ติดต่อเจ้าหน้าที่
สลับเส้นทาง
รถเข็นของฉัน 0

ท่าแพลงก์ (Plank) ทำอย่างไรให้ได้ผลจริง คู่มือฉบับโค้ช พร้อมโปรแกรม 4 สัปดาห์

ท่าแพลงก์ (Plank) ทำอย่างไรให้ได้ผลจริง คู่มือฉบับโค้ช พร้อมโปรแกรม 4 สัปดาห์

ท่าแพลงก์ เป็นท่าที่คนทำผิดมากที่สุดท่าหนึ่ง เพราะเข้าใจว่ายิ่งค้างนานยิ่งดี ทั้งที่งานวิจัยชี้ว่าเกิน 2 นาทีแทบไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม สิ่งที่ควรทำคือเพิ่มความยากแทนการเพิ่มเวลา บทความนี้รวมฟอร์มที่ถูกต้อง 10 variation และตาราง 4 สัปดาห์

สารบัญ

คนส่วนใหญ่ที่มาถามผมเรื่องท่านี้ ถามคำถามเดียวกันหมด คือค้างได้กี่นาทีถึงจะเรียกว่าเก่ง ผมตอบตรง ๆ ว่าตัวเลขบนนาฬิกาไม่ได้บอกอะไรมากเท่าที่คิด คนที่ค้างได้ 4 นาทีด้วยสะโพกตกกับคนที่ค้างได้ 40 วินาทีด้วยการเกร็งเต็มร้อย คนหลังแกนกลางแข็งแรงกว่าเกือบทุกครั้ง

บทความนี้ผมเก็บของเดิมไว้ทั้งหมด แล้วเติมสิ่งที่คนถามบ่อยแต่ยังไม่มีในเว็บไหนเป็นภาษาไทย ได้แก่ เหตุผลว่าทำไมค้างเกิน 2 นาทีถึงเริ่มไม่คุ้ม โปรแกรม 4 สัปดาห์ที่เพิ่มความยากไม่ใช่เพิ่มเวลา ตารางเทียบ Planking กับซิทอัพ ครันช์ และ dead bug จุดที่ 30 days Planking challenge แบบที่แชร์กันพลาด และวิธีวัดว่าแกนกลางแข็งแรงขึ้นจริงหรือแค่รู้สึกไปเอง

ถ้ามีเวลาวันละ 6 นาที ให้ทำ RKC Planking 5 เซ็ต เซ็ตละ 15 วินาที และ side Planking ข้างละ 3 เซ็ต เซ็ตละ 20 วินาที สัปดาห์ละ 3 วัน แค่นี้ให้ผลดีกว่าการไล่ค้างยาววันละครั้ง

เจาะลึกท่า Planking พร้อมแผนเสริมแกร่งแกนกลางสุด Challenge ใน 30 วัน

บทความนี้เขียนจากประสบการณ์สอนจริง 13 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ฟอร์มพื้นฐาน ไปจนถึงการเพิ่มความยากแบบมีระบบ และแผน 30 วันที่ปรับให้ทำได้จริง

สวัสดีครับ ผมโค้ชปูแน่น Certified Personal Trainer ที่มีประสบการณ์สอนการเกร็งหน้าท้องมากกว่า 13 ปี วันนี้จะมาแชร์เทคนิคการทำ ท่าแพลงก์ (Plank) ที่ถูกต้องและได้ผลจริง

หากคุณอยากหน้าท้องแบนเรียบดูสมาร์ตทุกครั้งที่เมื่อออกไปนอกบ้าน การทำซิทอัพหรือ Crunch เพียงท่าเดียวคงไม่พอครบส่วนสำหรับผู้มีเวลาจำกัด จากที่ผมสอนมา หลายคนที่มาฝึกแพลงก์ (Planking) มักมีปัญหาปวดหลัง เอว และท้ายทอยร่วมด้วยยิ่งคิดหนัก การทำท่าแพลงก์จึงกลายเป็นคำตอบสุดเบสิคที่ช่วยเสริมทรวดทรงพร้อมลดโอกาสปวดตามตัวได้มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกเพื่อเสริมกล้ามเนื้อหน้าท้อง ผมพบว่าหลายคนมักทำท่าผิดไม่โดนจุดอยู่บ่อยครั้ง จึงขอนำเทคนิคการทำ Side Plank และท่าแพลงก์แบบต่างๆ ที่ได้ผลจริง พร้อม 30 Days Challenge Plan มาฝากให้ผู้อ่านลองทำจากที่บ้าน แต่หากคุณต้องฝึกท่า Planking แบบครบจบทุกท่าโค้ชขอแนะนำ คลาสเรียนจาก Real gym ตอนนี้เปิดให้ทดลองเล่นฟรี 3 วัน ไม่มีค่าใช้จ่าย เล่นได้ทุกคลาส เรามีหลายสาขาใกล้บ้านคุณไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินทาง หากคุณพร้อมสามารถ ลงทะเบียนเล่นฟิตเนสฟรีกับ Realgym หรือ คลิกดูสาขาใกล้บานคุณได้ที่นี่

plank

ท่าแพลงก์ (Plank) คืออะไร

ท่านี้คือการออกกำลังกายแบบ isometric ร่างกายอยู่นิ่งแต่กล้ามเนื้อทำงานเต็มที่ จุดวัดผลจึงไม่ใช่จำนวนครั้ง แต่คือคุณภาพของการเกร็งและแนวลำตัว

ท่าแพลงก์หรือที่หลายคนเรียกว่าแพลงกิ้ง (Planking) คือการออกกำลังกายที่เน้นการเกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวอยู่กับที่ หรือที่เรียกในทางวิชาการว่า Isometric exercise จากประสบการณ์สอนของผม พบว่าท่านี้เป็นหนึ่งในท่าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหน้าท้องและแกนกลางลำตัว

สิ่งที่ทำให้ท่าแพลงก์พิเศษกว่าท่าออกกำลังกายอื่นๆ คือการที่เราต้องรักษาตำแหน่งร่างกายให้นิ่งคล้ายแผ่นกระดาน ซึ่งจะกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อมัดลึกที่การออกกำลังกายทั่วไปเข้าไม่ถึง ผมมักบอกลูกค้าเสมอว่า การทำท่า Planking ให้ถูกต้องสัก 30 วินาที มีประโยชน์มากกว่าการทำซิทอัพ 50 ครั้งด้วยท่าที่ไม่ถูกต้อง

พูดให้ชัดอีกนิด คำว่า isometric แปลว่ากล้ามเนื้อออกแรงโดยความยาวไม่เปลี่ยน ไม่มีการหดสั้นแบบตอนม้วนตัวขึ้นซิทอัพ ผลคือแรงกดที่หมอนรองกระดูกต่ำกว่าท่าที่ต้องงอหลังซ้ำ ๆ มาก คนที่เคยปวดหลังจึงมักฝึกท่านี้ได้ ทั้งที่ทำซิทอัพไม่ได้

จำง่าย ๆ ท่านิ่งฝึกความสามารถในการต้าน ไม่ใช่ความสามารถในการเคลื่อนไหว หน้าที่ของแกนกลางในชีวิตจริงคือกันไม่ให้หลังงอ บิด หรือแอ่น ตอนคุณยกของ อุ้มลูก หรือสะดุด ท่านิ่งจึงตรงกับหน้าที่จริงมากกว่าท่าม้วนตัว

แพลงกิ้งให้ประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

ประโยชน์ที่วัดได้ชัดที่สุดคือความมั่นคงของกระดูกสันหลังและบุคลิกภาพ ส่วนเรื่องเผาผลาญไขมันเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่จุดขายหลัก

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกส่วนบุคคล ผมพบว่าการทำ ท่าแพลงก์ (Plank) อย่างถูกวิธีนั้นให้ประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคาดคิด

1.ท่าแพลงก์ช่วยปรับบุคลิกภาพได้อย่างเห็นได้ชัด 

โดยเฉพาะกับคนยุคใหม่ที่มักประสบปัญหาพุงย้อย หน้าท้องไม่กระชับ หรือปัญหาด้านข้างลำตัวหย่อนคล้อย จากการสอนพนักงานออฟฟิศหลายคนที่มีปัญหาออฟฟิศซินโดรม การทำท่าแพลงก์อย่างสม่ำเสมอช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างน่าประทับใจ

บทความที่น่าสนใจ : อาหารลดพุง กินอย่างไรให้อร่อยและสุขภาพดี

2.เรื่องความยืดหยุ่นและความมั่นคงของร่างกาย

 มีงานวิจัยที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งได้ทดลองกับคนกลุ่มตัวอย่าง 24 คน โดยให้ทำท่าแพลงกิ้งและท่าบริหารแกนกลางอื่นๆ 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 30 นาที ตลอด 4 สัปดาห์ ผลลัพธ์คือกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อรอบๆ แข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

3.การทำท่าแพลงก์ช่วยพัฒนาการทรงตัวได้ดีมาก

 เหมาะสำหรับผู้สูงวัยที่มีปัญหาเดินช้า หรือหกล้มบ่อย การฝึกท่าแพลงก์อย่างต่อเนื่องช่วยให้การทรงตัวดีขึ้น เคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น

4.การทำท่าแพลงก์ยังช่วยปรับรูปร่างให้ดูดี กระชับ และช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันด้วย 

คนที่ทำท่าแพลงก์สม่ำเสมอมักจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างภายใน 4-6 สัปดาห์

5.บรรเทาอาการปวด

สำหรับคนที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานและมีอาการปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดต้นคอ การทำท่าแพลงก์เป็นประจำจะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ดี หลายคนหายจากอาการปวดเรื้อรังหลังจากฝึกท่าแพลงก์อย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ

บทความที่น่าสนใจ : ท่าออกกำลังกายบริหารหลัง แก้ปวดหลัง แก้ออฟฟิศซินโดรม

plank

สิ่งที่งานวิจัยยืนยัน และสิ่งที่ยังไม่ยืนยัน

  • ยืนยัน ความทนทานของกล้ามเนื้อแกนกลางเพิ่มขึ้นชัดเจนภายใน 4-6 สัปดาห์
  • ยืนยัน ความมั่นคงของกระดูกสันหลังดีขึ้น ช่วยลดอาการปวดหลังส่วนล่างแบบไม่จำเพาะ
  • ยืนยัน ท่าทางการยืนและการนั่งดีขึ้นในคนที่นั่งทำงานเกินวันละ 6 ชั่วโมง
  • ไม่ยืนยัน การเผาผลาญไขมันเฉพาะจุดที่หน้าท้อง เรื่องนี้ทำไม่ได้ทางสรีรวิทยา
  • ไม่ยืนยัน การค้างนานเป็นสิบนาทีแล้วจะแข็งแรงกว่าคนที่ค้าง 1 นาทีด้วยความเข้มสูง

