ติดต่อเจ้าหน้าที่
สลับเส้นทาง
รถเข็นของฉัน 0

Circuit Training คืออะไร คู่มือฉบับสมบูรณ์ ออกแบบโปรแกรมเองได้ พร้อมตาราง 4 สัปดาห์

Circuit Training คืออะไร คู่มือฉบับสมบูรณ์ ออกแบบโปรแกรมเองได้ พร้อมตาราง 4 สัปดาห์

เซอร์กิตเทรนนิ่ง ( Circuit Training ) คือการฝึกที่ร้อยหลายท่าเข้าด้วยกันเป็นสถานีแล้ววนรอบ ทำให้ได้ทั้งงานหัวใจและงานกล้ามเนื้อในเวลาเดียวกัน บทความนี้สอนวิธีออกแบบโปรแกรม circuit เองตั้งแต่จำนวนสถานี อัตราเวลาพัก ไปจนถึงลำดับท่าที่ไม่ทำให้กล้ามเนื้อล้าซ้อนกัน

สารบัญ

คำถามที่ผมโดนถามบ่อยที่สุดเรื่องนี้ไม่ใช่ว่ามันคืออะไร แต่คือจะจัดท่าเองยังไงไม่ให้พัง คนส่วนใหญ่ก๊อปตารางจากอินเทอร์เน็ตมาทำ แล้วเจอปัญหาเดียวกันหมด คือพอถึงสถานีที่ 3 ขาสั่นจนทำสถานีที่ 4 ไม่ไหว สาเหตุคือเรียงลำดับท่าผิดตั้งแต่แรก ไม่ใช่เพราะฟิตไม่พอ

บทความนี้ผมเก็บเนื้อหาเดิมไว้ทั้งหมด แล้วเติมส่วนที่ยังไม่มีในเว็บไทยเจ้าไหน ได้แก่ วิธีออกแบบวงจรของตัวเอง 5 ขั้น กฎเรียงลำดับสถานีที่ทำให้กล้ามเนื้อไม่ล้าซ้อนกัน ตารางเทียบ EMOM กับ AMRAP กับ circuit ให้เห็นชัดว่าต่างกันตรงไหน สามโปรแกรมพร้อมใช้ ตาราง 4 สัปดาห์ วิธีคุมความหนักด้วยชีพจรและ RPE และวิธีวัดผลว่าดีขึ้นจริงหรือแค่เหนื่อยขึ้น

ถ้ามีเวลา 25 นาที ให้เลือก 6 สถานี เรียงแบบขา ดัน ดึง แกนกลาง ทำสถานีละ 40 วินาที พัก 20 วินาที จบ 1 รอบพัก 90 วินาที ทำ 3 รอบ แค่นี้คือวงจรที่ใช้ได้จริง ไม่ต้องซับซ้อนกว่านี้

Circuit Training หรือ เซอร์กิตเทรนนิ่ง เป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ที่ต้องการบริหารกล้ามเนื้อและเผาผลาญไขมันในเวลาเดียวกัน ด้วยรูปแบบการฝึกที่มีความหลากหลาย เซอร์กิตเทรนนิ่ง ( Circuit Training ) คืออะไร ทำไมถึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนรักสุขภาพ? บทความนี้จะตอบคำถามเหล่านี้ พร้อมแนะนำโปรแกรมการฝึกที่เหมาะสมสำหรับทุกคน

หลายคนเริ่มต้น Circuit Training ที่บ้านแล้วรู้สึกไม่ต่อเนื่อง เพราะไม่มีอุปกรณ์ครบ หรือไม่มีคนคอยช่วยแนะนำเทคนิคที่ถูกต้อง ทำให้ฝึกไปสักพักก็ล้า ใจเสีย และเลิกไปในที่สุด ที่ Real Gym เราออกแบบคลาส Circuit Training ให้เหมาะกับทั้งมือใหม่และสายฟิต พร้อมอุปกรณ์ครบทุกประเภท และเทรนเนอร์ที่เข้าใจหลักการฝึกแบบเวียนสลับกลุ่มกล้ามเนื้อจริง ๆ คุณจะได้ฝึกอย่างปลอดภัย เห็นผลชัด และสนุกกับทุกเซสชั่นมากกว่าที่เคย

หากคุณอยากเริ่ม Circuit Training อย่างจริงจัง และอยากรู้ว่าการออกกำลังกายแบบนี้ “ของจริง” ควรเป็นยังไง แวะมาทดลองเล่นฟรี 3 วันที่ Real Gym ได้เลยครับ
คลาสครบ พร้อมเทรนเนอร์ดูแล มีให้เลือกถึง 7 สาขา ซาฟารีเวิลด์-พระราม 5-สุขาภิบาล 5-สายไหม-เลียบทางด่วน-อุดมสุข-แจ้งวัฒนะ
จองสิทธิ์ทดลองเล่นฟรีที่นี่

เซอร์กิตเทรนนิ่ง ( Circuit Training ) คืออะไร?

คำนิยามสั้นที่สุดคือการฝึกแบบเวียนสถานีต่อเนื่อง พักน้อยหรือไม่พักระหว่างท่า จุดตายอยู่ที่การเรียงลำดับสถานี ไม่ใช่จำนวนท่า

เซอร์กิตเทรนนิ่ง ( Circuit Training ) คืออะไร การฝึกแบบเวียนสถานีต่อเนื่องโดยพักน้อย

เซอร์กิตเทรนนิ่ง ( Circuit Training ) คือ การฝึกที่ประกอบไปด้วยท่าออกกำลังกายหลายท่าซึ่งจัดเรียงเป็นวงจร (Circuit) ทำต่อเนื่องโดยพักน้อยหรือไม่พักระหว่างท่า เน้นการพัฒนากล้ามเนื้อทุกส่วน เช่น ขา แกนกลาง และแขน ความหลากหลายของ Circuit Training ท่า เช่น Push-Up, Squats และ Plank ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความทนทานของร่างกาย

คำศัพท์ที่ต้องรู้ก่อนอ่านต่อ

  • สถานี (station) คือหนึ่งท่าในวงจร วงจรหนึ่งมักมี 5 ถึง 8 สถานี
  • รอบ (round) คือการทำครบทุกสถานี 1 เที่ยว โปรแกรมทั่วไปทำ 3 ถึง 5 รอบ
  • อัตราเวลาต่อพัก (work to rest ratio) เช่น 40 วินาทีต่อ 20 วินาที เขียนย่อว่า 2:1
  • Afterburn คือการที่ร่างกายยังเผาผลาญต่อหลังเลิกฝึก ชื่อทางการคือ EPOC
  • EMOM และ AMRAP คือรูปแบบจับเวลาคนละแบบ ผมแยกให้ดูในหัวข้อถัดไป

ผมชอบเปรียบว่าการฝึกแบบวงจรเหมือนสายพานในโรงงาน แต่ละสถานีมีหน้าที่ของมัน คุณเดินผ่านให้ครบแล้ววนกลับมาใหม่ สิ่งที่ทำให้สายพานติดขัดคือการวางเครื่องจักรสองตัวที่ใช้ไฟจากหม้อแปลงเดียวกันไว้ติดกัน ร่างกายคนก็เหมือนกัน ถ้าวางท่าที่ใช้กล้ามเนื้อชุดเดียวกันติดกัน ระบบจะสะดุดตั้งแต่รอบแรก

ข้อดีที่วัดได้จริงคือประหยัดเวลา ได้ทั้งแรงและหัวใจในเซสชันเดียว ส่วน afterburn เป็นกำไรเสริมราว 6 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่พระเอก

ประโยชน์ของ Circuit Training

  1. ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ ด้วยการทำต่อเนื่อง ร่างกายเข้าสู่โหมดเผาผลาญพลังงานได้อย่างรวดเร็ว
  2. เสริมสร้างความแข็งแรง ท่าฝึกต่างๆ เช่น Deadlift และ Dumbbell Rows ช่วยสร้างกล้ามเนื้อในส่วนที่ต้องการ
  3. พัฒนาสมรรถภาพหัวใจ การออกกำลังกายแบบวงจรช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหัวใจและปอด
  4. ลดเวลาในการฝึก ใช้เวลาเพียง 20-30 นาทีต่อวัน

ความยืดหยุ่นในการปรับใช้

ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือผู้มีประสบการณ์ Circuit Training โปรแกรม สามารถปรับให้เข้ากับระดับความฟิตของคุณได้ ตั้งแต่โปรแกรมสำหรับลดน้ำหนักไปจนถึงโปรแกรมเพิ่มกล้ามเนื้อ

เรื่อง afterburn ที่คนพูดกันเกินจริง การฝึกแบบวงจรทำให้ร่างกายเผาผลาญต่อหลังเลิกฝึกจริง แต่ตัวเลขอยู่ราว 6 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของแคลอรีที่ใช้ในเซสชันนั้น ไม่ใช่ 300 แคลอรีลอย ๆ อย่างที่แชร์กัน ถ้าเซสชันเผาไป 250 แคลอรี afterburn จะบวกให้อีกราว 15 ถึง 40 แคลอรีเท่านั้น มันคือกำไรเล็ก ๆ ไม่ใช่ทางลัด

 

