท้าไม่เคยหลุดจากแป้น จึงไม่มีจังหวะกระแทกเลย แต่ยังได้ชีพจรขึ้นถึงโซน 3 ได้สบาย เหมาะมากกับคนที่เพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บที่เข่าหรือข้อเท้า และคนอายุ 50 ขึ้นไปที่ยังอยากได้งานทั้งตัว ดูรุ่นและช่วงราคาได้ที่ หมวดเครื่องเดินวงรี

เลือกเครื่องผิด เสียเงินสองต่อ

ทีมงานช่วยเทียบให้ว่าเข่าของคุณรับลู่วิ่งไหวไหม พื้นที่ห้องพอสำหรับ elliptical หรือเปล่า และงบเท่าไรถึงจะได้มอเตอร์ที่ทนพอสำหรับการเดินชันทุกวัน

ตารางฝึก 8 สัปดาห์ จากมือใหม่ถึงระดับกลาง

แปดสัปดาห์นี้ออกแบบให้เพิ่มความยากทีละตัวแปร สัปดาห์ที่ 4 กับ 8 เป็นสัปดาห์ถอยที่ลดปริมาณลง ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะร่างกายฟิตขึ้นตอนพัก ไม่ใช่ตอนฝึก

สัปดาห์วันที่ 1วันที่ 2วันที่ 3วันที่ 4รวมต่อสัปดาห์
1เดินเร็ว 25 นาที โซน 2จักรยาน 25 นาที โซน 2เดินเร็ว 25 นาที โซน 2พัก75 นาที
2เดินเร็ว 30 นาที โซน 2จักรยาน 30 นาที โซน 2เดินชัน 5% 25 นาทีเดิน 20 นาที โซน 1105 นาที
3เดินชัน 8% 30 นาทีจักรยาน 35 นาที โซน 2 ถึง 3เดินเร็ว 30 นาทีเดิน 25 นาที โซน 1120 นาที
4 (ถอย)เดินเร็ว 25 นาทีจักรยาน 25 นาทีพักเดิน 20 นาที70 นาที
5MISS 35 นาที โซน 3จักรยาน 35 นาที โซน 3เดินชัน 10% 30 นาทีเดิน 25 นาที โซน 1125 นาที
6MISS 40 นาที โซน 3HIIT 20 วิ เร่ง 40 วิ พัก คูณ 8 รอบเดินชัน 30 นาทีจักรยาน 30 นาที135 นาที
7MISS 40 นาที โซน 3HIIT 30 วิ เร่ง 60 วิ พัก คูณ 8 รอบเดินชัน 12% 30 นาทีจักรยาน 35 นาที145 นาที
8 (ถอย)MISS 30 นาทีจักรยาน 30 นาที โซน 2พักเดิน 25 นาที85 นาที

กติกาสามข้อระหว่างเดินตารางนี้

  1. ถ้าชีพจรพุ่งเกินโซนที่กำหนดเกิน 10 ครั้งต่อนาที ให้ลดความเร็วลงทันที ตัวเลขบนตารางสำคัญน้อยกว่าโซน
  2. วันไหนนอนไม่ถึง 6 ชั่วโมง ให้ลดวันนั้นลงเป็นโซน 1 อย่าฝืนทำ HIIT ในวันที่พักไม่พอ เพราะได้ผลน้อยแต่ล้ามาก
  3. จบสัปดาห์ที่ 8 ให้ทดสอบซ้ำด้วยวิธีในหัวข้อวัดผล แล้วเทียบกับตัวเลขวันแรก นั่นคือหลักฐานเดียวที่เชื่อถือได้

ตัวเลขที่ควรเห็นถ้าเดินตารางนี้ครบ

ในลูกค้าที่ทำครบตามตารางนี้ สิ่งที่ผมเห็นซ้ำ ๆ คือชีพจรขณะพักลดลง 5 ถึง 12 ครั้งต่อนาที และที่ความเร็วเดิมบนลู่วิ่ง ชีพจรจะต่ำลงราว 8 ถึง 15 ครั้งต่อนาที ซึ่งแปลว่าหัวใจทำงานเบาลงกับงานเท่าเดิม ส่วนน้ำหนักตัว ถ้าไม่ได้แตะเรื่องอาหารเลย มักลง 1 ถึง 3 กิโลกรัม ไม่มากไปกว่านั้น

