ติดต่อเจ้าหน้าที่
สลับเส้นทาง
รถเข็นของฉัน 0

Hip Thrust vs Squat ต่างกันตรงไหน เทียบกราฟแรงต้าน ค่า EMG และตาราง 10 มิติ พร้อมโปรแกรมที่ใส่ทั้งสองท่า

Hip Thrust vs Squat ต่างกันตรงไหน เทียบกราฟแรงต้าน ค่า EMG และตาราง 10 มิติ พร้อมโปรแกรมที่ใส่ทั้งสองท่า

คำถามยอดฮิตของคนอยากปั้นก้นคือhip thrust vs squat ควรเลือกท่าไหน คำตอบสั้น ๆ คือทำทั้งคู่ เพราะแรงต้านของสองท่านี้พีคคนละจุดของช่วงการเคลื่อนไหว บทความนี้เทียบด้วยข้อมูล EMG และกราฟแรงต้าน แล้วให้โปรแกรมที่ใส่ทั้งสองท่าไว้ด้วยกัน

สารบัญ

คำถามที่ผมโดนถามซ้ำที่สุดในห้องเวทคือ ถ้าเวลามีจำกัด ควรเลือกท่าไหนระหว่างhip thrust vs squat คนถามมักคาดหวังคำตอบเดียวสั้น ๆ แต่พอเปิดกราฟแรงต้านของทั้งสองท่ามาวางเทียบกัน คำตอบมันเปลี่ยนไปเลย เพราะสองท่านี้ไม่ได้แข่งกันอยู่ในสนามเดียวกันด้วยซ้ำ มันกระตุ้นกล้ามก้นคนละจุดของช่วงการเคลื่อนไหว

บทความนี้เก็บเนื้อหาเดิมทั้งหมดไว้ครบ ทั้งเทคนิค เคล็ดลับ โปรแกรม และข้อควรระวัง แล้วเติมส่วนที่ของเดิมยังไม่ได้พูดถึง คือกราฟแรงต้านตามมุมสะโพก ค่า EMG แยกรายมัด ตารางเทียบ 10 มิติ โปรแกรม 3 วันต่อสัปดาห์ที่ใส่hip thrust vs squatลงไปพร้อมกันโดยไม่พัง และข้อผิดพลาดที่ผมเห็นซ้ำที่สุดในคนฝึกจริง

  • ท่าดันสะโพกให้แรงต้านสูงสุดตอนสะโพกเหยียดเต็ม ส่วนสควอทให้แรงต้านสูงสุดตอนก้นต่ำสุด นี่คือความต่างที่แท้จริง
  • ค่า EMG ของ gluteus maximus ในท่าดันสะโพกอยู่ราว 55 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ MVIC ส่วน back squat อยู่ราว 25 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์
  • quadriceps กลับด้าน สควอทปลุก vastus lateralis ได้ 60 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ท่าดันสะโพกได้แค่ 20 ถึง 30
  • สควอทเป็นท่า compound ที่ให้ทั้งขา แกนกลาง และการทรงตัว ท่าดันสะโพกเป็นท่าที่โฟกัสก้นแบบแทบไม่มีอะไรมาแย่งงาน
  • คำตอบสุดท้ายคือทำทั้งคู่ ไม่ใช่เลือกอย่างเดียว โปรแกรม 3 วันที่ผมวางไว้ท้ายบทความใส่ทั้งสองท่าโดยไม่ทับซ้อนกัน

การพัฒนากล้ามเนื้อสะโพกและขาเป็นองค์ประกอบสำคัญของโปรแกรมการออกกำลังกายที่สมดุล กล้ามเนื้อส่วนล่างที่แข็งแรงไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงท่าทางและการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมทางกายและกีฬาต่างๆ ท่าออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการพัฒนากล้ามเนื้อสะโพกและขาคือ Hip Thrust และ Squat ซึ่งทั้งhip thrust vs squatมีจุดเด่นและประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน

หากคุณอยากลองฝึก Hip Thrust หรือ Squat ด้วยอุปกรณ์จริง แต่ยังไม่มั่นใจในฟอร์มหรือไม่มีพื้นที่ฝึกที่เหมาะสม
REAL GYM เปิดให้ทดลองเล่นฟิตเนสฟรี 3 วันเต็ม!

มีอุปกรณ์ครบทั้ง Smith Machine, Barbell, Bench และมุมฝึกเฉพาะสำหรับ Hip Thrust
เทรนเนอร์ดูแลใกล้ชิด ช่วยปรับฟอร์มให้เหมาะกับรูปร่างและเป้าหมายของคุณ
ทดลองได้ทุกสาขา: ซาฟารีเวิลด์, พระราม 5, สุขาภิบาล 5, อุดมสุข, แจ้งวัฒนะ, สายไหม, เลียบทางด่วน
คลิกที่นี่เพื่อทดลองเล่นฟรี

ทำความรู้จักกับท่า Hip Thrust ท่าฝึกปฏิวัติวงการสร้างกล้ามสะโพก

ท่า hip thrust ถูกออกแบบมาให้แรงต้านตั้งฉากกับลำตัวตอนสะโพกเหยียดเต็ม ซึ่งเป็นจุดที่กล้ามเนื้อก้นหดสั้นที่สุดและออกแรงได้มากที่สุด นั่นคือเหตุผลที่มันปลุก gluteus maximus ได้สูงกว่าท่าอื่น

ท่า Hip Thrust เป็นท่าสร้างกล้ามสะโพก ที่สร้างปรากฎการณ์ใหม่ในวงการฟิตเนสและการสร้างกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ท่าออกกำลังกายนี้ถูกคิดค้นโดย Dr. Bret Contreras นักวิทยาศาสตร์การกีฬาชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนากล้ามเนื้อสะโพกระดับโลก จนได้รับฉายา "The Glute Guy"

งานวิจัยของ Dr. Contreras พบว่า Hip Thrust สามารถกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อสะโพก (Gluteus Maximus) ได้มากกว่าท่าฝึกดั้งเดิมอย่าง Squat และ Deadlift ถึง 30% เหตุผลสำคัญมาจากการที่ Hip Thrust จำลองการเคลื่อนไหวของสะโพกในแนวราบ ซึ่งตรงกับการทำงานตามธรรมชาติของกล้ามเนื้อมัดนี้

ทำไมตัวเลข 30 เปอร์เซ็นต์ถึงสมเหตุสมผล กล้ามเนื้อก้นออกแรงได้มากที่สุดตอนที่มันหดสั้น ซึ่งคือตอนสะโพกเหยียดตรง ท่าดันสะโพกวางแรงต้านไว้ตรงจุดนั้นพอดี ส่วนสควอทวางแรงต้านสูงสุดไว้ที่จุดตรงข้าม ความต่างของตำแหน่งแรงต้านนี่เองที่อธิบายช่องว่าง 30 เปอร์เซ็นต์ได้ทั้งหมด

ความโดดเด่นของ Hip Thrust อยู่ที่การออกแบบท่าทางที่ช่วยให้กล้ามเนื้อสะโพกทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยลดการพึ่งพากล้ามเนื้อมัดอื่น เมื่อเทียบกับท่า Squat ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อขาเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ Hip Thrust จึงกลายเป็นท่าฝึกยอดนิยมในกลุ่มผู้ที่ต้องการพัฒนากล้ามเนื้อสะโพกโดยเฉพาะ

นอกจากการสร้างกล้ามเนื้อ Hip Thrust ยังช่วยปรับปรุงการทำงานของสะโพกในชีวิตประจำวัน ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บที่หลังส่วนล่าง และเพิ่มประสิทธิภาพในกีฬาที่ต้องการความแข็งแรงของสะโพก เช่น วิ่ง กระโดด หรือเตะ ทำให้ท่าฝึกนี้เหมาะสำหรับทั้งนักกีฬา ผู้ที่ต้องการรูปร่างที่ดี และผู้ที่ต้องการสุขภาพที่แข็งแรง

ตัวเลขที่ควรจำไว้ก่อนอ่านต่อ ตัวเลข 30 เปอร์เซ็นต์ที่ Dr. Contreras พูดถึงคือค่า activation ที่วัดจากสัญญาณไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ไม่ใช่ค่าการโตของกล้ามเนื้อ สองอย่างนี้ไม่เท่ากันเสมอไป และผมจะอธิบายว่ามันต่างกันตรงไหนในหัวข้อ EMG ด้านล่าง

Hip Thrust Belt เข็มขัดบริหารเอวที่จะทำให้ท่าเล่นของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซื้อเลย !

7 เคล็ดลับทำ Hip Thrust ให้ได้ผลสูงสุด

1.ปรับตำแหน่งเท้าให้เหมาะสม

วางส้นเท้าให้ห่างจากก้นประมาณ 1 ฟุต เท้าควรกดลงพื้นตลอดเวลา โดยเฉพาะส้นเท้า เพื่อเพิ่มแรงส่งในการยกสะโพกขึ้น

2.จุดสูงสุดคือกุญแจสำคัญ

เมื่อยกสะโพกถึงจุดสูงสุด บีบก้นค้างไว้ 2 วินาที โดยให้ความรู้สึกเหมือนกำลังบีบเหรียญไว้ระหว่างก้น นี่คือจุดที่กล้ามเนื้อทำงานหนักที่สุด

3.ควบคุมจังหวะการเคลื่อนไหว

ยกขึ้น 1 วินาที บีบค้าง 2 วินาที ลดลง 2 วินาที การควบคุมจังหวะช้าๆ ช่วยเพิ่ม time under tension ทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้เต็มที่

4.เริ่มจากน้ำหนักเบา

ฝึกท่าถูกต้องด้วยน้ำหนักตัวก่อน เมื่อควบคุมท่าได้ดีจึงค่อยเพิ่มน้ำหนัก ป้องกันการบาดเจ็บและสร้างความมั่นใจ

5.วางบาร์เบลให้ถูกจุด

วางบาร์เบลบริเวณข้อพับสะโพก ใช้แผ่นรองเพื่อลดแรงกดทับ หากรู้สึกไม่สบายให้ปรับตำแหน่งบาร์เบลขึ้นลงเล็กน้อย

6.รักษาตำแหน่งเข่า

เข่าควรอยู่แนวเดียวกับนิ้วเท้าตลอดการเคลื่อนไหว ไม่บิดเข้าด้านในหรือออกด้านนอก ป้องกันแรงกดที่หัวเข่า

7.หายใจให้ถูกจังหวะ

หายใจเข้าตอนลดสะโพกลง หายใจออกตอนยกสะโพกขึ้น ช่วยเพิ่มแรงและควบคุมแกนกลางลำตัว

เทคนิคการทำ Hip Thrust ที่ถูกต้อง

  1. นั่งบนพื้น หลังพิงม้านั่งหรือเบาะ
  2. วางบาร์เบลหรือน้ำหนักบนตัก (อาจใช้แผ่นรองเพื่อความสบาย)
  3. งอเข่าและวางเท้าราบกับพื้น ห่างจากสะโพกประมาณ 1 ฟุต
  4. ยกสะโพกขึ้น โดยใช้แรงจากกล้ามเนื้อก้นและต้นขา
  5. ยกจนลำตัวและต้นขาอยู่ในแนวเดียวกัน เป็นเส้นตรงจากเข่าถึงไหล่
  6. บีบกล้ามเนื้อก้นค้างไว้สักครู่ที่จุดสูงสุด
  7. ค่อยๆ ลดสะโพกลงสู่ตำแหน่งเริ่มต้น ควบคุมการเคลื่อนไหวตลอดเวลา

อยากรู้ว่าท่าไหนเหมาะกับคุณ? ลองมาทดสอบจริงได้เลยที่ REAL GYM

ไม่ต้องเดาว่าท่าไหนดีกว่า — มาทดลองทั้ง Hip Thrust และ Squat กับเทรนเนอร์มืออาชีพของเรา
REAL GYM มีเครื่องฝึกครบทุกแบบ พร้อมเทรนเนอร์ช่วยดูฟอร์มแบบตัวต่อตัว

ทดลองเล่นฟรี 3 วัน ที่สาขาใกล้บ้านคุณ

  • ซาฟารีเวิลด์
  • พระราม 5
  • สุขาภิบาล 5
  • สายไหม
  • เลียบด่วน
  • อุดมสุข
  • แจ้งวัฒนะ

กดลงทะเบียนทดลองเล่นฟรี 3 วัน แล้วเริ่มฝึกให้เห็นผลจริงวันนี้

ท่าดันสะโพกไม่ได้ทำได้แค่ในยิม ถ้าที่บ้านไม่มีม้านั่งเวท ใช้ขอบโซฟาที่สูง 35 ถึง 40 เซนติเมตรแทนได้ทันที ส่วนน้ำหนักใช้ดัมเบลวางบนข้อพับสะโพกไปก่อน แนวทางฝึกเวทที่บ้านแบบอุปกรณ์ไม่ครบผมเขียนไว้ใน คู่มือเวทเทรนนิงที่บ้าน

ทำความรู้จักกับ Squat

สควอทเป็นท่า compound ที่ใช้ทั้งสะโพก เข่า และข้อเท้าพร้อมกัน จึงให้ผลกว้างกว่าแต่เจาะจงน้อยกว่า และเป็นท่าเดียวในhip thrust vs squatที่บังคับให้แกนกลางลำตัวทำงานหนักจริง

Squat เป็นท่าออกกำลังกายพื้นฐานที่มีประวัติยาวนานและได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในท่าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนาความแข็งแรงของร่างกายส่วนล่าง

ทำไมสควอทถึงถูกเรียกว่าราชาของท่าขา เพราะมันเป็นท่า compound ที่ใช้ข้อต่อสามข้อพร้อมกัน คือสะโพก เข่า และข้อเท้า กล้ามเนื้อที่ต้องประสานงานกันในหนึ่งครั้งของสควอทมีมากกว่า 20 มัด ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน

Squat มีรากฐานมาจากการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของมนุษย์ และได้ถูกนำมาใช้ในการฝึกความแข็งแรงมาเป็นเวลานาน ในวงการยกน้ำหนัก Squat ถือเป็นหนึ่งในท่าหลักที่ใช้ในการแข่งขัน และเป็นท่าที่นิยมใช้ในโปรแกรมการฝึกของนักกีฬาหลากหลายประเภท