ถ้าเป้าหมายคือลดพุงจริง ๆ ต้องคุมพลังงานที่กินร่วมด้วย ผมเขียนไว้ละเอียดใน ท่าออกกำลังกายลดหน้าท้องสำหรับผู้ชาย และถ้าอยากได้ภาพรวมการฝึกทั้งตัวที่บ้าน อ่าน 10 ท่าออกกำลังกายที่บ้านแบบไม่ใช้อุปกรณ์ ต่อได้

เทคนิคการทำ Planking ให้ง่ายขึ้น

ให้คิดว่าร่างกายคือท่อนไม้ ไม่ใช่สะพานแขวน ถ้าจุดไหนหย่อนหรือโก่ง แปลว่าการเกร็งยังไม่ครบทั้งแนว

‘ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ’

คำพูดนี้ใช้ได้ดีมากกับการทำท่าแพลงก์ (Planking) จากประสบการณ์สอนของผม พบว่าแม้ท่าแพลงก์จะดูเป็นท่าพื้นฐาน แต่มีความท้าทายที่แอบซ่อนอยู่

สามคำที่ผมใช้สั่งลูกค้าตอนเข้าท่า บีบก้น กดซี่โครง ดันพื้น สั่งเรียงกันแบบนี้ทุกครั้ง แล้วฟอร์มจะเข้าที่เองภายใน 3 วินาที ไม่ต้องคิดถึงหน้าท้องเลยด้วยซ้ำ

เคล็ดลับแรกในการทำท่าแพลงก์ให้ถูกต้องคือการทำความเข้าใจความหมายของคำว่า 'Plank' ที่แปลว่า 'ท่อนไม้' ลองจินตนาการว่าร่างกายของคุณคือแผ่นไม้เรียบยาวตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า ไม่มีส่วนไหนโค้งงอหรือห้อยย้อย

ข้อผิดพลาดที่ผมพบบ่อยในการทำท่าแพลงก์มีหลายจุด เช่น สะโพกตกหรือยกสูงเกินไป หลังแอ่น หรือก้มหน้ามากเกินควร แทนที่จะคอยนับเวลา ให้มุ่งเน้นไปที่การรักษาท่าทางให้เหมือนท่อนไม้มากที่สุด ด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง สะโพก และต้นขาให้แน่น เพื่อให้ลำตัวตรงเป็นแนวเดียวกัน

เช็กฟอร์ม 5 วินาทีก่อนเริ่มจับเวลา

  • ศอกอยู่ใต้หัวไหล่พอดี ไม่ล้ำไปข้างหน้า
  • ก้นเกร็ง 100% แล้วซี่โครงล่างกดลงหาสะโพก หลังจะหายแอ่นทันที
  • ดันพื้นออกด้วยปลายแขน สะบักจะกางออกเล็กน้อย ไม่ยุบลงระหว่างสะบัก
  • นิ้วเท้าจิกพื้นแล้วเหมือนจะดึงพื้นเข้าหาตัว ต้นขาจะเกร็งเอง
  • หายใจเข้าออกได้ปกติ ถ้าพูดไม่ได้เลย แปลว่าเกร็งจนกลั้นหายใจอยู่

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการหายใจ ให้หายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ อย่ากลั้นหายใจเด็ดขาด การฝึกทำท่าแพลงก์อย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแกนกลาง ปรับปรุงบุคลิกภาพ และเพิ่มความทนทานให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำท่าแพลงก์ถูกวิธีแล้ว อย่าลืมใส่ใจเรื่องอุปกรณ์ออกกำลังกาย ช้อปได้ที่นี่ !

วิธีทำท่าแพลงก์ให้ถูกต้อง สำหรับผู้หญิง-ผู้ชาย

ผู้หญิงกับผู้ชายมีจุดพังคนละแบบ ผู้หญิงสะโพกตก ผู้ชายหลังแอ่น สองอย่างนี้แก้คนละวิธี อย่าใช้คำแนะนำชุดเดียวกันทั้งสองเพศ

ในฐานะเทรนเนอร์ที่สอนทั้งผู้หญิงและผู้ชายมากว่า 13 ปี ผมพบว่าแต่ละเพศมีความท้าทายในการทำ ท่าแพลงก์ (Plank) แตกต่างกัน ผู้หญิงมักจะเริ่มต้นได้ดีกว่าด้วยการตั้งศอก เพราะช่วยลดแรงกดที่ข้อมือและกระจายน้ำหนักได้ดีกว่า โดยระยะห่างระหว่างศอกควรเท่ากับความกว้างของไหล่พอดี ปัญหาที่ผมพบบ่อยในผู้หญิงคือสะโพกมักจะตกระหว่างทำท่าแพลงกิ้ง การแก้ไขคือต้องเกร็งกล้ามเนื้อก้นและหน้าท้องไปพร้อมกันตลอดเวลา เริ่มต้นที่ 20 วินาทีก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นตามความแข็งแรงที่มากขึ้น

สำหรับผู้ชาย จากประสบการณ์สอนของผม มักจะเริ่มต้นด้วย Full Planking ได้เลย เพราะมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนที่มากกว่า แต่สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือการแอ่นหลังมากเกินไป ซึ่งเป็นปัญหาที่ผมเจอบ่อยมากในผู้ชาย วิธีแก้คือให้จินตนาการว่ากำลังดึงสะดือเข้าหากระดูกสันหลัง พร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไปด้วย ผู้ชายสามารถตั้งเป้าที่ 45-60 วินาทีต่อเซ็ตได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการหายใจให้สม่ำเสมอขณะทำท่า

ประเด็นผู้หญิงส่วนใหญ่ผู้ชายส่วนใหญ่
ท่าเริ่มต้นที่แนะนำElbow plankFull plank
เวลาเซ็ตแรก20 วินาที45 วินาที
ปัญหาฟอร์มที่เจอบ่อยสะโพกตก ท้องหย่อนหลังแอ่น ก้นยกสูง
จุดที่ต้องเกร็งเพิ่มก้นและหน้าท้องพร้อมกันดึงสะดือเข้าหากระดูกสันหลัง
สิ่งที่มักเจ็บข้อมือ ต้นคอหลังส่วนล่าง
เป้าหมาย 4 สัปดาห์3 เซ็ต เซ็ตละ 45 วินาที ฟอร์มนิ่งRKC Planking 5 เซ็ต เซ็ตละ 15 วินาที

กล้ามเนื้อหน้าท้องมีอะไรบ้าง? ส่วนไหนทำงานขณะทำ ท่าแพลงก์

กล้ามเนื้อที่ทำงานหนักที่สุดคือ transverse abdominis ซึ่งเป็นชั้นลึกสุด ส่วน rectus abdominis หรือซิกแพคเป็นเพียงชั้นนอกที่มองเห็น

จากประสบการณ์การสอนและการศึกษาด้านกายวิภาค ผมพบว่าการเข้าใจการทำงานของกล้ามเนื้อจะช่วยให้ทำ Planking ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่เราทำ ท่าแพลงก์ กล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนหน้าหรือที่เรารู้จักกันในนาม ซิกแพค (Rectus Abdominis) จะทำงานหนักเพื่อรักษาลำตัวให้ตรง ในขณะเดียวกัน กล้ามเนื้อชั้นลึกสุดอย่าง Transverse Abdominis ก็จะทำหน้าที่รัดเอวให้เล็กลง ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานตลอดเวลาที่เราทำท่าแพลงก์

ที่น่าสนใจคือ เมื่อเราทำ Side Planking กล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้างทั้ง Internal และ External Obliques จะทำงานอย่างหนัก นี่คือเหตุผลที่ผมมักแนะนำให้ลูกค้าทำ Side Planking ควบคู่ไปกับท่าแพลงก์ปกติ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อหน้าท้องให้ครบทุกมัด

Homefittools ใจดี! : แจก 10ท่าออกกำลังกายผู้ชาย สำหรับลดหน้าท้องโดยเฉพาะ !

กระบอกแรงดันรอบลำตัว ประกอบด้วย 4 ส่วน

  • กะบังลม อยู่ด้านบน ทำหน้าที่เหมือนฝาปิด
  • Transverse abdominis อยู่รอบเอว ทำหน้าที่เหมือนเข็มขัดรัด
  • กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน อยู่ด้านล่าง ทำหน้าที่เหมือนก้นถัง
  • Multifidus อยู่ด้านหลังติดกระดูกสันหลัง ทำหน้าที่ล็อกข้อต่อทีละปล้อง

ถ้ากลั้นหายใจ กระบอกนี้จะรั่ว แรงเกร็งหายไปทันที นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนกลั้นหายใจถึงหมดแรงเร็วกว่าคนที่หายใจปกติเกือบครึ่ง ให้หายใจเข้าทางจมูกสั้น ๆ แล้วผ่อนออกทางปากโดยที่ท้องยังเกร็งอยู่ ฝึกแค่นี้อย่างเดียวหลายคนก็ค้างได้นานขึ้น 10-15 วินาทีแล้ว

เทคนิคพิเศษสำหรับผู้เริ่มต้นทำ ท่าแพลงก์ (สำหรับมือใหม่โดยเฉพาะ)

มือใหม่ควรเริ่มจาก wall Planking และ knee Planking ก่อนเสมอ การข้ามขั้นไป full Planking คือสาเหตุอันดับหนึ่งของอาการปวดหลัง

ในฐานะโค้ชที่เคยช่วยผู้เริ่มต้นกว่าพันคนให้ทำท่าแพลงก์ได้สำเร็จ ผมขอแชร์เทคนิคสำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มต้นทำแพลงกิ้งอย่างถูกวิธี

เริ่มต้นอย่างถูกต้องด้วย "Wall Plank"

หากคุณเป็นมือใหม่หรือมีน้ำหนักตัวมาก ผมแนะนำให้เริ่มจากการทำ Wall Planking หรือการยืนพิงกำแพงก่อน โดยยืนห่างจากกำแพงประมาณหนึ่งช่วงแขน วางมือบนกำแพง เกร็งหน้าท้อง และรักษาลำตัวให้ตรงเหมือนแผ่นไม้ ท่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจการเกร็งแกนกลางลำตัวโดยไม่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวทั้งหมด