สามข้อที่การฝึกแบบวงจรทำได้ดีกว่าการเล่นเวทแบบเซ็ตต่อเซ็ต

  • เวลาต่อเซสชันสั้นกว่าราวครึ่งหนึ่ง เพราะพักน้อยและไม่ต้องรอเครื่องว่าง
  • ชีพจรค้างอยู่ในโซน 70 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ตลอดเซสชัน ได้ผลกับหัวใจไปด้วยโดยไม่ต้องวิ่งเพิ่ม
  • ทำที่บ้านได้จริง เพราะไม่ต้องใช้เครื่องเฉพาะทาง ใช้แค่พื้นที่กับดัมเบลคู่เดียว

ข้อเสียก็มี และผมพูดตรง ๆ ว่าถ้าเป้าหมายคือสร้างมวลกล้ามเนื้อให้ใหญ่ที่สุด การเล่นเวทแบบเซ็ตต่อเซ็ตพร้อมพัก 2 ถึง 3 นาทีชนะขาดลอย เพราะคุณยกหนักได้กว่า ถ้าสนใจแนวนั้นอ่าน การฝึกเวทที่บ้านให้ได้ผล ประกอบ แต่ถ้าคุณมีเวลา 30 นาทีและอยากได้ทั้งแรงและหัวใจ วงจรคือคำตอบที่คุ้มที่สุด

รูปแบบของ Circuit Training

สองรูปแบบนี้ต่างกันที่ตัวจับเวลาและเวลาพัก แบบคาร์ดิโอจับเวลา แบบสร้างกล้ามจับจำนวนครั้ง เลือกให้ตรงเป้าหมายก่อนเลือกท่า

รูปแบบของ circuit training แบบคาร์ดิโอและแบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

หนึ่งในเหตุผลที่ Circuit Training ได้รับความนิยมคือความยืดหยุ่นในการฝึกที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามเป้าหมายและความต้องการของผู้ฝึก โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ Circuit Training แบบคาร์ดิโอ และ Circuit Training แบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

Circuit Training แบบคาร์ดิโอ

Circuit Training แบบคาร์ดิโอ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเผาผลาญแคลอรี่ เพิ่มความทนทานของหัวใจและปอด รวมถึงพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต ท่าที่ใช้ในรูปแบบนี้มักเน้นความเร็วและการเคลื่อนไหวต่อเนื่องที่ช่วยให้หัวใจเต้นอยู่ในโซนเผาผลาญไขมัน ตัวอย่างท่าฝึกที่นิยมมีดังนี้

  • Jumping Jacks
    การกระโดดแยกขาและยกแขนขึ้นเหนือศีรษะพร้อมกันเป็นท่าง่ายๆ แต่ได้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยม ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญและเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจทันที
  • Mountain Climbers
    ท่านี้เริ่มจากท่าแพลงก์แล้วสลับดึงเข่าขึ้นมาที่หน้าอกเหมือนการปีนเขา ช่วยเสริมความทนทานของแกนกลางลำตัว เพิ่มการไหลเวียนโลหิต และเผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งสองท่านี้สามารถทำต่อเนื่องในเซ็ตเดียวเพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันและเพิ่มความฟิตได้ในเวลาอันสั้น

เริ่มวงจรแรกที่บ้านวันนี้ ไม่ต้องรอสมัครฟิตเนสดูอุปกรณ์บอดี้เวท

Circuit Training แบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อ (Strength Training)

Circuit Training แบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรงและขนาดกล้ามเนื้อ ท่าที่เลือกใช้มักเน้นการใช้แรงต้านจากน้ำหนักตัวหรืออุปกรณ์ เช่น ดัมเบล หรือบาร์เบล ตัวอย่างท่าที่เหมาะสม ได้แก่

  • Push-Up
    การวิดพื้นเป็นท่าคลาสสิกที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าอก แขน และแกนกลางลำตัว การควบคุมจังหวะทั้งตอนยกตัวขึ้นและลงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการฝึกได้ดี
  • Lunges
    การก้าวขาไปข้างหน้าสลับข้างพร้อมย่อตัวลง เป็นท่าที่เน้นสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อขาและสะโพก พร้อมทั้งช่วยเพิ่มสมดุลของร่างกาย

การฝึกในรูปแบบนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนากล้ามเนื้อเฉพาะส่วน เช่น ช่วงล่างหรือช่วงบน โดยสามารถปรับเพิ่มน้ำหนักหรือจำนวนครั้งในแต่ละเซ็ตได้

ทั้ง Circuit Training แบบคาร์ดิโอ และ แบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สามารถผสมผสานกันเพื่อสร้างโปรแกรมการฝึกที่สมบูรณ์แบบและตอบโจทย์เป้าหมายสุขภาพของคุณได้อย่างลงตัว

เทียบ 2 รูปแบบแบบคาร์ดิโอแบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
ตัวจับจับเวลา 30 ถึง 45 วินาทีต่อสถานีจับจำนวนครั้ง 8 ถึง 15 ครั้งต่อสถานี
เวลาพักระหว่างสถานี10 ถึง 20 วินาที30 ถึง 60 วินาที
ชีพจรเป้าหมาย70 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ของชีพจรสูงสุด60 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของชีพจรสูงสุด
จำนวนสถานีที่เหมาะ6 ถึง 8 สถานี5 ถึง 6 สถานี
ได้อะไรกลับมาความทนทานหัวใจและปอด เผาผลาญสูงต่อนาทีความแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อ
ความถี่ที่ทนไหว3 ถึง 4 วันต่อสัปดาห์2 ถึง 3 วันต่อสัปดาห์

วิธีเริ่มต้น Circuit Training

สี่ขั้นนี้ใช้ได้กับมือใหม่ทุกคน แต่ยังขาดกฎลำดับสถานี ซึ่งเป็นตัวแปรที่ทำให้โปรแกรมพังหรือรอดจริง ๆ

การเริ่มต้น Circuit Training ไม่ซับซ้อน เพียงทำตามขั้นตอนดังนี้

  1. เลือกท่าที่เหมาะสม เช่น Squats, Push-Up, Plank
  2. ตั้งเวลาสำหรับแต่ละท่า เริ่มต้นที่ 30 วินาทีต่อท่า
  3. พักระหว่างเซ็ต ประมาณ 1 นาทีเพื่อฟื้นฟูพลังงาน
  4. เพิ่มระดับความเข้มข้น เมื่อร่างกายพร้อม เช่น เพิ่มจำนวนรอบจาก 2 เป็น 3 รอบ

สี่ขั้นด้านบนถูกแล้ว แต่ยังขาดขั้นที่คนพลาดกันมากที่สุด คือลำดับของท่า ถ้าวาง squat ไว้สถานี 1 แล้ววาง lunge ไว้สถานี 2 ขาจะล้าซ้อนกันทันที และสถานีที่เหลือจะทำไม่ไหว ผมเขียนกฎการเรียงลำดับไว้เต็ม ๆ ในหัวข้อการออกแบบวงจรด้วยตัวเองด้านล่าง

ไม่มีอุปกรณ์เลยก็เริ่มได้ แต่พื้นต้องรองรับ

สถานีส่วนใหญ่ในโปรแกรมมือใหม่ต้องลงเข่ากับศอก พื้นกระเบื้องแข็งคือเหตุผลอันดับหนึ่งที่คนหยุดกลางรอบ แผ่นรองหนา 10 ถึง 20 มิลลิเมตรแก้ปัญหานี้ได้ในวันเดียว

ตัวอย่าง Circuit Training โปรแกรม

โปรแกรมสำเร็จรูปใช้ได้ในเดือนแรก หลังจากนั้นต้องปรับตัวแปรเอง ไม่งั้นร่างกายจะชินและหยุดพัฒนาภายใน 4 ถึง 6 สัปดาห์

โปรแกรม Circuit Training สำหรับลดน้ำหนัก

  1. Jumping Jacks – 30 วินาที
  2. Push-Up – 30 วินาที
  3. Plank – 30 วินาที
  4. Mountain Climbers – 30 วินาที
    พัก 1 นาที และทำซ้ำ 3 รอบ

 

โปรแกรม Circuit Training สำหรับเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

  1. Squats – 15 ครั้ง
  2. Dumbbell Rows – 12 ครั้ง
  3. Deadlift – 10 ครั้ง
  4. Push-Up – 15 ครั้ง
    พัก 1-2 นาที และทำซ้ำ 3 รอบ

 

โปรแกรมสองชุดด้านบนคือจุดเริ่มที่ดี แต่ใช้ได้ราว 4 ถึง 6 สัปดาห์เท่านั้น หลังจากนั้นร่างกายจะปรับตัวจนความเข้มไม่พอกระตุ้นอะไรอีก ผมจึงเพิ่มโปรแกรมพร้อมใช้อีก 3 ชุดไว้ด้านล่าง พร้อมตาราง 4 สัปดาห์ที่บอกว่าสัปดาห์ไหนควรขยับตัวแปรอะไร

ข้อควรระวังในการฝึก Circuit Training

อาการบาดเจ็บในการฝึกแบบวงจรเกือบทั้งหมดมาจากการเร่งจังหวะจนฟอร์มพัง ไม่ใช่จากน้ำหนักที่หนักเกิน

