ติดต่อเจ้าหน้าที่
สลับเส้นทาง
รถเข็นของฉัน 0

เวทเทรนนิ่งผู้หญิง คู่มือฉบับสมบูรณ์ ตั้งแต่เลือกดัมเบลจนถึงตารางฝึก 12 สัปดาห์

เวทเทรนนิ่งผู้หญิง คู่มือฉบับสมบูรณ์ ตั้งแต่เลือกดัมเบลจนถึงตารางฝึก 12 สัปดาห์

สารบัญ

ประโยคแรกที่ผู้หญิงเกือบทุกคนพูดก่อนจับดัมเบลครั้งแรกคือ กลัวบึก ประโยคที่สองคือ ไม่รู้จะเริ่มที่กี่กิโล ทั้งสองข้อตอบได้ด้วยตัวเลข ไม่ใช่ด้วยการปลอบใจ และนั่นคือสิ่งที่บทความนี้จะทำ

เนื้อหาเดิมทั้งหมดของคู่มือ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ยังอยู่ครบ ทั้งการเลือกน้ำหนักและอุปกรณ์ การวอร์มอัพ การหายใจ 14 ท่าฝึก ตารางเวท และโภชนาการ สิ่งที่เติมเข้ามาคือส่วนที่คนถามซ้ำแล้วซ้ำอีกแต่ไม่ค่อยมีใครตอบด้วยตัวเลข ได้แก่เรื่องเทสโทสเตอโรนที่ต่ำกว่าผู้ชาย 15 ถึง 20 เท่า มวลกระดูกที่ผู้หญิงเสียเร็วกว่า ท่า compound 5 ท่าที่คุ้มที่สุด วิธีทำ progressive overload ตาราง 12 สัปดาห์ ปริมาณโปรตีนที่ต้องกินจริง การฝึกช่วงมีประจำเดือน ลำดับระหว่างเวทกับคาร์ดิโอ และรายการอุปกรณ์ขั้นต่ำที่พอสำหรับเริ่มต้นจริง ๆ

อ่านแบบเร่งด่วน สรุป เวทเทรนนิ่งผู้หญิง เป็น 6 บรรทัด

  • ยกเวทผู้หญิงไม่ทำให้บึก เพราะเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าผู้ชายราว 15 ถึง 20 เท่า สิ่งที่ได้คือความกระชับกับความแข็งแรง
  • ท่า compound 5 ท่า squat, hip thrust, RDL, row และ press ให้ผลคุ้มที่สุดต่อเวลาที่ลงไป
  • เริ่มที่ดัมเบล 2 ถึง 4 กิโลกรัมสำหรับท่าช่วงบน และ 4 ถึง 6 กิโลกรัมสำหรับท่าช่วงล่าง แล้วปรับตามการทดสอบในหัวข้อน้ำหนักเริ่มต้น
  • progressive overload คือกฎข้อเดียวที่ทำให้โปรแกรมเดินหน้า ถ้าน้ำหนักเท่าเดิมทั้งเดือน ร่างกายก็ไม่มีเหตุผลจะเปลี่ยน
  • โปรตีน 1.6 ถึง 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม คือช่วงที่งานวิจัยรองรับมากที่สุด
  • ฝึกเวทก่อน คาร์ดิโอทีหลัง ถ้าต้องทำในวันเดียวกัน และเลี่ยงการทำคาร์ดิโอหนักก่อนยกเวทเสมอ

ในฐานะ Personal Trainer ที่ได้รับการรับรองจาก ACE ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการเวทเทรนนิ่งมาอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่หันมาสนใจการเล่นเวทเพิ่มขึ้น การสร้างกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีไม่เพียงช่วยพัฒนารูปร่าง แต่ยังเสริมสร้างสุขภาพที่ดีในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องกล้ามใหญ่เกินไปเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะด้วยธรรมชาติของฮอร์โมนในร่างกายผู้หญิง การสร้างกล้ามเนื้อจะเน้นความกระชับ เฟิร์ม และสมส่วนมากกว่าการมีกล้ามใหญ่โต

บทความนี้จะรวบรวมความรู้ทั้งหมดที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับเวทเทรนนิ่งสำหรับผู้หญิง ทั้งการเลือกอุปกรณ์ ท่าฝึก และโภชนาการที่เหมาะสม โดยอ้างอิงจากประสบการณ์การดูแลผู้หญิงกว่าพันคนให้ประสบความสำเร็จในการพัฒนารูปร่าง และหากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่อยากเริ่มต้นเวทเทรนนิ่งอย่างถูกวิธี มีเทรนเนอร์คอยดูแล แต่อาจยังไม่มั่นใจ ลองมาทดลองเล่นฟรี 3 วันที่ Real Gym ได้เลยครับ มีอุปกรณ์ครบ บรรยากาศเป็นมิตร และคลาสที่ออกแบบมาเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ กดลงทะเบียนและดูสาขาใกล้บ้านคุณได้ที่นี่

