ซิกแพค ไม่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ มันมีอยู่แล้วในตัวทุกคน สิ่งที่บังมันไว้คือไขมันใต้ผิวหนัง ผู้ชายส่วนใหญ่ต้องลดไขมันลงถึงราว 10-12% ผู้หญิงราว 16-20% กล้ามเนื้อถึงจะโผล่ให้เห็นเป็นปล้อง ถ้าตัวเลขนี้ยังไม่ถึง ต่อให้ซิทอัพวันละ 500 ครั้งก็ไม่เห็น
ผมเจอคำถามเดิมซ้ำ ๆ จากคนที่มาปรึกษาเรื่องกล้ามท้อง คือเล่นหน้าท้องทุกวันแล้ว ทำไมยังไม่ขึ้น คำตอบสั้นมากและไม่ค่อยมีใครอยากได้ยิน คุณไม่ได้ขาดท่าฝึก คุณขาดการลดไขมัน
บทความเดิมของเราพูดถึงท่าฝึกและหลักการไว้ครบแล้ว รอบนี้ผมเติมส่วนที่คนถามมากที่สุดแต่หาคำตอบตรง ๆ ยาก คือตัวเลขเปอร์เซ็นต์ไขมันที่ต้องไปให้ถึง กรอบเวลาที่ต้องใช้จริงตามจุดเริ่มต้นของแต่ละคน และเหตุผลเชิงสรีรวิทยาว่าทำไมการเล่นเฉพาะจุดถึงไม่ลดไขมันเฉพาะจุด
อ่านจบแล้วคุณจะได้อะไร
แม้ว่าวิทยาการแพทย์ที่รุดหน้าจะทำให้การสร้าง Six pack ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่การจะได้กล้ามท้อง ซิกแพค ที่ทั้งสวมงามและแข็งแกร่งไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนเราอาจหลงลืมไปว่าที่จริงแล้ว ซิกแพค ก็อยู่กับร่างกายเราตลอด แต่จะทำอย่างไรให้มันโผล่พ้นจนเด่นชัดขึ้นมาล่ะ บางทีแค่ท่าบริหารคงยังไม่พอ ทว่าการกินก็สำคัญไม่น้อยกว่ากัน
เครดิตภาพ: www.freepik.com
ซิกแพค คือ กล้ามเนื้อ rectus abdominis ที่ถูกแบ่งเป็นปล้องด้วยแผ่นพังผืดตามขวาง จำนวนปล้องที่คุณมี 4, 6 หรือ 8 ปล้อง ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมตั้งแต่เกิด ฝึกยังไงก็เปลี่ยนจำนวนปล้องไม่ได้ ฝึกได้แค่ให้มันหนาขึ้นและเห็นชัดขึ้น
Six pack หรือ ซิกแพค คือกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนเรคตัส (Rectus Abdominis Muscle) โดยมีลักษณะแบนยาวทอดเป็นปล้องกลางลำตัว มีหน้าที่หลักคอยรับแรงกดขณะเอนตัวไปด้านหน้าและช่วยกดผนังหน้าท้องเพื่อเพิ่มแรงดันสำหรับขับถ่าย สำหรับผู้ชาย ซิกแพค จะเห็นได้ชัดเจนกว่าผู้หญิงเนื่องจากมีไขมันสะสมน้อยกว่า และมักพบได้ตั้งแต่ 4-8 ลูก โดยแบบที่พบมากที่สุดคือ 6 ลูก เรียงคู่กัน 2 ข้าง ข้างละ 3 ลูก
1.กล้ามเนื้อส่วน Rectus Abdominis เป็นกล้ามเนื้อท้องส่วนด้านหน้าสุด พาดยาวจากซี่โครงถึงกระดูกเชิงกราน ทำหน้าที่หลักในการงอตัว และเป็นส่วนที่เราเห็นเป็น ซิกแพค
2.กล้ามเนื้อส่วน External Obliques อยู่บริเวณด้านข้างหน้าท้อง ระหว่างซี่โครงส่วนล่างถึงเชิงกราน ช่วยในการงอและบิดลำตัว
3.กล้ามเนื้อส่วน Internal Obliques อยู่ชั้นถัดจาก External Obliques เข้าไป ทำหน้าที่พยุงกระดูกสันหลังส่วนกลางและลำตัว
4.กล้ามเนื้อส่วน Transversus Abdominis เป็นชั้นลึกสุด พาดขวางบริเวณหน้าท้อง ช่วยพยุงช่องท้องและกระดูกสันหลังส่วนล่าง
ปล้องไม่เท่ากันสองข้างเป็นเรื่องปกติ แผ่นพังผืดที่ตัดขวางกล้ามเนื้อ rectus abdominis ของแต่ละคนไม่ได้เรียงสมมาตรเสมอไป คนจำนวนมากมีปล้องเยื้องกันเล็กน้อยตั้งแต่เกิด นี่ไม่ใช่ผลจากการฝึกผิดท่า และแก้ด้วยการฝึกไม่ได้
ตัวแปรที่ตัดสินว่าจะเห็น ซิกแพค หรือไม่มีสองตัวเท่านั้น คือความหนาของกล้ามเนื้อหน้าท้อง กับความหนาของชั้นไขมันที่คลุมทับ ตัวที่สองมีน้ำหนักมากกว่าเสมอ คนที่กล้ามท้องหนาแต่ไขมัน 20% ก็ยังไม่เห็นอะไร
การสร้างซิกแพคให้ปรากฏเด่นชัดสะดุดตาอาศัยหลากปัจจัยที่สำคัญ
1.Genetics (พันธุกรรม) พันธุกรรมมีบทบาทสำคัญคอยกำหนดฟังก์ชั่นการสะสมไขมันในร่างกายของคุณ ร่วมกับสไตล์การใช้ชีวิต เช่น การนอน ความเครียด ล้วนแล้วส่งผลต่อการเรียกใช้ไขมันเผาผลาญ จากงานศึกษาเรื่องการอดนอนจาก University of California พบว่าการนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงส่งผลต่ออัตราโรคอ้วนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรบกวนการทำงานของฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวและกักเก็บไขมันอย่าง ghrelin, leptin และ Insulin โดยตรง
