ติดต่อเจ้าหน้าที่
สลับเส้นทาง
รถเข็นของฉัน 0

วิธีสร้าง ซิกแพค (SIX PACK) สร้างยังไงให้เห็นจริง ตารางเปอร์เซ็นต์ไขมันและเวลาที่ต้องใช้

วิธีสร้าง ซิกแพค (SIX PACK)  สร้างยังไงให้เห็นจริง ตารางเปอร์เซ็นต์ไขมันและเวลาที่ต้องใช้

อยากเห็น ซิกแพค เร็วขึ้น เริ่มจากอุปกรณ์ที่ใช้ได้จริงที่บ้านดูดัมเบล

ซิกแพค ไม่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ มันมีอยู่แล้วในตัวทุกคน สิ่งที่บังมันไว้คือไขมันใต้ผิวหนัง ผู้ชายส่วนใหญ่ต้องลดไขมันลงถึงราว 10-12% ผู้หญิงราว 16-20% กล้ามเนื้อถึงจะโผล่ให้เห็นเป็นปล้อง ถ้าตัวเลขนี้ยังไม่ถึง ต่อให้ซิทอัพวันละ 500 ครั้งก็ไม่เห็น

สารบัญ

ผมเจอคำถามเดิมซ้ำ ๆ จากคนที่มาปรึกษาเรื่องกล้ามท้อง คือเล่นหน้าท้องทุกวันแล้ว ทำไมยังไม่ขึ้น คำตอบสั้นมากและไม่ค่อยมีใครอยากได้ยิน คุณไม่ได้ขาดท่าฝึก คุณขาดการลดไขมัน

บทความเดิมของเราพูดถึงท่าฝึกและหลักการไว้ครบแล้ว รอบนี้ผมเติมส่วนที่คนถามมากที่สุดแต่หาคำตอบตรง ๆ ยาก คือตัวเลขเปอร์เซ็นต์ไขมันที่ต้องไปให้ถึง กรอบเวลาที่ต้องใช้จริงตามจุดเริ่มต้นของแต่ละคน และเหตุผลเชิงสรีรวิทยาว่าทำไมการเล่นเฉพาะจุดถึงไม่ลดไขมันเฉพาะจุด

อ่านจบแล้วคุณจะได้อะไร

  • ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ไขมันที่ต้องไปให้ถึงจึงจะเห็น ซิกแพค แยกชายหญิง และแยกระดับความชัด
  • ตารางประเมินว่าจากจุดที่คุณอยู่ตอนนี้ ต้องใช้เวลากี่เดือน คำนวณจากอัตราลดไขมันที่ทำได้จริง
  • เหตุผลว่าทำไม spot reduction หรือการลดไขมันเฉพาะจุดถึงไม่มีอยู่จริง
  • สมการ 3 อย่างที่ต้องทำพร้อมกัน คือแคลอรีขาด 300-500 kcal ต่อวัน เวทเทรนนิ่งรักษามวลกล้าม และการฝึกหน้าท้องให้หนาขึ้น
  • วิธี progressive overload กับกล้ามท้อง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยทำ

แม้ว่าวิทยาการแพทย์ที่รุดหน้าจะทำให้การสร้าง Six pack ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่การจะได้กล้ามท้อง ซิกแพค ที่ทั้งสวมงามและแข็งแกร่งไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนเราอาจหลงลืมไปว่าที่จริงแล้ว ซิกแพค ก็อยู่กับร่างกายเราตลอด แต่จะทำอย่างไรให้มันโผล่พ้นจนเด่นชัดขึ้นมาล่ะ บางทีแค่ท่าบริหารคงยังไม่พอ ทว่าการกินก็สำคัญไม่น้อยกว่ากัน

ซิกแพค คือกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วน rectus abdominis ที่เห็นเป็นปล้อง

เครดิตภาพ: www.freepik.com

Six pack คืออะไร

ซิกแพค คือ กล้ามเนื้อ rectus abdominis ที่ถูกแบ่งเป็นปล้องด้วยแผ่นพังผืดตามขวาง จำนวนปล้องที่คุณมี 4, 6 หรือ 8 ปล้อง ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมตั้งแต่เกิด ฝึกยังไงก็เปลี่ยนจำนวนปล้องไม่ได้ ฝึกได้แค่ให้มันหนาขึ้นและเห็นชัดขึ้น

Six pack หรือ ซิกแพค คือกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนเรคตัส (Rectus Abdominis Muscle) โดยมีลักษณะแบนยาวทอดเป็นปล้องกลางลำตัว มีหน้าที่หลักคอยรับแรงกดขณะเอนตัวไปด้านหน้าและช่วยกดผนังหน้าท้องเพื่อเพิ่มแรงดันสำหรับขับถ่าย สำหรับผู้ชาย ซิกแพค จะเห็นได้ชัดเจนกว่าผู้หญิงเนื่องจากมีไขมันสะสมน้อยกว่า และมักพบได้ตั้งแต่ 4-8 ลูก โดยแบบที่พบมากที่สุดคือ 6 ลูก เรียงคู่กัน 2 ข้าง ข้างละ 3 ลูก

รู้จักกล้ามเนื้อหน้าท้อง 4 ส่วน

1.กล้ามเนื้อส่วน Rectus Abdominis เป็นกล้ามเนื้อท้องส่วนด้านหน้าสุด พาดยาวจากซี่โครงถึงกระดูกเชิงกราน ทำหน้าที่หลักในการงอตัว และเป็นส่วนที่เราเห็นเป็น ซิกแพค

2.กล้ามเนื้อส่วน External Obliques อยู่บริเวณด้านข้างหน้าท้อง ระหว่างซี่โครงส่วนล่างถึงเชิงกราน ช่วยในการงอและบิดลำตัว

3.กล้ามเนื้อส่วน Internal Obliques อยู่ชั้นถัดจาก External Obliques เข้าไป ทำหน้าที่พยุงกระดูกสันหลังส่วนกลางและลำตัว

4.กล้ามเนื้อส่วน Transversus Abdominis เป็นชั้นลึกสุด พาดขวางบริเวณหน้าท้อง ช่วยพยุงช่องท้องและกระดูกสันหลังส่วนล่าง

ปล้องไม่เท่ากันสองข้างเป็นเรื่องปกติ แผ่นพังผืดที่ตัดขวางกล้ามเนื้อ rectus abdominis ของแต่ละคนไม่ได้เรียงสมมาตรเสมอไป คนจำนวนมากมีปล้องเยื้องกันเล็กน้อยตั้งแต่เกิด นี่ไม่ใช่ผลจากการฝึกผิดท่า และแก้ด้วยการฝึกไม่ได้

ทำให้ ซิกแพค เห็นเด่นชัดได้อย่างไร

ตัวแปรที่ตัดสินว่าจะเห็น ซิกแพค หรือไม่มีสองตัวเท่านั้น คือความหนาของกล้ามเนื้อหน้าท้อง กับความหนาของชั้นไขมันที่คลุมทับ ตัวที่สองมีน้ำหนักมากกว่าเสมอ คนที่กล้ามท้องหนาแต่ไขมัน 20% ก็ยังไม่เห็นอะไร

การสร้างซิกแพคให้ปรากฏเด่นชัดสะดุดตาอาศัยหลากปัจจัยที่สำคัญ

1.Genetics (พันธุกรรม) พันธุกรรมมีบทบาทสำคัญคอยกำหนดฟังก์ชั่นการสะสมไขมันในร่างกายของคุณ ร่วมกับสไตล์การใช้ชีวิต เช่น การนอน ความเครียด ล้วนแล้วส่งผลต่อการเรียกใช้ไขมันเผาผลาญ จากงานศึกษาเรื่องการอดนอนจาก University of California พบว่าการนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงส่งผลต่ออัตราโรคอ้วนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรบกวนการทำงานของฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวและกักเก็บไขมันอย่าง ghrelin, leptin และ Insulin โดยตรง

2.Subcutaneous belly fat (ไขมันหน้าท้อง) Subcutaneous belly fat: เปอร์เซ็นต์ไขมันสะสมในร่างกายเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการโผล่พ้นของ Six pack abs โดยมีงานศึกษา ชิ้นหนึ่งได้ชี้ให้เห็นว่าช่วงเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย 17.6 – 25.3% เหมาะสมสำหรับผู้ชาย และ 28.8 – 35.7% สำหรับผู้หญิง ตามลำดับ แม้ไม่มีมาตรฐานกำหนดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายที่เหมาะสม ทว่าโดยมากที่นิยมกันจะอยู่ช่วง 10 – 12% และ 16 – 20%

Tip:

         การปรากฏขึ้นของซิกแพคล้วนขึ้นเกิดจากการดุลปริมาณไขมันในร่างกาและสภาพการใช้ชีวิตซึ่งส่งผลต่อฟังก์ชั่นการกักเก็บไขมันของร่างกาย การนอนหลับที่เพียงพอ ผ่อนเบาจากความเครียดและนิสัยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ย่อมพาคุณไปสู่เป้าหมายได้ไม่ยาก

แนะนำ 7 ท่าสร้าง Six Pack สุดเท่

เลือก 3-4 ท่าจาก 7 ท่านี้ต่อหนึ่งวันฝึก ให้ครบทั้งงอลำตัว (crunch, sit-up) ยกขา (reverse crunch) บิดลำตัว (russian twist) และเกร็งค้าง (plank) กล้ามท้องตอบสนองต่อความหลากหลายของแรงต้าน ไม่ใช่จำนวนครั้งล้วน ๆ