ตารางออกกำลังกาย คาร์ดิโอ 8 สัปดาห์สำหรับมือใหม่

เจ็ดข้อผิดพลาดที่ทำให้ทำมาทั้งเดือนแล้วไม่เห็นผล

ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ท่า แต่อยู่ที่การคุมความเข้มและการกิน เจ็ดข้อนี้เรียงตามความถี่ที่ผมเจอในห้องเทรน

1. อยู่ในโซนกลาง ๆ ตลอดทั้งสัปดาห์

นี่คือกับดักอันดับหนึ่ง คนเราชอบทำที่ระดับ 75% ทุกวัน เพราะรู้สึกว่าได้ออกกำลังกาย แต่ไม่เหนื่อยจนทรมาน ปัญหาคือมันหนักเกินกว่าจะฟื้นตัวได้เร็ว และเบาเกินกว่าจะกระตุ้นระบบให้ปรับตัวจริงจัง ทางแก้คือแยกให้ชัด วันเบาต้องเบาจริง วันหนักต้องหนักจริง

2. จับราวลู่วิ่งตลอดเวลา

การจับราวขณะเดินชัน ลดพลังงานที่ใช้ลงได้ถึง 20 ถึง 25% และชีพจรที่เห็นบนหน้าจอก็ต่ำลงตาม คุณเลยดันความชันขึ้นไปเรื่อย ๆ จนท่าเดินเสีย ถ้าต้องจับราวถึงจะเดินไหว แปลว่าตั้งความชันสูงเกินไปแล้ว ให้ลดลงหนึ่งขั้น

3. เชื่อตัวเลขแคลอรี่บนหน้าจอเครื่อง

เครื่องส่วนใหญ่คำนวณจากน้ำหนักมาตรฐานและสูตรสำเร็จ ตัวเลขที่ขึ้นมักสูงกว่าความจริง 15 ถึง 30% แล้วคนก็เอาตัวเลขนั้นไปกินขนมกลับคืน สรุปคือขาดดุลพลังงานไม่เกิดสักที

4. เพิ่มปริมาณเร็วเกินไป

จากศูนย์เป็นวิ่งวันละ 5 กิโลเมตรภายในสองสัปดาห์ คือสูตรสำเร็จของอาการเจ็บหน้าแข้ง กระดูกและเอ็นปรับตัวช้ากว่าหัวใจและปอดหลายเท่า ปอดคุณพร้อมก่อนขาเสมอ ให้ยึดกฎเพิ่มไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์

5. ไม่แตะเรื่องอาหารเลย

การเดิน 30 นาทีเผาราว 150 ถึง 200 แคลอรี่ ซึ่งเท่ากับชานมไข่มุกครึ่งแก้ว ถ้าเป้าหมายคือลดไขมัน งานหัวใจคือเครื่องมือเสริม ส่วนอาหารคือเครื่องมือหลัก สลับลำดับเมื่อไรก็จบเห่

6. ทำ HIIT ทุกวัน

HIIT กดระบบประสาทส่วนกลางหนักกว่าที่คนคิด ทำเกิน 3 วันต่อสัปดาห์ติดกันหลายสัปดาห์ มักจบด้วยชีพจรขณะพักที่สูงขึ้น นอนไม่หลับ และประสิทธิภาพที่ตกลงทั้งที่ฝึกหนักขึ้น นั่นคือสัญญาณของการฝึกเกิน

7. ข้ามวอร์มอัพและคูลดาวน์

วอร์มอัพ 5 ถึง 10 นาทีทำให้หลอดเลือดขยายและชีพจรไต่ขึ้นอย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะในคนอายุมาก ส่วนคูลดาวน์ป้องกันอาการหน้ามืดจากเลือดค้างที่ขา สองอย่างนี้ใช้เวลารวมไม่ถึง 15 นาที แต่ตัดความเสี่ยงไปได้มาก