2.Subcutaneous belly fat (ไขมันหน้าท้อง) Subcutaneous belly fat: เปอร์เซ็นต์ไขมันสะสมในร่างกายเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการโผล่พ้นของ Six pack abs โดยมีงานศึกษา ชิ้นหนึ่งได้ชี้ให้เห็นว่าช่วงเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย 17.6 – 25.3% เหมาะสมสำหรับผู้ชาย และ 28.8 – 35.7% สำหรับผู้หญิง ตามลำดับ แม้ไม่มีมาตรฐานกำหนดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายที่เหมาะสม ทว่าโดยมากที่นิยมกันจะอยู่ช่วง 10 – 12% และ 16 – 20%
การปรากฏขึ้นของซิกแพคล้วนขึ้นเกิดจากการดุลปริมาณไขมันในร่างกาและสภาพการใช้ชีวิตซึ่งส่งผลต่อฟังก์ชั่นการกักเก็บไขมันของร่างกาย การนอนหลับที่เพียงพอ ผ่อนเบาจากความเครียดและนิสัยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ย่อมพาคุณไปสู่เป้าหมายได้ไม่ยาก
เลือก 3-4 ท่าจาก 7 ท่านี้ต่อหนึ่งวันฝึก ให้ครบทั้งงอลำตัว (crunch, sit-up) ยกขา (reverse crunch) บิดลำตัว (russian twist) และเกร็งค้าง (plank) กล้ามท้องตอบสนองต่อความหลากหลายของแรงต้าน ไม่ใช่จำนวนครั้งล้วน ๆ
การจะสร้างซิกแพคให้เห็นผลชัดเจนนั้น นอกจากการควบคุมอาหารและการพักผ่อนที่เพียงพอแล้ว การเลือกท่าออกกำลังกายที่ถูกต้องก็สำคัญไม่แพ้กัน มาดูท่าออกกำลังกายช่วยสร้าง ซิกแพค ให้คมชัดกัน
ท่า Elbow Plank
เครดิตภาพ: www.freepik.com
Plank เป็นท่าที่ช่วยเสริมสร้างความทนทานของหน้าท้องได้อย่างดี โดยเฉพาะบริเวณ Transversus Abdominis Muscle ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อท้องมัดลึกที่ช่วยในการทรงตัว
วิธีทำ Plank อย่างถูกต้อง
ผลลัพธ์ที่จะได้รับ การทำท่า Plank อย่างสม่ำเสมอ
เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม
อ่านบทความเพิ่มเติม : การ Plank อย่างละเอียดและตารางแพลงค์ลดพุง
เครดิตภาพ: www.freepik.com
Abs Roller เป็นท่าที่ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องหลายมัดพร้อมกัน ทั้งส่วนบน ส่วนล่าง และด้านข้าง ช่วยสร้าง ซิกแพค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีทำ Abs Roller อย่างถูกต้อง
ผลลัพธ์ที่จะได้รับ
เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม
อ่านบทความเพิ่มเติม : ท่าเล่นลูกกลิ้งเพื่อบริหารหน้าท้อง คลิกเลย !
เครดิตภาพ: www.freepik.com
Reverse Crunch เป็นท่าที่เน้นกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่างโดยเฉพาะ ช่วยสร้างเส้น V-line ที่หลายคนต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีทำ Reverse Crunch อย่างถูกต้อง
ผลลัพธ์ที่จะได้รับ
เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม
ระหว่างทำท่า Reverse Crunch ควรระวังไม่ส่วนสะโพกและหลังส่วนล่างให้พ้นจากพื้น ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเราใช้แรงจากหลังเป็นตัวช่วยผ่อนแรง แทนที่ท่าดังกล่าวจะโดนส่วนหน้าท้องเป็นหลัก
ดูวิธีการเล่นท่า Reverse Crunch อย่างละเอียด คลิกเลย !
เครดิตภาพ: www.freepik.com
Decline Sit-up เป็นท่าที่พัฒนาต่อยอดจากซิทอัพธรรมดา เน้นการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบนให้เกิด ซิกแพค ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
วิธีทำ Decline Sit-up อย่างถูกต้อง
ผลลัพธ์ที่จะได้รับ
เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม
เครดิตภาพ: www.freepik.com
Russian Twist เป็นท่าออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้างโดยเฉพาะ ช่วยสร้างความแข็งแรงและกระชับส่วนเอวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีทำ Russian Twist อย่างถูกต้อง
ผลลัพธ์ที่จะได้รับ
เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม
เครดิตภาพ: www.freepik.com
แหล่งอ้างอิงรูปภาพ : https://www.coachmag.co.uk/back-exercises/8183/how-to-do-the-back-extension
Lower Back Extensions ไม่เพียงช่วยสร้างซิกแพคด้านหน้า แต่ยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง ทำให้การสร้างกล้ามท้องสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
วิธีทำ Lower Back Extensions อย่างถูกต้อง
ผลลัพธ์ที่จะได้รับ
เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม
Barbell Squat แม้จะดูเหมือนเป็นท่าสำหรับขา แต่การถือบาร์เบลบนบ่าขณะย่อตัวทำให้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาสมดุล
วิธีทำ Barbell Squat อย่างถูกต้อง
ผลลัพธ์ที่จะได้รับ
เทคนิคและข้อแนะนำเพิ่มเติม
เพื่อให้ทุกท่วงท่าและจังหวะนั้นปลอดภัย ควรเริ่มต้นบริหารท่าจากแผ่นน้ำหนักที่น้อยก่อน จนคล่องตัวค่อยไล่สเกลให้หนักขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ดี หากใครกลัวว่าการถือบาร์เบลแยกเดี่ยวไม่เซฟพอ การใช้บาร์เบลที่พวกชุดมากับโฮมยิม จะช่วยคุณได้มากทีเดียว
หนึ่งเดือนพอไหม ขึ้นกับจุดเริ่มต้น ถ้าคุณอยู่ที่ไขมัน 14% หนึ่งเดือนอาจพาคุณไป 11-12% ซึ่งเห็นผลจริง แต่ถ้าเริ่มที่ 25% หนึ่งเดือนจะได้แค่ความรู้สึกว่าเสื้อหลวมขึ้น ไม่ใช่ปล้องกล้ามท้องที่เห็นชัด ตั้งเป้าตามตัวเลขจริงจะไม่ผิดหวัง
การสร้าง ซิกแพค ให้เห็นผลภายใน 1 เดือนต้องอาศัยความทุ่มเทและวินัยอย่างสูง โดยต้องคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญสามประการ คือการออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร และการพักผ่อน
ควรทำท่าบริหารหน้าท้องอย่างน้อย 4-5 วันต่อสัปดาห์ โดยสลับกลุ่มกล้ามเนื้อที่ฝึกในแต่ละวัน ไม่ควรเล่นกล้ามท้องติดต่อกันทุกวัน เพราะกล้ามเนื้อต้องการเวลาพักฟื้นเพื่อซ่อมแซมและเติบโต
ควรเน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น อกไก่ ไข่ขาว ปลา และเวย์โปรตีน ลดอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ทานผักใบเขียวและผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม
เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ควรนอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อระหว่างการนอนหลับ อีกทั้งยังช่วยควบคุมฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอยากอาหารอีกด้วย
เรื่องที่คนมองข้ามมากที่สุดคือการหายใจและการเกร็งแกนกลาง ถ้าคุณกลั้นหายใจตลอดเซ็ต แรงดันในช่องท้องจะดันผนังหน้าท้องออก ซึ่งทำให้พุงดูป่องขึ้นในระยะยาว หายใจออกตอนออกแรงทุกครั้ง
การหายใจที่ถูกต้องระหว่างออกกำลังกายมีความสำคัญอย่างยิ่ง ควรหายใจออกขณะออกแรง และหายใจเข้าขณะผ่อนแรง การกำหนดลมหายใจที่ดีจะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อุปกรณ์ออกกำลังกายที่ช่วยเสริมการสร้างซิกแพค เช่น ลูกกลิ้งบริหารหน้าท้อง เก้าอี้ซิทอัพ และเมดิซินบอล ล้วนช่วยเพิ่มความหลากหลายให้การฝึก ทำให้กล้ามเนื้อไม่ชินกับท่าทางเดิมๆ
คำถาม 5 ข้อด้านล่างนี้เป็นชุดเดิมที่คนถามบ่อยที่สุด และเรายังมี FAQ เพิ่มอีก 10 ข้อในหัวข้อถัดไป สำหรับคำถามเชิงลึกเรื่องเปอร์เซ็นต์ไขมัน เวลา และการวัดผล
การสร้างซิกแพคใน 1 เดือนต้องทำ 3 อย่างควบคู่กัน: ออกกำลังกายท่าเฉพาะ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์, ควบคุมอาหารลดไขมัน และพักผ่อนให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมง/วัน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นฟู
ผู้ชายต้องมีเปอร์เซ็นต์ไขมันประมาณ 10-12% ถึงจะเห็น ซิกแพค ชัดเจน โดยปกติผู้ชายทั่วไปจะมีไขมัน 15-20% ต้องลดลงมาจึงจะเห็นกล้ามชัด
สาเหตุหลักมาจากการมีไขมันหน้าท้องมากเกินไป ออกกำลังกายไม่ถูกท่า และการพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้กล้ามเนื้อไม่เติบโต ต้องปรับทั้งการกินและการออกกำลังกายควบคู่กัน
ควรเน้นอาหารโปรตีนสูง-ไขมันต่ำ เช่น อกไก่ ไข่ขาว ปลา และโปรตีนเวย์ ลดคาร์โบไฮเดรตขัดขาว ทานผักใบเขียว และดื่มน้ำอย่างน้อย 2-3 ลิตร/วัน
ซิกแพคมี 3 แบบหลัก: 4-Pack, 6-Pack, และ 8-Pack ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและการฝึกฝน โดยแบบที่พบบ่อยที่สุดคือ 6-Pack ที่มี 6 ก้อนเรียงเป็น 2 แถว
เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือ ผู้ชายเห็นแนวปล้องบนที่ราว 14-15% เห็นครบหกปล้องที่ 10-12% และเห็นคมแบบขึ้นปกนิตยสารที่ต่ำกว่า 9% ส่วนผู้หญิงเลื่อนขึ้นราว 6-8% ทุกช่วง เพราะมีไขมันจำเป็นสูงกว่าโดยธรรมชาติ
ผู้หญิงมีไขมันจำเป็น (essential fat) ประมาณ 10-13% ของน้ำหนักตัว ขณะที่ผู้ชายมีราว 3-5% ตัวเลขนี้คือไขมันที่ร่างกายใช้ในระบบฮอร์โมนและการทำงานของอวัยวะ ลดต่ำกว่านี้ไม่ได้โดยไม่เสียสุขภาพ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเกณฑ์ของผู้หญิงจึงสูงกว่าผู้ชายเสมอ