ก้าวต่อไปกับ "Knee Plank"

เมื่อทำ Wall Planking ได้ดีแล้ว ให้เปลี่ยนมาทำท่าแพลงก์บนพื้นโดยใช้หัวเข่าแตะพื้น (Knee Plank) ท่านี้จะช่วยลดแรงกดที่แกนกลางลำตัวลงครึ่งหนึ่ง ทำให้คุณสามารถฝึกการวางตำแหน่งร่างกายและการหายใจได้ง่ายขึ้น จากประสบการณ์สอน ผมพบว่าผู้เริ่มต้นที่ฝึกท่า Knee Planking ให้แข็งแรงก่อน มักจะพัฒนาไปสู่ท่า Full Planking ได้เร็วกว่า

เทคนิคการหายใจที่ถูกต้อง

หลายคนมักกลั้นหายใจขณะทำท่าแพลงก์โดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เหนื่อยเร็ว ผมแนะนำให้ใช้เทคนิค "หายใจ 4-2" คือ หายใจเข้าช้าๆ นับ 1-2-3-4 กลั้นไว้นับ 1-2 แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก การหายใจแบบนี้จะช่วยให้คุณรักษาท่าแพลงก์ได้นานขึ้นและกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าท้องได้ดีขึ้น

วิธีเช็คท่าทางง่ายๆ ด้วยตัวเอง

ผมมีเทคนิคที่เรียกว่า "จุดสามเหลี่ยม" สำหรับเช็คท่าทางด้วยตัวเอง

    1. ส้นเท้า ต้องอยู่นิ่ง ไม่ส่าย
    2. สะโพก อยู่ในแนวเดียวกับไหล่และส้นเท้า
    3. ศีรษะ มองพื้นในระยะ 20-30 เซนติเมตรจากมือ

หากคุณรักษาจุดทั้งสามนี้ให้อยู่ในแนวเดียวกันได้ แสดงว่าท่าทางของคุณถูกต้องแล้ว

ข้อควรระวังสำหรับมือใหม่

ผมเห็นผู้เริ่มต้นหลายคนพยายามทำตามคลิปในโซเชียลที่ทำท่าแพลงก์ได้นานๆ แต่ผมอยากเน้นย้ำว่า การทำถูกวิธี 30 วินาที ดีกว่าการฝืนทำผิดท่า 5 นาที เริ่มต้นจากการทำช้าๆ ถูกต้อง และค่อยๆ เพิ่มเวลา จะปลอดภัยและได้ผลดีกว่า

 

6 ท่าแพลงก์เริ่มต้นทำที่บ้าน สร้างซิกแพคในรูปแบบ Full Body

หกท่านี้เรียงจากง่ายไปยาก ให้ผ่านท่าก่อนหน้าด้วยฟอร์มที่นิ่งก่อนค่อยขยับไปท่าถัดไป ไม่ต้องรีบ

ผมขอแนะนำ 6 ท่าแพลงก์ (Six Planking) ที่รวบรวมจากประสบการณ์สอน เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องให้เป็นซิกแพค (Six Pack) พร้อมปรับรูปร่างทั้งตัวให้กระชับ ทั้งหน้าท้องแบนราบ หลังตรง และอกสง่างาม จากการติดตามผลลูกค้า หากทำต่อเนื่อง 30 วัน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

1.ท่าแพลงก์พื้นฐาน (Full Plank)

ท่าแรกที่ต้องเริ่มคือท่าแพลงก์แบบเต็มรูปแบบ ท่านี้จะช่วยเสริมความแข็งแรงให้ร่างกายตั้งแต่ไหล่ หลัง หน้าท้อง สะโพก ไปจนถึงขาทั้งด้านหน้าและหลัง เพื่อความสะดวกและปลอดภัย ควรเตรียมเสื่อโยคะหรือแผ่นยางปูพื้นรองร่างกายไว้

วิธีทำที่ถูกต้องมีเพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ

    1. เริ่มจากการวางร่างกายในท่าเตรียมคล้ายจะทำวิดพื้น จากนั้นจัดแนวหลัง สะโพก และขาให้อยู่ในแนวเดียวกัน
    2. พร้อมเกร็งหน้าท้องให้แน่น ราวกับร่างกายเป็นแผ่นไม้แข็ง
    3. สุดท้ายคือการหายใจเข้าออกช้าๆ เป็นจังหวะ พร้อมรักษาท่านี้ไว้อย่างน้อย 30 วินาที
plank

 

2.ท่าแพลงก์ศอก (Elbow Plank)

จากท่าแรก เรามาต่อยอดด้วยท่าแพลงกิ้งที่ใช้ศอกแทนฝ่ามือ ท่านี้จะช่วยลดแรงกดที่ข้อมือและเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อแขนส่วน Biceps และ Triceps ได้ดี จากประสบการณ์สอน ผมพบว่าท่า Elbow Planking นี้ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวได้มากกว่าท่าปกติ

ข้อดีของท่านี้คือจะเน้นการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าท้องทั้งชั้นลึก (Transverse Abdominis) กล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้าง (Obliques) และกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนหน้า (Rectus Abdominis) ได้อย่างครบถ้วน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเน้นกระชับหน้าท้องโดยเฉพาะ

plank

 

3. ท่าแพลงก์ด้านข้าง (Side Plank)

ท่าที่สามนี้เป็น ท่าแพลงก์ ที่เน้นกระชับเอวและลำตัวด้านข้างโดยเฉพาะ โดยจะเน้นการทำงานของกล้ามเนื้อ Obliques ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ทำให้เอวคอดและเว้า จากการสอนลูกค้า ผมพบว่าท่า Side Planking นี้ท้าทายกว่าสองท่าแรก เพราะต้องใช้ทั้งแรงขาและการทรงตัวมากขึ้น แต่ข้อดีคือช่วยเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อมัดลึกที่ยึดติดกับกระดูกได้ดี

วิธีทำท่า Side Plank ไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนกังวล

    • เริ่มจากการนอนตะแคงลงบนพื้น ใช้ศอกด้านที่แตะพื้นเป็นจุดรับน้ำหนัก จากนั้นค่อยๆ ยกสะโพกขึ้น พร้อมเหยียดขาและลำตัวให้ตรงเป็นแนวเดียวกัน
    • สำหรับแขนอีกข้าง คุณสามารถวางที่เอวเพื่อการทรงตัวที่ดี หรือยกขึ้นตรงๆ เหนือศีรษะเพื่อเพิ่มความท้าทาย ควรทำอย่างน้อยข้างละ 5 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาที เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
plank

 

4.ท่าแพลงก์มือเดียว (Single Arm Plank)

เมื่อคุณทำสามท่าแรกได้คล่องแล้ว ลองมาท้าทายตัวเองด้วย ท่าแพลงก์ ระดับสี่กันครับ จากประสบการณ์สอน ท่านี้จะช่วยพัฒนาการทรงตัวและความแข็งแรงของแกนกลางลำตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีทำไม่ยากอย่างที่คิด

    • เริ่มจากท่า Full Planking ที่คุณคุ้นเคย จากนั้นค่อยๆ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นไพล่หลัง โดยต้องควบคุมให้ลำตัวนิ่ง ไม่บิดหรือหมุน
    • จุดสำคัญคือการรักษาสมดุลของแกนกลางลำตัวให้มั่นคง ท่านี้นอกจากจะช่วยเสริมความแข็งแรงแล้ว
    • ยังมีประโยชน์ในการบรรเทาอาการปวดหลังที่เป็นเฉพาะด้าน และช่วยให้การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันคล่องตัวมากขึ้น
plank

 

5.ท่าแพลงก์ขยับขึ้นลง (Planking Up)

ถึงเวลาเพิ่มความท้าทายด้วยการทำ ท่าแพลงก์ แบบมีการเคลื่อนไหว ท่านี้จะผสมผสานระหว่างท่า Elbow Planking และ Full Planking เข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มการประสานงานของร่างกาย พร้อมกระชับกล้ามเนื้อ Triceps ไหล่ และหน้าอกได้มากกว่าการทำท่าแพลงก์ธรรมดา

วิธีทำเริ่มจากท่า Elbow Planking พื้นฐาน

  • จัดร่างกายตั้งแต่ศีรษะ คอ หลัง สะโพก ขา และเท้าให้อยู่ในแนวเดียวกัน เกร็งหน้าท้องให้แน่น ตึงตรงเหมือนท่อนไม้ (ไม่ต้องตกใจถ้ารู้สึกสั่นบริเวณกล้ามเนื้อแกนกลาง เป็นเรื่องปกติสำหรับมือใหม่)
  • จากนั้นเริ่มยกตัวขึ้นโดยเหยียดแขนขวาให้ตรง ตามด้วยแขนซ้าย จนอยู่ในท่า Full Planking แล้วค่อยๆ ลดตัวลงกลับสู่ท่า Elbow Planking ทำสลับไปมาจนครบเซ็ต
plank

 

6. ท่าแพลงก์ยกขา (Raised Plank)

ปิดท้ายด้วยท่าที่จะท้าทายความสมดุลของร่างกายอย่างเต็มที่ ท่านี้จะเน้นการยกขาขึ้นลงสลับซ้าย-ขวา ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อแกนกลางและกล้ามเนื้อด้านข้างลำตัวทั้งชั้นในและนอก (External & Internal Oblique) การทำท่านี้จะช่วยพัฒนาทั้งความคล่องตัวและความมั่นคงของร่างกาย ทำให้การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันดีขึ้

plank

 

อยากได้ฟอร์มที่นิ่งจริง เริ่มจากพื้นก่อน

ข้อศอกกดพื้นแข็ง 40 วินาทีคือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ล้มเลิกกลางคัน แผ่นรองหนา 10-20 มิลลิเมตรช่วยให้ทนอยู่กับท่าได้นานพอที่จะฝึกการเกร็งจริง ๆ ไม่ใช่ทนความเจ็บ

ท่าแพลงก์ 5 นาที VS ท่าแพลงก์ 30 วิ พร้อมตารางฝึก

การค้างยาวขึ้นเรื่อย ๆ ให้ผลลดลงเร็วมากหลังนาทีที่สอง คุณภาพการเกร็งใน 30 วินาทีแรกสำคัญกว่าตัวเลขบนนาฬิกา