การจะสร้างซิกแพคให้เห็นผลชัดเจนนั้น นอกจากการควบคุมอาหารและการพักผ่อนที่เพียงพอแล้ว การเลือกท่าออกกำลังกายที่ถูกต้องก็สำคัญไม่แพ้กัน มาดูท่าออกกำลังกายช่วยสร้าง ซิกแพค ให้คมชัดกัน

1.Plank ท่าพื้นฐานสร้างความแข็งแรงให้หน้าท้องและแกนกลางลำตัว

ท่า plank สร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหน้าท้องและแกนกลางลำตัว

ท่า Elbow Plank

เครดิตภาพ: www.freepik.com

Plank เป็นท่าที่ช่วยเสริมสร้างความทนทานของหน้าท้องได้อย่างดี โดยเฉพาะบริเวณ Transversus Abdominis Muscle ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อท้องมัดลึกที่ช่วยในการทรงตัว

วิธีทำ Plank อย่างถูกต้อง

        • เริ่มจากการนอนคว่ำแล้วยกตัวขึ้น ใช้แขนตั้งฉากกับพื้น เกร็งหน้าท้องและรักษาลำตัวให้ตรงเป็นแนวเดียวกัน ค้างไว้อย่างน้อย 30 วินาที ทำ 3-4 เซ็ต พักระหว่างเซ็ต 30 วินาที

ผลลัพธ์ที่จะได้รับ การทำท่า Plank อย่างสม่ำเสมอ

        • จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เพิ่มความมั่นคงในการทรงตัว กระชับหน้าท้องและช่วยลดอาการปวดหลัง การทำอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงและเห็น ซิกแพค ชัดเจนขึ้น

เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม

        • ควรรักษาตำแหน่งลำตัวให้เป็นแนวตรง ไม่แอ่นหรือก้มหลัง หายใจเข้าออกสม่ำเสมอ สำหรับผู้เริ่มต้นอาจเริ่มจาก 15-20 วินาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้น

อ่านบทความเพิ่มเติม : การ Plank อย่างละเอียดและตารางแพลงค์ลดพุง

2.Abs Roller ท่าเสริมสร้างกล้ามท้องแบบครบจบในท่าเดียว

ท่า abs roller ใช้ลูกกลิ้งบริหารเพื่อสร้างกล้ามหน้าท้องให้เห็น ซิกแพค

เครดิตภาพ: www.freepik.com

Abs Roller เป็นท่าที่ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องหลายมัดพร้อมกัน ทั้งส่วนบน ส่วนล่าง และด้านข้าง ช่วยสร้าง ซิกแพค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีทำ Abs Roller อย่างถูกต้อง

        • เริ่มจากท่าคุกเข่า จับลูกกลิ้งวางด้านหน้า ค่อยๆ กลิ้งตัวไปข้างหน้าให้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้ เกร็งหน้าท้องตลอดการเคลื่อนไหว แล้วดึงตัวกลับมาท่าเริ่มต้น ทำ 10-12 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 3 เซ็ต

ผลลัพธ์ที่จะได้รับ

        • การใช้ลูกกลิ้งบริหารหน้าท้องอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรง เพิ่มความมั่นคงให้แกนกลางลำตัว ช่วยลดไขมันหน้าท้อง และทำให้เห็น ซิกแพค ชัดเจนขึ้น

เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม

        • ควรทำท่านี้บนพื้นที่มีเบาะหรือเสื่อรองรับ เริ่มต้นด้วยระยะทางสั้นๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะทาง หายใจออกขณะเคลื่อนตัวไปด้านหน้า และหายใจเข้าขณะดึงตัวกลับ

อ่านบทความเพิ่มเติม : ท่าเล่นลูกกลิ้งเพื่อบริหารหน้าท้อง คลิกเลย !

3.Reverse Crunch ท่าบริหารหน้าท้องส่วนล่างที่เห็นผลชัดเจน

ท่า reverse crunch บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่างเพื่อสร้างเส้น V-line

เครดิตภาพ: www.freepik.com

Reverse Crunch เป็นท่าที่เน้นกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่างโดยเฉพาะ ช่วยสร้างเส้น V-line ที่หลายคนต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีทำ Reverse Crunch อย่างถูกต้อง

        • เริ่มจากนอนหงายราบกับพื้น มือวางแนบลำตัว ยกขาขึ้นให้ตั้งฉากกับพื้น จากนั้นยกสะโพกขึ้นพร้อมกับดึงเข่าเข้าหาหน้าอก เกร็งหน้าท้องตลอดการเคลื่อนไหว แล้วค่อยๆ ลดขาลงสู่ท่าเริ่มต้น ทำ 15 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 3-4 เซ็ต

ผลลัพธ์ที่จะได้รับ

        • การทำท่า Reverse Crunch อย่างสม่ำเสมอจะช่วยกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่างได้อย่างเห็นผล ช่วยสร้างเส้น V-line ที่ชัดเจน ลดไขมันบริเวณหน้าท้องส่วนล่าง และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว

เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม

        • ควรเกร็งหน้าท้องตลอดการเคลื่อนไหว หลีกเลี่ยงการใช้แรงเหวี่ยง รักษาหลังส่วนล่างให้แนบพื้นตลอดเวลา หายใจออกขณะยกสะโพก และหายใจเข้าขณะลดตัวลง

Tip:

ระหว่างทำท่า Reverse Crunch ควรระวังไม่ส่วนสะโพกและหลังส่วนล่างให้พ้นจากพื้น ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเราใช้แรงจากหลังเป็นตัวช่วยผ่อนแรง แทนที่ท่าดังกล่าวจะโดนส่วนหน้าท้องเป็นหลัก

ดูวิธีการเล่นท่า Reverse Crunch อย่างละเอียด คลิกเลย !

4.Decline Sit-up ท่าพัฒนากล้ามท้องส่วนบนสู่ ซิกแพค ที่คมชัด

ท่า decline sit-up พัฒนากล้ามหน้าท้องส่วนบนให้ ซิกแพค คมชัด

เครดิตภาพ: www.freepik.com

Decline Sit-up เป็นท่าที่พัฒนาต่อยอดจากซิทอัพธรรมดา เน้นการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบนให้เกิด ซิกแพค ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

วิธีทำ Decline Sit-up อย่างถูกต้อง

        • เริ่มจากนอนบนม้านั่งออกกำลังกาย เท้าเกี่ยวกับที่ยึด มือประสานท้ายทอย ใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องยกตัวขึ้นจนหน้าอกใกล้เข่า หลีกเลี่ยงการใช้แรงดึงจากคอ ลดตัวลงช้าๆ กลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำ 12-15 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 3 เซ็ต

ผลลัพธ์ที่จะได้รับ

        • การทำ Decline Sit-up อย่างสม่ำเสมอจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบนให้เห็นชัดเจน เสริมสร้างความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว และช่วยสร้าง ซิกแพค ที่คมชัด

เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม

        • รักษาการเคลื่อนไหวให้ช้าและควบคุมได้ หลีกเลี่ยงการกระตุกหรือใช้แรงเหวี่ยง หายใจออกขณะยกตัวขึ้น และหายใจเข้าขณะลดตัวลง ผู้เริ่มต้นอาจเริ่มจากการปรับม้านั่งออกกำลังกายให้มีมุมเอียงที่น้อยก่อน

5. Russian Twist

ท่า russian twist บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้างและช่วยลดไขมันหน้าท้อง

เครดิตภาพ: www.freepik.com

Russian Twist เป็นท่าออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้างโดยเฉพาะ ช่วยสร้างความแข็งแรงและกระชับส่วนเอวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีทำ Russian Twist อย่างถูกต้อง

        • นั่งบนพื้นยกขาลอย เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย ประสานมือไว้ด้านหน้า บิดลำตัวไปทางซ้ายและขวาสลับกัน โดยรักษาตำแหน่งขาและหลังให้นิ่ง ทำ 20 ครั้งต่อเซ็ต (นับการบิดซ้าย-ขวาเป็น 1 ครั้ง) จำนวน 3 เซ็ต

ผลลัพธ์ที่จะได้รับ

        • การทำ Russian Twist อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดไขมันส่วนเอว กระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้าง เพิ่มความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว และช่วยสร้างเส้นกล้ามเนื้อด้านข้างให้ชัดเจน

เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม

        • เน้นการบิดลำตัวให้สุดและควบคุมจังหวะให้ช้าลง หายใจให้สม่ำเสมอ หากต้องการเพิ่มความท้าทาย สามารถถือดัมเบลหรือเมดิซินบอลขณะทำท่านี้ได้

6. Lower Back Extentions

ท่า lower back extension เสริมความแข็งแรงให้แกนกลางลำตัวด้านหลัง

เครดิตภาพ: www.freepik.com

แหล่งอ้างอิงรูปภาพ : https://www.coachmag.co.uk/back-exercises/8183/how-to-do-the-back-extension

Lower Back Extensions ไม่เพียงช่วยสร้างซิกแพคด้านหน้า แต่ยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง ทำให้การสร้างกล้ามท้องสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