อีกเรื่องที่ต้องพูดตรง ๆ คือไขมันแต่ละคนไม่ได้ลงเท่ากันทุกจุด บางคนไขมันหน้าท้องหายก่อนต้นขา บางคนกลับกัน จุดที่ไขมันชอบเกาะที่สุดคือจุดที่หายเป็นที่สุดท้าย และสำหรับผู้ชายส่วนใหญ่จุดนั้นคือหน้าท้องส่วนล่างพอดี
| เปอร์เซ็นต์ไขมัน (ชาย) | เปอร์เซ็นต์ไขมัน (หญิง) | หน้าท้องดูเป็นอย่างไร |
|---|---|---|
| 20% ขึ้นไป | 28% ขึ้นไป | ไม่เห็นเส้นใด ๆ หน้าท้องเรียบถึงป่อง |
| 16-19% | 24-27% | เริ่มเห็นเส้นกลางลำตัวจาง ๆ ตอนเกร็ง |
| 14-15% | 21-23% | เห็นปล้องบน 2 ปล้องตอนเกร็ง ตอนผ่อนยังไม่เห็น |
| 10-12% | 16-20% | เห็นซิกแพคครบ 6 ปล้องแม้ไม่เกร็ง จุดที่คนส่วนใหญ่ตั้งเป้า |
| 7-9% | 14-15% | เห็นคมชัดพร้อมเส้น V-line และเส้นเลือดที่หน้าท้อง |
| ต่ำกว่า 6% | ต่ำกว่า 12% | ระดับแข่งเพาะกาย รักษาไว้นานไม่ได้และกระทบฮอร์โมน |
เครื่องชั่งวัดไขมันตามบ้านใช้กระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ วิ่งผ่านร่างกาย ค่าที่ได้แกว่งตามปริมาณน้ำในตัวได้ถึง 3-4% ภายในวันเดียว ดื่มน้ำมากตอนเช้าแล้วชั่งอีกทีตอนบ่าย ตัวเลขเปลี่ยนทั้งที่ไขมันเท่าเดิม
ผมแนะนำให้ใช้เครื่องเดิม เวลาเดิม สภาพร่างกายเดิม คือตื่นนอน ท้องว่าง เข้าห้องน้ำแล้ว จากนั้นดูแนวโน้ม 4 สัปดาห์ ไม่ใช่ดูค่ารายวัน หรือถ้าอยากได้ค่าที่นิ่งกว่า ให้ไปวัดด้วยเครื่องมาตรฐานตามที่อธิบายไว้ในคู่มืออ่านผล InBody และองค์ประกอบร่างกาย
อัตราลดไขมันที่ปลอดภัยและรักษากล้ามไว้ได้คือ 0.5-1% ของน้ำหนักตัวต่อสัปดาห์ แปลว่าคนหนัก 75 กก. ลดได้ราว 0.4-0.7 กก. ต่อสัปดาห์ ใครที่เริ่มจากไขมัน 25% ต้องใช้เวลา 6-9 เดือน ไม่ใช่ 1 เดือน
ผมรู้ว่าตัวเลขนี้ไม่สวย แต่การให้ตัวเลขปลอมทำให้คนเลิกเร็วกว่าเดิม คนที่ถูกบอกว่า 8 สัปดาห์เห็นกล้ามท้องเป็นปล้อง พอครบ 8 สัปดาห์แล้วยังไม่มีก็สรุปว่าตัวเองล้มเหลว ทั้งที่จริงเขาเดินมาถูกทางแล้วครึ่งทาง
ตารางด้านล่างคำนวณจากคนน้ำหนัก 75 กิโลกรัม ลดไขมันที่อัตรา 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเท่ากับแคลอรีขาดราว 500 kcal ต่อวัน ถ้าคุณหนักน้อยกว่านี้ให้บวกเวลาเพิ่มอีกเล็กน้อย เพราะยิ่งผอมยิ่งลดช้า
| จุดเริ่มต้น (ไขมันชาย) | ต้องลดไขมันกี่กิโลกรัม | เวลาที่ต้องใช้จริง | สิ่งที่จะเกิดระหว่างทาง |
|---|---|---|---|
| 30% | ราว 14-15 กก. | 9-12 เดือน | เดือนแรกลดเร็วเพราะน้ำ แล้วจะช้าลง ต้องปรับแคลอรีทุก 6-8 สัปดาห์ |
| 25% | ราว 9-10 กก. | 6-8 เดือน | เห็นเส้นกลางลำตัวช่วงเดือนที่ 4 ต้องเริ่มเวทเทรนนิ่งจริงจังตั้งแต่วันแรก |
| 20% | ราว 6 กก. | 4-5 เดือน | ราวเดือนที่ 3 เริ่มเห็นปล้องบน ช่วงท้ายจะฝืดกว่าที่คิดมาก |
| 16% | ราว 3-4 กก. | 2-3 เดือน | ช่วงนี้ความแม่นของอาหารสำคัญกว่าปริมาณการฝึก |
| 14% | ราว 2 กก. | 6-8 สัปดาห์ | เห็นผลชัดในกระจกทุกสัปดาห์ แรงจูงใจดีที่สุดในช่วงนี้ |
| 12% | ราว 1 กก. | 3-4 สัปดาห์ | เหลือแค่ปรับน้ำ เกลือ และคาร์บให้ลงตัว |
เมื่อน้ำหนักลด ร่างกายใช้พลังงานน้อยลงตามไปด้วย ทั้งจากมวลตัวที่เบาลงและจากการที่ร่างกายลดการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ที่ไม่รู้ตัว เช่น เขย่าขา ลุกเดิน ค่านี้เรียกว่า NEAT และลดลงได้ถึง 100-300 kcal ต่อวันเมื่อคุณกินน้อยลงติดต่อกันนาน ๆ
ผลคือแคลอรีขาดที่คุณคิดว่ามี 500 kcal จริง ๆ อาจเหลือ 250 kcal นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องคำนวณใหม่ทุก 6-8 สัปดาห์ ไม่ใช่ตั้งตัวเลขไว้ครั้งเดียวแล้วใช้ยาวหกเดือน
สัญญาณว่าคุณตัดแคลอรีลึกเกินไป นอนไม่หลับ ขี้หนาว หงุดหงิดง่าย แรงในการฝึกตกลงชัดเจน หรือรอบเดือนมาผิดปกติในผู้หญิง ถ้าเจอสองข้อขึ้นไป ให้เพิ่มอาหารกลับ 200-300 kcal ต่อวันแล้วเดินต่อแบบช้าลง ยอมช้ากว่าเสียกล้ามและฮอร์โมน
spot reduction คือความเชื่อว่าเล่นกล้ามส่วนไหนแล้วไขมันตรงนั้นจะหาย งานวิจัยที่ทดสอบเรื่องนี้ตรง ๆ ให้ผลตรงกันหมดว่าไม่จริง ร่างกายดึงไขมันมาใช้จากทั้งตัวตามลำดับที่พันธุกรรมกำหนด ไม่ใช่จากกล้ามที่อยู่ใกล้ที่สุด
งานคลาสสิกที่คนอ้างถึงบ่อยที่สุดคือการศึกษาผู้เข้าร่วมที่ฝึก sit-up วันละหลายร้อยครั้งต่อเนื่อง 27 วัน แล้ววัดความหนาไขมันใต้ผิวหนังด้วยการเจาะชิ้นเนื้อจากหน้าท้อง ก้น และหลังส่วนบน ผลคือไขมันลดลงในอัตราใกล้เคียงกันทั้งสามจุด ไม่ใช่ลดที่หน้าท้องมากกว่าที่อื่น