จากประสบการณ์สอนของผม คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือควรทำ ท่าแพลงก์ นานแค่ไหนถึงจะเห็นผล? หลายคนเชื่อว่าต้องทำ ท่าแพลงก์ ให้ได้ 5 นาทีถึงจะเห็นผล แต่ความจริงแล้ว การทำแพลงกิ้ง 30 วินาทีด้วยท่าที่ถูกต้องอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

การทำ Planking 5 นาทีต่อเนื่องนั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีความแข็งแรงของแกนกลางลำตัวมากพอแล้ว แต่สำหรับผู้เริ่มต้น ผมแนะนำให้เริ่มจากการทำ 30 วินาทีก่อน แล้วทำซ้ำ 3-4 เซ็ต จะได้ผลดีกว่าการฝืนทำยาวๆ แล้วท่าทางผิดพลาด

ตารางฝึกท่าแพลงก์ แบบก้าวหน้า (Progressive Planking)

สัปดาห์ที่ 1 เริ่มต้นที่ 30 วินาที 3 เซ็ต พักระหว่างเซ็ต 30 วินาที คุณจะรู้สึกถึงการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าท้องอย่างชัดเจน

สัปดาห์ที่ 2 เพิ่มเป็น 45 วินาที 3 เซ็ต โดยเน้นการรักษาท่าทางให้มั่นคง หากรู้สึกว่าสะโพกเริ่มตก ให้หยุดพักแล้วเริ่มใหม่

สัปดาห์ที่ 3-4 ทดลองทำ 1-2 นาทีต่อเซ็ต หากทำได้ดี ค่อยเพิ่มเป็น 3-5 นาที แต่ต้องมั่นใจว่ายังรักษาท่าทางได้สมบูรณ์

Planking Twist และ ท่าแพลงก์ลดพุง ด้านข้าง

หลังจากที่คุณทำ ท่าแพลงก์ พื้นฐานได้ดีแล้ว การเพิ่ม Planking Twist เข้ามาจะช่วยกระชับพุงด้านข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการสอนลูกค้าที่ต้องการลดไขมันหน้าท้องส่วนข้าง ผมพบว่าการผสมผสานระหว่าง Side Planking และ Planking Twist ให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก

เริ่มจากท่า Planking ปกติ จากนั้นค่อยๆ หมุนลำตัวไปด้านข้าง พร้อมยกแขนขึ้นชี้ฟ้า สิ่งสำคัญคือต้องรักษาแกนกลางลำตัวให้นิ่ง ไม่บิดเอว การทำแบบนี้จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อ Obliques ได้อย่างเต็มที่ ทำสลับซ้าย-ขวา ข้างละ 8-12 ครั้ง

กฎที่ผมใช้กับลูกค้าทุกคน ถ้าสะโพกเริ่มหมุนตามลำตัวเมื่อไร ให้หยุดทันที เพราะจุดประสงค์ของท่าบิดคือฝึกให้แกนกลางต้านการหมุน ไม่ใช่ฝึกให้หมุนได้เยอะ ถ้าจะให้ชัดขึ้น ลองวางขวดน้ำไว้บนสะโพกแล้วอย่าให้ตก

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้ทำท่า Side Planking ธรรมดาก่อน โดยนับ 15-20 วินาทีต่อข้าง เมื่อแข็งแรงขึ้นแล้วค่อยเพิ่มการบิดลำตัว

บทความที่น่าสนใจ : รวมท่าออกกำลังกาย เอว S ปั้นหุ่นสับ ๆ 12 ท่าทำได้ง่าย ๆ

 

เป้าหมายเวลาที่พอเหมาะสำหรับคนทั่วไป

ตัวเลขที่ผมใช้จริงกับลูกค้า สำหรับคนที่ไม่ได้จะไปแข่งอะไร เป้าหมายที่พอเหมาะคือ elbow Planking 60 วินาทีด้วยฟอร์มสมบูรณ์ และ side Planking ข้างละ 45 วินาที ถ้าถึงจุดนี้แล้ว การไล่เพิ่มเป็น 2 หรือ 3 นาทีแทบไม่เปลี่ยนความแข็งแรงเลย แต่กินเวลาซ้อมเพิ่มขึ้นเท่าตัว

ระดับElbow plankSide Planking ต่อข้างขั้นต่อไปที่ควรทำ
เริ่มต้น20-30 วินาที15 วินาทีเพิ่มจำนวนเซ็ตก่อน ยังไม่ต้องเพิ่มเวลา
พื้นฐานมั่นคง45 วินาที30 วินาทีเริ่มลดจุดรองรับ ยกขาข้างเดียว
ดี60 วินาที45 วินาทีเปลี่ยนไป RKC Planking และใส่น้ำหนัก
แข็งแรงมาก90 วินาที ขึ้นไป60 วินาที ขึ้นไปWeighted Planking 15 กิโลกรัมขึ้นไป

30 Days Planking Challenge Plan เพิ่มความท้าทายสู่เป้าหมายที่เป็นจริง

แผน 30 วันแบบไล่เวลาอย่างเดียวใช้ได้กับมือใหม่ 2 สัปดาห์แรกเท่านั้น หลังจากนั้นต้องเปลี่ยนตัวแปรเป็นความยาก ไม่ใช่เวลา

หุ่นแน่นกระชับ ทรวดทรงเด่นทั้งหน้าท้องที่แบนราบ หลังตรงและอกผายเป็นเป้าหมาย พร้อมวิธีการสุดทรานส์ฟอร์มคุณให้เป็น Cool Guy & Girl ด้วย 30 Days Planking Challenge Plan ท้าทายร่างกายด้วยการขยับเวลาทำ ท่าแพลงก์ ให้นานขึ้นกระทั่งแม็กซ์สุดที่ 300 วินาทีในวันที่ 30

plank

 

เริ่มฝึกที่บ้านวันนี้ ไม่ต้องรอสมัครฟิตเนสดูอุปกรณ์บอดี้เวท

ค้างท่านี้นานแค่ไหนถึงพอ และทำไมเกิน 2 นาทีถึงไม่คุ้ม

หลังนาทีที่ 2 ความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นต่อวินาทีที่ค้างเพิ่มแทบเป็นศูนย์ สิ่งที่คุณฝึกอยู่กลายเป็นความอดทนต่อความเบื่อ ไม่ใช่แกนกลาง

Stuart McGill นักวิจัยด้านกระดูกสันหลังจาก University of Waterloo เสนอแนวคิดที่ผมใช้มาสิบปี เขาเรียกว่า descending pyramid คือค้างครั้งละ 10 วินาที แล้วปล่อย 2-3 วินาที ทำ 6 ครั้ง พัก แล้ว 4 ครั้ง พัก แล้ว 2 ครั้ง รวมเวลาเกร็งจริง 120 วินาที แต่ทุกครั้งเกร็งได้เต็มร้อย ต่างจากการค้างยาว 120 วินาทีที่ 60 วินาทีหลังคือการทรมานตัวเองด้วยฟอร์มที่แย่ลงเรื่อย ๆ

เหตุผลทางสรีรวิทยาไม่ซับซ้อน เมื่อค้างนานเกินไป ระบบประสาทเริ่มลดการส่งสัญญาณไปยังหน่วยกล้ามเนื้อที่มีแรงสูง สิ่งที่เหลือคือหน่วยกล้ามเนื้อทนทานแรงต่ำ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เอวมั่นคงตอนคุณยกของหนักหรือสะดุดบันได

ทางเลือกเมื่ออยากพัฒนาต่อสิ่งที่ได้เพิ่มเวลาต่อครั้งเหมาะกับใคร
ค้างนานขึ้นเรื่อย ๆความทนทานแรงต่ำ ผลเพิ่มน้อยมากหลัง 2 นาที2-5 นาทีคนที่จะไปแข่งค้างเวลาเท่านั้น
RKC plankความแข็งแรงของการเกร็งสูงสุด10-20 วินาทีทุกคนที่ค้างธรรมดาได้ 60 วินาทีแล้ว
Weighted plankแรงต้านเพิ่มตรง ๆ กล้ามท้องหนาขึ้น20-30 วินาทีคนที่มีดัมเบลหรือแผ่นน้ำหนักที่บ้าน
Single arm หรือ single legความสามารถต้านการบิดตัว15-25 วินาที ต่อข้างคนที่เล่นกีฬาหรือยกน้ำหนัก
Long lever plankแรงบีบที่แกนกลางสูงขึ้นโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์15-20 วินาทีคนที่ไม่มีอุปกรณ์เลย

RKC Planking คืออะไร และทำไมถึงเหนื่อยกว่าเดิมสิบเท่า

RKC ย่อมาจาก Russian Kettlebell Challenge ต่างจากท่าเดิมตรงที่คุณไม่ได้แค่ค้างเฉย ๆ แต่เกร็งทุกกล้ามเนื้อพร้อมกันให้เต็มร้อย ศอกพยายามลากเข้าหาปลายเท้า ต้นขาเกร็ง ก้นบีบ หมัดกำแน่น ถ้าทำถูก คนที่ค้างธรรมดาได้ 3 นาที จะอยู่กับ RKC ได้ไม่เกิน 20 วินาที

  1. เข้าท่า elbow Planking ปกติ กำหมัด ศอกอยู่ใต้ไหล่
  2. บีบก้นให้แน่นที่สุดเท่าที่ทำได้ นับว่านี่คือ 100%
  3. ออกแรงลากศอกเข้าหาปลายเท้าโดยที่ศอกไม่ขยับจริง จะรู้สึกท้องบีบตัวรุนแรง
  4. เกร็งต้นขาให้หัวเข่าตึง แล้วหายใจสั้น ๆ ทางจมูก
  5. ค้าง 10-20 วินาที แล้วปล่อยหมดเลย พัก 30-45 วินาที ทำ 5 เซ็ต

Weighted Planking เริ่มที่กี่กิโล

ให้เพื่อนวางแผ่นน้ำหนักหรือดัมเบลไว้กลางหลังตรงระดับสะบักล่าง เริ่มที่ 5 กิโลกรัมสำหรับผู้หญิงและ 10 กิโลกรัมสำหรับผู้ชาย ถ้าค้างได้เกิน 45 วินาทีโดยสะโพกไม่ตก แปลว่าเบาไป ให้บวกทีละ 2.5 กิโลกรัม กติกาคือหยุดทันทีที่หลังเริ่มแอ่น ไม่ใช่ทนจนหมดแรง