เทคนิคการทำ Squat ที่ถูกต้อง

  1. ยืนตรง เท้าห่างกันประมาณความกว้างของไหล่หรือกว้างกว่าเล็กน้อย
  2. วางบาร์เบลบนไหล่ด้านหลัง (Back Squat) หรือด้านหน้า (Front Squat)
  3. ย่อตัวลงโดยงอเข่าและสะโพก เสมือนกำลังนั่งลงบนเก้าอี้
  4. รักษาหลังให้ตรง หน้าอกเชิดขึ้น
  5. ลดตัวลงจนต้นขาขนานกับพื้นหรือต่ำกว่า (ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นและเป้าหมายการฝึก)
  6. ดันตัวขึ้นกลับสู่ท่าเริ่มต้น โดยใช้แรงจากกล้ามเนื้อขาและสะโพก

7 เคล็ดลับการทำ Squat ที่ปลอดภัยและได้ผล

1. เลือกความกว้างเท้าให้เหมาะสม

วางเท้าห่างกันเท่าความกว้างสะโพกหรือไหล่ บิดปลายเท้าออกด้านนอก 15-30 องศา ช่วยให้สะโพกเคลื่อนไหวได้อิสระ เพิ่มความมั่นคงขณะย่อตัว

2. รักษาแกนกลางลำตัว

เกร็งท้องเล็กน้อย จินตนาการว่ากำลังใส่เสื้อในเอวแน่นๆ ช่วยป้องกันหลังแอ่นและรักษาเสถียรภาพของกระดูกสันหลัง

3. จัดตำแหน่งบาร์เบล

วางบาร์เบลบนกล้ามเนื้อ Trapezius ไม่ใช่บนกระดูกคอ จับบาร์ให้แน่น มือแคบกว่าไหล่เล็กน้อย ช่วยล็อกตำแหน่งบาร์

4. ควบคุมการเคลื่อนไหวลง

เริ่มย่อด้วยการงอสะโพกก่อนเข่า เหมือนกำลังนั่งเก้าอี้ ควบคุมความเร็วขณะลง หลีกเลี่ยงการทิ้งตัว

5. รักษาแนวเข่า

เข่าควรชี้ไปทางเดียวกับนิ้วเท้า ไม่บีบเข่าเข้าหากัน ทดสอบโดยมองดูเข่าขณะย่อลง ควรมองเห็นนิ้วหัวแม่เท้าได้

6. จุดต่ำสุดที่ปลอดภัย

ย่อลงจนต้นขาขนานกับพื้นหรือต่ำกว่าตามความยืดหยุ่น ไม่ฝืนลงลึกเกินไปจนสูญเสียท่าทางที่ถูกต้อง

7. ใช้พลังขึ้นอย่างมั่นคง

ดันส้นเท้าลงพื้น เกร็งก้นและขาพร้อมกัน หายใจออกขณะดันขึ้น รักษาหน้าอกตั้งตรง หลังไม่งอ

บทความที่เกี่ยวข้อง : ท่าสควอทแบบขั้นสูง Bulgarian Spilt Squat

 

วอร์มอัพ 10 นาทีก่อนฝึกสองท่านี้ ทำอะไรบ้างและทำไมต้องทำ

วอร์มอัพที่ถูกไม่ใช่การเดินบนลู่วิ่ง 10 นาทีแล้วขึ้นบาร์เลย มันต้องปลุกกล้ามก้นก่อน เปิดข้อเท้าและสะโพกให้ขยับได้เต็ม แล้วจึงไต่น้ำหนักขึ้นทีละชั้น รวมแล้วใช้เวลาราว 10 ถึง 12 นาที

เหตุผลที่ต้องปลุกกล้ามก้นก่อนไม่ใช่เรื่องความเชื่อ คนที่นั่งทำงานวันละ 8 ชั่วโมงมักมีกล้ามก้นที่ตอบสนองช้ากว่าปกติ พอขึ้นสควอทหนักทันที ร่างกายจะไปยืมแรงจากต้นขาหน้าและหลังส่วนล่างแทน ซึ่งเป็นที่มาของอาการปวดหลังหลังฝึกที่หลายคนเจอ

ผมใช้ลำดับเดิมมาตลอด เริ่มจากคาร์ดิโอเบา 3 นาทีให้เลือดไหลเวียน ตามด้วยท่าเปิดข้อสะโพกและข้อเท้า แล้วปิดท้ายด้วยท่าปลุกกล้ามก้นแบบเบา ๆ ก่อนไต่น้ำหนักจริง ทั้งชุดใช้เวลาไม่ถึง 12 นาที แต่ประหยัดเวลาพักจากอาการบาดเจ็บได้เป็นเดือน

ลำดับสิ่งที่ทำเวลาเป้าหมายของขั้นนี้
1ปั่นจักรยานหรือเดินเร็ว3 นาทีเพิ่มอุณหภูมิกล้ามเนื้อ ทำให้เอ็นยืดหยุ่นขึ้น
2Ankle Rocking ดันเข่าข้ามปลายเท้า ข้างละ 10 ครั้ง2 นาทีเปิดข้อเท้า ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของส้นเท้าลอย
3Hip Flexor Stretch ค้างข้างละ 30 วินาที2 นาทีคลายกล้ามเนื้อสะโพกด้านหน้าที่หดจากการนั่งนาน
4Glute Bridge น้ำหนักตัว 15 ครั้ง1 นาทีปลุก gluteus maximus ให้พร้อมรับงาน
5Band Walk ข้างละ 12 ก้าว2 นาทีปลุก gluteus medius ป้องกันเข่าหุบตอนสควอท
6ไต่น้ำหนักจริง 3 ชั้น เช่น 40 แล้ว 60 แล้ว 80 เปอร์เซ็นต์2 นาทีให้ระบบประสาทจำรูปแบบการเคลื่อนไหวก่อนเซตหนัก

สิ่งที่ไม่ควรทำในช่วงวอร์มอัพ

  • อย่ายืดค้างนานเกิน 45 วินาทีก่อนยกหนัก เพราะมันลดแรงที่ผลิตได้ชั่วคราวราว 5 เปอร์เซ็นต์
  • อย่าข้ามชั้นไต่น้ำหนัก การกระโดดจากบาร์เปล่าไปที่ 80 เปอร์เซ็นต์เลยคือวิธีที่เร็วที่สุดในการทำฟอร์มพัง
  • อย่าวอร์มจนเหนื่อย ถ้าหอบก่อนเซตแรก แปลว่าวอร์มมากเกินไปจนกินแรงที่ควรเก็บไว้ใช้

คนที่ฝึกที่บ้านมักข้ามขั้นวอร์มอัพเพราะไม่มีจักรยานหรือลู่วิ่ง ซึ่งไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีนัก กระโดดเชือกหรือย่ำเท้าอยู่กับที่ 3 นาทีให้ผลใกล้เคียงกัน สิ่งที่ขาดไม่ได้จริง ๆ คือขั้นที่ 4 และ 5 ซึ่งใช้แค่ยางยืดเส้นเดียว

การเปรียบเทียบกลุ่มกล้ามเนื้อที่ทำงานใน Hip Thrust และ Squat

กล้ามเนื้อที่hip thrust vs squatใช้ทับซ้อนกันแค่บางส่วน ท่าดันสะโพกลง gluteus maximus เป็นหลัก ส่วนสควอทแบ่งงานให้ quadriceps กับก้นเกือบเท่ากัน ตัวเลข EMG ในหัวข้อถัดไปทำให้เห็นภาพชัดขึ้น

แม้ว่าทั้ง Hip Thrust และ Squat จะเป็นท่าที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อส่วนล่างของร่างกาย แต่มีความแตกต่างในแง่ของกลุ่มกล้ามเนื้อที่ทำงานหลัก

กล้ามเนื้อหลักที่ทำงานใน Hip Thrust

  • Gluteus Maximus (กล้ามเนื้อสะโพกใหญ่)
  • Hamstrings (กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง)
  • Quadriceps (กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า) ในระดับที่น้อยกว่า
  • Lower Back (กล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง) ในการรักษาเสถียรภาพ

กล้ามเนื้อหลักที่ทำงานใน Squat

  • Quadriceps (กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า)
  • Gluteus Maximus (กล้ามเนื้อสะโพกใหญ่)
  • Hamstrings (กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง)
  • Core Muscles (กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว)
  • Calves (กล้ามเนื้อน่อง)

บทความที่น่าสนใจ : ท่าเล่นขา สร้างกล้ามเนื้อขากระชับต้นขาด้วย 7ท่าเล่นนี้ !

ความแตกต่างในการกระตุ้นกล้ามเนื้อ

Hip Thrust เน้นการทำงานของกล้ามเนื้อสะโพก (Gluteus Maximus) มากกว่า Squat โดยการวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า Hip Thrust สามารถกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อสะโพกได้มากกว่า Squat ถึง 20-30% ในขณะที่ Squat จะเน้นการทำงานของกล้ามเนื้อ Quadriceps มากกว่า และมีการทำงานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่มากกว่า

 

ศัพท์ที่ต้องรู้ก่อนอ่านงานวิจัยเรื่องท่าขาและก้น

ศัพท์เก้าคำนี้โผล่ในเกือบทุกงานวิจัยและทุกคลิปสอน ถ้าเข้าใจครบ คุณจะอ่านข้อถกเถียงในโซเชียลออกทันทีว่าใครพูดจากข้อมูล และใครพูดจากความรู้สึก

  • EMG หรือ Electromyography คือการวัดสัญญาณไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ บอกว่าถูกสั่งงานหนักแค่ไหน ไม่ได้บอกว่าจะโตแค่ไหน
  • MVIC หรือ Maximum Voluntary Isometric Contraction คือค่าเกร็งสูงสุดแบบอยู่กับที่ ใช้เป็นฐาน 100 เปอร์เซ็นต์ในการเทียบ
  • Gluteus Maximus คือกล้ามเนื้อก้นมัดใหญ่ที่สุด ทำหน้าที่เหยียดสะโพก และเป็นมัดที่กำหนดรูปทรงก้นเกือบทั้งหมด
  • Gluteus Medius คือมัดด้านข้างสะโพก ทำหน้าที่กางขาและคุมไม่ให้เข่าหุบเข้าใน
  • Quadriceps คือกลุ่มกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าสี่มัด ทำหน้าที่เหยียดเข่า และเป็นตัวหลักของสควอท
  • Hamstring คือกลุ่มต้นขาด้านหลัง ทำหน้าที่งอเข่าและช่วยเหยียดสะโพก
  • Compound Exercise คือท่าที่ใช้ข้อต่อมากกว่าหนึ่งข้อพร้อมกัน สควอทเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด
  • Moment Arm คือระยะในแนวราบจากข้อต่อถึงแรงที่กระทำ ยิ่งยาวยิ่งต้องออกแรงมาก และมันคือหัวใจของกราฟแรงต้าน
  • Progressive Overload คือการเพิ่มแรงต้านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเงื่อนไขเดียวที่กล้ามเนื้อจำเป็นต้องได้รับเพื่อโต
  • Time Under Tension คือเวลารวมที่กล้ามเนื้อรับแรงต้านในหนึ่งเซต การบีบค้าง 2 วินาทีคือการเพิ่มค่านี้โดยตรง

คำที่คนสับสนมากที่สุดคือ activation กับ hypertrophy ซึ่งแปลว่าการถูกสั่งงานกับการโตขึ้นจริง พาดหัวส่วนใหญ่หยิบคำแรกมาแล้วบอกเป็นคำที่สอง นี่คือที่มาของความเข้าใจผิดว่าท่าเดียวจบทุกเป้าหมาย

อีกคำที่ควรระวังคือคำว่าดีกว่า เพราะมันไม่มีความหมายถ้าไม่บอกว่าดีกว่าในมิติไหน ดีกว่าในแง่ค่า activation ดีกว่าในแง่การโตของกล้ามเนื้อ หรือดีกว่าในแง่การนำไปใช้ในกีฬา สามอย่างนี้ให้คำตอบคนละแบบ และนั่นคือเหตุผลที่ตารางเทียบ 10 มิติในบทความนี้ไม่มีช่องสรุปว่าใครชนะโดยรวม

กราฟแรงต้าน จุดที่สองท่านี้ต่างกันจริง ๆ

ท่าดันสะโพกให้แรงต้านสูงสุดตอนสะโพกเหยียดเต็ม ส่วนสควอทให้แรงต้านสูงสุดตอนก้นต่ำสุด แปลว่าhip thrust vs squatฝึกกล้ามก้นคนละช่วงของการเคลื่อนไหว ไม่ได้ทำงานทับกันอย่างที่หลายคนคิด

เรื่องนี้อธิบายด้วยฟิสิกส์ง่าย ๆ แรงบิดที่ข้อสะโพกต้องต้านเท่ากับน้ำหนักคูณด้วยระยะทางในแนวราบจากข้อสะโพกไปถึงบาร์ ระยะนี้เรียกว่า moment arm และมันเปลี่ยนตลอดเวลาระหว่างที่คุณเคลื่อนไหว

ในท่าดันสะโพก บาร์วางอยู่บนข้อพับสะโพกและเคลื่อนที่ขึ้นลงในแนวดิ่ง ตอนก้นแตะพื้นลำตัวเกือบตั้งชัน moment arm สั้นมาก แรงต้านที่สะโพกจึงเกือบเป็นศูนย์ พอยกขึ้นจนลำตัวขนานพื้น moment arm ยาวที่สุด แรงต้านพุ่งขึ้นสูงสุดพอดีกับจังหวะที่กล้ามเนื้อก้นหดสั้นที่สุด

สควอทกลับด้านทั้งหมด ตอนยืนตรงบาร์อยู่เหนือข้อสะโพกพอดี moment arm เกือบเป็นศูนย์ แรงต้านแทบไม่มี ยิ่งย่อลึกลงเท่าไรลำตัวยิ่งเอนไปข้างหน้า ระยะจากสะโพกถึงบาร์ยิ่งยาว แรงต้านสูงสุดจึงอยู่ที่จุดต่ำสุดพอดี ซึ่งเป็นจังหวะที่กล้ามเนื้อก้นถูกยืดยาวที่สุด