อีกงานหนึ่งให้ผู้เข้าร่วมฝึกกล้ามแขนข้างเดียวเป็นเวลา 12 สัปดาห์ แล้วสแกนดูไขมันของแขนทั้งสองข้าง ปรากฏว่าไขมันลดลงทั้งสองแขนพอ ๆ กัน แถมลดที่ลำตัวด้วยซ้ำ ถ้า spot reduction เป็นจริง แขนข้างที่ฝึกต้องผอมกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่มันไม่เป็นแบบนั้น
สิ่งที่ลดไขมันหน้าท้องได้จริงคือแคลอรีขาดสะสมทั้งวัน ไม่ใช่การเผาผลาญระหว่างเซ็ตซิทอัพ การซิทอัพ 100 ครั้งเผาผลาญราว 20-30 kcal เท่านั้น ขณะที่ข้าวหนึ่งจานให้พลังงาน 300 kcal คุณเอาชนะครัวด้วยเสื่อโยคะไม่ได้ ถ้าอยากเจาะลึกเรื่องนี้อ่านต่อได้ที่วิธีลดพุงสำหรับผู้ชายแบบละเอียด
คนที่ล้มเหลวเกือบทั้งหมดทำแค่ 1 ใน 3 ข้อนี้ คือฝึกกล้ามท้องอย่างเดียว ทั้งที่มันเกิดจากการทำสามอย่างพร้อมกัน คือแคลอรีขาด 300-500 kcal ต่อวัน เวทเทรนนิ่งเพื่อรักษามวลกล้ามระหว่างลดไขมัน และการฝึกหน้าท้องเพื่อให้ตัวกล้ามหนาขึ้น
ตัวเลขนี้ไม่ได้ตั้งลอย ๆ แคลอรีขาดต่ำกว่า 300 kcal จะช้าจนคุณเลิกก่อน ส่วนสูงกว่า 500 kcal ต่อวันติดต่อกันหลายเดือน ร่างกายจะเริ่มดึงกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานควบคู่กับไขมัน ผลคือคุณผอมลงแต่หน้าท้องแบนราบไม่มีปล้อง
วิธีหาตัวเลขเริ่มต้นแบบเร็วที่สุด คือเอาน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมคูณ 30 จะได้พลังงานที่ใช้ต่อวันโดยประมาณสำหรับคนที่ออกกำลังกายปานกลาง แล้วลบออก 400 kcal คนหนัก 75 กก. จะได้ราว 2,250 ลบ 400 เหลือ 1,850 kcal ต่อวัน จากนั้นชั่งน้ำหนักทุกสัปดาห์แล้วปรับตามผลจริง
ระหว่างที่คุณกินน้อยลง ร่างกายไม่ได้เลือกเผาแต่ไขมัน มันเผากล้ามด้วย สัญญาณเดียวที่บอกร่างกายว่ากล้ามก้อนนี้ยังจำเป็นและอย่าเอาไปใช้ คือการที่กล้ามนั้นถูกใช้ยกของหนักอย่างสม่ำเสมอ
ฝึกทั้งตัวด้วยท่า compound 3 วันต่อสัปดาห์ก็พอ ได้แก่ squat, deadlift หรือ hip hinge, แถวดึงหลัง, เบนช์เพรสหรือวิดพื้น และไหล่ ท่าเหล่านี้ยังเกร็งแกนกลางลำตัวหนักกว่าเครื่องกล้ามท้องหลายเครื่องด้วยซ้ำ รายละเอียดวิธีจัดโปรแกรมดูได้จากคู่มือเวทเทรนนิ่งที่บ้านให้ได้ผล
ประเด็นที่คนพลาดคือคิดว่าฝึกหน้าท้องเพื่อเผาไขมันตรงนั้น ซึ่งไม่จริง เราฝึกหน้าท้องเพื่อให้ตัวกล้ามใหญ่และหนาขึ้น กล้ามที่หนากว่าจะดันขึ้นมาให้เห็นปล้องได้แม้ไขมันยังไม่ต่ำมาก คนที่กล้ามท้องหนาอาจเห็นซิกแพคที่ไขมัน 14% ขณะที่คนกล้ามท้องบางต้องลงไปถึง 10%
| องค์ประกอบ | ต้องทำแค่ไหน | ถ้าขาดข้อนี้จะเกิดอะไร |
|---|---|---|
| แคลอรีขาด | 300-500 kcal ต่อวัน ทุกวัน | ไขมันไม่ลด ต่อให้กล้ามหนาก็ไม่มีใครเห็น |
| โปรตีน | 1.6-2.2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน | เสียกล้ามระหว่างลด หน้าท้องแบนแต่ไม่มีปล้อง |
| เวทเทรนนิ่งทั้งตัว | 3 วันต่อสัปดาห์ ท่า compound | น้ำหนักลงแต่หุ่นดูฟีบ ที่เรียกกันว่าผอมแต่ไม่ฟิต |
| ฝึกกล้ามหน้าท้อง | 2-3 วันต่อสัปดาห์ มีแรงต้าน | กล้ามท้องบาง ต้องลดไขมันต่ำมากจึงจะเห็น |
| คาร์ดิโอ | 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 25-40 นาที | ต้องตัดอาหารลึกขึ้นเพื่อชดเชย ซึ่งหิวกว่ามาก |
| การนอน | 7-8 ชั่วโมงต่อคืน | ฮอร์โมนหิวพุ่ง ควบคุมอาหารยากขึ้นอย่างชัดเจน |
การเดินเร็วหรือปั่นจักรยาน 30 นาที เผาผลาญราว 200-300 kcal ซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่งของแคลอรีขาดที่คุณต้องการต่อวัน แปลว่าคุณตัดอาหารน้อยลงได้ครึ่งหนึ่ง หิวน้อยลงครึ่งหนึ่ง และทำต่อได้นานกว่ามาก
คุณไม่ยกดัมเบล 5 กิโลกรัม 100 ครั้งเพื่อสร้างไบเซ็ปส์ แล้วทำไมถึงซิทอัพ 100 ครั้งเพื่อสร้างกล้ามท้อง กล้ามท้องเป็นกล้ามลายเหมือนกล้ามอื่นทุกประการ มันโตเมื่อเจอแรงต้านที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เมื่อทำซ้ำเยอะ ๆ ด้วยน้ำหนักตัวเปล่า
ช่วงเรปที่ทำให้กล้ามท้องหนาขึ้นได้ดีที่สุดคือ 8-15 ครั้งต่อเซ็ต โดยเซ็ตสุดท้ายต้องเหลือกำลังอีกไม่เกิน 1-2 ครั้ง ถ้าคุณทำได้เกิน 20 ครั้งสบาย ๆ แปลว่าแรงต้านน้อยเกินไป ถึงเวลาเพิ่มน้ำหนักหรือเปลี่ยนท่าให้ยากขึ้น