ไม่มีคนช่วยวางน้ำหนัก ใช้เป้สะพายหลังใส่ขวดน้ำ 1.5 ลิตร 4 ขวดแทนได้ ราว 6 กิโลกรัม สะพายกลับด้านให้เป้อยู่บนหลัง แล้วเข้าท่าตามปกติ

ลดจุดรองรับ ยากขึ้นทันทีโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์

ปกติคุณมีจุดรองรับ 4 จุด คือศอกสองข้างและปลายเท้าสองข้าง พอยกแขนหรือขาขึ้นหนึ่งข้าง จะเหลือ 3 จุด ร่างกายจะพยายามบิด กล้ามเนื้อ obliques ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อต้านแรงบิดนั้น ลองแล้วจะรู้ว่าแค่ยกขาข้างเดียว 20 วินาทีก็สั่นแล้ว

Long lever Planking ตัวเลือกสำหรับคนที่ไม่มีอุปกรณ์เลย

หลักการคือขยับศอกให้ห่างจากตัวมากขึ้น แขนยื่นไปข้างหน้าเหนือศีรษะ แรงบิดที่กระทำต่อแกนกลางจะเพิ่มขึ้นตามระยะที่ยื่นออกไป ขยับศอกออกไปแค่ 10 เซนติเมตร ความยากก็เพิ่มขึ้นชัดเจนแล้ว วิธีนี้ไม่ต้องซื้ออะไรเลยแม้แต่บาทเดียว

  1. เข้าท่าลงศอกตามปกติ ศอกอยู่ใต้ไหล่
  2. บีบก้นและกดซี่โครงลงก่อน แล้วค่อยขยับ
  3. เลื่อนศอกไปข้างหน้าทีละ 5 เซนติเมตร จนรู้สึกว่าท้องเริ่มสั่น
  4. ค้างไว้ 15-20 วินาที ถ้าหลังเริ่มแอ่นให้ถอยศอกกลับมา 5 เซนติเมตร
  5. ทำ 4-5 เซ็ต พักระหว่างเซ็ต 45 วินาที

เทียบให้เห็นภาพ ท่าลงศอกปกติสร้างแรงบิดที่แกนกลางระดับหนึ่ง พอยื่นแขนออกไปเต็มที่ แรงบิดเพิ่มขึ้นได้ถึงเท่าตัว โดยที่คุณไม่ได้เพิ่มน้ำหนักอะไรเลยสักกรัมเดียว

เปรียบเทียบท่าแพลงก์ธรรมดากับ RKC Planking และ weighted Planking สำหรับเพิ่มความยาก

เพิ่มแรงต้านให้ core แบบที่วัดผลได้

พอค้างธรรมดาได้ 60 วินาที การเพิ่มเวลาจะไม่ช่วยอะไรอีกแล้ว สิ่งที่ช่วยคือน้ำหนักบนหลัง เริ่มจากดัมเบล 5-10 กิโลกรัมก็พอสำหรับหนึ่งปีข้างหน้า

โปรแกรม 4 สัปดาห์ที่เพิ่มความยาก ไม่ใช่แค่เพิ่มเวลา

ฝึกสัปดาห์ละ 3 วัน เว้นวัน ใช้เวลาวันละ 8-10 นาที เปลี่ยนตัวแปรทุกสัปดาห์ ไม่ใช่บวกวินาทีไปเรื่อย ๆ

ตารางนี้ผมใช้กับลูกค้าออฟฟิศที่มีเวลาน้อย เงื่อนไขเดียวคือทำครบ 3 วันต่อสัปดาห์ ถ้าสัปดาห์ไหนทำได้ไม่ครบ ห้ามข้ามไปสัปดาห์ถัดไป ให้ทำซ้ำสัปดาห์เดิม เพราะการขยับขั้นเร็วเกินคือสาเหตุที่ทำให้ฟอร์มพังและเลิกกลางทาง

สัปดาห์ตัวแปรที่เพิ่มเมนูหลักเมนูเสริมเกณฑ์ผ่านก่อนขึ้นสัปดาห์ถัดไป
1คุณภาพฟอร์มElbow Planking 3 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาทีDead bug 2 เซ็ต ข้างละ 8 ครั้งสะโพกไม่ตกเลยตลอด 30 วินาที ทั้ง 3 เซ็ต
2ความเข้มของการเกร็งRKC Planking 5 เซ็ต เซ็ตละ 15 วินาทีSide Planking ข้างละ 3 เซ็ต เซ็ตละ 20 วินาทีตัวสั่นได้ แต่แนวลำตัวยังตรงตลอดเซ็ต
3ลดจุดรองรับSingle leg Planking 4 เซ็ต ข้างละ 20 วินาทีPlanking up 3 เซ็ต เซ็ตละ 10 ครั้งสะโพกไม่หมุนตามขาที่ยก
4แรงต้านภายนอกWeighted Planking 4 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาทีSide Planking ยกขาบน ข้างละ 2 เซ็ต เซ็ตละ 15 วินาทีทำครบโดยไม่ต้องวางเข่าลงกลางเซ็ต

ตารางฝึกรายสัปดาห์ ทำวันไหนบ้าง

วันสิ่งที่ทำเวลารวม
จันทร์เมนูหลัก และเมนูเสริม9 นาที
อังคารพัก หรือเดินเร็ว 20 นาที0 นาที
พุธเมนูหลัก และเมนูเสริม9 นาที
พฤหัสบดีพัก0 นาที
ศุกร์เมนูหลัก เมนูเสริม และทดสอบฟอร์ม12 นาที
เสาร์ อาทิตย์พัก หรือทำกิจกรรมที่ชอบ0 นาที

ถ้าสงสัยว่าควรออกกำลังกายกี่วันต่อสัปดาห์ถึงจะพอดี ผมสรุป ท่าแพลงก์ (Plank) เกณฑ์ไว้ใน ควรออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน และถ้าอยากเอาท่านี้ไปต่อกับเมนูอื่นเป็นวงจร ลองอ่าน คู่มือ circuit training ประกอบ

กฎการขยับขั้นที่ใช้ได้กับทุกท่า

  • ผ่านเกณฑ์ 2 ครั้งติดกันจึงขยับขั้น ไม่ใช่ผ่านครั้งเดียวแล้วรีบเพิ่ม
  • เพิ่มตัวแปรทีละ 1 อย่าง เพิ่มน้ำหนักแล้วอย่าเพิ่มเวลาพร้อมกัน
  • ถ้าฟอร์มพังก่อนเวลาที่ตั้งไว้ 2 เซ็ตติด ให้ย้อนกลับไปขั้นก่อนหน้า
  • ทุก 4 สัปดาห์ ให้ลดปริมาณลงครึ่งหนึ่ง 1 สัปดาห์ แล้วค่อยเริ่มรอบใหม่

ถ้าหลุดไปหนึ่งสัปดาห์ ต้องเริ่มใหม่ไหม

ไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด ถ้าหยุดไปไม่เกิน 10 วัน ให้กลับไปทำสัปดาห์ก่อนหน้าซ้ำ 2 ครั้งแล้วเดินหน้าต่อ ความทนทานของกล้ามเนื้อแกนกลางหายช้ากว่าที่คิด สิ่งที่หายเร็วกว่าคือความคุ้นเคยของระบบประสาท ซึ่งกลับมาได้ภายใน 2-3 เซสชัน

  • หยุด 1-3 วัน ทำต่อได้เลยตามตาราง
  • หยุด 4-10 วัน ย้อนกลับไปทำสัปดาห์ก่อนหน้า 2 ครั้ง
  • หยุดเกิน 3 สัปดาห์ กลับไปเริ่มที่สัปดาห์ที่ 1 แต่จะผ่านเร็วกว่ารอบแรกมาก
  • บาดเจ็บอยู่ ให้ข้ามไปทำ dead bug และ bird dog อย่างเดียวก่อน

เทียบให้เห็นภาพ ท่านิ่ง ซิทอัพ ครันช์ และ dead bug ต่างกันตรงไหน

ถ้าเลือกได้ท่าเดียวและคุณเคยปวดหลัง เลือกท่านิ่งกับ dead bug ส่วนซิทอัพเก็บไว้ทีหลัง เพราะแรงกดที่หมอนรองกระดูกต่อครั้งสูงที่สุดในสี่ท่า

ท่าลักษณะการทำงานกล้ามเนื้อหลักแรงกดกระดูกสันหลังเหมาะกับ
PlankIsometric ไม่งอหลังTransverse abdominis, rectus abdominis, obliquesต่ำทุกคน โดยเฉพาะคนปวดหลัง
ซิทอัพงอลำตัวเต็มช่วงRectus abdominis และกล้ามเนื้อสะโพกสูงที่สุดในสี่ท่าคนหลังแข็งแรงและต้องการฝึกงอลำตัว
ครันช์งอลำตัวช่วงสั้นRectus abdominis ส่วนบนปานกลางคนที่อยากเน้นหน้าท้องส่วนบน
Dead bugต้านการแอ่นหลังขณะแขนขาเคลื่อนไหวTransverse abdominis, obliquesต่ำที่สุดคนปวดหลัง คนเพิ่งฟื้นตัว

ประเด็นที่คนเข้าใจผิดคือคิดว่าท่าไหนเมื่อยกว่าแปลว่าดีกว่า ซิทอัพเมื่อยเร็วเพราะกล้ามเนื้องอสะโพกทำงานหนัก ไม่ใช่เพราะหน้าท้องทำงานมากกว่า ในขณะที่ท่านิ่งอย่าง Planking บังคับให้กล้ามเนื้อชั้นลึกทำงานตลอดเวลาโดยไม่มีจังหวะพักเลย

ในทางปฏิบัติ ผมไม่ให้ลูกค้าเลือกท่าเดียว แต่ให้ผสม 3 กลุ่มท่าใน 1 เซสชัน คือท่านิ่งเพื่อความมั่นคง ท่าต้านการบิดเพื่อ obliques และท่ายกขาเพื่อหน้าท้องส่วนล่าง ถ้าสนใจท่ายกขาโดยเฉพาะ อ่านรายละเอียดใน ท่า leg raises ได้

  1. ท่านิ่ง RKC Planking 5 เซ็ต เซ็ตละ 15 วินาที
  2. ท่าต้านการบิด Side Planking ข้างละ 3 เซ็ต เซ็ตละ 20 วินาที
  3. ท่าหน้าท้องส่วนล่าง Leg raises 3 เซ็ต เซ็ตละ 10 ครั้ง ช้า ๆ
  4. ปิดท้ายด้วย Dead bug 2 เซ็ต ข้างละ 8 ครั้ง เพื่อฝึกหายใจขณะเกร็ง