เช็กลิสต์ก่อนโทษว่าโปรแกรมไม่ดี

  • รวมเวลาทั้งสัปดาห์ถึง 150 นาทีหรือยัง
  • ในสัปดาห์นั้นมีวันเบาจริงกับวันหนักจริงแยกกันหรือเปล่า
  • ชั่งน้ำหนักตอนเช้าหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้งไหม ไม่ใช่ชั่งตอนเย็นบ้างเช้าบ้าง
  • กินโปรตีนถึง 1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมหรือยัง
  • นอนถึง 7 ชั่วโมงติดกันกี่คืนในสัปดาห์นี้

วัดผลอย่างไรให้รู้ว่าหัวใจฟิตขึ้นจริง ไม่ใช่แค่รู้สึกไปเอง

ตัวเลขที่ควรจดมีสามตัว ชีพจรขณะพักตอนตื่นนอน ชีพจรที่ลดลงใน 1 นาทีหลังหยุด และค่า VO2max โดยประมาณ จดตั้งแต่วันแรก แล้ววัดซ้ำทุก 4 สัปดาห์

ชีพจรขณะพัก หรือ RHR

วัดตอนเช้าทันทีที่ตื่น ก่อนลุกจากเตียง ก่อนแตะโทรศัพท์ นับ 60 วินาทีเต็ม อย่านับ 15 วินาทีแล้วคูณสี่ คนทั่วไปอยู่ที่ 60 ถึง 80 ครั้งต่อนาที คนที่ฝึกสม่ำเสมอมักลงมาที่ 50 ถึง 60 ถ้าตัวเลขนี้ลดลง 5 ครั้งต่อนาทีในหนึ่งเดือน แปลว่าโปรแกรมของคุณกำลังทำงาน

ชีพจรที่ลดลงหลังหยุด หรือ heart rate recovery

  1. ฝึกจนชีพจรขึ้นไปถึงโซน 4 แล้วหยุดทันที
  2. จดตัวเลขชีพจรวินาทีที่หยุด
  3. ยืนหรือเดินช้า ๆ นิ่ง ๆ 60 วินาที แล้วจดชีพจรอีกครั้ง
  4. เอาสองตัวเลขลบกัน ถ้าลดลงมากกว่า 12 ครั้ง ถือว่าปกติ ถ้าลดลงมากกว่า 20 ครั้ง ถือว่าฟิตดี
  5. ถ้าลดลงน้อยกว่า 12 ครั้ง ให้เพิ่มปริมาณงานเบายาวในโซน 2 ก่อน อย่าเพิ่งไปเพิ่ม HIIT

ประเมิน VO2max ด้วย Cooper test

วิธีนี้ทำในสนามหรือบนลู่วิ่งก็ได้ คือวิ่งให้ได้ระยะทางมากที่สุดใน 12 นาที แล้วเอาระยะทางเป็นเมตรมาเข้าสูตร VO2max โดยประมาณเท่ากับ ระยะทางเป็นเมตรลบด้วย 504.9 แล้วหารด้วย 44.73 ตัวอย่างคนที่วิ่งได้ 2,000 เมตรใน 12 นาที จะได้ค่าราว 33 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัมต่อนาที

อายุVO2max ชาย เกณฑ์พอใช้VO2max ชาย เกณฑ์ดีVO2max หญิง เกณฑ์พอใช้VO2max หญิง เกณฑ์ดี
20 ถึง 29 ปี38 ถึง 4344 ถึง 5131 ถึง 3435 ถึง 41
30 ถึง 39 ปี34 ถึง 3940 ถึง 4729 ถึง 3233 ถึง 38
40 ถึง 49 ปี31 ถึง 3536 ถึง 4326 ถึง 3031 ถึง 36
50 ถึง 59 ปี28 ถึง 3132 ถึง 3924 ถึง 2728 ถึง 32
60 ปีขึ้นไป25 ถึง 2829 ถึง 3522 ถึง 2425 ถึง 30