ช่วงการเคลื่อนไหวแรงต้านที่สะโพกในท่าดันสะโพกแรงต้านที่สะโพกในสควอทกล้ามก้นอยู่ในสภาพไหน
จุดต่ำสุด สะโพกงอ 90 ถึง 120 องศาต่ำมาก ราว 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของค่าสูงสุดสูงสุด 100 เปอร์เซ็นต์ถูกยืดยาวที่สุด
ครึ่งทาง สะโพกงอราว 45 องศาราว 70 เปอร์เซ็นต์ของค่าสูงสุดราว 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ความยาวปานกลาง
ปลายทาง สะโพกเหยียด 0 องศาสูงสุด 100 เปอร์เซ็นต์เกือบเป็นศูนย์หดสั้นที่สุด

ตารางนี้คือเหตุผลทั้งหมดว่าทำไมคนที่สควอทหนักมาสิบปีถึงยังรู้สึกว่าก้นไม่ตอบสนอง เพราะช่วงที่ก้นควรออกแรงหนักที่สุดคือช่วงเหยียดสะโพกสุด แต่ในสควอทช่วงนั้นแทบไม่มีแรงต้านเหลืออยู่เลย

แล้วแบบไหนสร้างกล้ามได้ดีกว่ากัน

งานวิจัยด้านการเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อช่วงหลังชี้ไปทางว่าการฝึกในช่วงที่กล้ามเนื้อถูกยืด หรือ stretch mediated hypertrophy ให้ผลต่อการโตดีเป็นพิเศษ ถ้ายึดตามนั้นสควอทได้เปรียบ แต่ท่าดันสะโพกได้เปรียบเรื่องการโหลดหนักในช่วงหดที่กล้ามเนื้อก้นออกแรงได้มากที่สุด สองอย่างนี้ไม่ได้ตัดกัน มันบวกกัน

สามข้อสรุปจากกราฟแรงต้านที่ใช้ได้จริงในโรงยิม

  • ถ้าฝึกท่าดันสะโพกแล้วไม่บีบค้างที่จุดสูงสุด เท่ากับทิ้งช่วงที่มีแรงต้านสูงสุดของท่านั้นไปเปล่า ๆ บีบค้าง 2 วินาทีจึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
  • ถ้าสควอทแค่ครึ่งทาง คุณตัดช่วงที่มีแรงต้านสูงสุดออกไปทั้งดุ้น เหลือแต่ช่วงที่กล้ามก้นแทบไม่ทำงาน
  • การใส่ทั้งสองท่าในโปรแกรมเดียวกันทำให้กล้ามก้นได้รับแรงต้านสูงตลอดทั้งช่วง ไม่มีช่องว่าง

ถ้าอยากเห็นภาพว่าแรงต้านแนวราบต่างจากแนวดิ่งอย่างไร ลองเทียบกับ ท่าเดดลิฟต์ด้วยบาร์เบล ซึ่งแรงต้านสูงสุดอยู่ช่วงกลาง ไม่ใช่ปลายทางแบบท่าดันสะโพก และไม่ใช่จุดต่ำสุดแบบสควอท

ค่า EMG เทียบรายมัด gluteus maximus gluteus medius quadriceps และ hamstring

ค่า EMG บอกว่ากล้ามเนื้อถูกสั่งงานหนักแค่ไหนในหนึ่งครั้ง ไม่ได้บอกว่ากล้ามเนื้อจะโตแค่ไหนในสามเดือน อ่านตัวเลขชุดนี้ให้เป็น แล้วอย่าเอาไปตัดสินท่าใดท่าหนึ่งจบในบรรทัดเดียว

EMG คือการวัดสัญญาณไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ ค่าที่รายงานกันมักเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับการเกร็งสูงสุดแบบอยู่กับที่ หรือ MVIC ตัวเลขด้านล่างรวบรวมจากงานที่วัดท่าดันสะโพกด้วยบาร์เบลเทียบกับ back squat ในคนที่ฝึกเวทมาแล้ว โดยใช้น้ำหนักระดับ 10RM เท่ากัน

กล้ามเนื้อท่าดันสะโพก ค่าเฉลี่ย %MVICback squat ค่าเฉลี่ย %MVICท่าไหนชนะ
gluteus maximus ส่วนบน55 ถึง 7025 ถึง 35ท่าดันสะโพก ชนะราวสองเท่า
gluteus maximus ส่วนล่าง60 ถึง 7530 ถึง 40ท่าดันสะโพก
gluteus medius40 ถึง 5530 ถึง 45ท่าดันสะโพก ชนะเล็กน้อย
quadriceps วัดที่ vastus lateralis20 ถึง 3060 ถึง 90สควอท ชนะขาด
hamstring วัดที่ biceps femoris25 ถึง 4020 ถึง 30ท่าดันสะโพก ชนะเล็กน้อย
erector spinae หลังส่วนล่าง20 ถึง 3050 ถึง 70สควอท ซึ่งแปลว่าล้าหลังมากกว่าด้วย

สิ่งที่ผมอยากให้สังเกตคือแถว quadriceps เพราะมันกลับด้านกับแถวแรกอย่างสมบูรณ์ ท่าดันสะโพกแทบไม่แตะ quadriceps เลย ส่วนสควอทปลุกมันได้เกือบเต็มเพดาน นี่คือหลักฐานตรงที่สุดว่าhip thrust vs squatไม่ได้แทนกันได้

ข้อจำกัดของ EMG ที่คนอ่านงานวิจัยมักลืม

  • EMG วัดในหนึ่งเซตหรือไม่กี่ครั้ง ไม่ได้วัดผลสะสมตลอด 12 สัปดาห์ ค่าที่สูงกว่าจึงไม่ได้แปลว่ากล้ามจะโตมากกว่าเสมอไป
  • EMG วัดที่ผิวหนัง สัญญาณจากกล้ามเนื้อชั้นลึกอย่าง gluteus minimus จับไม่ได้เลย ตัวเลขที่เห็นจึงเป็นภาพไม่ครบ
  • ท่าที่ช่วงการเคลื่อนไหวยาวกว่าอาจได้ค่า EMG เฉลี่ยต่ำกว่า ทั้งที่ปริมาณงานรวมสูงกว่า สควอทตกอยู่ในกรณีนี้
  • ความหนาของไขมันใต้ผิวหนังเปลี่ยนค่าที่วัดได้ ทำให้เทียบข้ามคนกันตรง ๆ ไม่ได้

งานที่วัดขนาดกล้ามเนื้อจริงด้วยอัลตราซาวด์และ MRI ให้ภาพที่ต่างจาก EMG พอสมควร หลายงานพบว่าเมื่อคุมปริมาณเซตต่อสัปดาห์ให้เท่ากัน กลุ่มที่ฝึกสควอทกับกลุ่มที่ฝึกท่าดันสะโพกเพิ่มความหนาของ gluteus maximus ได้ใกล้เคียงกัน ต่างกันตรงที่กลุ่มสควอทได้ quadriceps โตขึ้นด้วย ส่วนกลุ่มท่าดันสะโพกได้แรงเหยียดสะโพกที่มุมเหยียดเต็มดีกว่าชัดเจน

บทเรียนที่ผมได้จากตรงนี้คือ อย่าเลือกท่าเพราะตัวเลข EMG ตัวเดียว ให้เลือกจากช่องว่างในโปรแกรมของคุณ ถ้าโปรแกรมมีแต่สควอท ช่องว่างคือช่วงเหยียดสะโพกสุด เติมด้วยท่าดันสะโพก ถ้าโปรแกรมมีแต่ท่าดันสะโพก ช่องว่างคือ quadriceps และแกนกลาง เติมด้วยสควอท

ตาราง EMG เทียบ gluteus maximus quadriceps และ hamstring hip thrust vs squat

อยากได้ทั้งสองท่า ต้องมีบาร์เบลที่รับน้ำหนักได้จริง

ท่าดันสะโพกไต่น้ำหนักเร็วกว่าสควอทเกือบเท่าตัว หลายคนไปถึง 100 กิโลกรัมภายในหกเดือน บาร์เบลที่รับได้ไม่ถึงหรืองอตรงกลางคือปัญหาที่เจอตอนน้ำหนักเริ่มขึ้น เลือกบาร์ที่รับได้อย่างน้อย 200 กิโลกรัมตั้งแต่แรกจะประหยัดกว่าซื้อสองรอบ

ประสิทธิภาพในการสร้างความแข็งแรงและขนาดกล้ามเนื้อ

งานวิจัยที่วัดขนาดกล้ามเนื้อจริงด้วยอัลตราซาวด์พบว่าhip thrust vs squatเพิ่มขนาดก้นได้ใกล้เคียงกันเมื่อคุมปริมาณการฝึกให้เท่ากัน แต่สควอทชนะขาดเรื่องแรงขาโดยรวมและการกระโดด

การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ Hip Thrust และ Squat ในการสร้างความแข็งแรงและขนาดกล้ามเนื้อเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจในวงการวิทยาศาสตร์การกีฬา

ผลการวิจัยเปรียบเทียบ Hip Thrust และ Squat

งานวิจัยหลายชิ้นได้เปรียบเทียบผลของการฝึก Hip Thrust และ Squat ต่อการพัฒนากล้ามเนื้อและความแข็งแรง ผลการศึกษาส่วนใหญ่พบว่า:

  1. Hip Thrust มีประสิทธิภาพสูงกว่าในการเพิ่มขนาดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพก
  2. Squat มีประสิทธิภาพสูงกว่าในการพัฒนาความแข็งแรงโดยรวมของขาและการกระโดดในแนวดิ่ง
  3. ทั้งสองท่ามีผลดีต่อการพัฒนาความเร็วในการวิ่งระยะสั้น แต่ Hip Thrust อาจมีข้อได้เปรียบเล็กน้อยในการพัฒนาความเร่งในช่วงเริ่มต้น

ข้อดีของแต่ละท่าในการพัฒนากล้ามเนื้อ

Hip Thrust:

  • เน้นการพัฒนากล้ามเนื้อสะโพกโดยเฉพาะ
  • เหมาะสำหรับการเพิ่มขนาดและรูปร่างของสะโพก
  • ช่วยปรับปรุงการทำงานของกล้ามเนื้อสะโพกในการเคลื่อนไหวแนวราบ เช่น การวิ่ง

Squat:

  • พัฒนากล้ามเนื้อขาและสะโพกอย่างครอบคลุม
  • เสริมสร้างความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว
  • ปรับปรุงการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อหลายมัด

ซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายราคาถูก มีให้เลือกมากกว่า 100ชนิด คลิกเลย !

 

ตารางเทียบ 10 มิติ ท่าดันสะโพกกับสควอท แบบไม่เข้าข้างใคร

ถ้าอ่านแค่หัวข้อเดียวในบทความนี้ ให้อ่านตารางนี้ เพราะมันบอกว่าท่าไหนชนะในมิติไหน และที่สำคัญกว่าคือบอกว่าคุณควรเลือกอะไรตามเป้าหมายของตัวเอง

มิติที่เทียบท่าดันสะโพกสควอทผู้ชนะ
การโหลดน้ำหนักไต่ได้เร็ว คนฝึก 1 ปีมักดันได้ 1.5 ถึง 2 เท่าของน้ำหนักตัวไต่ช้ากว่า คนฝึก 1 ปีมักสควอทได้ราว 1 ถึง 1.5 เท่าของน้ำหนักตัวท่าดันสะโพก
ทิศทางของแรงต้านแนวราบ ตรงกับการวิ่งและการพุ่งตัวแนวดิ่ง ตรงกับการกระโดดและการลุกยืนเสมอ ขึ้นกับกีฬา
จุดที่แรงต้านสูงสุดสะโพกเหยียดเต็ม กล้ามก้นหดสั้นสุดก้นต่ำสุด กล้ามก้นถูกยืดสุดเสมอ เพราะเสริมกัน
ความเสี่ยงหลังส่วนล่างต่ำ ถ้าไม่แอ่นหลัง เพราะ erector spinae ทำงานแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ MVICสูงกว่า เพราะกระดูกสันหลังรับแรงกดโดยตรงตลอดเซตท่าดันสะโพก
อุปกรณ์ที่ต้องมีม้านั่ง บาร์เบล แผ่นรอง และเริ่มด้วยน้ำหนักตัวได้ทันทีบาร์เบล แร็ค เซฟตี้พิน และพื้นที่รับแรงตกท่าดันสะโพก ใช้ของน้อยกว่า
ความยากในการเรียนง่าย คนใหม่คุมฟอร์มได้ภายใน 2 ถึง 3 ครั้งฝึกยาก ต้องมี ankle mobility และการ brace ที่ถูกต้อง มักใช้เวลา 4 ถึง 8 สัปดาห์ท่าดันสะโพก
ผลต่อ quadricepsน้อยมาก ค่า EMG แค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์สูงมาก ค่า EMG 60 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์สควอท ชนะขาด
ผลต่อ gluteus maximusสูงสุดในบรรดาท่าเหยียดสะโพก โดยเฉพาะช่วงเหยียดเต็มดี แต่กระจุกอยู่ช่วงก้นต่ำท่าดันสะโพก
การนำไปใช้ในกีฬาช่วยความเร่งช่วง 10 เมตรแรกและการพุ่งตัวแนวราบช่วยการกระโดดแนวดิ่ง การเปลี่ยนทิศ และแรงขาโดยรวมสควอท ครอบคลุมกว่า
ความล้าและเวลาฟื้นตัวล้าเฉพาะที่ ฟื้นตัวใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงล้าทั้งระบบ ฟื้นตัว 48 ถึง 72 ชั่วโมงหลังเซตหนักท่าดันสะโพก