คนที่ฝึก พิลาทิส มาก่อนจะได้เปรียบตรงการควบคุมลมหายใจและการเกร็งชั้นลึก สองอย่างนี้คือหัวใจของท่านิ่งทุกท่า ถ้าคุณเคยเรียนมา เอาทักษะเดิมมาใช้ได้เลย

30 days Planking challenge แบบที่แชร์กันพลาดตรงไหน

ตารางเดิมเพิ่มเวลาอย่างเดียวจนถึง 300 วินาที ปัญหาคือหลังวันที่ 15 คนส่วนใหญ่ฟอร์มพัง และสิ่งที่ฝึกกลายเป็นความอดทน ไม่ใช่ความแข็งแรง

ผมไม่ได้บอกว่า 30 days Planking challenge ใช้ไม่ได้ มันใช้ได้ดีมากในสองสัปดาห์แรก เพราะสร้างนิสัยและทำให้คนกลับมาทำทุกวัน สิ่งที่พังคือครึ่งหลัง เมื่อเป้าหมายกลายเป็นตัวเลข 4-5 นาที คนจะเริ่มยกก้น งอเข่าเล็กน้อย หรือเลื่อนศอกออกไปข้างหน้าเพื่อลดภาระ

สามจุดที่ตารางเดิมพลาด

  • เพิ่มตัวแปรเดียวคือเวลา ทั้งที่แกนกลางตอบสนองต่อความเข้มดีกว่าระยะเวลา
  • ไม่มีท่าด้านข้างเลย ทำให้ obliques ถูกทิ้งไว้ข้างหลังทั้งเดือน
  • วันพักน้อยเกินไป กล้ามเนื้อชั้นลึกฟื้นตัวช้ากว่าที่คนคิด โดยเฉพาะคนที่นั่งทำงานทั้งวัน

เวอร์ชันที่ผมแก้แล้ว แบ่งเป็น 4 บล็อค

ช่วงวันเมนูเป้าหมายของช่วงนี้
บล็อค 1วันที่ 1-7Elbow Planking 3 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาที และ dead bugสร้างนิสัยและฟอร์ม
บล็อค 2วันที่ 8-14RKC Planking 5 เซ็ต เซ็ตละ 12-15 วินาที และ side plankเพิ่มความเข้มของการเกร็ง
บล็อค 3วันที่ 15-22Single leg Planking และ Planking upลดจุดรองรับ ฝึกต้านการบิด
บล็อค 4วันที่ 23-29Weighted Planking 5-10 กิโลกรัม และ side Planking ยกขาเพิ่มแรงต้านภายนอก
วัดผลวันที่ 30ทดสอบ 4 รายการในหัวข้อถัดไปเทียบกับตัวเลขวันแรก

วันพักอยู่ในวันที่ 4, 8, 12, 16, 20, 24 และ 28 ห้ามทำในวันพักแม้จะรู้สึกว่ายังไหว เพราะเป้าหมายของ 30 วันคือจบครบ ไม่ใช่เจ็บกลางทาง

ตาราง 30 days Planking challenge ฉบับปรับใหม่ แบ่ง 4 บล็อคพร้อมวันพัก

วัดผลอย่างไรว่าแกนกลางแข็งแรงขึ้นจริง

อย่าวัดด้วยเวลาสูงสุดอย่างเดียว ให้วัด 4 อย่าง คือเวลาที่ฟอร์มเริ่มพัง สัดส่วนท่าข้างต่อท่าหน้า ความต่างซ้ายขวา และน้ำหนักที่แบกได้

การวัดที่ผมใช้เรียกว่า form failure time คือจับเวลาจนถึงวินาทีที่สะโพกเริ่มตกหรือหลังเริ่มแอ่น ไม่ใช่จับจนถึงวินาทีที่ล้ม ให้ถ่ายวิดีโอจากด้านข้างในระดับพื้น แล้วดูย้อนหลัง คนส่วนใหญ่ที่บอกว่าค้างได้ 3 นาที พอดูวิดีโอจริงจะพบว่าฟอร์มพังตั้งแต่วินาทีที่ 70

รายการทดสอบวิธีวัดเกณฑ์พอใช้เกณฑ์ดี
Form failure timeElbow Planking ถ่ายวิดีโอด้านข้าง45 วินาที60-90 วินาที
Side Planking ต่อข้างจับเวลาจนสะโพกเริ่มตก30 วินาที45-60 วินาที
ความต่างซ้ายขวาเทียบเวลา side Planking สองข้างต่างกันไม่เกิน 20%ต่างกันไม่เกิน 10%
สัดส่วนท่าข้างต่อท่าหน้าเวลา side Planking หารด้วยเวลา elbow plank0.5 ขึ้นไป0.6-0.75
Weighted plankน้ำหนักที่ค้างได้ 30 วินาทีโดยฟอร์มนิ่ง5 กิโลกรัม15 กิโลกรัมขึ้นไป

ตัวเลขที่คนมองข้ามที่สุดคือความต่างซ้ายขวา ถ้าข้างขวาค้างได้ 50 วินาทีแต่ข้างซ้ายได้ 30 วินาที นั่นคือความไม่สมดุลราว 40% ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของอาการปวดหลังข้างเดียวในอนาคต วิธีแก้คือฝึกข้างที่อ่อนเพิ่มอีก 1 เซ็ตทุกครั้ง จนกว่าจะต่างกันไม่เกิน 10%

บันทึกผลง่าย ๆ ในโน้ตมือถือ 3 ตัวเลขต่อสัปดาห์ คือ form failure time, side Planking ซ้าย และ side Planking ขวา เท่านี้พอ ไม่ต้องทำสเปรดชีตซับซ้อน ถ้าตัวเลขไม่ขยับ 3 สัปดาห์ติด แปลว่าโปรแกรมง่ายเกินไป

ตารางบันทึกผลที่ผมให้ลูกค้าใช้

สัปดาห์Form failure timeSide Planking ซ้ายSide Planking ขวาน้ำหนักที่ใช้ความรู้สึกหลังฝึก
วันแรก__ วินาที__ วินาที__ วินาที0 กิโลกรัมบันทึกไว้เป็นฐาน
สัปดาห์ที่ 1__ วินาที__ วินาที__ วินาที0 กิโลกรัมเมื่อยหน้าท้อง 1-2 วัน
สัปดาห์ที่ 2__ วินาที__ วินาที__ วินาที0 กิโลกรัมเริ่มคุมฟอร์มได้
สัปดาห์ที่ 3__ วินาที__ วินาที__ วินาที5 กิโลกรัมยังสั่นแต่ตัวไม่เสียแนว
สัปดาห์ที่ 4__ วินาที__ วินาที__ วินาที10 กิโลกรัมทดสอบซ้ำแล้วเทียบ

เกณฑ์ที่ผมถือว่าโปรแกรมได้ผลคือ form failure time เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30% ใน 4 สัปดาห์ เช่น จาก 40 วินาทีเป็น 52 วินาทีขึ้นไป และความต่างซ้ายขวาแคบลง ถ้าตัวเลขแรกขึ้นแต่ตัวเลขที่สองไม่ขยับ แปลว่าคุณฝึกแต่ด้านหน้า ลืมด้านข้าง

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุด 7 ข้อ พร้อมวิธีแก้ทันที

หกในเจ็ดข้อนี้แก้ได้ในวันเดียวถ้ารู้ว่ากำลังทำผิดอยู่ ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นตัวเองจากด้านข้าง

ข้อผิดพลาดสาเหตุที่แท้จริงวิธีแก้ทันที
สะโพกตกก้นไม่ได้เกร็ง ไม่ใช่ท้องไม่แข็งแรงบีบก้นให้แน่นก่อนเริ่มจับเวลา
ก้นยกสูงเป็นภูเขาร่างกายหนีความเมื่อยไปพักที่ไหล่ลดเวลาลงครึ่งหนึ่ง แล้วรักษาแนวตรงแทน
หลังแอ่นซี่โครงล่างเปิดขึ้นหายใจออกยาว แล้วกดซี่โครงลงหาสะโพก
ปวดคอก้มหรือเงยมากเกินไปมองพื้นห่างจากมือ 20-30 เซนติเมตร ให้คอต่อเนื่องกับหลัง
ปวดข้อมือลงน้ำหนักที่ฝ่ามือด้านนอกเปลี่ยนเป็นลงศอก หรือกำหมัดแล้วลงสันมือ
ตัวสั่นจนต้องหยุดระบบประสาทยังไม่ชินกับการเกร็งพร้อมกันสั่นได้ ให้ทำเซ็ตสั้นลงเหลือ 15 วินาที แต่เพิ่มจำนวนเซ็ต
กลั้นหายใจเกร็งท้องแล้วลืมหายใจนับออกเสียงเบา ๆ ถ้าออกเสียงไม่ได้แปลว่ากลั้นอยู่

สะโพกตก ปัญหาอันดับหนึ่งที่คนเข้าใจผิดมาตลอด

เกือบทุกคนคิดว่าสะโพกตกเพราะหน้าท้องไม่แข็งแรง จากที่ผมแก้ให้ลูกค้ามาหลายร้อยคน สาเหตุจริงคือลืมเกร็งก้น ลองทดสอบง่าย ๆ ให้บีบก้นแรง ๆ ตอนอยู่ในท่า สะโพกจะยกขึ้นมาอยู่แนวเดียวกับไหล่เองโดยไม่ต้องออกแรงท้องเพิ่มเลย

ตัวสั่นแปลว่าผิดหรือถูก

สั่นคือเรื่องปกติในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก แปลว่าระบบประสาทกำลังเรียนรู้ที่จะสั่งงานกล้ามเนื้อหลายมัดพร้อมกัน แต่ถ้าสั่นแล้วแนวลำตัวเสียไปด้วย ให้หยุดทันที เพราะนั่นไม่ใช่การเรียนรู้ นั่นคือการหมดแรง

ถ้ามีอาการปวดหลังเรื้อรังอยู่แล้ว

เริ่มจาก dead bug และ bird dog 2 สัปดาห์ก่อน แล้วค่อยเข้าท่านิ่งบนพื้นด้วย knee Planking 20 วินาที 5 เซ็ต ถ้าปวดร้าวลงขาหรือมีอาการชา อย่าฝึกเองเด็ดขาด ให้ไปพบนักกายภาพบำบัดก่อน ผมไม่วินิจฉัยอาการผ่านหน้าจอ