ค่านี้เป็นตัวชี้วัดอายุขัยที่ดีที่สุดตัวหนึ่งเท่าที่วงการแพทย์มี ดีกว่าความดันหรือระดับคอเลสเตอรอลด้วยซ้ำ ทุก ๆ 3.5 หน่วยที่เพิ่มขึ้น สัมพันธ์กับความเสี่ยงเสียชีวิตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในงานวิจัยระยะยาวหลายชิ้น นี่คือเหตุผลที่ผมพูดเสมอว่า งานหัวใจไม่ใช่เรื่องของหุ่น แต่เป็นเรื่องของเวลาที่คุณจะได้อยู่กับครอบครัว

ถ้าเพิ่งเริ่มและยังวิ่งไม่ไหว ให้ข้าม Cooper test ไปก่อน ใช้วิธีนี้แทน เดินบนลู่ที่ความเร็วคงที่ 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความชัน 0% นาน 6 นาที แล้วจดชีพจรที่นาทีสุดท้าย อีก 4 สัปดาห์กลับมาทำซ้ำที่ความเร็วและความชันเดิม ถ้าชีพจรต่ำลง แปลว่าฟิตขึ้นแล้ว ง่ายและแม่นพอสำหรับคนทั่วไป

อยากเริ่มวันนี้ แต่ยังไม่มีเครื่องที่บ้าน

จักรยานออกกำลังกายคุมโซนหัวใจได้แม่นที่สุดในบรรดาเครื่องทั้งหมด และเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกับเข่าที่สุดสำหรับมือใหม่ เริ่มจากรุ่นพื้นฐานก่อนก็พอ ไม่ต้องทุ่มงบตั้งแต่เครื่องแรก

10 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการ คาร์ดิโอ (cardio)

สิบข้อนี้คือคำถามที่ผมเจอซ้ำที่สุดในห้องเทรน อ่านผ่านรอบเดียวก็ตัดข้อสงสัยไปได้เกินครึ่ง

 

  1. ควรทำ คาร์ดิโอ นานแค่ไหนต่อครั้ง?
    ผู้ใหญ่ควรทำ 150 นาทีต่อสัปดาห์ แบ่งเป็น 20-30 นาทีต่อครั้ง อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์
  2. คาร์ดิโอ ตอนท้องว่างดีไหม?
    สามารถทำได้ แต่ควรกินอาหารเบาๆ 1-2 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกายเพื่อให้มีพลังงานเพียงพอ
  3. คาร์ดิโอ ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่?
    ช่วยได้เมื่อทำร่วมกับการควบคุมอาหาร เพราะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ 400-600 แคลอรี่ต่อชั่วโมง
  4. ควรทำ คาร์ดิโอ ก่อนหรือหลังเวทเทรนนิ่ง?
    ขึ้นกับเป้าหมาย หากต้องการเน้นกล้ามเนื้อให้ทำหลังเวท แต่ถ้าเน้นลดไขมันให้ทำก่อนเวท
  5. มือใหม่ควรเริ่มต้นคาร์ดิโออย่างไร?
    เริ่มจากการเดินเร็ว 10-15 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาและความเข้มข้น
  6. คาร์ดิโอทุกวันอันตรายไหม?
    ควรมีวันพัก 1-2 วันต่อสัปดาห์เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว
  7. อาการแบบไหนที่ควรหยุดทำคาร์ดิโอ?
    เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก วิงเวียนศีรษะ หรือปวดข้อรุนแรง
  8. คาร์ดิโอแบบไหนเผาผลาญแคลอรี่ดีที่สุด?
    HIIT (High-Intensity Interval Training) เผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่า คาร์ดิโอ แบบปกติ 25-30%
  9. ควรดื่มน้ำระหว่างคาร์ดิโอหรือไม่?
    ควรดื่มน้ำ 200-300 มล. ทุก 15-20 นาทีระหว่างออกกำลังกาย
  10. คาร์ดิโอมีผลข้างเคียงหรือไม่?
    อาจมีอาการปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า หรือบาดเจ็บได้หากทำหนักเกินไปหรือไม่อบอุ่นร่างกาย