นับคะแนนแล้วท่าดันสะโพกชนะหลายมิติกว่า แต่ผมไม่อยากให้อ่านแบบนั้น มิติที่สควอทชนะคือมิติที่สำคัญที่สุดสองข้อสำหรับคนส่วนใหญ่ นั่นคือ quadriceps และการนำไปใช้ในชีวิตจริง ชีวิตประจำวันมีทั้งการลุกจากเก้าอี้ ขึ้นบันได และแบกของ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวแบบสควอททั้งหมด

เลือกอย่างไรถ้าเวลามีจำกัดจริง ๆ

เป้าหมายของคุณท่าหลักที่ควรเลือกเหตุผลสั้น ๆ
อยากได้ก้นกลมชัดที่สุดในเวลาที่มีท่าดันสะโพกแรงต้านตรงกับจุดที่กล้ามก้นออกแรงได้มากที่สุด และไต่น้ำหนักได้เร็ว
อยากขาแข็งแรงและกระโดดสูงขึ้นสควอทquadriceps คือกล้ามเนื้อหลักของการกระโดด และสควอทกระตุ้นได้เต็มที่
หลังส่วนล่างมีปัญหาอยู่ท่าดันสะโพกไม่มีแรงกดตามแนวกระดูกสันหลัง และ erector spinae ทำงานน้อยกว่ามาก
เพิ่งเริ่มฝึกเวทได้ไม่ถึงเดือนสควอทด้วยน้ำหนักตัวเรียนรูปแบบการเคลื่อนไหวพื้นฐานก่อน แล้วค่อยเติมท่าดันสะโพกในสัปดาห์ที่ 3
เล่นกีฬาที่ต้องออกตัวเร็วทำทั้งคู่ โดยให้ท่าดันสะโพกเป็นท่าหลักแรงเหยียดสะโพกแนวราบคือตัวขับความเร่งช่วงต้น

ตารางเทียบ hip thrust vs squat 10 มิติ การโหลด ความเสี่ยง และผลต่อกล้ามเนื้อ

ผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มยกเวทมักถามผมว่าจะเริ่มจากท่าไหน คำตอบอยู่ในตารางด้านบน และถ้าอยากได้ภาพรวมของการวางโปรแกรมทั้งตัว ผมเขียนไว้ใน คู่มือเวทเทรนนิงสำหรับผู้หญิง ส่วนใครที่โฟกัสรูปทรงต้นขาโดยเฉพาะ ลองอ่าน เทคนิคเก็บต้นขาจากโค้ช เพิ่ม

ท่าดัดแปลงของสองท่านี้ และควรหยิบมาใช้เมื่อไร

ท่าดัดแปลงไม่ได้มีไว้เปลี่ยนบรรยากาศ แต่มีไว้แก้ปัญหาเฉพาะจุด เช่น ขาสองข้างไม่เท่ากัน อุปกรณ์ไม่พอ หรือหลังยังบาดเจ็บอยู่ เลือกให้ตรงปัญหา ไม่ใช่เลือกเพราะเห็นในคลิป

คนส่วนใหญ่หยิบท่าดัดแปลงมาใช้เพราะเบื่อ ซึ่งเป็นเหตุผลที่แย่ที่สุด ท่าดัดแปลงที่ดีต้องตอบคำถามได้ว่ามันแก้ปัญหาอะไรที่ท่าหลักแก้ไม่ได้ ตารางด้านล่างเรียงตามปัญหาที่ผมเจอบ่อยที่สุดในห้องเวท

ท่าดัดแปลงต่างจากท่าหลักตรงไหนควรหยิบมาใช้เมื่อไร
ท่าดันสะโพกขาเดียวทำทีละข้าง แรงต้านต่อข้างสูงขึ้นแม้น้ำหนักรวมจะน้อยลงขาสองข้างแรงไม่เท่ากัน หรือที่บ้านมีดัมเบลอย่างเดียว
Glute Bridgeสะบักติดพื้น ช่วงการเคลื่อนไหวสั้นกว่าราวครึ่งหนึ่งเพิ่งกลับมาจากอาการบาดเจ็บหลัง หรือยังไม่มีม้านั่ง
Frog Pumpเอาฝ่าเท้าประกบกันแล้วกางเข่าออก เพิ่มการหมุนสะโพกออกด้านนอกต้องการเก็บงานส่วนบนของกล้ามก้นในช่วงท้ายวันฝึก
ท่าดันสะโพกแบบ B Stanceขาข้างหนึ่งช่วยแค่ทรงตัว น้ำหนักลงขาหลักราว 70 เปอร์เซ็นต์อยากได้ความหนักแบบขาเดียวแต่ยังทรงตัวไม่ดีพอ
Front Squatบาร์อยู่หน้าไหล่ ลำตัวตั้งตรงกว่า แรงลง quadriceps มากขึ้นหลังส่วนล่างล้าง่าย หรืออยากเน้นต้นขาหน้าเป็นพิเศษ
Goblet Squatถือน้ำหนักไว้หน้าอก เรียนฟอร์มง่ายที่สุดในบรรดาสควอททั้งหมดเพิ่งเริ่มฝึก หรือใช้เป็นท่าวอร์มก่อนสควอทหนัก
Bulgarian Split Squatขาหลังพาดม้านั่ง ทดสอบการทรงตัวและเปิดโปงความไม่สมดุลต้องการงานขาหนักโดยไม่กดสันหลังมาก
Pause Squatค้างที่จุดต่ำสุด 2 ถึง 3 วินาที ตัดแรงเด้งออกทั้งหมดติดปัญหาที่จุดต่ำสุด หรืออยากเพิ่มแรงในช่วงที่กล้ามก้นถูกยืด

ท่าดัดแปลงที่คุ้มค่าที่สุดถ้าเลือกได้แค่หนึ่ง

ถ้าให้เลือกแค่ท่าเดียวมาเสริมโปรแกรม ผมเลือก Bulgarian Split Squat ทุกครั้ง เหตุผลคือมันบังคับให้ขาสองข้างทำงานแยกกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่บาร์เบลปิดบังไว้เสมอ คนที่ขาข้างหนึ่งแรงกว่าอีกข้างราว 10 เปอร์เซ็นต์มักไม่รู้ตัวเลยจนกว่าจะลองท่าเดี่ยว

อีกเหตุผลคือมันโหลดกล้ามก้นในช่วงที่ถูกยืดได้ดีมาก คล้ายสควอทแต่ไม่กดสันหลังหนักเท่า คนที่หลังไม่ไหวกับ back squat หนัก ๆ ใช้ท่านี้แทนได้เกือบเต็มร้อย โดยเสียแค่ความสามารถในการโหลดน้ำหนักรวม

สามข้อที่ต้องระวังเวลาใช้ท่าดัดแปลง

  • อย่าเปลี่ยนท่าหลักบ่อยกว่าทุก 8 สัปดาห์ เพราะร่างกายต้องการเวลาปรับตัวกับรูปแบบการเคลื่อนไหวเดิม
  • ท่าดัดแปลงควรอยู่ท้ายวันฝึก ไม่ใช่ท่าแรก เพราะพลังงานที่ดีที่สุดควรจ่ายให้ท่าหลักก่อน
  • ถ้าท่าดัดแปลงทำให้ปวดข้อ ให้ตัดออกทันที ไม่ต้องหาวิธีดัดแปลงซ้อนดัดแปลงอีกชั้น

การใช้ Hip Thrust และ Squat ในโปรแกรมฝึก

โปรแกรมที่ใส่hip thrust vs squatได้ผลดีกว่าโปรแกรมที่เลือกท่าเดียว เพราะแรงต้านของสองท่าเสริมกันแทนที่จะทับกัน โปรแกรม 3 วันเต็มรูปแบบผมวางไว้ในหัวข้อคำตอบสุดท้าย

การผสมผสาน Hip Thrust และ Squat ในโปรแกรมการฝึกสามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการพัฒนากล้ามเนื้อส่วนล่างของร่างกาย

การผสมผสานทั้งสองท่าในโปรแกรม

  1. แบ่งวันฝึก: ทำ Squat ในวันฝึกขา และทำ Hip Thrust ในวันฝึกสะโพกหรือวันฝึกหลัง
  2. ทำในวันเดียวกัน: เริ่มด้วย Squat เป็นท่าหลัก ตามด้วย Hip Thrust เพื่อเน้นกล้ามเนื้อสะโพกเพิ่มเติม
  3. สลับสัปดาห์: ทำ Squat เป็นท่าหลักในสัปดาห์แรก และ Hip Thrust เป็นท่าหลักในสัปดาห์ถัดไป

ตัวอย่างโปรแกรมฝึกที่ใช้ทั้ง Hip Thrust และ Squat

วันที่ 1 (เน้นขา):

  • Squat: 4 เซ็ต x 6-8 ครั้ง
  • Leg Press: 3 เซ็ต x 10-12 ครั้ง
  • Hip Thrust: 3 เซ็ต x 10-12 ครั้ง
  • Leg Curl: 3 เซ็ต x 12-15 ครั้ง

วันที่ 4 (เน้นสะโพก):

  • Hip Thrust: 4 เซ็ต x 8-10 ครั้ง
  • Romanian Deadlift: 3 เซ็ต x 10-12 ครั้ง
  • Goblet Squat: 3 เซ็ต x 12-15 ครั้ง
  • Glute Bridge: 3 เซ็ต x 15-20 ครั้ง

การผสมผสานhip thrust vs squatในโปรแกรมช่วยให้ได้รับประโยชน์จากทั้ง Hip Thrust และ Squat อย่างเต็มที่ โดยการทำ Squat ช่วยพัฒนาความแข็งแรงโดยรวมของขาและแกนกลางลำตัว ในขณะที่ Hip Thrust ช่วยเน้นการพัฒนากล้ามเนื้อสะโพกโดยเฉพาะ

 

คำตอบสุดท้าย ทำทั้งคู่ ไม่ใช่เลือกอย่างเดียว พร้อมโปรแกรม 3 วันต่อสัปดาห์

คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่เลือกท่าไหน แต่เป็นจัดคิวhip thrust vs squatอย่างไรในหนึ่งสัปดาห์ให้ไม่ล้าทับกัน โปรแกรมด้านล่างใช้เวลา 3 วัน วันละ 45 ถึง 55 นาที และครอบคลุมกราฟแรงต้านทั้งเส้น

หลักการวางโปรแกรมมีสามข้อ ข้อแรก ท่าที่ใช้พลังงานมากที่สุดต้องมาก่อน แปลว่าวันไหนมีสควอทหนัก สควอทต้องอยู่ท่าแรก ข้อสอง อย่าให้สองท่าหนักตกอยู่ในวันติดกัน เพราะกล้ามก้นต้องการเวลาฟื้นตัวราว 48 ชั่วโมง ข้อสาม ปริมาณรวมของกล้ามก้นควรอยู่ที่ 12 ถึง 18 เซตต่อสัปดาห์ ไม่ใช่มากกว่านั้น

วันที่ 1 เน้นสควอท เว้นจากวันที่ 2 อย่างน้อย 48 ชั่วโมง

ท่าเซตและครั้งพักระหว่างเซตจุดที่ต้องคุม
Back Squat4 เซต 5 ครั้ง ที่ราว 80 เปอร์เซ็นต์ของ 1RM150 ถึง 180 วินาทีย่อลงจนต้นขาต่ำกว่าขนานพื้น ไม่หยุดครึ่งทาง
ท่าดันสะโพกด้วยบาร์เบล3 เซต 10 ครั้ง น้ำหนักปานกลาง90 วินาทีบีบค้างที่จุดสูงสุด 2 วินาทีทุกครั้ง
Bulgarian Split Squat3 เซต 8 ครั้งต่อข้าง60 ถึง 90 วินาทีเข่าหน้าไม่บิดเข้าใน ลำตัวเอนหน้าเล็กน้อยเพื่อเน้นก้น
Leg Curl หรือ Nordic Curl3 เซต 12 ครั้ง60 วินาทีเก็บงาน hamstring ที่สองท่าแรกทำได้ไม่ครบ

วันที่ 2 เน้นท่าดันสะโพก ห่างจากวันที่ 1 สองวัน

ท่าเซตและครั้งพักระหว่างเซตจุดที่ต้องคุม
ท่าดันสะโพกด้วยบาร์เบล4 เซต 6 ครั้ง หนัก150 วินาทีซี่โครงกดลง อย่าแอ่นหลังแทนการเหยียดสะโพก
Front Squat3 เซต 8 ครั้ง เบากว่าวันที่ 1 ราว 30 เปอร์เซ็นต์120 วินาทีข้อศอกชี้ไปข้างหน้า ลำตัวตั้งตรงกว่า Back Squat
Romanian Deadlift3 เซต 8 ครั้ง90 วินาทีดันสะโพกไปด้านหลัง เข่างอน้อย ต้องรู้สึกตึงต้นขาหลัง
Hip Abduction หรือ Band Walk3 เซต 15 ครั้ง45 วินาทีเก็บงาน gluteus medius ซึ่งเป็นมัดที่สองท่าหลักแตะไม่ถึง

วันที่ 3 วันปริมาณ เน้นจำนวนครั้งและช่วงการเคลื่อนไหวเต็ม

ท่าเซตและครั้งพักระหว่างเซตจุดที่ต้องคุม
Goblet Squat3 เซต 12 ครั้ง60 วินาทีย่อให้ลึกสุดเท่าที่ส้นเท้ายังติดพื้น
ท่าดันสะโพกขาเดียว3 เซต 12 ครั้งต่อข้าง60 วินาทีสะโพกสองข้างต้องอยู่ระดับเดียวกัน ห้ามเอียง
Walking Lunge3 เซต 12 ก้าวต่อข้าง60 วินาทีก้าวยาวเพื่อเน้นก้น ก้าวสั้นจะไปลง quadriceps แทน
Glute Bridge น้ำหนักตัว2 เซต 20 ครั้ง45 วินาทีปิดท้ายด้วยการบีบก้นให้สุดทุกครั้ง