เช็กลิสต์ 6 ข้อ ก่อนกดจับเวลาทุกครั้ง

  • ศอกอยู่ใต้ไหล่ ไม่ล้ำหน้า ไม่ถอยหลัง
  • บีบก้นแรงที่สุดเท่าที่ทำได้ ค้างไว้ตลอดเซ็ต
  • ซี่โครงล่างกดลง ไม่เปิดขึ้นฟ้า
  • คอต่อเนื่องกับหลัง ตามองพื้นห่างจากมือ 20-30 เซนติเมตร
  • ส้นเท้าดันไปด้านหลัง ต้นขาเกร็ง หัวเข่าตึง
  • หายใจได้ พูดเป็นคำสั้น ๆ ได้ ถ้าพูดไม่ได้เลยแปลว่ากลั้นหายใจ

ข้อผิดพลาดของ ท่าแพลงก์ สะโพกตก หลังแอ่น และก้นยกสูง เทียบกับฟอร์มที่ถูกต้อง

ท่าเสริม 4 ท่าที่ควรทำคู่กัน เพื่อให้แกนกลางครบทุกด้าน

ท่านิ่งฝึกการต้านการแอ่นหลังได้ดี แต่แกนกลางยังต้องต้านการบิดและการเอียงด้วย สี่ท่านี้เติมช่องว่างที่เหลือ

แกนกลางลำตัวมีหน้าที่ 3 อย่างคือ ต้านการแอ่นหลัง ต้านการเอียงข้าง และต้านการบิดตัว ถ้าฝึกแต่ท่านิ่งด้านหน้าอย่างเดียว คุณได้แค่หน้าที่แรก อีกสองหน้าที่ยังว่างอยู่ นี่คือเหตุผลที่บางคนหน้าท้องแข็งแรงแต่ยังปวดหลังตอนบิดตัวหยิบของ

ท่าฝึกหน้าที่ไหนของ coreจำนวนที่แนะนำจุดที่มักทำผิด
Dead bugต้านการแอ่นหลัง3 เซ็ต ข้างละ 8 ครั้งหลังลอยจากพื้น
Bird dogต้านการบิดตัว3 เซ็ต ข้างละ 8 ครั้งสะโพกเปิดขึ้นตามขาที่ยก
Side plankต้านการเอียงข้างข้างละ 3 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาทีสะโพกตกลงพื้น
Pallof pressต้านการบิดตัวขณะยืน3 เซ็ต ข้างละ 10 ครั้งลำตัวหมุนตามยางยืด

Dead bug ทำอย่างไรให้ถูก

  1. นอนหงาย ชันเข่า 90 องศา ยกแขนตรงขึ้นเพดาน
  2. กดหลังส่วนล่างแนบพื้นให้สนิท จนสอดมือเข้าไปใต้เอวไม่ได้
  3. เหยียดขาขวาออกไปช้า ๆ พร้อมลดแขนซ้ายไปด้านหลังศีรษะ
  4. หลังต้องแนบพื้นตลอด ถ้าหลังเริ่มลอย ให้ลดระยะการเหยียดขาลง
  5. กลับสู่ท่าเริ่ม แล้วสลับข้าง นับเป็น 1 ครั้ง ทำช้า ๆ ครั้งละ 4 วินาที

Bird dog จุดที่คนพลาดมากที่สุด

คนส่วนใหญ่ยกขาสูงเกินไปจนสะโพกเปิด ซึ่งทำให้หลังแอ่นแทนที่จะฝึกการต้านการบิด ให้วางแก้วน้ำไว้บนหลังส่วนล่างระหว่างทำ ถ้าน้ำหก แปลว่ายกสูงเกิน ยกแค่ระดับสะโพกก็พอ

สัปดาห์ท่านิ่งด้านหน้าท่าด้านข้างท่าต้านการบิดรวมเวลาต่อวัน
1-2Elbow Planking 3 เซ็ตSide Planking 2 เซ็ตDead bug 2 เซ็ต9 นาที
3-4RKC Planking 5 เซ็ตSide Planking 3 เซ็ตBird dog 3 เซ็ต11 นาที
5-6Single leg Planking 4 เซ็ตSide Planking ยกขา 3 เซ็ตPallof press 3 เซ็ต12 นาที
7-8Weighted Planking 4 เซ็ตSide Planking ใส่น้ำหนัก 3 เซ็ตPallof press 4 เซ็ต14 นาที

ถ้าเวลามีจำกัดจริง ๆ ให้ตัดท่าต้านการบิดออกก่อน แต่ห้ามตัดท่าด้านข้าง เพราะ obliques คือมัดที่ขาดบ่อยที่สุดในคนที่ฝึกแต่ท่าด้านหน้า

อุปกรณ์ที่ทำให้ฝึกที่บ้านได้จริง ไม่ต้องเยอะ

สามอย่างที่จำเป็นจริงคือแผ่นรองที่หนาพอ ดัมเบลหรือแผ่นน้ำหนัก และมือถือหนึ่งเครื่องไว้ถ่ายฟอร์มตัวเอง เท่านี้ครบ

ผมเจอคนเลิกกลางคันเพราะข้อศอกกับข้อมือเจ็บ มากกว่าเพราะเบื่อเสียอีก เสื่อบาง 4 มิลลิเมตรรองไม่พอสำหรับการลงน้ำหนักที่ศอกนาน 40 วินาที แผ่นรองหนา 10-20 มิลลิเมตรแก้ปัญหานี้ได้ทันที และใช้ต่อกับท่าอื่นได้ทั้งหมด

เป้าหมายของท่านี้ในระยะยาวคือทำให้กล้ามท้องหนาขึ้นและเอวมั่นคงขึ้น ส่วนจะเห็น ซิกแพค ชัดหรือไม่ ขึ้นกับเปอร์เซ็นต์ไขมันเป็นหลัก สองเรื่องนี้ต้องทำคู่กัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

งบประมาณซื้ออะไรก่อนทำอะไรได้เพิ่ม
ไม่มีงบเลยผ้าขนหนูพับ 4 ทบรองศอก และเป้ใส่ขวดน้ำฝึกได้ครบถึงสัปดาห์ที่ 3 ของโปรแกรม
งบน้อยแผ่นรองหนา 10-20 มิลลิเมตรฝึกได้นานขึ้นโดยศอกและเข่าไม่ช้ำ
งบปานกลางแผ่นรอง และดัมเบล 5-10 กิโลกรัม 1 คู่ทำ weighted Planking ได้ครบโปรแกรม 4 สัปดาห์
งบพร้อมเพิ่มลูกกลิ้งหน้าท้องและยางยืดต่อยอดไป pallof press และท่าดึงทั้งตัว

ไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากอุปกรณ์ชิ้นไหน

บอกงบประมาณ พื้นที่ที่บ้าน และเป้าหมายของคุณมา ทีมงานช่วยเลือกให้ตรงจุด ไม่ต้องเสียเงินกับของที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้

กลับไปที่สารบัญ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ ท่าแพลงก์

สี่คำถามนี้คือคำถามที่ลูกค้าถามผมมากที่สุดในห้องเทรน อ่านก่อนเริ่มฝึกจะประหยัดเวลาไปหลายสัปดาห์

1.การเกร็งหน้าท้อง ช่วยอะไรบ้าง?

จากประสบการณ์ที่ผมฝึกสอนมา การเกร็งหน้าท้องขณะทำ ท่าแพลงก์ ไม่ได้แค่ช่วยสร้างซิกแพคเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้แกนกลางลำตัว ลดอาการปวดหลัง และปรับบุคลิกภาพให้ดูดีขึ้น ที่สำคัญ การเกร็งหน้าท้องอย่างถูกวิธีจะช่วยกระชับเอวและสร้างความมั่นคงให้กระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

เกร็งหน้าท้องแบบไหนถึงเรียกว่าถูก ไม่ใช่การแขม่วท้องจนหายใจไม่ออก แต่คือการเกร็งรอบเอวเหมือนกำลังจะโดนชกท้อง ท้องจะแข็งขึ้นแต่ยังหายใจได้ ลองใช้นิ้วกดข้างเอวแล้วเกร็ง ถ้ารู้สึกว่ามันดันนิ้วออก แปลว่าถูกแล้ว

2.ทำ ท่าแพลงก์ แล้วปวดหลัง แก้ไขอย่างไร?

ปัญหานี้ผมเจอบ่อยมากในลูกค้าที่เพิ่งเริ่มต้น สาเหตุหลักมักเกิดจากการแอ่นหลังมากเกินไประหว่างทำท่าแพลงกิ้ง วิธีแก้คือให้จินตนาการว่ากำลังดึงสะดือเข้าหากระดูกสันหลัง เกร็งก้นเล็กน้อย และรักษาลำตัวให้เป็นเส้นตรงเหมือนแผ่นกระดาน หากยังรู้สึกไม่มั่นใจ ลองฝึกหน้ากระจกเพื่อดูท่าทางตัวเอง หรือถ่ายวิดีโอไว้ดู

ปวดหลังแบบไหนควรหยุด ถ้าปวดตื้อ ๆ ที่กล้ามเนื้อสองข้างกระดูกสันหลังแล้วหายภายในไม่กี่นาที คือเมื่อยปกติ แต่ถ้าปวดแปลบ ปวดร้าวลงขา หรือปวดค้างข้ามวัน ให้หยุดแล้วเปลี่ยนไปทำ dead bug กับ bird dog ก่อน 2 สัปดาห์

3.ลดหน้าท้องส่วนบน ควรทำท่าไหนก่อน?

สำหรับคนที่ต้องการลดไขมันหน้าท้องส่วนบน ผมแนะนำให้เริ่มจากท่า Full Planking ก่อน เพราะจะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบนได้ดี จากนั้นค่อยๆ พัฒนาไปทำท่า Planking Up-Down เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของการออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่าการลดไขมันเฉพาะจุดนั้นทำไม่ได้ ต้องควบคุมอาหารร่วมด้วย

ไขมันหน้าท้องลดจากพลังงานที่ติดลบ ไม่ใช่จากจำนวนเซ็ต ถ้าอยากเห็นกล้ามท้องชัด ผู้ชายต้องลงมาราว 12-15% body fat ผู้หญิงราว 20-24% ส่วนการฝึกแกนกลางทำหน้าที่ทำให้กล้ามท้องหนาและเอวมั่นคงเท่านั้น

4.ท่าแพลงก์ ทุกวัน VS วันเว้นวัน แบบไหนดีกว่า?