แม้ Circuit Training จะเหมาะสำหรับทุกคน แต่ก็ควรระวังเรื่องการบาดเจ็บ

  • วอร์มอัพก่อนฝึก การเตรียมกล้ามเนื้อช่วยลดความเสี่ยง
  • หลีกเลี่ยงน้ำหนักที่หนักเกินไป โดยเฉพาะผู้เริ่มต้น
  • ฟังร่างกายตัวเอง หากรู้สึกเวียนศีรษะหรือเหนื่อยเกินไป ควรหยุดพักทันที

สัญญาณที่ต้องหยุดทันที ไม่ใช่แค่พัก

  • เวียนหัวจนมองเห็นภาพเบลอ หรือรู้สึกจะเป็นลม
  • เจ็บแปลบที่ข้อ ไม่ใช่ความเมื่อยที่กล้ามเนื้อ
  • หายใจไม่ทันจนพูดคำเดียวไม่ได้ ต่อเนื่องเกิน 2 นาทีหลังหยุด
  • ชีพจรไม่ลงมาต่ำกว่า 120 ครั้งต่อนาทีภายใน 3 นาทีหลังจบรอบ
  • คลื่นไส้ หรือมีรสเหล็กในปาก แปลว่าดันความหนักเกินตัวไปมาก

 

สิ่งที่ผมเห็นบ่อยที่สุดในคลาส คือคนเร่งจังหวะเพื่อให้ทันเสียงจับเวลา แล้วยอมลดช่วงการเคลื่อนไหวลง squat ที่เคยลงถึงระดับต้นขาขนานพื้นเหลือแค่ย่อครึ่งเดียว นั่นไม่ใช่การฝึกที่หนักขึ้น นั่นคือการเปลี่ยนไปทำท่าใหม่ที่ง่ายกว่าเดิม

ออกแบบวงจรของตัวเองใน 5 ขั้น

ห้าขั้นนี้คือสิ่งที่ผมใช้เขียนโปรแกรมให้ลูกค้าทุกคน จำนวนสถานี อัตราเวลาต่อพัก ลำดับท่า จำนวนรอบ และตัวแปรที่จะเพิ่มในสัปดาห์ถัดไป

เหตุผลที่ต้องออกแบบเองเพราะโปรแกรมสำเร็จรูปไม่รู้ว่าคุณมีอุปกรณ์อะไร มีเวลาเท่าไร และท่าไหนที่คุณทำแล้วเจ็บ พอทำเองเป็น คุณจะปรับได้ทุกสัปดาห์โดยไม่ต้องไปหาตารางใหม่จากที่ไหนอีก

ขั้นที่ 1 กำหนดจำนวนสถานี 5 ถึง 8 สถานี

มือใหม่เริ่มที่ 5 สถานี คนที่ฝึกมาแล้ว 1 เดือนขึ้นไปใช้ 6 ถึง 8 สถานี ตัวเลขนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอย ๆ ถ้ามีน้อยกว่า 5 สถานี กล้ามเนื้อกลุ่มเดิมจะกลับมาโดนซ้ำภายในเวลาไม่ถึง 3 นาที ซึ่งเร็วเกินกว่าที่มันจะฟื้น ถ้ามากกว่า 8 สถานี รอบหนึ่งจะกินเวลาเกิน 8 นาที แล้วความเข้มในสถานีท้าย ๆ จะตกลงจนแทบไม่เหลือประโยชน์

ระดับจำนวนสถานีจำนวนรอบเวลารวมต่อเซสชัน
มือใหม่ สัปดาห์ที่ 1 ถึง 25 สถานี2 รอบ15 ถึง 18 นาที
มือใหม่ สัปดาห์ที่ 3 ถึง 45 ถึง 6 สถานี3 รอบ22 ถึง 26 นาที
ระดับกลาง6 ถึง 7 สถานี3 ถึง 4 รอบ28 ถึง 34 นาที
ระดับสูง8 สถานี4 ถึง 5 รอบ35 ถึง 45 นาที

ขั้นที่ 2 ตั้งอัตราเวลาต่อพัก

อัตราเวลาต่อพักคือตัวแปรที่คุมความหนักได้ตรงที่สุด และเป็นตัวแปรแรกที่ควรขยับเมื่อรู้สึกว่าโปรแกรมเริ่มง่าย ไม่ใช่การเพิ่มน้ำหนัก ไม่ใช่การเพิ่มท่า ให้ลดเวลาพักก่อนเสมอ

อัตราเวลาต่อพักตัวอย่างเหมาะกับใครความรู้สึกที่ควรได้
1:2ทำ 30 วินาที พัก 60 วินาทีมือใหม่มาก และคนอายุ 45 ปีขึ้นไปหายใจแรงแต่ยังพูดเป็นประโยคได้
1:1ทำ 30 วินาที พัก 30 วินาทีสัปดาห์ที่ 1 ถึง 3 ของคนทั่วไปพูดได้ทีละวลีสั้น ๆ
2:1ทำ 40 วินาที พัก 20 วินาทีคนที่ฝึกมาแล้ว 1 เดือนพูดได้ทีละคำ ต้องตั้งใจหายใจ
3:1ทำ 45 วินาที พัก 15 วินาทีสายฟิตที่ฟอร์มนิ่งแล้วพูดไม่ได้ ต้องรอจบสถานีก่อน
ไม่พักเลยไหลจากสถานีสู่สถานีนักกีฬาเท่านั้นห้ามใช้ถ้าฟอร์มยังไม่นิ่ง 100 เปอร์เซ็นต์

กติกาที่ผมยึด ถ้ารอบสุดท้ายช้ากว่ารอบแรกเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าเวลาพักสั้นเกินไป ให้บวกพักคืน 10 วินาทีต่อสถานี เป้าหมายคือจบรอบสุดท้ายด้วยฟอร์มเดียวกับรอบแรก ไม่ใช่คลานเข้าเส้นชัย

ขั้นที่ 3 เรียงลำดับสถานีแบบ ขา ดัน ดึง แกนกลาง

นี่คือขั้นที่คนพลาดมากที่สุด และเป็นเหตุผลที่โปรแกรมส่วนใหญ่ที่ก๊อปมาจากอินเทอร์เน็ตทำแล้วไปไม่รอด หลักการคือห้ามให้กล้ามเนื้อกลุ่มเดียวกันโดนติดกันสองสถานี ให้เวลามันได้ฟื้นระหว่างที่กลุ่มอื่นทำงานแทน วิธีจำง่ายที่สุดคือวนตามลำดับ ขา ดัน ดึง แกนกลาง แล้ววนซ้ำ

  1. ขา เช่น squat, lunge, step up, glute bridge
  2. ดัน เช่น push up, shoulder press, dumbbell floor press
  3. ดึง เช่น dumbbell row, bent over row, band pull apart
  4. แกนกลาง เช่น แพลงก์, dead bug, mountain climber
  5. ถ้ามี 6 ถึง 8 สถานี ให้วนกลับไปเริ่มที่ขาอีกครั้ง แต่เปลี่ยนเป็นท่าที่เน้นคนละมุม เช่น รอบแรกใช้ squat รอบสองใช้ lunge

สามกฎห้ามลืม ตอนเรียงลำดับสถานี

  • ห้ามวางท่าขาสองท่าติดกัน เพราะขาคือกลุ่มกล้ามเนื้อที่กินออกซิเจนมากที่สุด ล้าซ้อนเมื่อไรจบทั้งวงจร
  • ท่าที่ต้องใช้เทคนิคสูงหรือใช้แรงมากที่สุด ให้วางไว้สถานีที่ 1 หรือ 2 ตอนที่ยังสดที่สุด
  • ท่าแกนกลางวางท้ายรอบเสมอ เพราะถ้าแกนกลางล้าก่อน ท่าที่เหลือทั้งหมดจะเสี่ยงหลังพัง
สถานีตัวอย่างวงจร 6 สถานีที่เรียงถูกกลุ่มกล้ามเนื้อทำไมวางตรงนี้
1Goblet squatขาท่าหนักที่สุด ใช้ตอนสดที่สุด
2Push upดัน อกและไหล่ขาได้พักระหว่างที่อกทำงาน
3Dumbbell rowดึง หลังและไบเซ็ปสลับด้านตรงข้ามกับท่าดัน
4Reverse lungeขาขาฟื้นมา 2 สถานีแล้ว กลับมาโดนได้
5Shoulder pressดัน ไหล่ใช้แขนอีกครั้งขณะขาพัก
6Plank holdแกนกลางปิดรอบ ไม่กระทบสถานีอื่น

ตัวอย่างวงจรที่เรียงผิด และเหตุผลว่าทำไมถึงพัง

ผมเจอตารางแบบนี้บ่อยมากในกลุ่มออกกำลังกาย สถานี 1 squat สถานี 2 lunge สถานี 3 jump squat สถานี 4 push up สถานี 5 plank สามสถานีแรกใช้ขาทั้งหมด กรดแลกติกสะสมที่ต้นขาจนคุณแทบยืนไม่ไหวตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งรอบ พอถึง push up แขนยังสดเต็มร้อยแต่ขาสั่นจนคุมลำตัวไม่อยู่ ผลคือฟอร์มพังทั้งวงจร ทั้งที่กล้ามเนื้อครึ่งบนแทบไม่ได้ทำงานเลย