พูดง่าย ๆ คือถ้าเดือนนี้คุณทำ crunch ได้เท่ากับเดือนที่แล้วเป๊ะ กล้ามท้องคุณก็จะเท่าเดือนที่แล้วเป๊ะเช่นกัน
| สัปดาห์ | Weighted crunch | Leg raises | Plank |
|---|---|---|---|
| 1-2 | น้ำหนักตัวเปล่า 3 เซ็ต x 15 | นอนยกขา 3 x 12 | ค้าง 30 วินาที x 3 |
| 3-4 | ถือแผ่น 2.5 กก. 3 x 12 | นอนยกขา 3 x 15 | ค้าง 45 วินาที x 3 |
| 5-6 | ถือแผ่น 5 กก. 4 x 10 | ห้อยตัวงอเข่ายก 3 x 10 | plank ยกแขนสลับ 40 วินาที x 3 |
| 7-8 | ถือแผ่น 7.5 กก. 4 x 8-10 | ห้อยตัวยกขาตรง 3 x 8 | plank ถ่วงน้ำหนักบนหลัง 40 วินาที x 3 |
ท่า plank ก็ไต่ระดับได้เหมือนกัน หลายคนค้างแพลงก์นาน 3 นาทีแล้วภูมิใจ ทั้งที่นั่นคือการฝึกความทนทาน ไม่ใช่การสร้างกล้าม ถ้าค้างได้เกิน 60 วินาทีสบาย ๆ ให้เปลี่ยนไปทำเวอร์ชันที่ยากขึ้นแทนการยืดเวลา รายละเอียดการไต่ระดับดูได้จากบทความ plank ฉบับเต็มพร้อมตารางฝึก
ไม่มีอาหารชนิดไหนเผาไขมันหน้าท้องได้ สิ่งที่โภชนาการทำได้คือทำให้คุณอยู่ในภาวะแคลอรีขาดโดยไม่หิวจนเลิก โปรตีนสูงและอาหารกากใยสูงคือเครื่องมือหลักสองอย่างของงานนี้
โปรตีน 1.6-2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ทำสองอย่างพร้อมกัน คือรักษามวลกล้ามระหว่างที่คุณกินน้อยลง และทำให้อิ่มนานกว่าคาร์บหรือไขมันในแคลอรีเท่ากัน คนหนัก 70 กก. ต้องได้ราว 112-154 กรัมต่อวัน
ตัวเลขนี้ฟังดูเยอะจนคนส่วนใหญ่ทำไม่ถึง อกไก่ 100 กรัมให้โปรตีนราว 31 กรัม ไข่หนึ่งฟองให้ 6 กรัม เวย์หนึ่งช้อนตวงให้ราว 24 กรัม ลองบวกดูว่าวันนี้คุณได้เท่าไหร่จริง ๆ ส่วนใหญ่จะตกใจ
| อาหาร | ปริมาณ | โปรตีน (กรัม) | พลังงาน (kcal) |
|---|---|---|---|
| อกไก่ไม่มีหนัง | 100 กรัม | 31 | 165 |
| ไข่ไก่ทั้งฟอง | 1 ฟอง | 6 | 78 |
| ปลาแซลมอน | 100 กรัม | 25 | 208 |
| เต้าหู้แข็ง | 100 กรัม | 17 | 144 |
| เวย์โปรตีน | 1 ช้อนตวง (30 กรัม) | 24 | 120 |
| กรีกโยเกิร์ตไขมัน 0% | 170 กรัม | 17 | 100 |
เรื่องแอลกอฮอล์ที่ไม่มีใครอยากได้ยิน แอลกอฮอล์ให้พลังงาน 7 kcal ต่อกรัม เกือบเท่าไขมัน และร่างกายจะหยุดการเผาผลาญไขมันชั่วคราวเพื่อจัดการมันก่อน เบียร์ 3 กระป๋องเท่ากับ 450 kcal ซึ่งลบแคลอรีขาดของคุณทั้งวันทิ้งพอดี
เหตุผลมี 5 ข้อ และไขมันสูงเกินไปคือข้อที่พบบ่อยที่สุด แต่ที่รองลงมาคือการฝึกทุกวันจนกล้ามไม่ได้ฟื้นตัว กล้ามท้องต้องการเวลาซ่อมแซม 48 ชั่วโมงเหมือนกล้ามอื่น ฝึกวันเว้นวันได้ผลดีกว่าฝึกรวด 7 วัน
| วัน | ฝึกอะไร | เวลาที่ใช้ |
|---|---|---|
| จันทร์ | เวทเทรนนิ่งทั้งตัว บวกกล้ามท้อง 3 ท่า | 50-60 นาที |
| อังคาร | คาร์ดิโอเบาถึงปานกลาง 30 นาที | 30 นาที |
| พุธ | เวทเทรนนิ่งทั้งตัว ไม่แตะกล้ามท้อง | 45-55 นาที |
| พฤหัส | พักหรือเดินเร็ว 8,000 ก้าว | ตามสะดวก |
| ศุกร์ | เวทเทรนนิ่งทั้งตัว บวกกล้ามท้อง 3 ท่า | 50-60 นาที |
| เสาร์ | คาร์ดิโอ 30-40 นาที | 30-40 นาที |
| อาทิตย์ | พักเต็มวัน ถ่ายรูปและวัดรอบเอว | 10 นาที |
สังเกตว่ากล้ามท้องถูกฝึกแค่ 2 วันต่อสัปดาห์ นี่คือปริมาณที่เพียงพอถ้าแต่ละครั้งคุณฝึกด้วยแรงต้านที่หนักพอ ถ้าอยากเพิ่มเป็น 3 วันก็ได้ แต่ห้ามฝึกสองวันติดกัน ส่วนวันคาร์ดิโอ ถ้าไม่รู้จะเลือกแบบไหน อ่านเปรียบเทียบได้ที่คู่มือคาร์ดิโอฉบับเลือกให้ตรงเป้าหมาย
7 ท่าเดิมครอบคลุมหน้าท้องส่วนบน ล่าง และด้านข้างครบแล้ว ท่าเสริม 3 ท่านี้เติมช่องว่างที่เหลือ คือการต้านการแอ่นหลัง และการฝึกหน้าท้องส่วนล่างด้วยแรงต้านที่มากกว่าน้ำหนักตัว
ท่านี้ให้แรงต้านกับหน้าท้องส่วนล่างมากกว่าการนอนยกขาหลายเท่า เพราะช่วงล่างของการเคลื่อนไหวไม่มีพื้นรองรับเลย เริ่มจากงอเข่ายกก่อน ทำได้ 12 ครั้งสวย ๆ ค่อยเปลี่ยนเป็นยกขาตรง
ข้อควรระวังคืออย่าแกว่งตัว ถ้าตัวเริ่มเหวี่ยงแปลว่ากล้ามท้องเลิกทำงานแล้วและคุณกำลังใช้โมเมนตัม รายละเอียดท่าและการไต่ระดับดูได้ที่บทความท่า leg raises ฉบับเต็ม
การกางขาเป็นรูปผีเสื้อลดการมีส่วนร่วมของกล้ามสะโพก ทำให้แรงตกไปที่ rectus abdominis มากขึ้น เหมาะกับคนที่ทำซิทอัพปกติแล้วรู้สึกตึงต้นขาหน้ามากกว่าท้อง อ่านวิธีทำละเอียดได้ที่ท่า butterfly sit-up และวิธีเล่นให้ถูก