วิธีทำ Lower Back Extensions อย่างถูกต้อง

        • นอนคว่ำบนพื้น แขนเหยียดตรงไปด้านหน้า ยกอกและขาขึ้นพร้อมกันให้ร่างกายโค้งเป็นรูปตัวยู ค้างไว้ 2-3 วินาที แล้วลดตัวลงช้าๆ ทำ 12-15 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 3 เซ็ต

ผลลัพธ์ที่จะได้รับ

        • การทำท่านี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวทั้งด้านหน้าและหลัง ช่วยป้องกันอาการปวดหลัง และทำให้การทรงตัวดีขึ้น

เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม

        • ควบคุมการเคลื่อนไหวให้นุ่มนวล หลีกเลี่ยงการเงยหน้าขึ้นมากเกินไป หายใจออกขณะยกตัวขึ้น และหายใจเข้าขณะลดตัวลง

7. Barbell Squat

Barbell Squat แม้จะดูเหมือนเป็นท่าสำหรับขา แต่การถือบาร์เบลบนบ่าขณะย่อตัวทำให้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาสมดุล

วิธีทำ Barbell Squat อย่างถูกต้อง

        • ยืนวางเท้ากว้างประมาณหัวไหล่ วางบาร์เบลบนบ่า ย่อตัวลงช้าๆ ให้ต้นขาขนานกับพื้น เกร็งหน้าท้องตลอดการเคลื่อนไหว ดันตัวขึ้นกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำ 10-12 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 3-4 เซ็ต

ผลลัพธ์ที่จะได้รับ

        • การทำ Barbell Squat นอกจากจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อขาแล้ว ยังช่วยเสริมความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว เผาผลาญไขมันทั่วร่างได้ดี และช่วยให้ ซิกแพค ปรากฏชัดเจนขึ้น

เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม

        • เริ่มต้นด้วยน้ำหนักเบาๆ ก่อน เน้นความถูกต้องของท่าทาง รักษาหลังให้ตรง เกร็งหน้าท้องตลอดการเคลื่อนไหว หายใจเข้าขณะย่อตัวลง และหายใจออกขณะดันตัวขึ้น

Tip:

เพื่อให้ทุกท่วงท่าและจังหวะนั้นปลอดภัย ควรเริ่มต้นบริหารท่าจากแผ่นน้ำหนักที่น้อยก่อน จนคล่องตัวค่อยไล่สเกลให้หนักขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ดี หากใครกลัวว่าการถือบาร์เบลแยกเดี่ยวไม่เซฟพอ การใช้บาร์เบลที่พวกชุดมากับโฮมยิม จะช่วยคุณได้มากทีเดียว

วิธีสร้างกล้ามหน้าท้องให้เห็นผลใน 1 เดือน

หนึ่งเดือนพอไหม ขึ้นกับจุดเริ่มต้น ถ้าคุณอยู่ที่ไขมัน 14% หนึ่งเดือนอาจพาคุณไป 11-12% ซึ่งเห็นผลจริง แต่ถ้าเริ่มที่ 25% หนึ่งเดือนจะได้แค่ความรู้สึกว่าเสื้อหลวมขึ้น ไม่ใช่ปล้องกล้ามท้องที่เห็นชัด ตั้งเป้าตามตัวเลขจริงจะไม่ผิดหวัง

การสร้าง ซิกแพค ให้เห็นผลภายใน 1 เดือนต้องอาศัยความทุ่มเทและวินัยอย่างสูง โดยต้องคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญสามประการ คือการออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร และการพักผ่อน

1.เริ่มจากการออกกำลังกาย 

ควรทำท่าบริหารหน้าท้องอย่างน้อย 4-5 วันต่อสัปดาห์ โดยสลับกลุ่มกล้ามเนื้อที่ฝึกในแต่ละวัน ไม่ควรเล่นกล้ามท้องติดต่อกันทุกวัน เพราะกล้ามเนื้อต้องการเวลาพักฟื้นเพื่อซ่อมแซมและเติบโต

2.ด้านโภชนาการ

ควรเน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น อกไก่ ไข่ขาว ปลา และเวย์โปรตีน ลดอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ทานผักใบเขียวและผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม

3.การพักผ่อนที่เพียงพอ

เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ควรนอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อระหว่างการนอนหลับ อีกทั้งยังช่วยควบคุมฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอยากอาหารอีกด้วย

เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับการสร้าง ซิกแพค

เรื่องที่คนมองข้ามมากที่สุดคือการหายใจและการเกร็งแกนกลาง ถ้าคุณกลั้นหายใจตลอดเซ็ต แรงดันในช่องท้องจะดันผนังหน้าท้องออก ซึ่งทำให้พุงดูป่องขึ้นในระยะยาว หายใจออกตอนออกแรงทุกครั้ง

การหายใจที่ถูกต้องระหว่างออกกำลังกายมีความสำคัญอย่างยิ่ง ควรหายใจออกขณะออกแรง และหายใจเข้าขณะผ่อนแรง การกำหนดลมหายใจที่ดีจะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อุปกรณ์ออกกำลังกายที่ช่วยเสริมการสร้างซิกแพค เช่น ลูกกลิ้งบริหารหน้าท้อง เก้าอี้ซิทอัพ และเมดิซินบอล ล้วนช่วยเพิ่มความหลากหลายให้การฝึก ทำให้กล้ามเนื้อไม่ชินกับท่าทางเดิมๆ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสร้างซิกแพค

คำถาม 5 ข้อด้านล่างนี้เป็นชุดเดิมที่คนถามบ่อยที่สุด และเรายังมี FAQ เพิ่มอีก 10 ข้อในหัวข้อถัดไป สำหรับคำถามเชิงลึกเรื่องเปอร์เซ็นต์ไขมัน เวลา และการวัดผล

1.ออกกำลังกายอย่างไรให้มี ซิกแพค ใน 1 เดือน? 

การสร้างซิกแพคใน 1 เดือนต้องทำ 3 อย่างควบคู่กัน: ออกกำลังกายท่าเฉพาะ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์, ควบคุมอาหารลดไขมัน และพักผ่อนให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมง/วัน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นฟู

2.ต้องมีเปอร์เซ็นต์ไขมันเท่าไหร่ถึงจะเห็น ซิกแพค ?

ผู้ชายต้องมีเปอร์เซ็นต์ไขมันประมาณ 10-12% ถึงจะเห็น ซิกแพค ชัดเจน โดยปกติผู้ชายทั่วไปจะมีไขมัน 15-20% ต้องลดลงมาจึงจะเห็นกล้ามชัด

3.ทำไมออกกำลังกายแล้ว ซิกแพค ไม่ขึ้น?

สาเหตุหลักมาจากการมีไขมันหน้าท้องมากเกินไป ออกกำลังกายไม่ถูกท่า และการพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้กล้ามเนื้อไม่เติบโต ต้องปรับทั้งการกินและการออกกำลังกายควบคู่กัน

4.กินอะไรช่วยสร้างซิกแพค?

ควรเน้นอาหารโปรตีนสูง-ไขมันต่ำ เช่น อกไก่ ไข่ขาว ปลา และโปรตีนเวย์ ลดคาร์โบไฮเดรตขัดขาว ทานผักใบเขียว และดื่มน้ำอย่างน้อย 2-3 ลิตร/วัน

5.ซิกแพคมีกี่แบบ ต่างกันอย่างไร?

ซิกแพคมี 3 แบบหลัก: 4-Pack, 6-Pack, และ 8-Pack ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและการฝึกฝน โดยแบบที่พบบ่อยที่สุดคือ 6-Pack ที่มี 6 ก้อนเรียงเป็น 2 แถว

เปอร์เซ็นต์ไขมันเท่าไหร่ ซิกแพคถึงจะโผล่

เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือ ผู้ชายเห็นแนวปล้องบนที่ราว 14-15% เห็นครบหกปล้องที่ 10-12% และเห็นคมแบบขึ้นปกนิตยสารที่ต่ำกว่า 9% ส่วนผู้หญิงเลื่อนขึ้นราว 6-8% ทุกช่วง เพราะมีไขมันจำเป็นสูงกว่าโดยธรรมชาติ

ผู้หญิงมีไขมันจำเป็น (essential fat) ประมาณ 10-13% ของน้ำหนักตัว ขณะที่ผู้ชายมีราว 3-5% ตัวเลขนี้คือไขมันที่ร่างกายใช้ในระบบฮอร์โมนและการทำงานของอวัยวะ ลดต่ำกว่านี้ไม่ได้โดยไม่เสียสุขภาพ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเกณฑ์ของผู้หญิงจึงสูงกว่าผู้ชายเสมอ

อีกเรื่องที่ต้องพูดตรง ๆ คือไขมันแต่ละคนไม่ได้ลงเท่ากันทุกจุด บางคนไขมันหน้าท้องหายก่อนต้นขา บางคนกลับกัน จุดที่ไขมันชอบเกาะที่สุดคือจุดที่หายเป็นที่สุดท้าย และสำหรับผู้ชายส่วนใหญ่จุดนั้นคือหน้าท้องส่วนล่างพอดี