 

สรุป คาร์ดิโอ คืออะไร

สรุปสั้นที่สุดคือ ทำให้สม่ำเสมอ คุมความเข้มให้ตรงโซน แล้วปล่อยให้เวลาทำงานของมัน

คาร์ดิโอเป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม ทั้งการเผาผลาญไขมัน เสริมสร้างระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย ผู้เริ่มต้นควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น ทำอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 150 นาที พร้อมทั้งพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำระหว่างออกกำลังกาย และหยุดทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ การทำคาร์ดิโออย่างถูกวิธีจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ คาร์ดิโอ

รวมคำถามที่ผมโดนถามซ้ำที่สุดตลอด 13 ปีในห้องเทรน ตอบตามที่ใช้จริงกับลูกค้า ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ

คาร์ดิโอคืออะไร อธิบายสั้นที่สุด

คือการเคลื่อนไหวต่อเนื่องที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและค้างอยู่ในระดับนั้นสักพัก เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ วิ่งเหยาะ ระบบพลังงานที่ใช้เป็นหลักคือระบบ aerobic ซึ่งเผาผลาญทั้งไขมันและคาร์โบไฮเดรตโดยใช้ออกซิเจน เป้าหมายหลักคือความแข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด ส่วนไขมันที่ลดลงเป็นผลพลอยได้ที่ต้องมีเรื่องอาหารมาช่วย

ต้องทำกี่นาทีต่อสัปดาห์ถึงจะพอ

องค์การอนามัยโลกแนะนำ 150 ถึง 300 นาทีต่อสัปดาห์ที่ความเข้มปานกลาง หรือ 75 ถึง 150 นาทีที่ความเข้มสูง ถ้าเป้าหมายคือลดน้ำหนัก ให้เล็งไปที่ปลายบนคือ 250 ถึง 300 นาที และต้องมีการคุมอาหารควบคู่ สะสมทีละ 10 นาทีได้ ไม่จำเป็นต้องทำรวดเดียว

โซนหัวใจไหนเผาไขมันได้ดีที่สุด

ในแง่สัดส่วนคือโซน 2 ราว 60 ถึง 70% ของชีพจรสูงสุด ซึ่งใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงราว 50 ถึง 60% ของพลังงานทั้งหมด แต่ในแง่ปริมาณไขมันที่หายไปจริงต่อสัปดาห์ ตัวชี้ขาดคือแคลอรี่รวม เพราะฉะนั้นเลือกโซนที่คุณทำได้บ่อยที่สุดโดยไม่บาดเจ็บ นั่นแหละคือโซนที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

LISS MISS HIIT ต่างกันตรงไหน ควรเลือกอะไร

LISS คือเบาและยาว MISS คือปานกลางและนานพอควร ส่วน HIIT คือหนักสลับพัก มือใหม่ควรเริ่มที่ LISS 3 ถึง 4 สัปดาห์ก่อน แล้วขยับไป MISS ส่วน HIIT ให้ใส่สัปดาห์ละไม่เกิน 2 วันเมื่อมีฐานแล้ว คนที่กระโดดไป HIIT ตั้งแต่สัปดาห์แรกมักบาดเจ็บภายในเดือนแรก

ต้องทำเกิน 20 นาทีก่อนถึงจะเริ่มเผาไขมันจริงไหม

ไม่จริง ร่างกายใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงตลอดเวลา แม้ตอนนั่งเฉย ๆ ความเชื่อนี้มาจากการตีความผิดว่าไกลโคเจนต้องหมดก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือสัดส่วนไขมันต่อคาร์โบไฮเดรตค่อย ๆ ขยับขึ้นเมื่อทำนานขึ้น แต่ไม่ใช่การเปิดสวิตช์ที่นาทีที่ 20