ลำดับที่เรียงผิดปัญหาที่เกิดแก้เป็น
Squat แล้วต่อด้วย lungeต้นขาล้าซ้อน สถานีที่เหลือทำไม่ไหวคั่นด้วย push up หรือ row ก่อน
Push up แล้วต่อด้วย shoulder pressไทรเซ็ปกับไหล่ล้าซ้อน จำนวนครั้งตกฮวบคั่นด้วยท่ากลุ่มดึง เช่น dumbbell row
Plank ไว้สถานีที่ 2แกนกลางล้าก่อน ท่าที่เหลือเสี่ยงหลังแอ่นย้ายท่าแกนกลางไปท้ายรอบ
ท่ากระโดดไว้สถานีสุดท้ายลงพื้นตอนขาล้า ข้อเข่ารับแรงเต็ม ๆย้ายท่ากระโดดไปสถานีที่ 2 หรือ 3

กฎง่ายที่สุดที่ผมให้ลูกค้าจำคือ ถามตัวเองก่อนวางท่าถัดไปว่ากล้ามเนื้อมัดไหนเพิ่งทำงานไป ถ้าคำตอบซ้ำกับท่าที่กำลังจะวาง ให้เปลี่ยน แค่ถามคำถามเดียวนี้ก่อนวางทุกสถานี โปรแกรมที่ได้ก็ดีกว่าตารางสำเร็จรูปส่วนใหญ่แล้ว

ขั้นที่ 4 กำหนดจำนวนรอบและเวลาพักระหว่างรอบ

พักระหว่างรอบยาวกว่าพักระหว่างสถานีเสมอ ตัวเลขที่ผมใช้คือ 60 ถึง 120 วินาที มือใหม่ใช้ 120 วินาที คนที่ฝึกมาแล้วใช้ 90 วินาที และสายฟิตใช้ 60 วินาที ห้ามพักน้อยกว่า 45 วินาที เพราะชีพจรจะไม่มีทางลงมาต่ำพอที่จะเริ่มรอบใหม่ด้วยฟอร์มดี

  • รอบที่ 1 เป็นรอบวอร์ม ให้ทำที่ 80 เปอร์เซ็นต์ของแรงที่มี อย่าอัดเต็มตั้งแต่รอบแรก
  • รอบที่ 2 คือรอบที่ควรออกแรงมากที่สุด ฟอร์มยังดีและร่างกายอุ่นเต็มที่แล้ว
  • รอบที่ 3 ให้รักษาฟอร์มไว้ก่อน ยอมช้าลงได้ แต่ห้ามลดช่วงการเคลื่อนไหว
  • ถ้ามีรอบที่ 4 ให้ลดจำนวนครั้งลง 20 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ต้นรอบ จะจบได้สวยกว่าฝืนทำเท่าเดิม

ขั้นที่ 5 เลือกตัวแปรเดียวที่จะเพิ่มในสัปดาห์ถัดไป

กฎเหล็กคือเพิ่มทีละหนึ่งอย่าง คนส่วนใหญ่พลาดตรงนี้ เพิ่มน้ำหนักพร้อมลดเวลาพักพร้อมเพิ่มรอบในสัปดาห์เดียว พอเจ็บก็ไม่รู้ว่าตัวไหนทำให้เจ็บ และพอดีขึ้นก็ไม่รู้ว่าตัวไหนได้ผล

ลำดับความสำคัญตัวแปรที่เพิ่มขนาดที่เพิ่มเมื่อไรถึงเพิ่มได้
1ลดเวลาพักระหว่างสถานีครั้งละ 5 วินาทีเมื่อจบ 3 รอบด้วยฟอร์มเดิมได้ 2 ครั้งติด
2เพิ่มจำนวนรอบครั้งละ 1 รอบเมื่อเวลาพักลงมาถึง 20 วินาทีแล้ว
3เพิ่มน้ำหนักครั้งละ 1 ถึง 2 กิโลกรัมต่อข้างเมื่อทำครบทุกรอบโดยไม่ต้องวางดัมเบลกลางสถานี
4เพิ่มจำนวนสถานีครั้งละ 1 สถานีเมื่อครบ 4 สัปดาห์และผ่านเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อบน

ถ้าสัปดาห์ไหนนอนไม่พอหรือเครียดหนัก ให้ทำโปรแกรมเดิมซ้ำแทนการขยับขั้น การถอยหนึ่งสัปดาห์ไม่ทำให้เสียอะไร แต่การดันทั้งที่ร่างกายไม่พร้อมมักจบด้วยการหยุดยาวสองสัปดาห์

EMOM กับ AMRAP กับการฝึกแบบวงจร ต่างกันตรงไหน

ทั้งสามอย่างคือวิธีจับเวลาคนละแบบ ไม่ใช่กีฬาคนละชนิด เลือกให้ตรงกับสิ่งที่คุณอยากพัฒนา แล้วใช้สถานีชุดเดิมได้เลย

EMOM ย่อมาจาก every minute on the minute แปลตรงตัวคือเริ่มท่าใหม่ทุกต้นนาที ถ้ากำหนดว่านาทีนี้ทำ squat 12 ครั้ง แล้วคุณทำเสร็จใน 35 วินาที คุณได้พัก 25 วินาที พอถึงต้นนาทีถัดไปก็เริ่มท่าใหม่ทันที ระบบนี้บังคับให้คุณทำเร็ว เพราะเวลาพักคือรางวัลที่คุณสร้างเอง

AMRAP ย่อมาจาก as many rounds as possible คือกำหนดเวลารวมไว้ เช่น 15 นาที แล้ววนทำสถานีทั้งหมดให้ได้รอบมากที่สุด จะพักตอนไหนก็ได้ แต่เวลาไม่หยุดเดิน ระบบนี้วัดผลง่ายที่สุด เพราะจำนวนรอบคือคะแนนตรง ๆ ที่เอาไปเทียบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ได้

หัวข้อวงจรแบบมาตรฐานEMOMAMRAP
วิธีจับเวลาทำตามเวลาที่กำหนดต่อสถานี แล้วพักตามที่กำหนดเริ่มท่าใหม่ทุกต้นนาทีกำหนดเวลารวม วนให้ได้รอบมากที่สุด
ใครคุมเวลาพักโปรแกรมคุมให้คุณคุมเอง ยิ่งทำเร็วยิ่งได้พักนานคุณคุมเอง แต่พักแล้วเสียรอบ
ตัววัดผลจบครบทุกรอบด้วยฟอร์มเดิมทำครบตามจำนวนที่กำหนดทุกนาทีจำนวนรอบที่ทำได้ในเวลาที่กำหนด
เหมาะกับมือใหม่ถึงระดับกลาง คุมฟอร์มได้ง่ายที่สุดคนที่อยากฝึกความเร็วและความสม่ำเสมอคนที่อยากวัดผลเป็นตัวเลขชัด ๆ
ความเสี่ยงฟอร์มพังต่ำปานกลาง เพราะเร่งเพื่อแลกเวลาพักสูงสุด เพราะไม่มีใครสั่งให้หยุด
เวลาต่อเซสชัน20 ถึง 35 นาที10 ถึง 20 นาที10 ถึง 20 นาที

ตารางเทียบ EMOM AMRAP และ circuit training ต่างกันอย่างไร

เลือกแบบไหนดีในสถานการณ์จริง

  • เพิ่งเริ่มฝึกและยังไม่มั่นใจฟอร์ม ใช้วงจรแบบมาตรฐาน เพราะเวลาพักถูกกำหนดไว้ให้แล้ว
  • มีเวลาแค่ 12 นาทีก่อนออกจากบ้าน ใช้ EMOM 12 นาที เลือก 4 สถานี วนสามรอบ
  • อยากรู้ว่าเดือนนี้ฟิตขึ้นจริงไหม ใช้ AMRAP 15 นาที แล้วจดจำนวนรอบไว้เทียบเดือนหน้า
  • ฝึกกับเพื่อนสองคนแต่มีดัมเบลชุดเดียว ใช้วงจรแล้วสลับสถานีกัน คนหนึ่งทำ อีกคนพัก

ข้อควรระวังของ AMRAP ที่คนไม่ค่อยพูดถึง พอเหลือ 2 นาทีสุดท้าย ทุกคนจะเร่งเพื่อเก็บรอบเพิ่ม นั่นคือช่วงที่บาดเจ็บเกิดบ่อยที่สุดในทุกรูปแบบการฝึก ถ้าจะใช้ AMRAP ให้ตั้งกติกากับตัวเองไว้ก่อนว่าฟอร์มพังเมื่อไรคือจบ ไม่ต้องเก็บรอบสุดท้าย

โปรแกรม circuit พร้อมใช้ 3 ชุด เลือกตามอุปกรณ์ที่มี

สามชุดนี้คือชุดที่ผมใช้จริง แบบไม่มีอุปกรณ์ แบบมีดัมเบลคู่เดียว และแบบผสม ทุกชุดเรียงลำดับตามกฎ ขา ดัน ดึง แกนกลาง เรียบร้อยแล้ว

เลือกชุดเดียวแล้วทำให้ครบ 4 สัปดาห์ก่อนเปลี่ยน การสลับโปรแกรมทุกสัปดาห์เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้คนไม่เห็นผล เพราะร่างกายยังไม่ทันปรับตัวกับอะไรเลย