เปอร์เซ็นต์ไขมัน (ชาย)เปอร์เซ็นต์ไขมัน (หญิง)หน้าท้องดูเป็นอย่างไร
20% ขึ้นไป28% ขึ้นไปไม่เห็นเส้นใด ๆ หน้าท้องเรียบถึงป่อง
16-19%24-27%เริ่มเห็นเส้นกลางลำตัวจาง ๆ ตอนเกร็ง
14-15%21-23%เห็นปล้องบน 2 ปล้องตอนเกร็ง ตอนผ่อนยังไม่เห็น
10-12%16-20%เห็นซิกแพคครบ 6 ปล้องแม้ไม่เกร็ง จุดที่คนส่วนใหญ่ตั้งเป้า
7-9%14-15%เห็นคมชัดพร้อมเส้น V-line และเส้นเลือดที่หน้าท้อง
ต่ำกว่า 6%ต่ำกว่า 12%ระดับแข่งเพาะกาย รักษาไว้นานไม่ได้และกระทบฮอร์โมน

อย่าเชื่อเครื่องชั่งไขมันแบบ BIA มากเกินไป

เครื่องชั่งวัดไขมันตามบ้านใช้กระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ วิ่งผ่านร่างกาย ค่าที่ได้แกว่งตามปริมาณน้ำในตัวได้ถึง 3-4% ภายในวันเดียว ดื่มน้ำมากตอนเช้าแล้วชั่งอีกทีตอนบ่าย ตัวเลขเปลี่ยนทั้งที่ไขมันเท่าเดิม

ผมแนะนำให้ใช้เครื่องเดิม เวลาเดิม สภาพร่างกายเดิม คือตื่นนอน ท้องว่าง เข้าห้องน้ำแล้ว จากนั้นดูแนวโน้ม 4 สัปดาห์ ไม่ใช่ดูค่ารายวัน หรือถ้าอยากได้ค่าที่นิ่งกว่า ให้ไปวัดด้วยเครื่องมาตรฐานตามที่อธิบายไว้ในคู่มืออ่านผล InBody และองค์ประกอบร่างกาย

วิธีเช็กแบบไม่ต้องใช้เครื่องเลย

  • ถ่ายรูปหน้าท้องตอนตื่นนอน ท้องว่าง แสงเดียวกัน มุมเดียวกัน ทุกวันอาทิตย์
  • วัดรอบเอวตรงระดับสะดือด้วยสายวัด ผ่อนลมหายใจออกแล้วค่อยวัด อย่ากลั้น
  • ผู้ชาย รอบเอวต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของส่วนสูง มักตรงกับไขมันราว 15% หรือต่ำกว่า
  • จับหนังหน้าท้องข้างสะดือ ถ้าหยิบขึ้นมาได้หนากว่า 2 เซนติเมตร ยังห่างจากเป้าหมายอยู่
  • ให้กางเกงตัวเดิมเป็นตัวตัดสิน เอวหลวมขึ้น 1 นิ้วโดยน้ำหนักลด 2 กิโลกรัม แปลว่าไขมันลงจริง

ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นซิกแพค

อัตราลดไขมันที่ปลอดภัยและรักษากล้ามไว้ได้คือ 0.5-1% ของน้ำหนักตัวต่อสัปดาห์ แปลว่าคนหนัก 75 กก. ลดได้ราว 0.4-0.7 กก. ต่อสัปดาห์ ใครที่เริ่มจากไขมัน 25% ต้องใช้เวลา 6-9 เดือน ไม่ใช่ 1 เดือน

ผมรู้ว่าตัวเลขนี้ไม่สวย แต่การให้ตัวเลขปลอมทำให้คนเลิกเร็วกว่าเดิม คนที่ถูกบอกว่า 8 สัปดาห์เห็นกล้ามท้องเป็นปล้อง พอครบ 8 สัปดาห์แล้วยังไม่มีก็สรุปว่าตัวเองล้มเหลว ทั้งที่จริงเขาเดินมาถูกทางแล้วครึ่งทาง

ตารางด้านล่างคำนวณจากคนน้ำหนัก 75 กิโลกรัม ลดไขมันที่อัตรา 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเท่ากับแคลอรีขาดราว 500 kcal ต่อวัน ถ้าคุณหนักน้อยกว่านี้ให้บวกเวลาเพิ่มอีกเล็กน้อย เพราะยิ่งผอมยิ่งลดช้า

จุดเริ่มต้น (ไขมันชาย)ต้องลดไขมันกี่กิโลกรัมเวลาที่ต้องใช้จริงสิ่งที่จะเกิดระหว่างทาง
30%ราว 14-15 กก.9-12 เดือนเดือนแรกลดเร็วเพราะน้ำ แล้วจะช้าลง ต้องปรับแคลอรีทุก 6-8 สัปดาห์
25%ราว 9-10 กก.6-8 เดือนเห็นเส้นกลางลำตัวช่วงเดือนที่ 4 ต้องเริ่มเวทเทรนนิ่งจริงจังตั้งแต่วันแรก
20%ราว 6 กก.4-5 เดือนราวเดือนที่ 3 เริ่มเห็นปล้องบน ช่วงท้ายจะฝืดกว่าที่คิดมาก
16%ราว 3-4 กก.2-3 เดือนช่วงนี้ความแม่นของอาหารสำคัญกว่าปริมาณการฝึก
14%ราว 2 กก.6-8 สัปดาห์เห็นผลชัดในกระจกทุกสัปดาห์ แรงจูงใจดีที่สุดในช่วงนี้
12%ราว 1 กก.3-4 สัปดาห์เหลือแค่ปรับน้ำ เกลือ และคาร์บให้ลงตัว

ทำไมช่วงท้ายถึงช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อน้ำหนักลด ร่างกายใช้พลังงานน้อยลงตามไปด้วย ทั้งจากมวลตัวที่เบาลงและจากการที่ร่างกายลดการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ที่ไม่รู้ตัว เช่น เขย่าขา ลุกเดิน ค่านี้เรียกว่า NEAT และลดลงได้ถึง 100-300 kcal ต่อวันเมื่อคุณกินน้อยลงติดต่อกันนาน ๆ

ผลคือแคลอรีขาดที่คุณคิดว่ามี 500 kcal จริง ๆ อาจเหลือ 250 kcal นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องคำนวณใหม่ทุก 6-8 สัปดาห์ ไม่ใช่ตั้งตัวเลขไว้ครั้งเดียวแล้วใช้ยาวหกเดือน

สัญญาณว่าคุณตัดแคลอรีลึกเกินไป นอนไม่หลับ ขี้หนาว หงุดหงิดง่าย แรงในการฝึกตกลงชัดเจน หรือรอบเดือนมาผิดปกติในผู้หญิง ถ้าเจอสองข้อขึ้นไป ให้เพิ่มอาหารกลับ 200-300 kcal ต่อวันแล้วเดินต่อแบบช้าลง ยอมช้ากว่าเสียกล้ามและฮอร์โมน

ตารางเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ไขมันกับระยะเวลาที่ต้องใช้ในการสร้างซิกแพคของแต่ละคน

ลดไขมันหน้าท้องเฉพาะจุดไม่มีอยู่จริง และนี่คือหลักฐาน

spot reduction คือความเชื่อว่าเล่นกล้ามส่วนไหนแล้วไขมันตรงนั้นจะหาย งานวิจัยที่ทดสอบเรื่องนี้ตรง ๆ ให้ผลตรงกันหมดว่าไม่จริง ร่างกายดึงไขมันมาใช้จากทั้งตัวตามลำดับที่พันธุกรรมกำหนด ไม่ใช่จากกล้ามที่อยู่ใกล้ที่สุด

งานวิจัยที่ปิดประเด็นนี้

งานคลาสสิกที่คนอ้างถึงบ่อยที่สุดคือการศึกษาผู้เข้าร่วมที่ฝึก sit-up วันละหลายร้อยครั้งต่อเนื่อง 27 วัน แล้ววัดความหนาไขมันใต้ผิวหนังด้วยการเจาะชิ้นเนื้อจากหน้าท้อง ก้น และหลังส่วนบน ผลคือไขมันลดลงในอัตราใกล้เคียงกันทั้งสามจุด ไม่ใช่ลดที่หน้าท้องมากกว่าที่อื่น

อีกงานหนึ่งให้ผู้เข้าร่วมฝึกกล้ามแขนข้างเดียวเป็นเวลา 12 สัปดาห์ แล้วสแกนดูไขมันของแขนทั้งสองข้าง ปรากฏว่าไขมันลดลงทั้งสองแขนพอ ๆ กัน แถมลดที่ลำตัวด้วยซ้ำ ถ้า spot reduction เป็นจริง แขนข้างที่ฝึกต้องผอมกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่มันไม่เป็นแบบนั้น

แล้วทำไมยังรู้สึกว่าเล่นหน้าท้องแล้วพุงยุบ

  • กล้ามเนื้อ transversus abdominis ที่แข็งแรงขึ้นจะรัดผนังหน้าท้องเข้า ทำให้พุงดูแบนลงโดยที่ไขมันเท่าเดิม
  • ท่าทางยืนที่ดีขึ้นหลังฝึกแกนกลาง ทำให้หน้าท้องไม่ยื่นออกมาเหมือนเดิม
  • คนที่เริ่มเล่นหน้าท้องมักปรับอาหารไปพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว แล้วเข้าใจผิดว่าท่าฝึกเป็นตัวลดไขมัน
  • อาการบวมจากเกลือและคาร์บลดลงเมื่อเริ่มออกกำลังกาย ทำให้หน้าท้องดูเล็กลงภายในไม่กี่วัน