ออกกำลังกายคาร์ดิโอตอนท้องว่างช่วยเผาไขมันมากกว่าไหม

ในระยะสั้นร่างกายจะดึงไขมันมาใช้เป็นสัดส่วนที่สูงกว่าจริง แต่งานวิจัยที่ตามผลระยะ 4 ถึง 12 สัปดาห์ พบว่าไขมันที่หายไปทั้งหมดไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เพราะตัวชี้ขาดคือแคลอรี่รวมทั้งวัน ทำตอนไหนก็ได้ที่คุณทำได้สม่ำเสมอที่สุด นั่นสำคัญกว่ามาก

ทำแล้วกล้ามหายจริงไหม ถ้าเล่นเวทอยู่ด้วย

เกิดขึ้นได้เมื่อปริมาณสูงเกินไป ทำติดกับเวทเกินไป และกินไม่พอ ทางแก้คือคุมไว้ที่ 2 ถึง 3 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20 ถึง 30 นาที เลือกจักรยานแทนการวิ่ง เว้นห่างจากเวทอย่างน้อย 6 ชั่วโมง และกินโปรตีน 1.6 ถึง 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทำครบสี่ข้อนี้แล้วกล้ามไม่หายไปไหน

ควรทำก่อนหรือหลังเวทเทรนนิ่ง

ถ้าเป้าหมายหลักคือกล้ามและความแข็งแรง ให้ยกเวทก่อนเสมอ เพราะระบบประสาทยังสดและยกได้หนักกว่า ถ้าเป้าหมายหลักคือความอึดสำหรับการแข่งขัน ให้ทำงานหัวใจก่อน ทางที่ดีที่สุดถ้ามีเวลาคือแยกคนละช่วงของวัน หรือคนละวันไปเลย

ปวดเข่า ยังทำได้ไหม ควรเลือกอะไร

ทำได้ แต่ต้องตัดท่ากระโดดและการวิ่งออกก่อน ตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือจักรยานออกกำลังกาย ตามด้วย elliptical และการว่ายน้ำ การเดินชันบนลู่วิ่งก็ทำได้ถ้าความชันไม่เกิน 8% และไม่มีอาการปวดขณะทำ ถ้าปวดขณะทำหรือปวดค้างข้ามวัน ให้หยุดแล้วไปพบนักกายภาพก่อน

ทำทุกวันได้ไหม อันตรายหรือเปล่า

ทำได้ถ้าเป็นงานเบาในโซน 1 ถึง 2 เช่น เดินเร็ววันละ 30 นาที ร่างกายรับได้สบาย แต่ถ้าเป็น HIIT หรือวิ่งหนัก ต้องมีวันพักอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ สัญญาณว่าทำเกินคือชีพจรขณะพักสูงขึ้นเกิน 5 ครั้งต่อนาทีติดกันหลายวัน นอนไม่หลับ และหงุดหงิดง่ายผิดปกติ

ทำที่บ้านโดยไม่มีเครื่องเลยได้ไหม

ได้ ท่าบอดี้เวทอย่าง step jack, march in place, mountain climber และ shadow boxing ดันชีพจรขึ้นโซน 3 ได้ไม่ยาก จัดเป็นวงจร 30 วินาทีทำ 30 วินาทีพัก วนไป 20 นาที ข้อจำกัดคือคุมความเข้มให้คงที่ยากกว่าเครื่อง และเพื่อนบ้านชั้นล่างอาจไม่ปลื้มถ้าอยู่คอนโด

กี่สัปดาห์ถึงจะเห็นผลชัด

ตัวเลขที่ขยับก่อนคือชีพจรขณะพัก มักลดลงได้ 3 ถึง 5 ครั้งต่อนาทีภายใน 4 สัปดาห์ถ้าฝึกสม่ำเสมอ ส่วนรูปร่างที่คนอื่นมองเห็นต้องใช้ 8 ถึง 12 สัปดาห์และต้องมีเรื่องอาหารร่วมด้วย ถ้าครบ 6 สัปดาห์แล้วไม่มีตัวเลขไหนขยับเลย แปลว่าความเข้มยังต่ำเกินไป ไม่ใช่ว่าคุณเป็นคนพิเศษที่ฝึกแล้วไม่ได้ผล


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด



ติดต่อเรา ร้านขายเครื่องออกกำลังกาย Homefittools