ท่านี้ดูง่ายจนหลายคนดูถูก แต่มันฝึกการต้านการแอ่นหลังได้ตรงจุดที่สุด นอนหงาย หลังส่วนล่างแนบพื้นตลอด เหยียดแขนขวาไปเหนือหัวพร้อมเหยียดขาซ้ายออก โดยห้ามให้หลังลอยขึ้นจากพื้นแม้แต่นิดเดียว ทำข้างละ 8-10 ครั้ง 3 เซ็ต
ถ้าหลังลอยขึ้นเมื่อไหร่ แปลว่าคุณเกินขีดความสามารถของ transversus abdominis ให้ลดระยะการเหยียดลงจนคุมได้ นี่คือท่าที่ช่วยเรื่องอาการปวดหลังส่วนล่างได้ดีที่สุดท่าหนึ่ง
ลำดับการฝึกในหนึ่งวัน ฝึกกล้ามท้องหลังเวทเทรนนิ่งเสมอ ไม่ใช่ก่อน เพราะกล้ามท้องคือตัวรักษาแกนกลางลำตัวตอนคุณสควอทหรือเดดลิฟต์ ถ้าล้าไปก่อน ท่าหลักจะเสียฟอร์มและเสี่ยงบาดเจ็บหลัง
เครื่องชั่งน้ำหนักเป็นเครื่องมือที่แย่ที่สุดในการวัดความคืบหน้าเรื่องกล้ามท้อง เพราะน้ำหนักแกว่งวันละ 1-2 กิโลกรัมจากน้ำและอาหารในระบบ ให้ดูสามอย่างแทน คือรอบเอว รูปถ่าย และน้ำหนักที่ยกได้
| สิ่งที่เห็นหลัง 3 สัปดาห์ | แปลว่าอะไร | ทำอะไรต่อ |
|---|---|---|
| น้ำหนักเฉลี่ยลด 0.4-0.7 กก. ต่อสัปดาห์ | อยู่ในเป้าหมาย | ไม่ต้องเปลี่ยนอะไร ทำต่อ |
| น้ำหนักนิ่ง แต่รอบเอวลด | กำลังสร้างกล้ามพร้อมลดไขมัน | ดีมาก ทำต่อโดยไม่ต้องลดอาหารเพิ่ม |
| น้ำหนักนิ่ง รอบเอวนิ่ง | แคลอรีขาดหายไปแล้ว | ลดอาหารลง 150-200 kcal หรือเพิ่มคาร์ดิโอ 2 ครั้ง |
| น้ำหนักลงเร็วกว่า 1 กก. ต่อสัปดาห์ | เสี่ยงเสียมวลกล้าม | เพิ่มอาหารกลับ 200 kcal และเช็กโปรตีน |
| แรงยกตกลงต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ | ฟื้นตัวไม่ทัน | เพิ่มการนอนและอาหาร ลดปริมาณคาร์ดิโอลง |
คนส่วนใหญ่ซื้อของผิดลำดับ เริ่มจากเครื่องกล้ามท้องราคาแพงทั้งที่ยังไม่มีดัมเบลสักคู่ ทีมงานเราช่วยจัดชุดอุปกรณ์ตามงบและพื้นที่บ้านคุณได้ โดยเรียงตามลำดับที่ให้ผลกับการลดไขมันและสร้างกล้ามจริง
12 สัปดาห์คือกรอบเวลาที่คนเริ่มต้นที่ไขมันราว 18-20% ใช้แล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดที่สุด แผนนี้ไม่ได้เพิ่มปริมาณการฝึกไปเรื่อย ๆ แต่เพิ่มแรงต้านและปรับอาหารเป็นช่วง ๆ ตามที่ร่างกายปรับตัว
ผมแบ่งเป็น 3 เฟส เฟสละ 4 สัปดาห์ เพราะร่างกายใช้เวลาราว 3-4 สัปดาห์กว่าจะปรับตัวเข้ากับแคลอรีระดับใหม่ ถ้าเปลี่ยนแผนทุกสัปดาห์คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรได้ผลหรือไม่ได้ผล
สิ่งที่ต้องจดทุกสัปดาห์มีแค่ 3 อย่าง คือน้ำหนักเฉลี่ย รอบเอว และน้ำหนักที่ยกได้ในท่าหลัก อย่าจดมากกว่านี้เพราะจะเลิกจดภายในสองสัปดาห์
| ช่วง | อาหาร | เวทเทรนนิ่ง | กล้ามท้อง | คาร์ดิโอ |
|---|---|---|---|---|
| สัปดาห์ 1-4 | แคลอรีขาด 300 kcal โปรตีน 1.6 ก./กก. | ทั้งตัว 3 วัน เน้นเรียนรู้ฟอร์ม | 2 วัน น้ำหนักตัวเปล่า 3 ท่า | เดิน 8,000 ก้าวต่อวัน |
| สัปดาห์ 5-8 | แคลอรีขาด 400-500 kcal โปรตีน 1.8-2.0 ก./กก. | ทั้งตัว 3 วัน เพิ่มน้ำหนักทุกสัปดาห์ | 2-3 วัน เริ่มถ่วงน้ำหนัก 2.5-5 กก. | คาร์ดิโอ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที |
| สัปดาห์ 9-12 | แคลอรีขาด 400-500 kcal โปรตีน 2.0-2.2 ก./กก. | ทั้งตัว 3 วัน รักษาน้ำหนักที่ยกได้ไว้ | 3 วัน ถ่วงน้ำหนัก 5-7.5 กก. | คาร์ดิโอ 3 ครั้ง ครั้งละ 30-40 นาที |
อย่าตัดอาหารลึกลงไปอีกทันที ให้กินที่ระดับพลังงานสมดุลราว 2-3 สัปดาห์ก่อน เพื่อให้ฮอร์โมนเลปตินและการเผาผลาญกลับมาเป็นปกติ แล้วค่อยเริ่มรอบใหม่ วิธีนี้เรียกว่า diet break และช่วยให้รอบถัดไปลดได้เร็วกว่าการฝืนตัดต่อเนื่อง
คนที่ตัดอาหารต่อเนื่องเกิน 16 สัปดาห์โดยไม่พักเลย มักเจอสภาวะที่น้ำหนักไม่ลงแม้กินน้อยมาก เพราะร่างกายลดการใช้พลังงานลงจนสมดุลกับอาหารที่ได้รับ
ช่วงที่ยากที่สุดคือสัปดาห์ที่ 6 ถึง 9 ผลลัพธ์ยังไม่ชัดพอจะอวดใคร แต่ความหิวเริ่มมาแล้ว นี่คือจุดที่คนเลิกมากที่สุด ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ อีก 4 สัปดาห์ถัดมาคือช่วงที่คุณจะเห็นผลเร็วที่สุดในกระจก
ของที่คุ้มที่สุดสำหรับคนอยากเห็นกล้ามท้องไม่ใช่เครื่องบริหารหน้าท้อง แต่คือดัมเบล เบาะรอง และเครื่องคาร์ดิโอ เพราะสองในสามข้อของสมการคือการลดไขมันและการรักษามวลกล้าม ซึ่งเครื่องกล้ามท้องทำให้ไม่ได้เลย