สิ่งที่ลดไขมันหน้าท้องได้จริงคือแคลอรีขาดสะสมทั้งวัน ไม่ใช่การเผาผลาญระหว่างเซ็ตซิทอัพ การซิทอัพ 100 ครั้งเผาผลาญราว 20-30 kcal เท่านั้น ขณะที่ข้าวหนึ่งจานให้พลังงาน 300 kcal คุณเอาชนะครัวด้วยเสื่อโยคะไม่ได้ ถ้าอยากเจาะลึกเรื่องนี้อ่านต่อได้ที่วิธีลดพุงสำหรับผู้ชายแบบละเอียด

สมการ 3 อย่างที่ต้องทำพร้อมกัน ขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้

คนที่ล้มเหลวเกือบทั้งหมดทำแค่ 1 ใน 3 ข้อนี้ คือฝึกกล้ามท้องอย่างเดียว ทั้งที่มันเกิดจากการทำสามอย่างพร้อมกัน คือแคลอรีขาด 300-500 kcal ต่อวัน เวทเทรนนิ่งเพื่อรักษามวลกล้ามระหว่างลดไขมัน และการฝึกหน้าท้องเพื่อให้ตัวกล้ามหนาขึ้น

ข้อ 1 แคลอรีขาด 300-500 kcal ต่อวัน

ตัวเลขนี้ไม่ได้ตั้งลอย ๆ แคลอรีขาดต่ำกว่า 300 kcal จะช้าจนคุณเลิกก่อน ส่วนสูงกว่า 500 kcal ต่อวันติดต่อกันหลายเดือน ร่างกายจะเริ่มดึงกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานควบคู่กับไขมัน ผลคือคุณผอมลงแต่หน้าท้องแบนราบไม่มีปล้อง

วิธีหาตัวเลขเริ่มต้นแบบเร็วที่สุด คือเอาน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมคูณ 30 จะได้พลังงานที่ใช้ต่อวันโดยประมาณสำหรับคนที่ออกกำลังกายปานกลาง แล้วลบออก 400 kcal คนหนัก 75 กก. จะได้ราว 2,250 ลบ 400 เหลือ 1,850 kcal ต่อวัน จากนั้นชั่งน้ำหนักทุกสัปดาห์แล้วปรับตามผลจริง

ข้อ 2 เวทเทรนนิ่งเพื่อรักษามวลกล้ามระหว่างลดไขมัน

ระหว่างที่คุณกินน้อยลง ร่างกายไม่ได้เลือกเผาแต่ไขมัน มันเผากล้ามด้วย สัญญาณเดียวที่บอกร่างกายว่ากล้ามก้อนนี้ยังจำเป็นและอย่าเอาไปใช้ คือการที่กล้ามนั้นถูกใช้ยกของหนักอย่างสม่ำเสมอ

ฝึกทั้งตัวด้วยท่า compound 3 วันต่อสัปดาห์ก็พอ ได้แก่ squat, deadlift หรือ hip hinge, แถวดึงหลัง, เบนช์เพรสหรือวิดพื้น และไหล่ ท่าเหล่านี้ยังเกร็งแกนกลางลำตัวหนักกว่าเครื่องกล้ามท้องหลายเครื่องด้วยซ้ำ รายละเอียดวิธีจัดโปรแกรมดูได้จากคู่มือเวทเทรนนิ่งที่บ้านให้ได้ผล

ข้อ 3 ฝึกกล้ามหน้าท้องให้ตัวกล้ามหนาขึ้น

ประเด็นที่คนพลาดคือคิดว่าฝึกหน้าท้องเพื่อเผาไขมันตรงนั้น ซึ่งไม่จริง เราฝึกหน้าท้องเพื่อให้ตัวกล้ามใหญ่และหนาขึ้น กล้ามที่หนากว่าจะดันขึ้นมาให้เห็นปล้องได้แม้ไขมันยังไม่ต่ำมาก คนที่กล้ามท้องหนาอาจเห็นซิกแพคที่ไขมัน 14% ขณะที่คนกล้ามท้องบางต้องลงไปถึง 10%

องค์ประกอบต้องทำแค่ไหนถ้าขาดข้อนี้จะเกิดอะไร
แคลอรีขาด300-500 kcal ต่อวัน ทุกวันไขมันไม่ลด ต่อให้กล้ามหนาก็ไม่มีใครเห็น
โปรตีน1.6-2.2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวันเสียกล้ามระหว่างลด หน้าท้องแบนแต่ไม่มีปล้อง
เวทเทรนนิ่งทั้งตัว3 วันต่อสัปดาห์ ท่า compoundน้ำหนักลงแต่หุ่นดูฟีบ ที่เรียกกันว่าผอมแต่ไม่ฟิต
ฝึกกล้ามหน้าท้อง2-3 วันต่อสัปดาห์ มีแรงต้านกล้ามท้องบาง ต้องลดไขมันต่ำมากจึงจะเห็น
คาร์ดิโอ2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 25-40 นาทีต้องตัดอาหารลึกขึ้นเพื่อชดเชย ซึ่งหิวกว่ามาก
การนอน7-8 ชั่วโมงต่อคืนฮอร์โมนหิวพุ่ง ควบคุมอาหารยากขึ้นอย่างชัดเจน

คาร์ดิโอคือขาที่คนมองข้ามที่สุดในสมการนี้

การเดินเร็วหรือปั่นจักรยาน 30 นาที เผาผลาญราว 200-300 kcal ซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่งของแคลอรีขาดที่คุณต้องการต่อวัน แปลว่าคุณตัดอาหารน้อยลงได้ครึ่งหนึ่ง หิวน้อยลงครึ่งหนึ่ง และทำต่อได้นานกว่ามาก

progressive overload สำหรับกล้ามท้อง เรื่องที่แทบไม่มีใครทำ

คุณไม่ยกดัมเบล 5 กิโลกรัม 100 ครั้งเพื่อสร้างไบเซ็ปส์ แล้วทำไมถึงซิทอัพ 100 ครั้งเพื่อสร้างกล้ามท้อง กล้ามท้องเป็นกล้ามลายเหมือนกล้ามอื่นทุกประการ มันโตเมื่อเจอแรงต้านที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เมื่อทำซ้ำเยอะ ๆ ด้วยน้ำหนักตัวเปล่า

ช่วงเรปที่ทำให้กล้ามท้องหนาขึ้นได้ดีที่สุดคือ 8-15 ครั้งต่อเซ็ต โดยเซ็ตสุดท้ายต้องเหลือกำลังอีกไม่เกิน 1-2 ครั้ง ถ้าคุณทำได้เกิน 20 ครั้งสบาย ๆ แปลว่าแรงต้านน้อยเกินไป ถึงเวลาเพิ่มน้ำหนักหรือเปลี่ยนท่าให้ยากขึ้น

พูดง่าย ๆ คือถ้าเดือนนี้คุณทำ crunch ได้เท่ากับเดือนที่แล้วเป๊ะ กล้ามท้องคุณก็จะเท่าเดือนที่แล้วเป๊ะเช่นกัน

4 วิธีเพิ่มแรงต้านให้กล้ามท้อง

  1. เพิ่มน้ำหนัก ถือแผ่นน้ำหนักหรือดัมเบลไว้ที่หน้าอกตอนทำ crunch หรือ decline sit-up เริ่มที่ 2.5-5 กก. แล้วขยับขึ้นทีละ 2.5 กก. เมื่อทำครบเซ็ตได้สบาย
  2. เพิ่มระยะการเคลื่อนไหว ทำ decline sit-up บนม้าที่เอียงชันขึ้น หรือทำ leg raises แบบห้อยตัวแทนแบบนอน
  3. เพิ่มเวลาใต้แรงตึง ลดตัวลงช้า 3 วินาทีทุกครั้ง แทนที่จะปล่อยตัวตกลงมาเฉย ๆ ซึ่งไม่ได้กระตุ้นกล้ามเลย
  4. ลดแรงช่วยจากท่า ยกแขนเหยียดเหนือหัวตอนทำ crunch จะเพิ่มโมเมนต์แขนและทำให้ท่ายากขึ้นทันทีโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์

ตัวอย่างการไต่ระดับ 8 สัปดาห์

สัปดาห์Weighted crunchLeg raisesPlank
1-2น้ำหนักตัวเปล่า 3 เซ็ต x 15นอนยกขา 3 x 12ค้าง 30 วินาที x 3
3-4ถือแผ่น 2.5 กก. 3 x 12นอนยกขา 3 x 15ค้าง 45 วินาที x 3
5-6ถือแผ่น 5 กก. 4 x 10ห้อยตัวงอเข่ายก 3 x 10plank ยกแขนสลับ 40 วินาที x 3
7-8ถือแผ่น 7.5 กก. 4 x 8-10ห้อยตัวยกขาตรง 3 x 8plank ถ่วงน้ำหนักบนหลัง 40 วินาที x 3