วิธีเพิ่มน้ำหนักที่ใช้ได้จริงตลอด 12 สัปดาห์

  • สควอทเพิ่ม 2.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ถ้าทำครบทุกเซตโดยฟอร์มไม่เสีย
  • ท่าดันสะโพกเพิ่มได้ 5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ เพราะช่วงการเคลื่อนไหวสั้นกว่าและกล้ามก้นรับได้มากกว่า
  • ถ้าสองสัปดาห์ติดกันเพิ่มไม่ขึ้น ให้ลดน้ำหนักลง 10 เปอร์เซ็นต์แล้วไต่ใหม่ ไม่ใช่ฝืนดันต่อ
  • สัปดาห์ที่ 5 และที่ 9 ให้ลดปริมาณลงครึ่งหนึ่งเป็นสัปดาห์พักฟื้น ผลระยะยาวดีกว่าอัดยาวรวดเดียว

ถ้าพื้นที่ที่บ้านไม่พอสำหรับแร็คและบาร์ ผมแนะนำให้เริ่มจากดัมเบลก่อน ทำ Goblet Squat กับ Dumbbell Hip Thrust ได้ครบเหมือนกัน รายละเอียดการจัดพื้นที่ผมเขียนไว้ใน คู่มือจัดโฮมยิม และถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะซื้อบาร์แบบไหน ลองอ่าน วิธีเลือกซื้อบาร์เบล ก่อนตัดสินใจ

ม้านั่งคือตัวแปรที่คนมองข้ามที่สุดในท่าดันสะโพก

ม้านั่งที่สูงเกิน 45 เซนติเมตรทำให้สะโพกเหยียดไม่สุดและเสียช่วงที่แรงต้านสูงสุดไปทั้งหมด ความสูงที่พอดีสำหรับคนไทยส่วนใหญ่คือ 35 ถึง 40 เซนติเมตร และเบาะต้องแน่นพอที่จะไม่ยุบตอนน้ำหนักขึ้นถึง 80 กิโลกรัม

วางโปรแกรม 3 วันแล้ว แต่ยังไม่มีอุปกรณ์ครบดูอุปกรณ์เวทเทรนนิง

แผน 12 สัปดาห์ แบ่งเป็น 3 บล็อก ไม่ใช่ทำน้ำหนักเดิมวนไปเรื่อย ๆ

การเพิ่มน้ำหนักทุกสัปดาห์ไปเรื่อย ๆ ใช้ได้แค่ 6 ถึง 8 สัปดาห์แรกเท่านั้น หลังจากนั้นต้องแบ่งเป็นบล็อกที่มีเป้าหมายต่างกัน ไม่งั้นจะตันและเริ่มเจ็บ

มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มฝึกจะเพิ่มน้ำหนักได้ทุกสัปดาห์อยู่พักหนึ่ง เพราะร่างกายเรียนรู้การเคลื่อนไหวเร็วมาก แต่พอผ่านเดือนที่สองไป การเพิ่มแบบเส้นตรงจะเริ่มไม่ทำงาน และคนส่วนใหญ่ตอบสนองด้วยการฝืน ซึ่งนำไปสู่ฟอร์มพังและอาการเจ็บ

ทางแก้คือแบ่งเป้าหมายเป็นช่วง ๆ แต่ละช่วงเน้นตัวแปรคนละตัว ช่วงแรกเน้นปริมาณเพื่อสะสมงาน ช่วงที่สองเน้นความหนักเพื่อดันเพดานแรงขึ้น ช่วงที่สามลดปริมาณลงเพื่อให้ร่างกายฟื้นและแสดงผลของสองช่วงแรกออกมา

บล็อกสัปดาห์จำนวนครั้งต่อเซตความหนักสิ่งที่ต้องโฟกัส
สะสมปริมาณ1 ถึง 410 ถึง 12 ครั้ง65 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของ 1RMฟอร์มและช่วงการเคลื่อนไหวเต็ม ยังไม่ต้องรีบขึ้นน้ำหนัก
ดันความหนัก5 ถึง 95 ถึง 8 ครั้ง75 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ของ 1RMเพิ่มน้ำหนักทีละน้อยทุกสัปดาห์ พักระหว่างเซตนานขึ้น
ลดปริมาณและวัดผล10 ถึง 123 ถึง 5 ครั้ง85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปแต่จำนวนเซตลดครึ่งหนึ่งฟื้นตัวให้เต็มที่ แล้วทดสอบน้ำหนักสูงสุดในสัปดาห์ที่ 12

ท่าดันสะโพกกับสควอทตอบสนองต่อบล็อกไม่เหมือนกัน กล้ามก้นชอบจำนวนครั้งที่สูงกว่า เพราะช่วงการเคลื่อนไหวสั้นและฟื้นตัวเร็ว ส่วนสควอทได้ประโยชน์จากจำนวนครั้งที่ต่ำและน้ำหนักสูงมากกว่า ผมจึงมักให้จำนวนครั้งของท่าดันสะโพกสูงกว่าสควอทราว 3 ถึง 4 ครั้งต่อเซตในทุกบล็อก

  1. สัปดาห์ที่ 1 ถึง 4 จดน้ำหนักและจำนวนครั้งทุกเซต ห้ามขึ้นน้ำหนักถ้าฟอร์มยังไม่นิ่ง
  2. สัปดาห์ที่ 5 ลดปริมาณลงครึ่งหนึ่งหนึ่งสัปดาห์ ก่อนเข้าบล็อกหนัก
  3. สัปดาห์ที่ 6 ถึง 9 เพิ่มน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัมในสควอท และ 5 กิโลกรัมในท่าดันสะโพกทุกสัปดาห์
  4. สัปดาห์ที่ 10 ถึง 11 ลดจำนวนเซตลง 40 เปอร์เซ็นต์ แต่คงน้ำหนักไว้
  5. สัปดาห์ที่ 12 ทดสอบน้ำหนักสูงสุด แล้วเริ่มรอบใหม่จากตัวเลขใหม่

สิ่งที่ผมอยากเตือนคืออย่าข้ามสัปดาห์พักฟื้น คนส่วนใหญ่ข้ามเพราะรู้สึกว่ายังไหว แต่ความล้าสะสมของระบบประสาทไม่ได้แสดงออกมาเป็นความรู้สึกเหนื่อยเสมอไป มันแสดงออกมาเป็นน้ำหนักที่ไม่ขยับและอาการเจ็บที่มาแบบไม่มีสัญญาณเตือน

วิธีวัดผลว่าโปรแกรมได้ผลจริง ไม่ใช่แค่รู้สึกว่าดีขึ้น

ความรู้สึกว่าก้นตึงหลังฝึกไม่ใช่ตัววัดผล มันเป็นแค่สัญญาณว่ากล้ามเนื้อถูกใช้งาน ตัววัดที่เชื่อได้มีสี่อย่าง คือน้ำหนักที่ยกได้ รอบสะโพก รูปถ่ายในมุมเดิม และแรงกระโดด

ผมเจอคนที่ฝึกมาหกเดือนแล้วบอกว่าไม่เห็นผลอยู่บ่อยมาก พอถามกลับว่าวัดอะไรไว้บ้าง คำตอบมักคือไม่ได้วัดอะไรเลย ปัญหาจริงจึงไม่ใช่โปรแกรมไม่ได้ผล แต่เป็นการไม่มีข้อมูลมาเทียบว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง

การวัดที่ดีต้องทำในเงื่อนไขเดิมทุกครั้ง เวลาเดิม แสงเดิม มุมเดิม และสภาพร่างกายใกล้เคียงเดิม ถ้าวัดรอบสะโพกตอนเช้าก่อนกินข้าวครั้งหนึ่ง แล้ววัดตอนเย็นหลังฝึกอีกครั้ง ตัวเลขที่ได้จะต่างกันจนเทียบไม่ได้

ตัววัดวัดอย่างไรเกณฑ์ที่ถือว่าคืบหน้าใน 12 สัปดาห์
น้ำหนักที่ยกได้จดน้ำหนักและจำนวนครั้งของท่าหลักทุกครั้งที่ฝึกท่าดันสะโพกเพิ่มได้ 30 ถึง 50 กิโลกรัม สควอทเพิ่มได้ 15 ถึง 25 กิโลกรัม
รอบสะโพกวัดที่จุดกว้างที่สุด ตอนเช้าก่อนกินข้าว เดือนละครั้งเพิ่มขึ้น 1 ถึง 3 เซนติเมตร โดยรอบเอวไม่เพิ่มตาม
รูปถ่ายด้านข้างและด้านหลังยืนจุดเดิม แสงเดิม เสื้อผ้าเดิม ทุก 4 สัปดาห์เห็นความต่างของมุมสะโพกด้านข้างชัดขึ้น
แรงกระโดดแนวดิ่งกระโดดแตะผนัง วัดจุดสูงสุด 3 ครั้งเอาค่าที่ดีที่สุดเพิ่มขึ้น 2 ถึง 5 เซนติเมตร ถ้าโปรแกรมมีสควอทหนัก
ความรู้สึกตอนขึ้นบันไดสังเกตว่ายังหอบเหมือนเดิมไหมตอนขึ้นสามชั้นตัววัดที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่คนรอบตัวสังเกตเห็นก่อนเจ้าตัวเสมอ

ตัวเลขที่คนชอบใช้ผิด

น้ำหนักตัวคือตัวเลขที่หลอกคนมากที่สุดในการฝึกท่าขาและก้น เพราะกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นทำให้เลขบนตาชั่งขึ้น ทั้งที่รูปร่างกำลังไปในทิศทางที่ถูก คนที่ยึดตาชั่งเป็นหลักมักเลิกกลางคันในสัปดาห์ที่ 6 ทั้งที่ทุกอย่างกำลังทำงานได้ดี

  • ตาชั่งขึ้น 1 กิโลกรัมใน 8 สัปดาห์ แต่รอบเอวเท่าเดิมและรอบสะโพกเพิ่ม แปลว่ากำลังไปถูกทาง
  • ตาชั่งนิ่ง แต่ยกได้หนักขึ้นทุกสัปดาห์ ก็แปลว่าไปถูกทางเช่นกัน
  • ตาชั่งลง แต่ยกได้เบาลงเรื่อย ๆ แปลว่ากินไม่พอ ไม่ใช่โปรแกรมผิด

อีกตัวเลขที่ใช้ผิดบ่อยคือจำนวนวันที่ฝึกต่อสัปดาห์ คนคิดว่าฝึกมากขึ้นแปลว่าได้ผลมากขึ้น แต่กล้ามก้นโตตอนพัก ไม่ได้โตตอนฝึก ถ้าฝึกท่าขาและก้นห้าวันต่อสัปดาห์แล้วน้ำหนักที่ยกได้ไม่ขยับเลยติดกันสามสัปดาห์ สิ่งที่ต้องลดคือความถี่ ไม่ใช่เพิ่มความพยายาม

วิธีวัดผลโปรแกรมท่าขาและก้น รอบสะโพก น้ำหนักที่ยกได้ และรูปถ่ายเทียบ

การกินก็เป็นตัวแปรที่ตัดออกไม่ได้ โปรตีนที่ 1.6 ถึง 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวันคือช่วงที่งานวิจัยส่วนใหญ่ชี้ตรงกัน ถ้ากินโปรตีนได้แค่ครึ่งหนึ่งของช่วงนี้ ต่อให้โปรแกรมสมบูรณ์แบบแค่ไหน ผลที่ได้ก็จะช้ากว่าที่ควรอย่างน้อยเท่าตัว

ผู้ชายกับผู้หญิงควรฝึกสองท่านี้ต่างกันไหม

โครงสร้างสะโพกของผู้หญิงกว้างกว่าโดยเฉลี่ย ทำให้มุมของกระดูกต้นขาต่างออกไปและมีโอกาสเข่าหุบมากกว่า แต่หลักการฝึกไม่ต่างกัน ต่างกันแค่รายละเอียดของท่าและปริมาณ

เรื่องที่มักถูกเข้าใจผิดคือผู้หญิงต้องฝึกเบากว่าและใช้จำนวนครั้งสูงกว่า ซึ่งไม่มีหลักฐานรองรับ สิ่งที่ต่างจริงคือผู้หญิงมักฟื้นตัวจากงานหนักได้เร็วกว่าเล็กน้อย และทนต่อจำนวนครั้งที่สูงในน้ำหนักปานกลางได้ดีกว่า จึงรับปริมาณต่อสัปดาห์ได้มากกว่าโดยไม่ล้าเกิน

ประเด็นผู้ชายโดยเฉลี่ยผู้หญิงโดยเฉลี่ยปรับอย่างไร
ความกว้างของสะโพกแคบกว่า มุมกระดูกต้นขาชันกว่ากว้างกว่า เสี่ยงเข่าหุบมากกว่าผู้หญิงควรเพิ่มงาน gluteus medius และคุมทิศเข่าเข้มขึ้น
สัดส่วนแรงส่วนล่างต่อส่วนบนสมดุลกว่าส่วนล่างแข็งแรงกว่าเมื่อเทียบกับส่วนบนผู้หญิงมักดันสะโพกได้หนักใกล้เคียงผู้ชายที่น้ำหนักตัวเท่ากัน
ความทนต่อปริมาณล้าเร็วกว่าที่จำนวนครั้งสูงทนจำนวนครั้งสูงได้ดีกว่าผู้หญิงรับได้ 16 ถึง 20 เซตต่อสัปดาห์ ผู้ชายมักเหมาะที่ 12 ถึง 16
เป้าหมายที่พบบ่อยอยากได้แรงและขนาดขาโดยรวมอยากได้รูปทรงก้นและต้นขากระชับผู้หญิงเน้นท่าดันสะโพกเป็นท่าหลักได้ ผู้ชายมักได้ประโยชน์จากสควอทเป็นท่าหลัก

อีกเรื่องที่ต้องพูดถึงคือรอบเดือน หลายคนรู้สึกว่าแรงตกในช่วงก่อนมีประจำเดือน ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่ได้แปลว่าโปรแกรมล้มเหลว วิธีที่ผมใช้คือให้ลดน้ำหนักลง 10 เปอร์เซ็นต์ในสัปดาห์นั้นแล้วคงจำนวนครั้งไว้เท่าเดิม พอผ่านไปแล้วค่อยกลับมาไต่ต่อจากจุดเดิม