ชุดที่ 1 น้ำหนักตัวล้วน ไม่ใช้อุปกรณ์ 20 นาที

สถานีท่าเวลาจุดที่ต้องคุม
1Bodyweight squat40 วินาทีส้นเท้าติดพื้น เข่าไม่บิดเข้าใน
2Push up หรือ knee push up40 วินาทีสะโพกกับไหล่ลงพร้อมกัน
3Superman hold40 วินาทีบีบสะบัก อย่าเงยคอ
4Reverse lunge สลับข้าง40 วินาทีเข่าหลังลงเกือบแตะพื้น
5Mountain climber40 วินาทีสะโพกไม่ยกสูงขึ้นตอนเหนื่อย
6Plank40 วินาทีสะโพกอยู่แนวเดียวกับไหล่ตลอด

พักระหว่างสถานี 20 วินาที พักระหว่างรอบ 90 วินาที ทำ 3 รอบ รวมเวลาราว 21 นาทีรวมพัก ชุดนี้เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มและคนที่เดินทางบ่อย เพราะทำได้ในห้องพักโรงแรมโดยไม่ต้องมีอะไรเลย

ชุดที่ 2 ดัมเบลคู่เดียว 25 นาที

ชุดนี้ต้องการดัมเบลคู่เดียวเท่านั้น ผู้หญิงเริ่มที่ 4 ถึง 6 กิโลกรัมต่อข้าง ผู้ชายเริ่มที่ 8 ถึง 10 กิโลกรัมต่อข้าง ถ้าไม่แน่ใจว่าจะเลือกน้ำหนักเท่าไร อ่านวิธีเลือกได้ใน วิธีเล่นดัมเบลสำหรับมือใหม่

สถานีท่าจำนวนครั้งกลุ่มกล้ามเนื้อ
1Goblet squat12 ครั้งขาและก้น
2Dumbbell floor press12 ครั้งดัน อกและไทรเซ็ป
3Bent over row12 ครั้งต่อข้างดึง หลังและไบเซ็ป
4Romanian deadlift12 ครั้งขาด้านหลังและก้น
5Shoulder press10 ครั้งดัน ไหล่
6Renegade row8 ครั้งต่อข้างดึงและแกนกลาง
7Dead bug10 ครั้งต่อข้างแกนกลาง

พักระหว่างสถานี 30 วินาที พักระหว่างรอบ 90 วินาที ทำ 3 รอบ น้ำหนักที่ใช้ควรอยู่ราว 50 ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ของที่คุณยกได้สูงสุด ถ้ารอบที่ 3 ยังทำครบได้สบาย ๆ แปลว่าเบาไป ให้บวกน้ำหนัก 1 ถึง 2 กิโลกรัมต่อข้างในสัปดาห์ถัดไป

อยากได้ดัมเบลที่ปรับน้ำหนักได้ ไม่ต้องซื้อหลายคู่

โปรแกรมชุดที่ 2 ต้องขยับน้ำหนักขึ้นทุก 2 ถึง 3 สัปดาห์ ดัมเบลแบบปรับน้ำหนักได้จบปัญหานี้ในตัวเดียว และประหยัดพื้นที่กว่าซื้อเป็นคู่ ๆ

เลือกดัมเบลสำหรับฝึกที่บ้าน

ชุดที่ 3 ผสมคาร์ดิโอกับแรงต้าน 30 นาที

ชุดนี้สลับสถานีแรงต้านกับสถานีคาร์ดิโอทีละสถานี ทำให้ชีพจรค้างในโซนสูงตลอด และเป็นชุดที่เผาผลาญต่อนาทีสูงที่สุดในสามชุด แต่ก็เป็นชุดที่ฟอร์มพังง่ายที่สุดด้วย ห้ามใช้ถ้ายังทำชุดที่ 1 ไม่ครบ 3 รอบ

สถานีท่าประเภทเวลา
1Goblet squatแรงต้าน40 วินาที
2Jumping jackคาร์ดิโอ40 วินาที
3Dumbbell rowแรงต้าน40 วินาที
4High kneeคาร์ดิโอ40 วินาที
5Push upแรงต้าน40 วินาที
6Mountain climberคาร์ดิโอ40 วินาที
7Reverse lungeแรงต้าน40 วินาที
8Plankแกนกลาง40 วินาที

พักระหว่างสถานี 20 วินาที พักระหว่างรอบ 120 วินาที ทำ 3 รอบ ถ้าอยากรู้ว่าคาร์ดิโอแบบไหนเหมาะกับเป้าหมายของคุณ ผมเทียบไว้ครบใน คู่มือคาร์ดิโอฉบับเต็ม และเทียบกับการฝึกแบบหนักสลับพักไว้ใน คาร์ดิโอกับ HIIT

ตาราง 4 สัปดาห์ ขยับตัวแปรทีละอย่าง

ฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ เว้นวัน เปลี่ยนตัวแปรเดียวต่อสัปดาห์ ถ้าสัปดาห์ไหนทำไม่ครบ ห้ามข้าม ให้ทำสัปดาห์เดิมซ้ำ

ตารางนี้ใช้กับโปรแกรมชุดไหนก็ได้ในสามชุดด้านบน สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ท่า แต่คือตัวแปรที่คุมความหนัก เหตุผลที่ไม่เปลี่ยนท่าเลยตลอด 4 สัปดาห์ เพราะถ้าเปลี่ยนท่าไปด้วย คุณจะเทียบผลไม่ได้ว่าดีขึ้นเพราะฟิตขึ้นหรือเพราะท่าง่ายลง

สัปดาห์ตัวแปรที่ขยับเวลาต่อสถานีพักระหว่างสถานีจำนวนรอบเกณฑ์ผ่านก่อนขึ้นสัปดาห์ถัดไป
1สร้างฟอร์มและจำลำดับสถานี30 วินาที30 วินาที2 รอบทำครบทั้ง 3 วันโดยฟอร์มไม่พังในรอบสุดท้าย
2เพิ่มจำนวนรอบ30 วินาที30 วินาที3 รอบรอบที่ 3 ช้ากว่ารอบแรกไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์
3ลดเวลาพัก40 วินาที20 วินาที3 รอบชีพจรลงต่ำกว่า 120 ครั้งต่อนาทีภายใน 2 นาทีหลังจบรอบ
4เพิ่มแรงต้าน40 วินาที20 วินาที3 ถึง 4 รอบทำครบโดยไม่ต้องวางน้ำหนักกลางสถานี

ตารางรายสัปดาห์ ทำวันไหนบ้าง

วันสิ่งที่ทำเวลารวม
จันทร์วงจรเต็มตามโปรแกรมที่เลือก25 นาที
อังคารพัก หรือเดินเร็ว 25 นาที0 ถึง 25 นาที
พุธวงจรเต็มตามโปรแกรมที่เลือก25 นาที
พฤหัสบดีพัก0 นาที
ศุกร์วงจรเต็ม และจับเวลาทดสอบ30 นาที
เสาร์ อาทิตย์พัก หรือกิจกรรมที่ชอบตามสะดวก

หลังจบสัปดาห์ที่ 4 ให้ลดปริมาณลงครึ่งหนึ่งหนึ่งสัปดาห์ ทำแค่ 2 รอบ พักเต็มที่ แล้วค่อยเริ่มรอบใหม่ด้วยโปรแกรมชุดถัดไป สัปดาห์พักนี้ไม่ใช่การถอยหลัง แต่คือช่วงที่ร่างกายเก็บผลของสี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

คุมความหนักด้วยชีพจรและ RPE

ใช้สองตัวชี้วัด ชีพจรบอกว่าร่างกายทำงานหนักแค่ไหนจริง ๆ ส่วน RPE บอกว่าคุณเหลือแรงอีกกี่ครั้ง ใช้คู่กันแล้วแทบไม่มีทางฝึกหนักเกินตัว

สูตรหาชีพจรสูงสุดแบบคร่าว ๆ คือ 220 ลบด้วยอายุ คนอายุ 35 ปีจะได้ 185 ครั้งต่อนาที โซนที่การฝึกแบบวงจรควรอยู่คือ 70 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ของตัวเลขนั้น คือราว 130 ถึง 157 ครั้งต่อนาทีสำหรับคนอายุ 35 ปี ถ้าค้างเกิน 90 เปอร์เซ็นต์นานเกิน 2 นาที นั่นไม่ใช่วงจรแล้ว นั่นคือการวิ่งหนีอะไรบางอย่าง

โซนเปอร์เซ็นต์ของชีพจรสูงสุดอายุ 30 ปีอายุ 45 ปีใช้ตอนไหน
วอร์มอัพ50 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์95 ถึง 11488 ถึง 1055 นาทีแรกก่อนเริ่มวงจร
โซนเผาผลาญ60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์114 ถึง 133105 ถึง 123วันฝึกเบา และช่วงพักระหว่างรอบ
โซนเป้าหมาย70 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์133 ถึง 162123 ถึง 149ตลอดเวลาที่ทำสถานี
โซนหนัก85 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์162 ถึง 171149 ถึง 158สถานีคาร์ดิโอเท่านั้น ไม่เกิน 40 วินาที

ถ้าอยากเข้าใจโซนชีพจรให้ลึกกว่านี้ รวมถึงวิธีวัดชีพจรพักตอนเช้าเพื่อดูว่าฟื้นตัวพอไหม อ่านต่อได้ที่ คู่มือโซนอัตราการเต้นหัวใจ