ท่า plank ก็ไต่ระดับได้เหมือนกัน หลายคนค้างแพลงก์นาน 3 นาทีแล้วภูมิใจ ทั้งที่นั่นคือการฝึกความทนทาน ไม่ใช่การสร้างกล้าม ถ้าค้างได้เกิน 60 วินาทีสบาย ๆ ให้เปลี่ยนไปทำเวอร์ชันที่ยากขึ้นแทนการยืดเวลา รายละเอียดการไต่ระดับดูได้จากบทความ plank ฉบับเต็มพร้อมตารางฝึก

โภชนาการที่ใช้ได้จริง ไม่ต้องชั่งทุกคำ

ไม่มีอาหารชนิดไหนเผาไขมันหน้าท้องได้ สิ่งที่โภชนาการทำได้คือทำให้คุณอยู่ในภาวะแคลอรีขาดโดยไม่หิวจนเลิก โปรตีนสูงและอาหารกากใยสูงคือเครื่องมือหลักสองอย่างของงานนี้

โปรตีนคือตัวแปรที่คุ้มค่าที่สุด

โปรตีน 1.6-2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ทำสองอย่างพร้อมกัน คือรักษามวลกล้ามระหว่างที่คุณกินน้อยลง และทำให้อิ่มนานกว่าคาร์บหรือไขมันในแคลอรีเท่ากัน คนหนัก 70 กก. ต้องได้ราว 112-154 กรัมต่อวัน

ตัวเลขนี้ฟังดูเยอะจนคนส่วนใหญ่ทำไม่ถึง อกไก่ 100 กรัมให้โปรตีนราว 31 กรัม ไข่หนึ่งฟองให้ 6 กรัม เวย์หนึ่งช้อนตวงให้ราว 24 กรัม ลองบวกดูว่าวันนี้คุณได้เท่าไหร่จริง ๆ ส่วนใหญ่จะตกใจ

อาหารปริมาณโปรตีน (กรัม)พลังงาน (kcal)
อกไก่ไม่มีหนัง100 กรัม31165
ไข่ไก่ทั้งฟอง1 ฟอง678
ปลาแซลมอน100 กรัม25208
เต้าหู้แข็ง100 กรัม17144
เวย์โปรตีน1 ช้อนตวง (30 กรัม)24120
กรีกโยเกิร์ตไขมัน 0%170 กรัม17100

กฎง่าย ๆ ที่ใช้ได้โดยไม่ต้องนับแคลอรีทุกมื้อ

  • ทุกมื้อต้องมีโปรตีนขนาดเท่าฝ่ามือของตัวเอง
  • ผักครึ่งจานทุกมื้อหลัก เพราะกากใยทำให้อิ่มด้วยพลังงานที่ต่ำมาก
  • ตัดเครื่องดื่มที่มีแคลอรีทั้งหมด ชานมแก้วเดียวอาจมี 400 kcal เท่ากับข้าวหนึ่งจานครึ่ง
  • กินคาร์บส่วนใหญ่รอบ ๆ เวลาฝึก จะได้มีแรงและควบคุมความหิวได้ดีกว่า
  • อย่าอดมื้อเช้าเพื่อให้เหลือโควตาไปกินมื้อดึก คนส่วนใหญ่จะกินเกินในมื้อดึกอยู่ดี
  • วันที่กินเกินไปหนึ่งมื้อ ไม่ต้องอดมื้อถัดไปชดเชย ให้กลับเข้าแผนปกติทันที

เรื่องแอลกอฮอล์ที่ไม่มีใครอยากได้ยิน แอลกอฮอล์ให้พลังงาน 7 kcal ต่อกรัม เกือบเท่าไขมัน และร่างกายจะหยุดการเผาผลาญไขมันชั่วคราวเพื่อจัดการมันก่อน เบียร์ 3 กระป๋องเท่ากับ 450 kcal ซึ่งลบแคลอรีขาดของคุณทั้งวันทิ้งพอดี

ทำไมเล่นกล้ามหน้าท้องทุกวันแล้วซิกแพคไม่ขึ้น

เหตุผลมี 5 ข้อ และไขมันสูงเกินไปคือข้อที่พบบ่อยที่สุด แต่ที่รองลงมาคือการฝึกทุกวันจนกล้ามไม่ได้ฟื้นตัว กล้ามท้องต้องการเวลาซ่อมแซม 48 ชั่วโมงเหมือนกล้ามอื่น ฝึกวันเว้นวันได้ผลดีกว่าฝึกรวด 7 วัน

5 สาเหตุที่พบจริงในคนที่มาปรึกษา

  1. เปอร์เซ็นต์ไขมันยังสูงเกินไป ข้อนี้อธิบายเคสได้เกินครึ่ง กล้ามท้องแข็งแรงมากแต่ถูกคลุมด้วยไขมันหนา 2 เซนติเมตร
  2. ฝึกทุกวันจนไม่ฟื้นตัว กล้ามโตตอนพัก ไม่ใช่ตอนฝึก การฝึกซ้ำก่อนที่กล้ามจะซ่อมเสร็จคือการรีเซ็ตความคืบหน้าทิ้ง
  3. ไม่เคยเพิ่มแรงต้าน ทำ crunch น้ำหนักตัวเปล่าเท่าเดิมมา 2 ปี กล้ามไม่มีเหตุผลอะไรต้องโตขึ้น
  4. โปรตีนไม่พอ ฝึกหนักแค่ไหนแต่วัตถุดิบไม่มี กล้ามก็สร้างไม่ได้ คนไทยส่วนใหญ่กินโปรตีนราว 0.8-1.0 กรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งน้อยกว่าที่ต้องการเกือบครึ่ง
  5. ใช้แรงเหวี่ยงแทนกล้าม ซิทอัพเร็ว ๆ ด้วยแรงคอและสะโพก กล้ามท้องแทบไม่ทำงาน อาการที่บอกได้ชัดคือปวดคอมากกว่าปวดท้อง

ตารางฝึกที่ให้กล้ามได้ฟื้นตัวจริง

วันฝึกอะไรเวลาที่ใช้
จันทร์เวทเทรนนิ่งทั้งตัว บวกกล้ามท้อง 3 ท่า50-60 นาที
อังคารคาร์ดิโอเบาถึงปานกลาง 30 นาที30 นาที
พุธเวทเทรนนิ่งทั้งตัว ไม่แตะกล้ามท้อง45-55 นาที
พฤหัสพักหรือเดินเร็ว 8,000 ก้าวตามสะดวก
ศุกร์เวทเทรนนิ่งทั้งตัว บวกกล้ามท้อง 3 ท่า50-60 นาที
เสาร์คาร์ดิโอ 30-40 นาที30-40 นาที
อาทิตย์พักเต็มวัน ถ่ายรูปและวัดรอบเอว10 นาที

สังเกตว่ากล้ามท้องถูกฝึกแค่ 2 วันต่อสัปดาห์ นี่คือปริมาณที่เพียงพอถ้าแต่ละครั้งคุณฝึกด้วยแรงต้านที่หนักพอ ถ้าอยากเพิ่มเป็น 3 วันก็ได้ แต่ห้ามฝึกสองวันติดกัน ส่วนวันคาร์ดิโอ ถ้าไม่รู้จะเลือกแบบไหน อ่านเปรียบเทียบได้ที่คู่มือคาร์ดิโอฉบับเลือกให้ตรงเป้าหมาย

เปรียบเทียบตารางฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องแบบเล่นทุกวันกับแบบวันเว้นวันที่ให้กล้ามได้ฟื้นตัว

ท่าฝึกเสริมที่ควรใส่เพิ่มจาก 7 ท่าหลัก

7 ท่าเดิมครอบคลุมหน้าท้องส่วนบน ล่าง และด้านข้างครบแล้ว ท่าเสริม 3 ท่านี้เติมช่องว่างที่เหลือ คือการต้านการแอ่นหลัง และการฝึกหน้าท้องส่วนล่างด้วยแรงต้านที่มากกว่าน้ำหนักตัว

Hanging leg raises

ท่านี้ให้แรงต้านกับหน้าท้องส่วนล่างมากกว่าการนอนยกขาหลายเท่า เพราะช่วงล่างของการเคลื่อนไหวไม่มีพื้นรองรับเลย เริ่มจากงอเข่ายกก่อน ทำได้ 12 ครั้งสวย ๆ ค่อยเปลี่ยนเป็นยกขาตรง

ข้อควรระวังคืออย่าแกว่งตัว ถ้าตัวเริ่มเหวี่ยงแปลว่ากล้ามท้องเลิกทำงานแล้วและคุณกำลังใช้โมเมนตัม รายละเอียดท่าและการไต่ระดับดูได้ที่บทความท่า leg raises ฉบับเต็ม

Butterfly sit-up

การกางขาเป็นรูปผีเสื้อลดการมีส่วนร่วมของกล้ามสะโพก ทำให้แรงตกไปที่ rectus abdominis มากขึ้น เหมาะกับคนที่ทำซิทอัพปกติแล้วรู้สึกตึงต้นขาหน้ามากกว่าท้อง อ่านวิธีทำละเอียดได้ที่ท่า butterfly sit-up และวิธีเล่นให้ถูก