จากการดูแลลูกค้ามากว่า 13 ปี ผมพบว่าการทำ ท่าแพลงก์ วันเว้นวันให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะร่างกายมีเวลาฟื้นฟูและสร้างกล้ามเนื้อ แต่สำหรับคนที่แข็งแรงแล้วสามารถทำทุกวันได้ โดยสลับความเข้มข้น เช่น วันแรกทำ Full Planking วันที่สองทำ Side Planking เบาๆ สิ่งสำคัญคือการฟังสัญญาณร่างกาย หากรู้สึกปวดเมื่อยผิดปกติควรพักสัก 1-2 วัน

 

สรุป ท่าแพลงก์ (Plank)

สรุป ท่าแพลงก์ (Plank) สั้นที่สุด ฟอร์มมาก่อน ความยากมาทีหลัง เวลาเป็นเรื่องสุดท้าย ทำสัปดาห์ละ 3 วันต่อเนื่อง 4 สัปดาห์แล้ววัดผลใหม่

Planking เป็นท่าออกกำลังกายที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ลดไขมันหน้าท้อง และปรับบุคลิกให้ดีขึ้น สามารถทำได้ที่บ้านโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ท่านี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหน้าท้อง หลัง และไหล่ เพิ่มความทนทานของร่างกาย และช่วยเผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการท้าทายตัวเอง การทำ Planking Challenge 30 วันเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเริ่มจากการทำท่า Planking เป็นเวลาสั้นๆ และค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาขึ้นทุกวัน ผู้ที่ทำ Challenge นี้อย่างต่อเนื่องมักจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง ทั้งกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น ไขมันที่ลดลง และท่าทางที่ดีขึ้น ลองทำ Planking Challenge 30 วันและสัมผัสการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวคุณเอง! ส่วนใครที่ต้องการฝึกท่า Planking โดยมีเทรนเนอร์พร้อมสอนและดูแลคุณ ตอนนี้ Real gym มีให้ทดลองเล่นฟิตเนสฟรี 3 วัน สามารถเล่นได้ทุกคลาสเรียน พร้อมกับเครื่องออกกำลังกายครบ กดที่นี่เพื่อลงทะเบียนเล่นฟิตเนสฟรี หรือ ดูสาขาทั้งหมดของ Realgym ได้ที่นี่! →

สรุป ท่าแพลงก์ (Plank) เป็นข้อ ๆ สำหรับคนอ่านเร็ว

  1. ฟอร์มมาก่อนเวลา ถ่ายวิดีโอด้านข้างดูตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง
  2. ค้างเกิน 2 นาทีให้ผลเพิ่มน้อยมาก ให้เปลี่ยนไปเพิ่มความยากแทน
  3. RKC plank, weighted Planking และการลดจุดรองรับ คือสามทางที่คุ้มค่าที่สุด
  4. ฝึกสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 8-12 นาที ดีกว่าฝืนทำทุกวันแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ
  5. อย่าลืมท่าด้านข้างและท่าต้านการบิด ไม่งั้น obliques จะโดนทิ้ง
  6. วัดผลด้วย form failure time และความต่างซ้ายขวา ไม่ใช่เวลาสูงสุด
  7. อยากเห็นกล้ามท้องชัดต้องคุมอาหารด้วย การฝึกอย่างเดียวไม่พอ

ทำตามเจ็ดข้อนี้ 4 สัปดาห์แล้ววัดผลใหม่ ถ้าตัวเลขขยับขึ้นอย่างน้อย 30% แปลว่าโปรแกรมของคุณใช้ได้ ถ้าไม่ขยับเลย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความพยายาม แต่อยู่ที่ตัวแปรที่คุณเลือกเพิ่ม กลับไปอ่านหัวข้อโปรแกรม 4 สัปดาห์อีกรอบ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ ท่าแพลงก์ (Plank)

รวมคำถามที่ผมโดนถามซ้ำที่สุดในห้องเทรน ตอบตามที่ใช้จริงกับลูกค้า ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ

ค้างได้ 1 นาทีถือว่าเก่งหรือยัง

ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับคนทั่วไป ถ้าฟอร์มนิ่งจริงตลอด 60 วินาที แต่คำว่าเก่งวัดจากคุณภาพมากกว่าเวลา ลองถ่ายวิดีโอด้านข้างดู ถ้าสะโพกยังอยู่แนวเดียวกับไหล่ที่วินาทีที่ 60 คุณผ่านเกณฑ์แล้ว ขั้นต่อไปคือเปลี่ยนไปทำ RKC Planking ไม่ใช่ไล่เพิ่มเป็น 2 นาที

ทำท่านี้ทุกวันได้ไหม

ได้ถ้าคุมความเข้มให้เบา เช่น 3 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาที แต่ถ้าฝึกแบบ RKC หรือใส่น้ำหนัก ควรเว้นวัน กล้ามเนื้อชั้นลึกฟื้นตัวช้ากว่าที่คนคิด สัปดาห์ละ 3 วันด้วยความเข้มสูงให้ผลดีกว่าทำทุกวันด้วยความเข้มต่ำในเกือบทุกกรณี

แพลงกิ้งช่วยลดพุงได้จริงไหม

ช่วยทางอ้อม ไขมันหน้าท้องลดได้จากพลังงานที่ติดลบเท่านั้น การลดเฉพาะจุดทำไม่ได้ แต่ท่านี้ทำให้กล้ามเนื้อชั้นลึกกระชับขึ้น เอวจึงดูเล็กลงได้แม้ไขมันยังเท่าเดิม สองอย่างนี้คนละกลไกกัน อย่าสับสน

สถิติโลกค้างได้นานแค่ไหน

สถิติฝั่งชายอยู่ที่กว่า 9 ชั่วโมง และฝั่งหญิงอยู่ที่กว่า 4 ชั่วโมง ตัวเลขนี้พิสูจน์ประเด็นของบทความนี้พอดี คือคนพวกนั้นฝึกความทนทานเฉพาะทางสำหรับการแข่ง ไม่ได้แปลว่าแกนกลางเขาแข็งแรงกว่าคนที่แบกน้ำหนัก 20 กิโลกรัมแล้วค้างได้ 30 วินาที

RKC Planking ต่างจากแบบธรรมดาอย่างไร

แบบธรรมดาคุณแค่ค้างท่าไว้ แต่ RKC คุณเกร็งทุกมัดพร้อมกันให้เต็มร้อย ทั้งก้น ต้นขา หน้าท้อง และไหล่ ผลคือค้างได้แค่ 10-20 วินาทีก็หมดแรง แต่ความเข้มต่อวินาทีสูงกว่ามาก เหมาะกับคนที่ค้างธรรมดาได้เกิน 60 วินาทีแล้ว

Side Planking ควรค้างข้างละกี่วินาที

เริ่มที่ 20 วินาทีต่อข้าง เป้าหมายระยะกลางคือ 45 วินาที และควรทำให้เวลาสองข้างต่างกันไม่เกิน 10% ถ้าข้างหนึ่งอ่อนกว่าชัดเจน ให้ฝึกข้างนั้นเพิ่มอีก 1 เซ็ตทุกครั้งจนกว่าจะเท่ากัน

ตัวสั่นตอนทำ ผิดปกติหรือเปล่า

ปกติในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก เป็นสัญญาณว่าระบบประสาทกำลังเรียนรู้การสั่งงานกล้ามเนื้อหลายมัดพร้อมกัน แต่ถ้าสั่นจนแนวลำตัวเสีย สะโพกตก หรือหลังแอ่น ให้หยุดเซ็ตนั้นทันที แล้วลดเวลาลงเหลือ 15 วินาทีต่อเซ็ตแทน

ทำแล้วปวดคอกับไหล่ แก้อย่างไร

ส่วนใหญ่เกิดจากศอกล้ำไปข้างหน้าเกินแนวไหล่ ทำให้ไหล่ต้องรับน้ำหนักแทนแกนกลาง จัดศอกให้อยู่ใต้หัวไหล่พอดี ดันพื้นออกให้สะบักกางเล็กน้อย และมองพื้นห่างจากมือราว 20-30 เซนติเมตร ไม่ก้มไม่เงย

น้ำหนักตัวเยอะ ควรเริ่มจากตรงไหน

เริ่มจาก wall Planking 30 วินาที 5 เซ็ต ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วขยับเป็น knee Planking บนแผ่นรองหนา ๆ อย่าเพิ่งลงพื้นเต็มตัว เพราะแรงกดที่ข้อมือกับหลังส่วนล่างจะมากเกินไป และมักจบด้วยอาการเจ็บภายในสัปดาห์แรก

กี่สัปดาห์ถึงจะเห็นผล

ความแข็งแรงและความทนทานของแกนกลางวัดได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2-3 ถ้าฝึกสัปดาห์ละ 3 วัน ส่วนรูปร่างที่เปลี่ยนจนมองเห็นได้ ต้องรอ 4-6 สัปดาห์ขึ้นไปและต้องคุมอาหารร่วมด้วย ถ้าเกิน 3 สัปดาห์แล้วตัวเลขทดสอบไม่ขยับเลย แปลว่าโปรแกรมง่ายเกินไป

ต้องวอร์มอัพก่อนทำไหม

ต้อง แต่ไม่ต้องนาน 5 นาทีก็พอ ผมให้ลูกค้าทำ cat cow 10 ครั้ง glute bridge 15 ครั้ง และ bird dog ข้างละ 8 ครั้ง จุดประสงค์คือปลุกกล้ามเนื้อก้นและกล้ามเนื้อรอบสะโพกให้พร้อมทำงาน ถ้าก้นยังหลับอยู่ หลังจะรับงานแทนทันที

ทำตอนเช้าหรือตอนเย็นดีกว่ากัน

เวลาไม่สำคัญเท่าความสม่ำเสมอ แต่ถ้าเลือกได้ อย่าทำทันทีหลังตื่นนอน เพราะหมอนรองกระดูกอุ้มน้ำไว้ตลอดคืนและรับแรงกดได้น้อยกว่าปกติ รอสัก 1 ชั่วโมงหลังลุกจากเตียงแล้วค่อยฝึก จะปลอดภัยกับหลังส่วนล่างมากกว่า


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด




ติดต่อเรา ร้านขายเครื่องออกกำลังกาย Homefittools