RPE ตัวชี้วัดที่ใช้ได้แม้ไม่มีนาฬิกา

RPE ย่อมาจาก rate of perceived exertion เป็นสเกล 1 ถึง 10 ที่ผมให้ลูกค้าใช้ทุกคน วิธีคิดง่ายที่สุดคือถามตัวเองว่า ถ้าให้ทำต่ออีก จะทำได้อีกกี่ครั้ง ถ้าเหลืออีก 2 ครั้ง แปลว่า RPE เท่ากับ 8

RPEความหมายควรอยู่ตรงไหนในวงจร
5 ถึง 6เหลืออีก 4 ถึง 5 ครั้ง สบายรอบวอร์ม และวันฝึกเบา
7เหลืออีก 3 ครั้ง เริ่มหนักสถานีในรอบที่ 1
8เหลืออีก 2 ครั้ง หนักจริงจุดที่ควรอยู่เกือบทุกสถานีในรอบที่ 2 และ 3
9เหลืออีก 1 ครั้งสถานีสุดท้ายของรอบสุดท้ายเท่านั้น
10ทำต่อไม่ได้อีกแล้วไม่ควรไปถึงเลย เพราะฟอร์มจะพังก่อน

ทดสอบง่าย ๆ ระหว่างฝึก ใช้การพูด

  • พูดเป็นประโยคยาวได้ แปลว่าเบาไป ให้เพิ่มความหนักหรือลดเวลาพัก
  • พูดได้ทีละวลีสั้น ๆ คือโซนที่ถูกต้องสำหรับสถานีแรงต้าน
  • พูดได้ทีละคำ คือโซนที่ถูกต้องสำหรับสถานีคาร์ดิโอ
  • พูดไม่ได้เลยและต้องหยุดพิงกำแพง แปลว่าเกินตัว ให้ลดจำนวนครั้งลง 20 เปอร์เซ็นต์ทันที

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุด 7 ข้อ พร้อมวิธีแก้

ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งคือการเร่งจังหวะจนฟอร์มพัง แล้วคิดว่านั่นคือความก้าวหน้า ทั้งที่มันคือการเปลี่ยนไปทำท่าใหม่ที่ง่ายกว่าเดิม

ข้อผิดพลาดสาเหตุที่แท้จริงวิธีแก้ทันที
ทำเร็วจนฟอร์มพังเอาจำนวนครั้งเป็นเป้าหมายแทนคุณภาพนับจังหวะออกเสียง ลง 2 จังหวะ ขึ้น 1 จังหวะ ทุกท่า
วางท่าขาติดกันสองสถานีเรียงตามความชอบ ไม่ได้เรียงตามกลุ่มกล้ามเนื้อวนลำดับ ขา ดัน ดึง แกนกลาง ตามกฎในหัวข้อออกแบบวงจร
เลือกน้ำหนักหนักเกินเอาน้ำหนักที่ใช้ตอนเล่นเวทปกติมาใช้ลดเหลือ 50 ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ของที่ยกได้สูงสุด
ไม่พักระหว่างรอบคิดว่ายิ่งไม่พักยิ่งได้ผลพัก 60 ถึง 120 วินาที ให้ชีพจรลงต่ำกว่า 120 ครั้งต่อนาทีก่อนเริ่มรอบใหม่
เปลี่ยนโปรแกรมทุกสัปดาห์เบื่อง่าย และเห็นตารางใหม่ในโซเชียลยึดโปรแกรมเดิม 4 สัปดาห์ เปลี่ยนแค่ตัวแปร
ข้ามวอร์มอัพอยากประหยัดเวลาวอร์ม 5 นาที ทำท่าเดียวกับในวงจรแบบเบา ๆ 1 รอบ
ทำ 5 วันต่อสัปดาห์ตั้งแต่สัปดาห์แรกตั้งใจเกินไปเริ่มที่ 3 วัน แล้วค่อยเพิ่มหลังผ่าน 4 สัปดาห์

ทำเร็วจนฟอร์มพัง ข้อผิดพลาดที่ทำลายโปรแกรมมากที่สุด

ปัญหาของการจับเวลาคือมันสร้างแรงกดดันให้คุณเก็บจำนวนครั้งให้ได้มากที่สุด ร่างกายฉลาดพอที่จะหาทางลัดเอง มันจะลดช่วงการเคลื่อนไหวลงทีละนิด จาก squat ที่ลงถึงระดับต้นขาขนานพื้น เหลือแค่ย่อ 30 องศา ซึ่งเบาลงเกือบครึ่ง คุณจึงทำได้จำนวนครั้งเยอะขึ้นทั้งที่ไม่ได้แข็งแรงขึ้นเลย

  1. ตั้งกติกาไว้ก่อนเริ่มว่าจังหวะการเคลื่อนไหวคืออะไร เช่น ลง 2 จังหวะ ขึ้น 1 จังหวะ
  2. ถ่ายวิดีโอรอบสุดท้ายไว้ดูย้อนหลัง เพราะตอนเหนื่อยเราประเมินตัวเองไม่ได้
  3. ถ้าช่วงการเคลื่อนไหวเริ่มสั้นลง ให้หยุดสถานีนั้นทันที ไม่ต้องรอหมดเวลา
  4. จดจำนวนครั้งที่ทำได้ด้วยฟอร์มเต็มเท่านั้น ครั้งที่ฟอร์มไม่ครบไม่นับ
  5. ถ้าจำนวนครั้งลดลงในสัปดาห์ถัดไปแต่ฟอร์มดีขึ้น นั่นคือความก้าวหน้า ไม่ใช่การถอยหลัง

วอร์มอัพ 5 นาทีที่ผมใช้จริงก่อนทุกเซสชัน

วอร์มอัพที่ดีไม่ใช่การยืดค้าง แต่คือการซ้อมท่าที่คุณกำลังจะทำแบบเบา ๆ ให้ข้อต่อได้ผ่านช่วงการเคลื่อนไหวเต็มก่อน ผมใช้เวลา 5 นาทีเท่านั้น และผลที่ได้คือรอบแรกไม่ใช่รอบที่เสียเปล่าอีกต่อไป

  1. เดินอยู่กับที่ยกเข่าสูงสลับข้าง 60 วินาที ให้ชีพจรขึ้นมาถึงราว 100 ครั้งต่อนาที
  2. หมุนไหล่ไปหน้าและหลังอย่างละ 10 ครั้ง คลายข้อไหล่ก่อนท่ากลุ่มดัน
  3. Bodyweight squat 15 ครั้ง ช้า ๆ ลงให้ลึกกว่าที่จะทำจริงเล็กน้อย
  4. Glute bridge 15 ครั้ง ปลุกกล้ามเนื้อก้นให้ทำงาน ไม่งั้นหลังจะรับงานแทน
  5. ทำวงจรรอบวอร์ม 1 รอบด้วยแรงครึ่งเดียว สถานีละ 15 วินาที ไม่ต้องพัก

ข้อผิดพลาดของ circuit training ทำเร็วจนฟอร์มพัง เทียบกับฟอร์มที่ถูกต้อง

วัดผลอย่างไรว่าดีขึ้นจริง ไม่ใช่แค่เหนื่อยขึ้น

วัด 4 ตัวเลข เวลาที่ใช้จบ 1 รอบ ชีพจรฟื้นตัวใน 60 วินาที จำนวนรอบใน AMRAP 15 นาที และจำนวนครั้งที่ทำได้ด้วยฟอร์มเต็ม

ความเหนื่อยไม่ใช่ตัววัดผล เพราะคุณทำให้ตัวเองเหนื่อยได้เสมอแค่ทำเร็วขึ้นและลดฟอร์มลง สิ่งที่วัดได้จริงคือตัวเลขที่เทียบกันได้ระหว่างสัปดาห์ ผมให้ลูกค้าทดสอบทุกวันศุกร์ ใช้เวลาเพิ่มแค่ 5 นาที

ตัวชี้วัดวิธีวัดเกณฑ์พอใช้เกณฑ์ดี
เวลาจบ 1 รอบจับเวลาตั้งแต่สถานี 1 ถึงจบสถานีสุดท้ายลดลง 5 เปอร์เซ็นต์ใน 4 สัปดาห์ลดลง 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์
ชีพจรฟื้นตัววัดชีพจรทันทีที่จบรอบ แล้ววัดอีกครั้งหลัง 60 วินาทีลดลง 20 ครั้งต่อนาทีลดลง 30 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
จำนวนรอบ AMRAP 15 นาทีใช้สถานีชุดเดิม จดจำนวนรอบเพิ่มขึ้น 0.5 รอบต่อเดือนเพิ่มขึ้น 1 รอบต่อเดือน
จำนวนครั้งด้วยฟอร์มเต็มนับเฉพาะครั้งที่ช่วงการเคลื่อนไหวครบเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขที่คนมองข้ามมากที่สุดคือชีพจรฟื้นตัว มันคือตัวชี้วัดความฟิตของหัวใจที่ตรงที่สุดและวัดง่ายที่สุด คนที่ฝึกมา 6 สัปดาห์จะเห็นตัวเลขนี้ดีขึ้นชัดเจน ทั้งที่น้ำหนักตัวอาจยังไม่ขยับเลยแม้แต่กิโลเดียว