  • ผู้หญิงที่กังวลว่าขาจะใหญ่ ให้ลดปริมาณสควอทลงและเพิ่มท่าดันสะโพก เพราะมันแทบไม่แตะ quadriceps
  • ผู้ชายที่รู้สึกว่าก้นแบน มักเป็นเพราะโปรแกรมมีแต่ท่า compound แนวดิ่ง ให้เติมท่าดันสะโพก 2 วันต่อสัปดาห์
  • ทั้งสองเพศต้องกินโปรตีนให้ถึงเกณฑ์เหมือนกัน ไม่มีสูตรแยกเพศในเรื่องนี้

สรุปสั้น ๆ คือความต่างระหว่างเพศมีจริง แต่มันเปลี่ยนรายละเอียด ไม่ได้เปลี่ยนหลักการ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต้องเพิ่มแรงต้านอย่างต่อเนื่อง ต้องคุมฟอร์ม และต้องพักให้พอ สามข้อนี้ไม่มีข้อยกเว้น

ข้อควรระวังและความปลอดภัยในการฝึก

ความเสี่ยงหลักของhip thrust vs squatอยู่คนละที่ ท่าดันสะโพกเสี่ยงหลังส่วนล่างจากการแอ่นหลังแทนการเหยียดสะโพก ส่วนสควอทเสี่ยงหัวเข่าและหลังจากการหุบเข่าและก้มตัวรับน้ำหนัก

แม้ว่า Hip Thrust และ Squat จะเป็นท่าที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มีความเสี่ยงหากทำไม่ถูกวิธี การระมัดระวังและปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ข้อควรระวังสำหรับการทำ Hip Thrust

1.การรักษาตำแหน่งหลังอย่างถูกต้องในท่า Hip Thrust

การรักษาตำแหน่งหลังให้เป็นธรรมชาติขณะทำ Hip Thrust เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันการบาดเจ็บ หากหลังแอ่นมากเกินไป จะทำให้เกิดแรงกดที่กระดูกสันหลังส่วนล่าง (Lumbar Spine) เกินความจำเป็น เสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ Erector Spinae และหมอนรองกระดูก ในทางกลับกัน ถ้าหลังโก่งมาก จะลดประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อสะโพก (Gluteus Maximus) และอาจทำให้กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างทำงานหนักเกินไป นำไปสู่อาการปวดหลังเรื้อรัง (Chronic Back Pain) 

วิธีแก้ไขคือ เกร็งกล้ามเนื้อท้องเล็กน้อย คิดว่ากำลังดึงซี่โครงเข้าหาสะโพก และรักษาแนวกระดูกสันหลังให้อยู่ในตำแหน่งกลาง ไม่แอ่นหรือโก่ง

2.การควบคุมการเคลื่อนไหวในท่า Hip Thrust

การควบคุมจังหวะการเคลื่อนไหวใน การฝึก Hip Thrust มีความสำคัญอย่างยิ่ง การใช้แรงเหวี่ยงจะลด time under tension ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างกล้ามสะโพก หากต้องการเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อสะโพกอย่างมีประสิทธิภาพ ควรควบคุมจังหวะการเคลื่อนไหวโดยใช้เวลา ยกขึ้น 1 วินาที บีบค้าง 2 วินาที และลดลง 2 วินาที การควบคุมการเคลื่อนไหวยังช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บกล้ามเนื้อและข้อต่อ ซึ่งมักเกิดจากการฝึกผิดฟอร์ม

3.การเลือกน้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับ Hip Thrust

การเริ่มต้นฝึก Hip Thrust ควรใช้น้ำหนักตัวเปล่า (Bodyweight Hip Thrust) เพื่อเรียนรู้การเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง หลังจากควบคุมท่าได้ดี จึงเริ่มเพิ่มน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป (Progressive Overload) โดยเริ่มที่ 20-30% ของน้ำหนักตัว การสร้างกล้ามสะโพกแบบปลอดภัยต้องอาศัยความอดทน เพิ่มน้ำหนัก 2.5-5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หากท่าทางยังถูกต้อง ช่วยป้องกันการบาดเจ็บจากการยกน้ำหนัก

4.อุปกรณ์เสริมที่จำเป็นสำหรับ Hip Thrust

แผ่นรอง Hip Thrust หรือ Barbell Pad มีความสำคัญต่อการฝึกสะโพกอย่างปลอดภัย นอกจากลดแรงกดทับที่กระดูกสะโพก ยังช่วยให้บาร์เบลมั่นคงขณะยก ป้องกันการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อน หากไม่มี Pad เฉพาะ สามารถใช้ผ้าขนหนูหรือเบาะโฟมแบบหนาแทนได้ เลือกความหนาที่เหมาะสมกับน้ำหนักในการฝึก

5.สัญญาณอันตรายที่ต้องหยุดทำ Hip Thrust

อาการปวดหลังส่วนล่างขณะทำ Hip Thrust อาจเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อผิดส่วน (Muscle Compensation) หรือความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ (Muscle Imbalance) ควรหยุดทำทันที และปรึกษานักกายภาพหรือเทรนเนอร์ เพื่อประเมินท่าทางและแก้ไขจุดบกพร่องก่อนกลับมาฝึก ป้องกันการบาดเจ็บเรื้อรังที่อาจส่งผลต่อสุขภาพหลังระยะยาว

ข้อควรระวังสำหรับการทำ Squat

1.การรักษาแนวหลังที่ถูกต้อง

การรักษาหลังตรงขณะทำ Squat ช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง การโค้งงอหลังทำให้เกิดแรงกดที่หมอนรองกระดูกและเสี่ยงต่อปัญหาหลังเรื้อรัง รักษาแนวหลังโดยเกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางตลอดการเคลื่อนไหว

2.การจัดตำแหน่งเข่าและเท้า

เข่าตรงแนวนิ้วเท้าเป็นกุญแจสำคัญของการทำ Squat ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการบิดเข่าเข้าใน ซึ่งเพิ่มแรงกดที่เอ็นข้อเข่าและกระดูกสะบ้า ปรับความกว้างเท้าให้เหมาะสมกับโครงสร้างร่างกาย

3.ความลึกในการย่อตัว

ความลึกของ Squat ขึ้นกับความยืดหยุ่นและความแข็งแรง เริ่มจากย่อตัวแค่ 45 องศา ค่อยๆ เพิ่มความลึกเมื่อควบคุมท่าได้ดี การฝืนย่อลึกเกินไปเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่หัวเข่า

4.การหายใจที่ถูกต้อง

การหายใจใน Squat ช่วยเพิ่มความมั่นคงแกนกลาง หายใจเข้าลึกๆ ขณะย่อลง สร้างแรงดันในช่องท้อง (Intra-abdominal Pressure) หายใจออกช้าๆ ขณะยืนขึ้น ช่วยเสริมความแข็งแรงหลัก

5.การใช้อุปกรณ์เสริมความปลอดภัย

Power Rack และ Squat Rack เป็นอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการฝึก Squat หนัก ช่วยรองรับบาร์เบลหากควบคุมไม่อยู่ ป้องกันการบาดเจ็บรุนแรง ปรับความสูง Safety Pin ให้เหมาะสมกับระดับความลึกในการย่อ

กฎข้อเดียวที่ผมให้ลูกศิษย์ทุกคน ถ้าฟอร์มเริ่มเสียในเซตไหน ให้จบเซตนั้นทันที ไม่ต้องทำให้ครบจำนวนครั้ง เพราะครั้งที่ฟอร์มพังไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อ แต่มันสร้างการบาดเจ็บที่กินเวลาพักสองถึงหกสัปดาห์

ทั้ง Hip Thrust และ Squat เป็นท่าที่ต้องอาศัยเทคนิคที่ถูกต้อง การเริ่มต้นด้วยการฝึกท่าทางโดยไม่ใช้น้ำหนักหรือใช้น้ำหนักเบาๆ ก่อน จะช่วยให้สามารถพัฒนาฟอร์มที่ถูกต้องและลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของทั้งสองท่า และวิธีแก้ทีละข้อ

ข้อผิดพลาดที่ทำให้คนฝึกท่าดันสะโพกแล้วไม่รู้สึกก้นมีสามข้อหลัก คือแอ่นหลังแทนการเหยียดสะโพก วางเท้าผิดระยะ และไม่บีบค้าง ส่วนสควอทปัญหาส่วนใหญ่มาจากข้อเท้าที่ขยับไม่พอ ไม่ใช่ขาที่ไม่แรง

ข้อผิดพลาดในท่าดันสะโพก

อาการที่รู้สึกสาเหตุจริงวิธีแก้
ปวดหลังส่วนล่างแทนที่จะล้าที่ก้นแอ่นหลังเพื่อดันบาร์ขึ้นแทนที่จะเหยียดสะโพก เป็นข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งกดซี่โครงลงหาสะโพก มองไปที่จุดตรงหน้าตลอดเซต ไม่เงยคาง และลดน้ำหนักลง 20 เปอร์เซ็นต์
รู้สึกที่ต้นขาหน้ามากกว่าที่ก้นวางเท้าใกล้ก้นเกินไป ทำให้เข่าเลยปลายเท้าและ quadriceps เข้ามาแย่งงานเลื่อนเท้าออกจนที่จุดสูงสุดหน้าแข้งตั้งฉากกับพื้นพอดี ราว 30 ถึง 35 เซนติเมตรจากก้น
รู้สึกต้นขาหลังจะเป็นตะคริววางเท้าไกลเกินไป ทำให้ hamstring รับงานแทนก้นดึงเท้าเข้ามาราว 5 เซนติเมตร แล้วทดสอบใหม่ ถ้ายังเป็นให้ลดน้ำหนักและเพิ่มการบีบค้าง
ยกได้หนักแต่ก้นไม่โตสักทีไม่บีบค้างที่จุดสูงสุด จึงทิ้งช่วงที่แรงต้านสูงสุดของท่าไปทั้งหมดบีบค้าง 2 วินาทีทุกครั้ง ถ้าทำแล้วจำนวนครั้งตก แปลว่าที่ผ่านมาใช้แรงเหวี่ยง
บาร์กดสะโพกจนช้ำไม่มีแผ่นรองหรือแผ่นรองบางเกินไปใช้แผ่นรองหนาอย่างน้อย 3 เซนติเมตร หรือพับผ้าขนหนูหนา ๆ สองผืน

ข้อผิดพลาดในสควอท

อาการที่รู้สึกสาเหตุจริงวิธีแก้
ส้นเท้าลอยตอนย่อลึกข้อเท้ากระดกได้ไม่พอ ไม่ใช่เพราะขาไม่แรงยืดน่องวันละ 2 นาที และวางแผ่นหนา 1 ถึง 2 เซนติเมตรรองส้นเท้าไปก่อนระหว่างที่แก้
เข่าหุบเข้าหากันตอนดันขึ้นgluteus medius อ่อนแรง ทำให้คุมทิศเข่าไม่อยู่เพิ่ม Band Walk 3 เซต 15 ครั้งก่อนสควอททุกครั้ง และคิดว่ากำลังดันพื้นออกด้านข้าง
ก้มตัวจนเหมือนกลายเป็นเดดลิฟต์แกนกลางไม่ได้ brace หรือน้ำหนักหนักเกินระดับที่คุมได้หายใจเข้าลึกแล้วเกร็งท้องรอบเอวก่อนย่อทุกครั้ง และลดน้ำหนักลง 10 เปอร์เซ็นต์
ปวดหลังล่างหลังฝึกทุกครั้งหลังโค้งช่วงต่ำสุด หรือที่เรียกว่า butt winkหยุดย่อก่อนถึงจุดที่หลังเริ่มโค้ง แล้วค่อยเพิ่มความลึกเมื่อสะโพกเปิดได้มากขึ้น
ย่อแค่ครึ่งทางแต่ใส่น้ำหนักเยอะอยากเห็นตัวเลขบนบาร์สวย ๆ ซึ่งเป็นกับดักที่เจอบ่อยที่สุดลดน้ำหนักจนย่อได้ต่ำกว่าขนานพื้น แล้วไต่ขึ้นใหม่ ผลต่อกล้ามเนื้อดีกว่ามาก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ hip thrust และ squat พร้อมวิธีแก้ฟอร์ม

ข้อผิดพลาดที่ผมเจอบ่อยที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องฟอร์ม แต่เป็นการเปลี่ยนโปรแกรมทุกสองสัปดาห์เพราะเห็นคลิปใหม่ กล้ามเนื้อต้องการแรงต้านที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 8 ถึง 12 สัปดาห์ถึงจะตอบสนองชัด อดทนกับโปรแกรมเดียวให้ครบรอบก่อน

เช็กลิสต์ก่อนขึ้นน้ำหนักครั้งต่อไป

  1. ทำครบทุกเซตทุกครั้งในน้ำหนักปัจจุบันโดยฟอร์มไม่เสียเลย
  2. ครั้งสุดท้ายของเซตสุดท้ายยังควบคุมจังหวะลงได้ ไม่ใช่ปล่อยตก
  3. ไม่มีอาการปวดหลังหรือปวดเข่าค้างถึงวันรุ่งขึ้น
  4. นอนครบ 7 ชั่วโมงและกินโปรตีนถึง 1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  5. ถ้าครบทั้งสี่ข้อ ให้เพิ่มน้ำหนักได้ ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ให้ทำน้ำหนักเดิมต่ออีกหนึ่งสัปดาห์

ท่าเสริมที่ผมชอบใส่คู่กับสองท่านี้คือลันจ์ เพราะมันบังคับให้ขาสองข้างทำงานแยกกัน ซึ่งเปิดโปงความไม่สมดุลที่บาร์เบลซ่อนไว้ วิธีทำให้ถูกฟอร์มผมเขียนไว้ใน ท่าลันจ์ฉบับละเอียด และถ้าอยากไล่เทคนิคท่าดันสะโพกแบบเจาะลึกอีกชั้น อ่านต่อได้ที่ เทคนิคท่าดันสะโพกสำหรับก้นและสะโพก

ไม่แน่ใจว่าฟอร์มตัวเองผิดตรงไหน ให้เราช่วยดู

ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ในสองท่านี้มองด้วยตาตัวเองไม่เห็น เพราะมันเกิดที่หลังและสะโพก ถ่ายคลิปด้านข้างหนึ่งเซตแล้วส่งมาคุยกับทีมเราได้ เราช่วยดูให้ว่าควรปรับระยะเท้า ลดน้ำหนัก หรือเปลี่ยนความสูงม้านั่ง