ผมเห็นคนซื้อเครื่องสั่นหน้าท้อง เข็มขัดไฟฟ้า และเครื่องออกกำลังกายที่โฆษณาว่าเผาไขมันเฉพาะจุดมาหลายสิบเคส ไม่มีเคสไหนที่ได้ผล เพราะอุปกรณ์เหล่านั้นแก้ปัญหาผิดข้อ ปัญหาไม่ใช่กล้ามท้องอ่อนแรง แต่คือไขมันที่คลุมมันอยู่
ตารางด้านล่างเรียงตามลำดับที่ควรซื้อจริง ถ้ามีงบจำกัด ให้ไล่จากบนลงล่างและหยุดตรงที่งบหมด
| อุปกรณ์ | ทำอะไรได้ในสมการ 3 ข้อ | ควรซื้อลำดับที่ |
|---|---|---|
| เบาะหรือเสื่อรองพื้น | ทำให้ฝึกหน้าท้องกับพื้นได้โดยไม่เจ็บก้นกบ | 1 |
| ดัมเบลปรับน้ำหนักได้ | เวทเทรนนิ่งทั้งตัว บวกถ่วงน้ำหนักตอนทำ crunch | 2 |
| บาร์โหนหรือราวจับ | ทำ hanging leg raises ซึ่งหนักกว่านอนยกขามาก | 3 |
| ลูกกลิ้งบริหารหน้าท้อง | เพิ่มแรงต้านให้กล้ามท้องแบบ anti-extension | 4 |
| เครื่องคาร์ดิโอในบ้าน | สร้างแคลอรีขาดโดยไม่ต้องอดอาหารลึก | 5 |
| เข็มขัดไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามท้อง | ไม่ได้อะไรเลยในสามข้อนี้ | ไม่ต้องซื้อ |
เบาะรองพื้นราคาหลักร้อย บวกดัมเบลปรับน้ำหนักคู่หนึ่ง คือชุดที่ครอบคลุมทั้งเวทเทรนนิ่งทั้งตัวและการฝึกกล้ามท้องแบบมีแรงต้าน คุณฝึกได้ครบทุกกลุ่มกล้ามด้วยของสองชิ้นนี้ไปได้อีกอย่างน้อยหนึ่งปีเต็ม
คำถามเชิงลึกที่คนถามบ่อยที่สุดเรื่องกล้ามหน้าท้อง เปอร์เซ็นต์ไขมัน แคลอรีขาด และการวัดผล ตอบตามตัวเลขจริงโดยไม่ขายฝัน
ผู้ชายราว 10-12% และผู้หญิงราว 16-20% ที่ระดับนี้จะเห็นซิกแพคแม้ไม่ต้องเกร็ง ถ้าอยู่ที่ 14-15% จะเห็นเฉพาะปล้องบนตอนเกร็งเท่านั้น ตัวเลขนี้ต่างกันเล็กน้อยตามความหนาของกล้ามเนื้อหน้าท้องแต่ละคน
ไม่ได้ การลดไขมันเฉพาะจุดหรือ spot reduction ไม่มีอยู่จริง งานวิจัยที่ให้คนซิทอัพต่อเนื่อง 27 วันพบว่าไขมันลดลงเท่า ๆ กันทั้งที่หน้าท้อง ก้น และหลัง ร่างกายดึงไขมันจากทั้งตัวตามลำดับที่พันธุกรรมกำหนด สิ่งที่ลดไขมันหน้าท้องได้จริงคือแคลอรีขาดสะสมทั้งวัน
ช่วง 300-500 kcal ต่อวัน ต่ำกว่านี้จะช้าจนท้อ สูงกว่านี้ติดต่อกันนาน ๆ ร่างกายจะดึงกล้ามเนื้อมาใช้ ทำให้ผอมลงแต่หน้าท้องไม่มีปล้อง วิธีประมาณเร็ว ๆ คือน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมคูณ 30 แล้วลบ 400
2-3 วันต่อสัปดาห์ และห้ามฝึกสองวันติดกัน กล้ามท้องเป็นกล้ามลายเหมือนกล้ามอื่น ต้องการเวลาฟื้นตัวราว 48 ชั่วโมง การเล่นทุกวันไม่ได้ทำให้โตเร็วขึ้น แต่ทำให้กล้ามไม่มีโอกาสซ่อมแซมตัวเอง
ช่วยได้ระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด plank ฝึกความทนทานและความมั่นคงของแกนกลางลำตัว ไม่ใช่การสร้างขนาดกล้ามเนื้อ ถ้าค้างได้เกิน 60 วินาทีสบาย ๆ ให้เปลี่ยนไปทำเวอร์ชันที่ยากขึ้นหรือถ่วงน้ำหนัก แทนที่จะยืดเวลาไปเรื่อย ๆ
ขึ้นกับจุดเริ่มต้น ถ้าคุณอยู่ที่ไขมัน 12-14% อยู่แล้ว หนึ่งเดือนพอเห็นผลชัด แต่ถ้าเริ่มที่ 25% ต้องลดไขมันราว 9-10 กิโลกรัม ซึ่งใช้เวลา 6-8 เดือนที่อัตราปลอดภัย 0.5-1% ของน้ำหนักตัวต่อสัปดาห์
จริงในแง่ตัวเลข ผู้หญิงมีไขมันจำเป็นราว 10-13% ของน้ำหนักตัว ส่วนผู้ชายมีแค่ 3-5% เกณฑ์ที่กล้ามท้องจะโผล่จึงสูงกว่า และไขมันของผู้หญิงมักสะสมที่สะโพกและต้นขาก่อนหน้าท้อง แต่กระบวนการฝึกและกินเหมือนกันทุกอย่าง
1.6-2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน คนหนัก 70 กิโลกรัมต้องได้ 112-154 กรัม ซึ่งเทียบเท่าอกไก่ 100 กรัม 3 มื้อบวกไข่ 3 ฟองและเวย์ 1 ช้อนตวง ยิ่งแคลอรีขาดลึก โปรตีนยิ่งต้องสูงขึ้นในช่วงนี้
ค่าสัมบูรณ์เชื่อไม่ค่อยได้ เพราะแกว่งตามปริมาณน้ำในตัวได้ 3-4% ในวันเดียว แต่ใช้ดูแนวโน้มได้ถ้าชั่งเงื่อนไขเดิมทุกครั้ง คือตื่นนอน ท้องว่าง เข้าห้องน้ำแล้ว และดูค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์แทนค่ารายวัน
แก้ไม่ได้และไม่ต้องแก้ ตำแหน่งของแผ่นพังผืดที่ตัดขวางกล้ามเนื้อ rectus abdominis ถูกกำหนดตั้งแต่เกิด คนจำนวนมากมีปล้องเยื้องกัน จำนวนปล้องก็เช่นกัน บางคนมี 4 บางคนมี 8 ฝึกยังไงก็เปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนได้แค่ความหนาและความชัด
ดัมเบลคู่เดียวใช้ได้ทั้งเวทเทรนนิ่งทั้งตัวเพื่อรักษามวลกล้าม และใช้ถ่วงน้ำหนักตอนทำ crunch เพื่อ progressive overload กับกล้ามหน้าท้อง มันคืออุปกรณ์ชิ้นเดียวที่ตอบสองในสามข้อของสมการนี้
Login and Registration Form