บันทึกแค่ 4 บรรทัดต่อสัปดาห์ ไม่ต้องทำสเปรดชีต

  • วันที่ และโปรแกรมที่ใช้
  • เวลาจบรอบที่ 1 และรอบสุดท้าย เอามาเทียบกัน
  • ชีพจรทันทีที่จบรอบ และชีพจรหลังพัก 60 วินาที
  • RPE เฉลี่ยของเซสชัน และจดว่าสถานีไหนพังก่อน

ตัวอย่างการอ่านตัวเลขจากลูกค้าจริง

ลูกค้าคนหนึ่งอายุ 38 ปี เริ่มที่เวลาจบรอบ 7 นาที 40 วินาที ชีพจรทันทีที่จบอยู่ที่ 168 ครั้งต่อนาที และลงมาเหลือ 142 หลังพัก 60 วินาที ผ่านไป 6 สัปดาห์ เวลาจบรอบเหลือ 6 นาที 50 วินาที ชีพจรจบรอบยังอยู่ที่ 165 แต่ลงมาเหลือ 128 หลังพักเท่าเดิม น้ำหนักตัวลดไปแค่ 1.2 กิโลกรัม แต่หัวใจฟื้นตัวเร็วขึ้น 14 ครั้งต่อนาที นั่นคือความก้าวหน้าที่ตาชั่งมองไม่เห็น

ถ้าตัวเลขไม่ขยับเลย 3 สัปดาห์ติด อย่าโทษความพยายาม ให้กลับไปดูตัวแปรที่คุณเพิ่ม ส่วนใหญ่คือเพิ่มหลายอย่างพร้อมกัน หรือไม่ได้เพิ่มอะไรเลยมาสองเดือนแล้ว

อุปกรณ์ที่ทำให้ฝึกวงจรที่บ้านได้จริง

สามอย่างที่จำเป็นจริงคือแผ่นรองที่หนาพอ ดัมเบลปรับน้ำหนักได้หนึ่งคู่ และนาฬิกาจับเวลาสักตัว ไม่ต้องมีมากกว่านี้ในปีแรก

ผมเจอคนเลิกกลางคันเพราะพื้นแข็งกับข้อศอกช้ำมากกว่าเพราะเบื่อโปรแกรมเสียอีก ในวงจรหนึ่งมีอย่างน้อย 2 สถานีที่ต้องลงพื้น ถ้าพื้นไม่รองรับ คุณจะเริ่มข้ามสถานีนั้นโดยไม่รู้ตัว

  • แผ่นรองหรือเสื่อหนา 10 ถึง 20 มิลลิเมตร กันเข่าและศอกช้ำ ดูรุ่นได้ที่ แผ่นรองพื้นออกกำลังกาย
  • ดัมเบลปรับน้ำหนักได้ 1 คู่ ครอบคลุมได้ทั้งโปรแกรมชุดที่ 2 และชุดที่ 3 เลือกดัมเบล
  • อุปกรณ์บอดี้เวทพื้นฐาน เช่น บาร์ดึงข้อ สำหรับเติมสถานีกลุ่มดึง ดูหมวดบอดี้เวท
  • อุปกรณ์เวทเทรนนิ่งอื่น ๆ ถ้าจะขยายเป็นโฮมยิมเต็มรูปแบบ ดูอุปกรณ์ฟิตเนส
  • นาฬิกาจับเวลาที่ตั้ง interval ได้ หรือใช้แอปฟรีในมือถือแทนก็พอ

ถ้ากำลังวางแผนจัดพื้นที่ที่บ้านให้ฝึกวงจรได้จริง ผมสรุปเรื่องขนาดพื้นที่และลำดับการซื้อไว้ใน คู่มือจัดโฮมยิม ส่วนพื้นที่ขั้นต่ำที่ทำวงจร 6 สถานีได้คือ 2 คูณ 2 เมตร ซึ่งเท่ากับพื้นที่ข้างเตียงของห้องนอนทั่วไป

งบประมาณซื้ออะไรก่อนทำโปรแกรมชุดไหนได้
ไม่มีงบเลยผ้าขนหนูพับ 4 ทบ และขวดน้ำ 1.5 ลิตร 2 ขวดชุดที่ 1 ครบทุกสถานี
งบน้อยแผ่นรองหนา 10 ถึง 20 มิลลิเมตรชุดที่ 1 และเริ่มชุดที่ 3 ได้
งบปานกลางแผ่นรอง และดัมเบลปรับน้ำหนัก 1 คู่ครบทั้ง 3 ชุด และตาราง 4 สัปดาห์
งบพร้อมเพิ่มบาร์ดึงข้อและยางยืดเติมสถานีกลุ่มดึงได้ครบ ขยายเป็น 8 สถานี

ไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากอุปกรณ์ชิ้นไหน

บอกงบประมาณ พื้นที่ที่บ้าน และจำนวนวันที่ฝึกได้ต่อสัปดาห์ ทีมงานจะช่วยเลือกให้ตรงกับโปรแกรมที่คุณจะใช้จริง ไม่ต้องเสียเงินกับของที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้

กลับไปที่สารบัญ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Circuit Training

คำถามเดิมสิบข้อนี้ครอบคลุมพื้นฐาน ส่วนคำถามที่ลึกกว่านั้น ผมรวบรวมไว้ในหัวข้อ FAQ ต่อจากนี้

1.เซอร์กิตเทรนนิ่ง ( Circuit Training ) คืออะไร?

เซอร์กิตเทรนนิ่ง ( Circuit Training ) คือการออกกำลังกายที่เน้นการฝึกแบบต่อเนื่องในแต่ละสถานี (Station) โดยมีการเปลี่ยนท่าทางระหว่างสถานีอย่างรวดเร็ว ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ความทนทาน และเผาผลาญแคลอรี่ได้ในเวลาเดียวกัน

2.Circuit Training เหมาะกับใครบ้าง?

Circuit Training เหมาะสำหรับทุกคน ตั้งแต่มือใหม่จนถึงนักกีฬามืออาชีพ เนื่องจากสามารถปรับระดับความเข้มข้นของการฝึกให้เหมาะสมกับความสามารถและเป้าหมาย เช่น ลดน้ำหนัก เสริมสร้างกล้ามเนื้อ หรือเพิ่มความฟิต

3.Circuit Training มีท่าอะไรบ้าง?

ตัวอย่างท่าฝึกใน Circuit Training ได้แก่ Jumping Jacks เพิ่มความทนทานของหัวใจ, Push-Ups เสริมสร้างกล้ามเนื้อแขนและหน้าอก, Squats ช่วยกระชับกล้ามเนื้อขาและสะโพก, Plank เสริมความแข็งแรงของแกนกลาง

4.Circuit Training แตกต่างจาก HIIT อย่างไร?

แม้ทั้ง Circuit Training และ HIIT จะเน้นความต่อเนื่อง แต่ HIIT จะมุ่งเน้นการออกกำลังกายหนักสลับกับการพักสั้นๆ ในขณะที่ Circuit Training เป็นการเปลี่ยนท่าฝึกแบบครบทุกส่วนโดยไม่เน้นความหนักเท่ากับ HIIT

5.Circuit Training ใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง?

สามารถทำได้ทั้งแบบไม่มีอุปกรณ์ (ใช้น้ำหนักตัว) และแบบมีอุปกรณ์เสริม เช่น ดัมเบล ยางยืด ลูกบอลออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความท้าทาย

6.Circuit Training ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่?

ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเผาผลาญแคลอรี่สูงในเวลาสั้น และยังช่วยสร้างกล้ามเนื้อซึ่งเพิ่มอัตราการเผาผลาญในระยะยาว

7.Circuit Training ต้องฝึกกี่ครั้งต่อสัปดาห์?

แนะนำให้ฝึก 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20-30 นาที เพื่อให้ร่างกายมีเวลาฟื้นตัวและพัฒนาความแข็งแรงอย่างเหมาะสม

8.Circuit Training สามารถทำที่บ้านได้หรือไม่?

สามารถทำที่บ้านได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ เพียงจัดพื้นที่เล็กๆ ก็สามารถทำท่าพื้นฐานได้ เช่น Jumping Jacks, Push-ups, Squats

9.ควรพักนานแค่ไหนระหว่างเซ็ต?

สำหรับผู้เริ่มต้นควรพัก 1-2 นาทีระหว่างเซ็ต ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์อาจลดเวลาพักลงเหลือ 30-60 วินาที เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของการฝึก

10.มีข้อควรระวังอะไรบ้างในการทำ Circuit Training?