อุปกรณ์ที่ต้องมีจริง ๆ และงบที่ควรตั้งไว้

ถ้าจะฝึกสองท่านี้ที่บ้านอย่างจริงจัง ของที่ตัดออกไม่ได้มีสี่อย่าง คือบาร์เบล แผ่นน้ำหนัก ม้านั่ง และแร็ค ส่วนที่เหลือเป็นของเสริมที่ค่อยเติมทีหลังได้

คำถามที่ผมได้รับบ่อยที่สุดจากคนที่จะทำโฮมยิมคือควรซื้ออะไรก่อน คำตอบขึ้นกับว่าจะเน้นท่าไหนก่อน ถ้าเน้นก้น เริ่มจากม้านั่งกับบาร์เบลได้เลย แร็คยังไม่จำเป็น แต่ถ้าจะสควอทหนัก แร็คคือของชิ้นแรกที่ต้องมี ไม่ใช่ชิ้นสุดท้าย

อุปกรณ์จำเป็นแค่ไหนสเปกที่ควรดู
บาร์เบลจำเป็นทั้งสองท่ารับน้ำหนักได้อย่างน้อย 200 กิโลกรัม ยาว 180 ถึง 220 เซนติเมตร มีลายกันลื่น
แผ่นน้ำหนักจำเป็นทั้งสองท่าเริ่มที่รวม 60 ถึง 80 กิโลกรัม แล้วค่อยเติม เพราะท่าดันสะโพกไต่น้ำหนักเร็ว
ม้านั่งจำเป็นสำหรับท่าดันสะโพกสูง 35 ถึง 40 เซนติเมตร ขาไม่เลื่อน เบาะแน่นไม่ยุบตอนรับ 80 กิโลกรัม
แร็คพร้อมเซฟตี้พินจำเป็นสำหรับสควอทหนักปรับความสูงได้ละเอียด รับน้ำหนักได้เกินน้ำหนักที่คุณสควอทอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์
แผ่นรองบาร์ควรมีหนาอย่างน้อย 3 เซนติเมตร ไม่ยุบตัวเมื่อโดนน้ำหนัก
ดัมเบลของเสริมที่คุ้มที่สุดใช้ทำ Goblet Squat และงานเสริมอีกหลายสิบท่า ปรับน้ำหนักได้จะประหยัดพื้นที่
ยางยืดของเสริมราคาถูกที่ขาดไม่ได้ใช้ทำ Band Walk ปลุก gluteus medius ก่อนฝึกทุกครั้ง

เรื่องพื้นที่ ท่าดันสะโพกใช้พื้นที่ราว 2 คูณ 2 เมตรก็พอ แต่สควอทต้องเผื่อพื้นที่รอบแร็คอีกด้านละ 1 เมตร และถ้าอยู่คอนโด ต้องคิดเรื่องพื้นด้วย แผ่นยางหนา 20 มิลลิเมตรลดทั้งเสียงและแรงกระแทกที่ลงพื้นตอนวางบาร์

ลำดับการซื้อที่ผมแนะนำถ้างบจำกัด

  • ก้อนแรก ดัมเบลปรับน้ำหนักคู่เดียว ทำ Goblet Squat และท่าดันสะโพกด้วยดัมเบลได้ครบ
  • ก้อนที่สอง ม้านั่งที่มั่นคง เพราะมันเปิดทางให้ท่าดันสะโพกด้วยบาร์เบลในอนาคต
  • ก้อนที่สาม บาร์เบลกับแผ่นน้ำหนัก เมื่อดัมเบลเริ่มหนักไม่พอ
  • ก้อนสุดท้าย แร็ค ซึ่งเป็นชิ้นที่แพงที่สุดแต่ก็เป็นชิ้นที่ทำให้สควอทหนักได้อย่างปลอดภัย

หลักฐานที่อยู่เบื้องหลังข้อสรุปทุกข้อในบทความนี้

ข้อสรุปในบทความนี้มาจากสามสายงานวิจัยที่ต่างกัน คือสายที่วัดสัญญาณไฟฟ้ากล้ามเนื้อ สายที่วัดขนาดกล้ามเนื้อจริง และสายที่วัดผลต่อสมรรถนะกีฬา ทั้งสามสายให้คำตอบไม่เหมือนกัน และนั่นคือประเด็นสำคัญ

สายแรกคืองานที่วัดค่า activation ด้วยการติดขั้วไฟฟ้าบนผิวหนัง งานกลุ่มนี้เป็นที่มาของตัวเลข 30 เปอร์เซ็นต์ที่ทุกคนอ้าง จุดแข็งคือมันวัดได้ทันทีและทำซ้ำได้ง่าย จุดอ่อนคือมันวัดแค่หนึ่งเซต และตีความข้ามไปถึงการโตของกล้ามเนื้อไม่ได้โดยตรง

สายที่สองคืองานที่ให้คนฝึกจริง 8 ถึง 12 สัปดาห์ แล้ววัดความหนาของกล้ามเนื้อด้วยอัลตราซาวด์ งานกลุ่มนี้มักพบว่าเมื่อคุมปริมาณเซตให้เท่ากัน ท่าเหยียดสะโพกแนวราบกับสควอทเพิ่มขนาดกล้ามก้นได้ใกล้เคียงกัน ความต่างที่ชัดคือสควอทเพิ่ม quadriceps ไปด้วย ส่วนอีกท่าแทบไม่เพิ่ม

สายที่สามคืองานที่วัดผลต่อการวิ่งและการกระโดด ซึ่งเป็นสายที่ผลกระจัดกระจายที่สุด บางงานพบว่าท่าเหยียดสะโพกช่วยความเร่งช่วง 10 ถึง 20 เมตรแรกได้ดีกว่า บางงานพบว่าไม่ต่างจากสควอทเลย สิ่งที่ทุกงานเห็นตรงกันคือสควอทให้แรงกระโดดแนวดิ่งที่ดีกว่าอย่างสม่ำเสมอ

อ่านงานวิจัยอย่างไรไม่ให้ถูกหลอก

  • ดูก่อนว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นใคร งานที่ทำในคนไม่เคยฝึกเวทมาก่อนให้ผลเว่อร์กว่าความจริงเสมอ เพราะมือใหม่โตง่ายไม่ว่าจะฝึกอะไร
  • ดูว่าคุมปริมาณเซตเท่ากันหรือเปล่า ถ้ากลุ่มหนึ่งทำ 20 เซตต่อสัปดาห์และอีกกลุ่มทำ 10 เซต ผลที่ได้ไม่ได้มาจากท่า
  • ดูว่าวัดอะไร ค่า activation กับความหนาของกล้ามเนื้อเป็นคนละเรื่อง และพาดหัวข่าวมักสลับสองอย่างนี้กัน
  • ดูระยะเวลา งานที่สั้นกว่า 8 สัปดาห์แทบวัดการโตของกล้ามเนื้อไม่ได้เลย เพราะการเปลี่ยนแปลงช่วงแรกมาจากระบบประสาทเป็นหลัก

ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่างานวิจัยเชื่อไม่ได้ ตรงกันข้ามเลย มันเชื่อได้ถ้าอ่านให้ครบบริบท สิ่งที่เชื่อไม่ได้คือการหยิบตัวเลขเดียวออกมาจากงานเดียวแล้วประกาศว่าท่าหนึ่งดีกว่าอีกท่าในทุกมิติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโซเชียลแทบทุกสัปดาห์

10 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับท่า Hip Trust และ ท่า Squat

คำถามยอดฮิตชุดเดิมยังใช้ได้อยู่ และผมเติมคำถามใหม่อีกชุดไว้ท้ายบทความ โดยเฉพาะเรื่องแรงต้าน ค่า EMG และการจัดคิวท่าในวันเดียวกัน

1.HIP THRUST กับ SQUAT ท่าไหนสร้างกล้ามขาและสะโพกได้ดีกว่ากัน?

Hip Thrust เน้นกล้ามเนื้อสะโพก (Glutes) โดยเฉพาะ กระตุ้นได้มากกว่า Squat 30% แต่ Squat พัฒนากล้ามเนื้อขา (Quadriceps) และสะโพกได้ครอบคลุมกว่า ควรทำทั้งสองท่าเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

2.น้ำหนักเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับมือใหม่ทำ HIP THRUST ควรเป็นเท่าไร?

เริ่มจากน้ำหนักตัวเปล่า (Bodyweight Hip Thrust) 2-3 สัปดาห์แรก จนควบคุมท่าได้ดี จึงเริ่มใส่น้ำหนัก 20-30% ของน้ำหนักตัว ค่อยๆ เพิ่มทีละ 2.5-5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

3.ทำ SQUAT แล้วเข่าเสื่อมจริงหรือไม่? วิธีป้องกันทำอย่างไร?

Squat ไม่ทำให้เข่าเสื่อมหากทำถูกวิธี การป้องกันคือ รักษาแนวเข่าให้ตรงกับปลายเท้า อบอุ่นร่างกายให้พร้อม เริ่มจากน้ำหนักเบา เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่าด้วยท่า Leg Extension และ Leg Curl

4.ทำ SQUAT และ HIP THRUST ในวันเดียวกันได้ไหม? ควรทำท่าไหนก่อน?

ทำได้ ควรทำ Squat ก่อนเพราะเป็นท่าที่ใช้กล้ามเนื้อหลายมัดและต้องการพลังงานมากกว่า ตามด้วย Hip Thrust เพื่อเน้นกล้ามเนื้อสะโพกเพิ่มเติม แต่ควรลดน้ำหนักลง 20-30% จากปกติ

5.วิธีแก้ไขอาการปวดหลังจากการทำ HIP THRUST

ปวดหลังมักเกิดจากหลังแอ่นมากเกินไป แก้ไขโดย เกร็งท้องตลอดการเคลื่อนไหว รักษาหลังให้เป็นธรรมชาติ ใช้น้ำหนักที่เหมาะสม และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ Core ด้วยท่า Plank

6.เคล็ดลับการลด DOMS หลังทำ SQUAT สำหรับมือใหม่

ลด DOMS (Delayed Onset Muscle Soreness) ได้โดย อบอุ่นร่างกายอย่างดี 10-15 นาที ทำ Dynamic Stretching ยืดกล้ามเนื้อหลังเล็น นวดกล้ามเนื้อด้วย Foam Roller ดื่มน้ำมากๆ และทานโปรตีนหลังเล่น

7.ควรทำ SQUAT และ HIP THRUST กี่เซตต่อสัปดาห์ถึงจะเห็นผล?

แนะนำ 12-16 เซตต่อสัปดาห์สำหรับแต่ละท่า แบ่งเป็น 2-3 วันต่อสัปดาห์ เซตละ 8-12 ครั้ง พักระหว่างเซต 90-120 วินาที เพิ่มน้ำหนักเมื่อทำครบทุกเซตได้สบาย

8.เทคนิคการทำ SQUAT ให้ลึกโดยไม่ปวดเข่า

เพิ่มความลึกของ Squat โดย ฝึกความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อน่องและสะโพก ปรับความกว้างเท้าให้เหมาะสม เปิดปลายเท้า 15-30 องศา รักษาส้นเท้าติดพื้น และฝึก Ankle Mobility

9.ทำ HIP THRUST แล้วปวดหัวเข่า แก้ไขอย่างไร?

แก้ปวดหัวเข่าจาก Hip Thrust โดย ปรับระยะห่างเท้าให้เหมาะสม วางเท้าให้ห่างจากก้น 12-14 นิ้ว รักษาเข่าให้ตรงแนวเท้า ไม่บิดเข่าเข้าใน และอาจใช้แผ่นรอง (Wedge) รองส้นเท้า

10.สร้างกล้ามสะโพกด้วย BODYWEIGHT HIP THRUST อย่างเดียวได้ไหม?

สร้างกล้ามสะโพกด้วย Bodyweight Hip Thrust ได้ในช่วงแรก แต่ควรเพิ่มความท้าทายด้วยการทำ Single Leg Hip Thrust, Pause Rep, Pulse หรือเพิ่ม Band Resistance เมื่อร่างกายปรับตั

ก่อนอ่านสรุป ทวนสามข้อนี้ หนึ่ง แรงต้านของสองท่าอยู่คนละจุดของช่วงการเคลื่อนไหว สอง ค่า EMG บอก activation ไม่ได้บอกการโตของกล้ามเนื้อโดยตรง สาม โปรแกรมที่ดีที่สุดคือโปรแกรมที่ใส่ทั้งสองท่า ไม่ใช่โปรแกรมที่เลือกข้าง

สรุป

สรุปสั้นที่สุดคือทำทั้งคู่ ใช้สควอทสร้างฐานความแข็งแรงของท่าขาและก้น แล้วใช้ท่าดันสะโพกเติมงานให้ก้นในช่วงที่สควอทเข้าไม่ถึง

Hip Thrust และ Squat เป็นท่าออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพสูงในการพัฒนากล้ามเนื้อส่วนล่างของร่างกาย แต่ละท่ามีจุดเด่นและข้อดีเฉพาะตัว

  • Hip Thrust เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเน้นพัฒนากล้ามเนื้อสะโพกโดยเฉพาะ เพิ่มขนาดและรูปร่างของสะโพก และปรับปรุงการทำงานของกล้ามเนื้อสะโพกในการเคลื่อนไหวแนวราบ
  • Squat เหมาะสำหรับการพัฒนาความแข็งแรงโดยรวมของขาและแกนกลางลำตัว เสริมสร้างการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อหลายมัด และปรับปรุงการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน

การผสมผสานทั้งสองท่าในโปรแกรมการฝึกจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยอาจใช้ Squat เป็นท่าหลักในการสร้างความแข็งแรงพื้นฐาน และใช้ Hip Thrust เป็นท่าเสริมเพื่อเน้นการพัฒนากล้ามเนื้อสะโพกเพิ่มเติม สำหรับผู้เริ่มต้น การเริ่มด้วย Bodyweight Squat และ Glute Bridge (ท่าพื้นฐานของ Hip Thrust) เพื่อฝึกฟอร์มที่ถูกต้องก่อน จากนั้นค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักและความซับซ้อนของท่า จะช่วยให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฝึกอย่างปลอดภัย