Dead bug

ท่านี้ดูง่ายจนหลายคนดูถูก แต่มันฝึกการต้านการแอ่นหลังได้ตรงจุดที่สุด นอนหงาย หลังส่วนล่างแนบพื้นตลอด เหยียดแขนขวาไปเหนือหัวพร้อมเหยียดขาซ้ายออก โดยห้ามให้หลังลอยขึ้นจากพื้นแม้แต่นิดเดียว ทำข้างละ 8-10 ครั้ง 3 เซ็ต

ถ้าหลังลอยขึ้นเมื่อไหร่ แปลว่าคุณเกินขีดความสามารถของ transversus abdominis ให้ลดระยะการเหยียดลงจนคุมได้ นี่คือท่าที่ช่วยเรื่องอาการปวดหลังส่วนล่างได้ดีที่สุดท่าหนึ่ง

ลำดับการฝึกในหนึ่งวัน ฝึกกล้ามท้องหลังเวทเทรนนิ่งเสมอ ไม่ใช่ก่อน เพราะกล้ามท้องคือตัวรักษาแกนกลางลำตัวตอนคุณสควอทหรือเดดลิฟต์ ถ้าล้าไปก่อน ท่าหลักจะเสียฟอร์มและเสี่ยงบาดเจ็บหลัง

วิธีวัดผลว่ามาถูกทางหรือเปล่า

เครื่องชั่งน้ำหนักเป็นเครื่องมือที่แย่ที่สุดในการวัดความคืบหน้าเรื่องกล้ามท้อง เพราะน้ำหนักแกว่งวันละ 1-2 กิโลกรัมจากน้ำและอาหารในระบบ ให้ดูสามอย่างแทน คือรอบเอว รูปถ่าย และน้ำหนักที่ยกได้

เช็กลิสต์วิธีวัดผลการสร้างซิกแพคด้วยรอบเอว รูปถ่าย และน้ำหนักที่ยกได้

เช็กลิสต์รายสัปดาห์

  • ชั่งน้ำหนักทุกเช้าหลังเข้าห้องน้ำ แล้วเอามาเฉลี่ย 7 วัน เทียบกับค่าเฉลี่ยสัปดาห์ก่อน ไม่ใช่เทียบวันต่อวัน
  • วัดรอบเอวที่ระดับสะดือ สัปดาห์ละครั้ง เวลาเดียวกัน เป้าหมายคือลดลง 0.5-1 เซนติเมตรต่อสัปดาห์
  • ถ่ายรูปหน้า ข้าง หลัง ทุกวันอาทิตย์ ในแสงเดียวกัน เพราะกระจกโกหกคุณทุกวัน แต่ภาพเทียบสี่สัปดาห์ไม่โกหก
  • จดน้ำหนักที่ยกได้ในท่าหลัก ถ้าน้ำหนักที่ยกได้เริ่มตก แปลว่าคุณตัดแคลอรีลึกเกินไปหรือนอนไม่พอ
  • สังเกตพลังงานระหว่างวัน ถ้าง่วงตลอดและอารมณ์เสียง่าย ให้ผ่อนแคลอรีขาดลงชั่วคราว

เกณฑ์ตัดสินว่าควรปรับแผนเมื่อไหร่

สิ่งที่เห็นหลัง 3 สัปดาห์แปลว่าอะไรทำอะไรต่อ
น้ำหนักเฉลี่ยลด 0.4-0.7 กก. ต่อสัปดาห์อยู่ในเป้าหมายไม่ต้องเปลี่ยนอะไร ทำต่อ
น้ำหนักนิ่ง แต่รอบเอวลดกำลังสร้างกล้ามพร้อมลดไขมันดีมาก ทำต่อโดยไม่ต้องลดอาหารเพิ่ม
น้ำหนักนิ่ง รอบเอวนิ่งแคลอรีขาดหายไปแล้วลดอาหารลง 150-200 kcal หรือเพิ่มคาร์ดิโอ 2 ครั้ง
น้ำหนักลงเร็วกว่า 1 กก. ต่อสัปดาห์เสี่ยงเสียมวลกล้ามเพิ่มอาหารกลับ 200 kcal และเช็กโปรตีน
แรงยกตกลงต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ฟื้นตัวไม่ทันเพิ่มการนอนและอาหาร ลดปริมาณคาร์ดิโอลง

ไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจากอุปกรณ์ชิ้นไหน

คนส่วนใหญ่ซื้อของผิดลำดับ เริ่มจากเครื่องกล้ามท้องราคาแพงทั้งที่ยังไม่มีดัมเบลสักคู่ ทีมงานเราช่วยจัดชุดอุปกรณ์ตามงบและพื้นที่บ้านคุณได้ โดยเรียงตามลำดับที่ให้ผลกับการลดไขมันและสร้างกล้ามจริง

ตารางฝึก 12 สัปดาห์ ตั้งแต่วันแรกจนเห็นเส้นแรก

12 สัปดาห์คือกรอบเวลาที่คนเริ่มต้นที่ไขมันราว 18-20% ใช้แล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดที่สุด แผนนี้ไม่ได้เพิ่มปริมาณการฝึกไปเรื่อย ๆ แต่เพิ่มแรงต้านและปรับอาหารเป็นช่วง ๆ ตามที่ร่างกายปรับตัว

ผมแบ่งเป็น 3 เฟส เฟสละ 4 สัปดาห์ เพราะร่างกายใช้เวลาราว 3-4 สัปดาห์กว่าจะปรับตัวเข้ากับแคลอรีระดับใหม่ ถ้าเปลี่ยนแผนทุกสัปดาห์คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรได้ผลหรือไม่ได้ผล

สิ่งที่ต้องจดทุกสัปดาห์มีแค่ 3 อย่าง คือน้ำหนักเฉลี่ย รอบเอว และน้ำหนักที่ยกได้ในท่าหลัก อย่าจดมากกว่านี้เพราะจะเลิกจดภายในสองสัปดาห์

ช่วงอาหารเวทเทรนนิ่งกล้ามท้องคาร์ดิโอ
สัปดาห์ 1-4แคลอรีขาด 300 kcal โปรตีน 1.6 ก./กก.ทั้งตัว 3 วัน เน้นเรียนรู้ฟอร์ม2 วัน น้ำหนักตัวเปล่า 3 ท่าเดิน 8,000 ก้าวต่อวัน
สัปดาห์ 5-8แคลอรีขาด 400-500 kcal โปรตีน 1.8-2.0 ก./กก.ทั้งตัว 3 วัน เพิ่มน้ำหนักทุกสัปดาห์2-3 วัน เริ่มถ่วงน้ำหนัก 2.5-5 กก.คาร์ดิโอ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที
สัปดาห์ 9-12แคลอรีขาด 400-500 kcal โปรตีน 2.0-2.2 ก./กก.ทั้งตัว 3 วัน รักษาน้ำหนักที่ยกได้ไว้3 วัน ถ่วงน้ำหนัก 5-7.5 กก.คาร์ดิโอ 3 ครั้ง ครั้งละ 30-40 นาที

สิ่งที่ควรเห็นในแต่ละเฟส

  • จบสัปดาห์ที่ 4 น้ำหนักควรลง 1.5-2 กิโลกรัม รอบเอวลด 2-3 เซนติเมตร แรงยกเพิ่มขึ้นชัดเจน
  • จบสัปดาห์ที่ 8 รอบเอวควรลดรวม 5-6 เซนติเมตร เริ่มเห็นเส้นกลางลำตัวตอนเกร็ง
  • จบสัปดาห์ที่ 12 ไขมันลดลง 3-4% เห็นปล้องบนของกล้ามหน้าท้องได้ในแสงที่เหมาะสม
  • ถ้าตัวเลขไม่ขยับเลย 3 สัปดาห์ติด ปัญหาอยู่ที่อาหาร ไม่ใช่การฝึก 9 ใน 10 ครั้ง

ทำอย่างไรเมื่อจบ 12 สัปดาห์แล้วยังไม่ถึงเป้า

อย่าตัดอาหารลึกลงไปอีกทันที ให้กินที่ระดับพลังงานสมดุลราว 2-3 สัปดาห์ก่อน เพื่อให้ฮอร์โมนเลปตินและการเผาผลาญกลับมาเป็นปกติ แล้วค่อยเริ่มรอบใหม่ วิธีนี้เรียกว่า diet break และช่วยให้รอบถัดไปลดได้เร็วกว่าการฝืนตัดต่อเนื่อง

คนที่ตัดอาหารต่อเนื่องเกิน 16 สัปดาห์โดยไม่พักเลย มักเจอสภาวะที่น้ำหนักไม่ลงแม้กินน้อยมาก เพราะร่างกายลดการใช้พลังงานลงจนสมดุลกับอาหารที่ได้รับ

ช่วงที่ยากที่สุดคือสัปดาห์ที่ 6 ถึง 9 ผลลัพธ์ยังไม่ชัดพอจะอวดใคร แต่ความหิวเริ่มมาแล้ว นี่คือจุดที่คนเลิกมากที่สุด ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ อีก 4 สัปดาห์ถัดมาคือช่วงที่คุณจะเห็นผลเร็วที่สุดในกระจก

อุปกรณ์ที่จำเป็นจริง และอุปกรณ์ที่เสียเงินเปล่า

ของที่คุ้มที่สุดสำหรับคนอยากเห็นกล้ามท้องไม่ใช่เครื่องบริหารหน้าท้อง แต่คือดัมเบล เบาะรอง และเครื่องคาร์ดิโอ เพราะสองในสามข้อของสมการคือการลดไขมันและการรักษามวลกล้าม ซึ่งเครื่องกล้ามท้องทำให้ไม่ได้เลย