ควรวอร์มอัพให้พร้อมก่อนเริ่ม ทำท่าให้ถูกต้อง ไม่หักโหมจนเกินไป ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหยุดทันทีเมื่อรู้สึกผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ หรือหายใจลำบาก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เซอร์กิตเทรนนิ่ง ( Circuit Training )

รวมคำถามที่ผมโดนถามซ้ำที่สุดในคลาส ตอบตามที่ใช้จริงกับลูกค้า ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ

circuit training กับ HIIT ต่างกันตรงไหน แบบเข้าใจง่าย

HIIT วัดที่ความหนัก ต้องดันชีพจรขึ้นไป 85 ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของชีพจรสูงสุดแล้วพักยาว ส่วนการฝึกแบบวงจรวัดที่โครงสร้าง คือเวียนหลายสถานีโดยพักน้อย ความหนักปรับได้อิสระ คุณทำวงจรให้หนักระดับ HIIT ก็ได้ หรือทำเบาเพื่อฝึกความทนทานก็ได้ รายละเอียดเทียบกันตัวต่อตัวอ่านได้ใน คาร์ดิโอกับ HIIT ต่างกันอย่างไร

ควรมีกี่สถานีต่อหนึ่งวงจร

ห้าถึงแปดสถานี มือใหม่เริ่มที่ 5 สถานีก่อน เพราะจำลำดับได้ง่ายและยังคุมฟอร์มไหว ถ้าน้อยกว่า 5 กล้ามเนื้อกลุ่มเดิมจะกลับมาโดนซ้ำเร็วเกินไป ถ้าเกิน 8 สถานี รอบหนึ่งจะยาวเกิน 8 นาที ความเข้มจะตกลงเองโดยที่คุณไม่รู้ตัว

พักระหว่างสถานีกี่วินาทีถึงจะพอดี

ยึดอัตราเวลาต่อพัก มือใหม่ใช้ 1:1 เช่น ทำ 30 วินาที พัก 30 วินาที คนที่ฝึกมา 1 เดือนขึ้นไปใช้ 2:1 เช่น ทำ 40 วินาที พัก 20 วินาที ส่วนสายแข่งใช้ 3:1 ห้ามกระโดดจาก 1:1 ไป 3:1 ในสัปดาห์เดียว ให้ไต่ทีละขั้น

EMOM กับ AMRAP คืออะไร ใช้แทนการฝึกแบบวงจรได้ไหม

EMOM คือเริ่มท่าใหม่ทุกต้นนาที ทำเสร็จเร็วเท่าไรก็ได้พักเท่านั้น ส่วน AMRAP คือทำวนให้ได้รอบมากที่สุดในเวลาที่กำหนด ทั้งสองอย่างเป็นวิธีจับเวลา ไม่ใช่คนละกีฬากัน คุณเอาสถานีชุดเดิมมาจับเวลาแบบ EMOM หรือ AMRAP ได้เลย ผลลัพธ์จะต่างกันที่ความเข้มและการคุมจังหวะ

ทำ circuit training ทุกวันได้ไหม

ไม่แนะนำถ้าเป็นแบบมีแรงต้าน สองถึงสามวันต่อสัปดาห์คือจุดที่ได้ผลดีที่สุดต่อการฟื้นตัว ถ้าอยากขยับตัวทุกวันจริง ๆ ให้สลับวันหนักกับวันเบา วันเบาใช้ท่าน้ำหนักตัวล้วนแล้วคุมชีพจรไว้ไม่เกิน 70 เปอร์เซ็นต์ของชีพจรสูงสุด

น้ำหนักที่ใช้ควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของที่ยกได้สูงสุด

ราว 50 ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ของ 1RM เท่านั้น เบากว่าที่คนคิดมาก เพราะคุณต้องทำต่อเนื่องหลายสถานีโดยแทบไม่พัก ถ้าเลือกน้ำหนักหนักระดับ 80 เปอร์เซ็นต์ ฟอร์มจะพังตั้งแต่รอบที่ 2 และความเสี่ยงบาดเจ็บจะพุ่งขึ้นทันที

รู้ได้อย่างไรว่าฟอร์มเริ่มพังแล้ว

สัญญาณแรกคือจังหวะการเคลื่อนไหวเปลี่ยน เช่น ช่วงลงของ squat สั้นลง หรือสะโพกยกก่อนหน้าอกตอน push up สัญญาณที่สองคือคุณเริ่มใช้แรงเหวี่ยงแทนแรงกล้ามเนื้อ ให้ถ่ายวิดีโอรอบสุดท้ายไว้ดู เพราะตอนเหนื่อยคนเราประเมินฟอร์มตัวเองไม่ได้เลย

เห็นผลภายในกี่สัปดาห์

ความทนทานหัวใจและปอดขยับได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ถึง 3 วัดจากชีพจรฟื้นตัวที่เร็วขึ้น ส่วนรูปร่างที่เปลี่ยนจนคนทักได้ ต้องใช้ 8 ถึง 12 สัปดาห์ และต้องคุมอาหารร่วมด้วย ถ้าฝึกครบ 4 สัปดาห์แล้วเวลาที่ใช้จบรอบไม่ลดลงเลย แปลว่าโปรแกรมเบาเกินไป

ไม่มีอุปกรณ์เลย ทำได้ไหม

ได้ครบทุกอย่างในเดือนแรก โปรแกรมน้ำหนักตัวล้วนในบทความนี้ออกแบบมาสำหรับพื้นที่ 2 คูณ 2 เมตร สิ่งเดียวที่ควรมีคือแผ่นรองกันเข่ากับข้อศอกช้ำ ถ้าอยากได้ไอเดียท่าเพิ่ม อ่าน 10 ท่าออกกำลังกายที่บ้านแบบไม่ใช้อุปกรณ์ ต่อได้

อายุ 45 ปีขึ้นไป เริ่มอย่างไรให้ปลอดภัย

เริ่มที่ 4 สถานี ท่าน้ำหนักตัวล้วน อัตราเวลาต่อพัก 1:2 คือทำ 30 วินาที พัก 60 วินาที ทำ 2 รอบก่อน ตัดท่ากระโดดออกทั้งหมดใน 4 สัปดาห์แรก แล้วเปลี่ยนเป็นก้าวข้างแทน ถ้ามีโรคประจำตัวเรื่องหัวใจหรือความดัน ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

บทสรุป เซอร์กิตเทรนนิ่ง ( Circuit Training )

ถ้าจำได้ข้อเดียว ให้จำว่าคุณภาพของฟอร์มมาก่อนความเร็วเสมอ ความเร็วเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่เป้าหมาย

Circuit Training เป็นหนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายที่ตอบโจทย์ผู้คนทุกระดับ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นดูแลสุขภาพ หรือผู้ที่มีประสบการณ์และต้องการเพิ่มความท้าทายในการฝึก ด้วยการผสมผสานท่าที่หลากหลายตั้งแต่ คาร์ดิโอ ไปจนถึง Strength Training Circuit Training ไม่เพียงช่วยพัฒนาความแข็งแรงของร่างกาย แต่ยังเสริมสร้างความทนทานของหัวใจและปอด พร้อมทั้งเผาผลาญไขมันได้ในเวลาเดียวกัน

จุดเด่นของ Circuit Training อยู่ที่ความยืดหยุ่น สามารถปรับให้เหมาะสมกับเวลาที่คุณมีและเป้าหมายส่วนตัว เช่น การลดน้ำหนัก การเพิ่มความฟิต หรือการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาน้อยและต้องการออกกำลังกายให้ครบทุกส่วนในเวลาอันสั้น

การฝึก Circuit Training ไม่เพียงส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย แต่ยังช่วยเสริมสร้างวินัยและความมุ่งมั่นในการออกกำลังกาย ความสม่ำเสมอในการฝึกจะช่วยให้คุณเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน ทั้งในด้านความแข็งแรง รูปร่างที่ดีขึ้น และสุขภาพโดยรวมที่ดีขึ้น

สรุปให้สั้นที่สุด เลือก 5 ถึง 8 สถานี เรียงสลับกลุ่มกล้ามเนื้อ ตั้งอัตราเวลาต่อพักที่ 2:1 ทำ 3 รอบ แล้ววัดผลด้วยเวลาที่ใช้จบรอบและชีพจรฟื้นตัว ไม่ใช่วัดด้วยความเหนื่อย

ไม่ว่าคุณจะเลือก Circuit Training แบบใด ทั้ง คาร์ดิโอ หรือ Strength Training สิ่งสำคัญคือการฟังร่างกายของคุณ ปรับโปรแกรมให้เหมาะสม และค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นตามความสามารถ การออกกำลังกายที่เหมาะสมจะทำให้คุณรู้สึกสนุก มีพลัง และมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพต่อไปในระยะยาว

ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาวิธีการออกกำลังกายที่ครบเครื่อง เซอร์กิตเทรนนิ่ง ( Circuit Training ) คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกเป้าหมายและทุกไลฟ์สไตล์

หากคุณอยากเริ่มต้น Circuit Training แบบจริงจัง พร้อมเครื่องเล่นครบและเทรนเนอร์คอยดูแลแบบใกล้ชิด Real Gym เปิดให้คุณทดลองเล่นฟรี 3 วัน เล่นได้ทุกคลาส ทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสายเบิร์นไขมันหรือสายสร้างกล้าม เรามีโปรแกรมที่ออกแบบให้เหมาะกับคุณโดยเฉพาะ

  • ครบทั้งคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่ง
  • เทรนเนอร์มีประสบการณ์จริง
  • ทดลองฟรี 3 วัน เล่นได้ทุกสาขา: ซาฟารีเวิลด์ / พระราม 5 / สุขาภิบาล 5 / สายไหม / เลียบทางด่วน / อุดมสุข / แจ้งวัฒนะ

คลิกที่นี่เพื่อลงทะเบียนทดลองเล่นฟรี →

มาเปลี่ยนร่างกายและพลังใจให้พร้อมไปกับ Circuit Training ที่ Real Gym กันครับ!


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด



ติดต่อเรา ร้านขายเครื่องออกกำลังกาย Homefittools