ไม่ว่าจะเลือกท่าใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาฟอร์มที่ถูกต้อง การเพิ่มน้ำหนักอย่างเหมาะสม และการฝึกอย่างสม่ำเสมอ การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฝึก Hip Thrust และ Squat นำไปสู่การพัฒนากล้ามเนื้อสะโพกและขาที่แข็งแรง สวยงาม และมีประสิทธิภาพ

ถ้าคุณอยากฝึก Hip Thrust และ Squat ให้ถูกฟอร์มจริง ๆ พร้อมอุปกรณ์ครบ และมีพื้นที่ที่เหมาะกับการฝึกเฉพาะส่วน
REAL GYM คือคำตอบที่คุณตามหา
มีมุมฝึก Hip Thrust โดยเฉพาะ พร้อมเครื่อง Smith Machine และ Barbell มาตรฐาน
เทรนเนอร์พร้อมดูแลทุกคน ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นไปจนถึงสายเวทจริงจัง
อุปกรณ์ครบ ฟอร์มเป๊ะ น้ำหนักพร้อมปรับเพิ่มตามพัฒนาการของคุณ
ทดลองเล่นฟรี 3 วันได้แล้ววันนี้ที่ ซาฟารีเวิลด์, พระราม 5, สุขาภิบาล 5, สายไหม, เลียบด่วน
กดจองสิทธิ์ทดลองเล่นฟรีที่นี่ →


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด


hip thrust vs squat สรุปสั้นที่สุดสำหรับคนไม่มีเวลาอ่านยาว

ถ้าต้องจำแค่ประโยคเดียว คำตอบของ hip thrust vs squat คือทำทั้งคู่ แต่เรียงลำดับให้ถูก

ถ้าเป้าหมายคือก้น

วาง hip thrust ไว้เป็นท่าแรกของวันขา แล้วตาม squat ทีหลัง เพราะท่าแรกคือท่าที่คุณจะยกได้หนักที่สุดและได้ปริมาณงานมากที่สุด

คำตอบของ hip thrust vs squat ในกรณีนี้จึงไม่ใช่การตัดท่าใดท่าหนึ่งทิ้ง แต่คือการเลือกว่าจะให้ท่าไหนได้พลังงานก้อนแรก

ถ้าเป้าหมายคือขาโดยรวมและความแข็งแรงพื้นฐาน

สลับลำดับเป็น squat ก่อน แล้ว hip thrust ตาม เพราะ squat ต้องใช้เทคนิคและการทรงตัวมากกว่า จึงควรทำตอนที่ยังไม่ล้า

ทั้งสองแบบใช้ได้กับทั้งชายและหญิง สิ่งที่ต่างคือลำดับ ไม่ใช่การเลือกข้าง

hip thrust vs squat เลือกยังไงให้ตรงกับร่างกายและเป้าหมายของคุณ

คำตอบของ hip thrust vs squat เปลี่ยนตามสัดส่วนร่างกาย ความยืดหยุ่นข้อเท้า และประวัติบาดเจ็บหลัง ไม่ใช่ตามที่คนอื่นเล่น

คนขายาว ข้อเท้าตึง หรือเคยเจ็บหลังส่วนล่าง

กลุ่มนี้มัก squat แล้วต้องก้มตัวไปหน้ามาก ทำให้แรงลงหลังมากกว่าที่ควร ในสถานการณ์ hip thrust vs squat แบบนี้ ควรให้ hip thrust รับภาระหลัก แล้วใช้ squat เป็นท่าเสริมด้วยน้ำหนักที่ควบคุมได้

ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือเปลี่ยนไปใช้ goblet squat หรือ split squat ซึ่งลดแรงกดที่หลังส่วนล่างลงมากโดยยังได้งานที่ขาครบ

คนขาสั้น ข้อเท้ายืดหยุ่นดี

กลุ่มนี้ squat ได้ลึกโดยลำตัวยังตั้งตรง จึงได้ประโยชน์จาก squat เต็มที่ คำตอบของ hip thrust vs squat สำหรับพวกเขาคือให้ squat นำ แล้วใช้ hip thrust เติมงานที่ก้นในช่วงท้ายวัน

ข้อสังเกตคือคนกลุ่มนี้มักรู้สึกก้นทำงานจาก squat อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องทุ่มปริมาณงานไปที่ hip thrust มากเท่ากลุ่มแรก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รวมคำถามเรื่อง hip thrust vs squat ที่คนถามผมบ่อยที่สุดหลังจากอ่านตัวเลข EMG และกราฟแรงต้านไปแล้ว ตอบตามที่ใช้จริงกับลูกศิษย์

hip thrust กับ squat ท่าไหนกระตุ้นกล้ามก้นได้มากกว่ากัน

วัดด้วย EMG ท่าดันสะโพกชนะชัดเจน gluteus maximus ทำงานราว 55 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ MVIC ขณะที่ back squat อยู่ราว 25 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าวัดด้วยขนาดกล้ามเนื้อจริงหลังฝึก 12 สัปดาห์โดยคุมปริมาณเซตให้เท่ากัน สองท่านี้เพิ่มความหนาของกล้ามก้นได้ใกล้เคียงกัน ความต่างที่แท้จริงจึงอยู่ที่จุดของช่วงการเคลื่อนไหวที่ถูกกระตุ้น ไม่ใช่ปริมาณรวม

ทำไมสควอทถึงไม่ค่อยรู้สึกที่ก้น ทั้งที่ยกหนักมาก

เพราะแรงต้านของสควอทสูงสุดตอนก้นต่ำสุด แล้วลดลงเรื่อย ๆ จนเกือบเป็นศูนย์ตอนยืนตรง ช่วงที่กล้ามก้นออกแรงได้มากที่สุดคือช่วงเหยียดสะโพกสุด ซึ่งในสควอทช่วงนั้นแทบไม่มีแรงต้านเหลือ นี่คือช่องว่างที่ท่าดันสะโพกเข้ามาเติมได้พอดี

ควรทำท่าไหนก่อนถ้าฝึกทั้งสองท่าในวันเดียวกัน

ทำสควอทก่อนเสมอ เพราะเป็นท่า compound ที่ใช้กล้ามเนื้อหลายมัดและกินพลังงานของระบบประสาทมากกว่า ถ้าทำท่าดันสะโพกหนักมาก่อน กล้ามก้นจะล้าจนคุมทิศเข่าในสควอทไม่อยู่ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเข่าหุบ ข้อยกเว้นคือช่วงที่ตั้งใจเน้นก้นเป็นพิเศษ ให้สลับได้ แต่ต้องลดน้ำหนักสควอทลง 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

ค่า EMG สูงกว่าแปลว่ากล้ามโตกว่าเสมอไปหรือเปล่า

ไม่เสมอไป EMG วัดสัญญาณไฟฟ้าในหนึ่งเซต ไม่ได้วัดผลสะสมตลอดหลายสัปดาห์ ท่าที่ช่วงการเคลื่อนไหวยาวกว่ามักได้ค่าเฉลี่ยต่ำกว่า ทั้งที่ปริมาณงานรวมสูงกว่า ให้ใช้ EMG เป็นเข็มทิศบอกว่ากล้ามมัดไหนถูกใช้ ไม่ใช่ใบตัดสินว่าท่าไหนดีกว่า

หลังส่วนล่างมีปัญหา ควรเลี่ยงท่าไหน

เลี่ยง back squat ที่น้ำหนักหนักไว้ก่อน เพราะบาร์กดตามแนวกระดูกสันหลังโดยตรง และ erector spinae ต้องทำงาน 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ MVIC ตลอดเซต ท่าดันสะโพกปลอดภัยกว่ามากในกรณีนี้ เพราะไม่มีแรงกดตามแนวสันหลังเลย ขอแค่อย่าแอ่นหลังแทนการเหยียดสะโพก ถ้าอยากฝึกขาต่อ ให้เปลี่ยนไปใช้ Goblet Squat หรือ Front Squat เบา ๆ ซึ่งบังคับให้ลำตัวตั้งตรงกว่า

ควรทำกี่เซตต่อสัปดาห์สำหรับท่าขาและก้น

ปริมาณที่ให้ผลดีที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่คือ 12 ถึง 18 เซตต่อสัปดาห์ต่อกลุ่มกล้ามเนื้อ กระจายเป็น 2 ถึง 3 วัน ท่าขาและก้นที่มากกว่า 20 เซตต่อสัปดาห์มักทำให้ฟื้นตัวไม่ทัน โดยเฉพาะคนที่นอนไม่ถึง 7 ชั่วโมง คุณภาพของเซตสำคัญกว่าจำนวน เซตที่บีบค้างจริง 10 ครั้ง ให้ผลมากกว่าเซตที่ใช้แรงเหวี่ยง 15 ครั้ง

ท่าดันสะโพกน้ำหนักควรเป็นกี่เท่าของสควอท

คนที่ฝึกมาราวหนึ่งปีมักดันสะโพกได้ราว 1.5 ถึง 2 เท่าของน้ำหนักที่สควอทได้ สาเหตุคือช่วงการเคลื่อนไหวสั้นกว่า และกล้ามก้นออกแรงได้เต็มที่ในตำแหน่งที่หดสั้น ถ้าตัวเลขทั้งสองของคุณใกล้เคียงกันมาก มีความเป็นไปได้สองอย่าง คือกล้ามก้นอ่อนกว่าที่ควร หรือช่วงการเคลื่อนไหวในท่าดันสะโพกยังไม่เต็ม

gluteus medius สำคัญตรงไหน ในเมื่อสองท่าหลักแตะไม่ค่อยถึง

gluteus medius คือมัดที่คุมไม่ให้เข่าหุบเข้าหากันตอนดันขึ้นจากสควอท และคุมไม่ให้สะโพกเอียงตอนวิ่งหรือเดินขึ้นบันได ทั้งท่าดันสะโพกและสควอทกระตุ้นมันได้แค่ระดับกลาง จึงควรเติมท่าแยกอย่าง Band Walk หรือ Hip Abduction 3 เซต 15 ครั้ง สัปดาห์ละ 2 ครั้ง คนที่เข่าหุบตอนสควอทเกือบทุกคนที่ผมเจอ แก้ได้ด้วยการเติมงานให้กล้ามมัดนี้ ไม่ใช่ด้วยการคิดให้หนักขึ้น

ทำท่าดันสะโพกที่บ้านโดยไม่มีม้านั่งเวทได้ไหม

ได้ ใช้ขอบโซฟาหรือขอบเตียงที่สูง 35 ถึง 40 เซนติเมตรและไม่ยุบ วางสะบักพาดขอบพอดี น้ำหนักเริ่มจากดัมเบลวางบนข้อพับสะโพกโดยมีผ้าขนหนูรอง เมื่อดัมเบลหนักไม่พอแล้วค่อยขยับไปใช้บาร์เบล ข้อควรระวังคือของที่ใช้ต้องไม่ลื่นและไม่เลื่อนตอนดันขึ้น ไม่ควรใช้เก้าอี้มีล้อเด็ดขาด

ผู้หญิงควรกลัวว่าสควอทจะทำให้ขาใหญ่ไหม

ไม่ต้องกลัว การเพิ่มขนาด quadriceps ให้เห็นชัดต้องใช้เวลาหลายปีและปริมาณการฝึกที่สูงกว่านี้มาก สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ถึง 6 เดือนแรกคือขากระชับขึ้นและก้นยกขึ้น ซึ่งเป็นผลจากกล้ามเนื้อที่แน่นขึ้นและไขมันที่ลดลง ถ้ากังวลเรื่องรูปทรงต้นขาจริง ๆ ให้ลดปริมาณสควอทลงและเพิ่มท่าดันสะโพกแทน เพราะมันแทบไม่แตะ quadriceps เลย

บาดเจ็บหลังอยู่ ควรกลับมาฝึกท่าไหนก่อน

เริ่มจาก Glute Bridge ด้วยน้ำหนักตัวก่อน เพราะช่วงการเคลื่อนไหวสั้น แรงต้านต่ำ และไม่มีแรงกดที่สันหลัง เมื่อทำได้ 3 เซต 20 ครั้งโดยไม่ปวด ให้ขยับไปเป็นท่าดันสะโพกด้วยน้ำหนักตัว แล้วค่อยเติมน้ำหนักทีละ 5 กิโลกรัม สควอทควรเป็นท่าสุดท้ายที่กลับมา และควรเริ่มด้วย Goblet Squat ที่บังคับให้ลำตัวตั้งตรง

ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้างถ้าอยากทำทั้งสองท่าที่บ้าน

รายการขั้นต่ำคือบาร์เบลที่รับได้อย่างน้อย 200 กิโลกรัม แผ่นน้ำหนัก ม้านั่งสูง 35 ถึง 40 เซนติเมตร แผ่นรองบาร์ และแร็คพร้อมเซฟตี้พินสำหรับสควอท ถ้างบจำกัด เริ่มจากดัมเบลคู่เดียวทำ Goblet Squat กับท่าดันสะโพกด้วยดัมเบลไปก่อนได้ แร็คคืออุปกรณ์ชิ้นที่ผมยอมให้ตัดออกเป็นชิ้นสุดท้าย เพราะมันคือสิ่งที่กันไม่ให้บาร์ทับตัวคุณตอนสควอทพลาด

ท่าขาและก้นที่ดีที่สุดคือท่าที่คุณทำได้สม่ำเสมอด้วยฟอร์มที่ถูก ไม่ใช่ท่าที่ตัวเลขในงานวิจัยสวยที่สุด เลิกถามว่าเลือกท่าไหน แล้วเริ่มถามว่าจะจัดคิวทั้งสองท่าลงในสัปดาห์ของคุณอย่างไร คำตอบนั้นให้ผลมากกว่ามาก

กลับไปที่สารบัญ

ดูดัมเบลสำหรับ Goblet Squat และท่าดันสะโพก