ผมเห็นคนซื้อเครื่องสั่นหน้าท้อง เข็มขัดไฟฟ้า และเครื่องออกกำลังกายที่โฆษณาว่าเผาไขมันเฉพาะจุดมาหลายสิบเคส ไม่มีเคสไหนที่ได้ผล เพราะอุปกรณ์เหล่านั้นแก้ปัญหาผิดข้อ ปัญหาไม่ใช่กล้ามท้องอ่อนแรง แต่คือไขมันที่คลุมมันอยู่

ตารางด้านล่างเรียงตามลำดับที่ควรซื้อจริง ถ้ามีงบจำกัด ให้ไล่จากบนลงล่างและหยุดตรงที่งบหมด

อุปกรณ์ทำอะไรได้ในสมการ 3 ข้อควรซื้อลำดับที่
เบาะหรือเสื่อรองพื้นทำให้ฝึกหน้าท้องกับพื้นได้โดยไม่เจ็บก้นกบ1
ดัมเบลปรับน้ำหนักได้เวทเทรนนิ่งทั้งตัว บวกถ่วงน้ำหนักตอนทำ crunch2
บาร์โหนหรือราวจับทำ hanging leg raises ซึ่งหนักกว่านอนยกขามาก3
ลูกกลิ้งบริหารหน้าท้องเพิ่มแรงต้านให้กล้ามท้องแบบ anti-extension4
เครื่องคาร์ดิโอในบ้านสร้างแคลอรีขาดโดยไม่ต้องอดอาหารลึก5
เข็มขัดไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามท้องไม่ได้อะไรเลยในสามข้อนี้ไม่ต้องซื้อ

งบ 3,000 บาทควรซื้ออะไร

เบาะรองพื้นราคาหลักร้อย บวกดัมเบลปรับน้ำหนักคู่หนึ่ง คือชุดที่ครอบคลุมทั้งเวทเทรนนิ่งทั้งตัวและการฝึกกล้ามท้องแบบมีแรงต้าน คุณฝึกได้ครบทุกกลุ่มกล้ามด้วยของสองชิ้นนี้ไปได้อีกอย่างน้อยหนึ่งปีเต็ม

เมื่อไหร่ถึงควรลงทุนเพิ่ม

  • เมื่อดัมเบลที่มีเบาเกินไปจนทำเกิน 15 ครั้งได้สบายในท่าหลัก
  • เมื่อคุณฝึกสม่ำเสมอเกิน 3 เดือนติดต่อกันโดยไม่ขาด
  • เมื่อคาร์ดิโอกลางแจ้งเป็นข้ออ้างที่ทำให้คุณข้ามวันฝึกบ่อยกว่าสัปดาห์ละครั้ง
  • อย่าซื้ออุปกรณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจ ให้ซื้อเพื่อรองรับแรงจูงใจที่มีอยู่แล้ว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถามเชิงลึกที่คนถามบ่อยที่สุดเรื่องกล้ามหน้าท้อง เปอร์เซ็นต์ไขมัน แคลอรีขาด และการวัดผล ตอบตามตัวเลขจริงโดยไม่ขายฝัน

ต้องมีเปอร์เซ็นต์ไขมันเท่าไหร่ ซิกแพคถึงจะเห็นชัดทั้ง 6 ปล้อง

ผู้ชายราว 10-12% และผู้หญิงราว 16-20% ที่ระดับนี้จะเห็นซิกแพคแม้ไม่ต้องเกร็ง ถ้าอยู่ที่ 14-15% จะเห็นเฉพาะปล้องบนตอนเกร็งเท่านั้น ตัวเลขนี้ต่างกันเล็กน้อยตามความหนาของกล้ามเนื้อหน้าท้องแต่ละคน

เล่นหน้าท้องอย่างเดียวจะลดไขมันหน้าท้องได้ไหม

ไม่ได้ การลดไขมันเฉพาะจุดหรือ spot reduction ไม่มีอยู่จริง งานวิจัยที่ให้คนซิทอัพต่อเนื่อง 27 วันพบว่าไขมันลดลงเท่า ๆ กันทั้งที่หน้าท้อง ก้น และหลัง ร่างกายดึงไขมันจากทั้งตัวตามลำดับที่พันธุกรรมกำหนด สิ่งที่ลดไขมันหน้าท้องได้จริงคือแคลอรีขาดสะสมทั้งวัน

แคลอรีขาดควรอยู่ที่เท่าไหร่ต่อวัน

ช่วง 300-500 kcal ต่อวัน ต่ำกว่านี้จะช้าจนท้อ สูงกว่านี้ติดต่อกันนาน ๆ ร่างกายจะดึงกล้ามเนื้อมาใช้ ทำให้ผอมลงแต่หน้าท้องไม่มีปล้อง วิธีประมาณเร็ว ๆ คือน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมคูณ 30 แล้วลบ 400

ควรฝึกกล้ามหน้าท้องกี่วันต่อสัปดาห์

2-3 วันต่อสัปดาห์ และห้ามฝึกสองวันติดกัน กล้ามท้องเป็นกล้ามลายเหมือนกล้ามอื่น ต้องการเวลาฟื้นตัวราว 48 ชั่วโมง การเล่นทุกวันไม่ได้ทำให้โตเร็วขึ้น แต่ทำให้กล้ามไม่มีโอกาสซ่อมแซมตัวเอง

ทำ plank ค้างนานขึ้นเรื่อย ๆ ช่วยสร้างซิกแพคไหม

ช่วยได้ระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด plank ฝึกความทนทานและความมั่นคงของแกนกลางลำตัว ไม่ใช่การสร้างขนาดกล้ามเนื้อ ถ้าค้างได้เกิน 60 วินาทีสบาย ๆ ให้เปลี่ยนไปทำเวอร์ชันที่ยากขึ้นหรือถ่วงน้ำหนัก แทนที่จะยืดเวลาไปเรื่อย ๆ

สร้างซิกแพคได้จริงใน 1 เดือนไหม

ขึ้นกับจุดเริ่มต้น ถ้าคุณอยู่ที่ไขมัน 12-14% อยู่แล้ว หนึ่งเดือนพอเห็นผลชัด แต่ถ้าเริ่มที่ 25% ต้องลดไขมันราว 9-10 กิโลกรัม ซึ่งใช้เวลา 6-8 เดือนที่อัตราปลอดภัย 0.5-1% ของน้ำหนักตัวต่อสัปดาห์

ผู้หญิงสร้างกล้ามหน้าท้องให้เห็นซิกแพคยากกว่าผู้ชายจริงไหม

จริงในแง่ตัวเลข ผู้หญิงมีไขมันจำเป็นราว 10-13% ของน้ำหนักตัว ส่วนผู้ชายมีแค่ 3-5% เกณฑ์ที่กล้ามท้องจะโผล่จึงสูงกว่า และไขมันของผู้หญิงมักสะสมที่สะโพกและต้นขาก่อนหน้าท้อง แต่กระบวนการฝึกและกินเหมือนกันทุกอย่าง

ต้องกินโปรตีนเท่าไหร่ตอนลดไขมันเพื่อไม่ให้เสียกล้าม

1.6-2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน คนหนัก 70 กิโลกรัมต้องได้ 112-154 กรัม ซึ่งเทียบเท่าอกไก่ 100 กรัม 3 มื้อบวกไข่ 3 ฟองและเวย์ 1 ช้อนตวง ยิ่งแคลอรีขาดลึก โปรตีนยิ่งต้องสูงขึ้นในช่วงนี้

เครื่องชั่งวัดไขมันที่บ้านเชื่อถือได้แค่ไหน

ค่าสัมบูรณ์เชื่อไม่ค่อยได้ เพราะแกว่งตามปริมาณน้ำในตัวได้ 3-4% ในวันเดียว แต่ใช้ดูแนวโน้มได้ถ้าชั่งเงื่อนไขเดิมทุกครั้ง คือตื่นนอน ท้องว่าง เข้าห้องน้ำแล้ว และดูค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์แทนค่ารายวัน

กล้ามท้องปล้องไม่ตรงกันสองข้าง แก้ได้ไหม

แก้ไม่ได้และไม่ต้องแก้ ตำแหน่งของแผ่นพังผืดที่ตัดขวางกล้ามเนื้อ rectus abdominis ถูกกำหนดตั้งแต่เกิด คนจำนวนมากมีปล้องเยื้องกัน จำนวนปล้องก็เช่นกัน บางคนมี 4 บางคนมี 8 ฝึกยังไงก็เปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนได้แค่ความหนาและความชัด

อยากเริ่มวันนี้แต่ยังไม่มีอุปกรณ์

ดัมเบลคู่เดียวใช้ได้ทั้งเวทเทรนนิ่งทั้งตัวเพื่อรักษามวลกล้าม และใช้ถ่วงน้ำหนักตอนทำ crunch เพื่อ progressive overload กับกล้ามหน้าท้อง มันคืออุปกรณ์ชิ้นเดียวที่ตอบสองในสามข้อของสมการนี้


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด



ติดต่อเรา ร้านขายเครื่องออกกำลังกาย Homefittools