การเลือกน้ำหนักและอุปกรณ์สำหรับผู้หญิง

อุปกรณ์เริ่มต้นของ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ไม่ต้องแพง ดัมเบลปรับน้ำหนักหนึ่งคู่ เสื่อหนึ่งผืน และยางยืดหนึ่งเส้น ครอบคลุมท่าฝึกได้เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ของโปรแกรมทั้งหมด

 เวทเทรนนิ่งผู้หญิง การเลือกน้ำหนักดัมเบลที่เหมาะสมสำหรับผู้เริ่มต้น

การเริ่มต้นเล่นเวทอย่างถูกวิธีเริ่มจากการเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยสร้างพื้นฐานที่ดีและลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ ผมจะแนะนำการเลือกน้ำหนักและอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับผู้หญิงเริ่มต้น

การเลือกดัมเบลและน้ำหนักเริ่มต้นที่เหมาะสม

จากประสบการณ์ดูแลนักกีฬาหญิงในการแข่งขันระดับนานาชาติ ผมพบว่าการเลือกน้ำหนักที่เหมาะสมคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ สำหรับ ผู้หญิงใช้ดัมเบลระดับเริ่มต้น จากการฝึกฟอร์มให้ถูกต้องก่อน โดยเริ่มจากน้ำหนักเบาประมาณ 2-4 กิโลกรัมสำหรับท่าฝึกแขนและไหล่ และ 4-6 กิโลกรัมสำหรับท่าฝึกขาและหลัง ตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา การเริ่มต้นเบาๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อปรับตัวและลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ

การเลือกน้ำหนักนี้ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงอย่างเหมาะสม แต่ยังลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บ โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ที่พึ่งเริ่มออกกำลังกาย ที่ยังปรับตัวกับการฝึก คำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา คือการเริ่มฝึกจากน้ำหนักเบา และค่อยๆ เพิ่มความหนักในแต่ละเซสชัน เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวและพัฒนากล้ามเนื้ออย่างมั่นคงในระยะยาวจะดีกว่าครับ

อุปกรณ์เวทเทรนนิ่งพื้นฐานสำหรับฝึกที่บ้าน

การฝึก เวทเทรนนิ่งที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง จากการดูแลลูกค้าที่ฝึกที่บ้านมากว่า 500 คน ผมพบว่าดัมเบลปรับน้ำหนักได้หนึ่งคู่ เสื่อโยคะคุณภาพดี และยางยืดแรงต้าน ระดับกลางก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือการใช้อุปกรณ์ที่มีอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ

การเลือกใช้เครื่องเล่นในฟิตเนส

การฝึก เวทเทรนนิ่ง ในยิมอาจดูน่ากลัวสำหรับมือใหม่ แต่จากประสบการณ์การเป็น CEO ของ Real Gym ผมพบว่าเครื่อง Smith Machine เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับ ผู้หญิงเล่นเวท เพราะช่วยควบคุมทิศทางการเคลื่อนไหวได้ดี ตามด้วย Cable Machine ที่ช่วยฝึกการทรงตัวและความแข็งแรง รวมถึง Leg Press ที่ช่วยพัฒนากล้ามขาอย่างปลอดภัย การเลือกใช้เครื่องเล่นอย่างเหมาะสมจะช่วยสร้าง กล้ามเนื้อ และความแข็งแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ควรซื้อก่อนหลัง ถ้างบมีจำกัด

  • ดัมเบลปรับน้ำหนักหนึ่งคู่ ครอบคลุมท่าฝึกได้มากที่สุดต่อเงินหนึ่งบาท
  • เสื่อรองพื้น จำเป็นสำหรับ hip thrust, glute bridge และท่านอนทุกท่า
  • ยางยืดแรงต้าน ใช้วอร์มอัพสะโพกกับไหล่ และใช้แทนท่าดึงได้ในช่วงแรก
  • ม้านั่งปรับระดับ ซื้อเมื่อเริ่มทำท่า press และ row จริงจัง เพราะมันเปิดมุมฝึกที่พื้นให้ไม่ได้
  • บาร์เบล ซื้อเป็นชิ้นสุดท้าย เมื่อดัมเบลที่มีเริ่มเบาเกินไปสำหรับท่าขาแล้ว

ถ้าอยากเห็นภาพการจัดห้องและลำดับการซื้อแบบละเอียด ให้ลองศึกษา คู่มือจัดโฮมยิม ส่วนใครที่ยังไม่พร้อมซื้ออะไรเลย เริ่มจาก บอดี้เวทผู้หญิงแบบไม่ใช้อุปกรณ์ ไปก่อนได้

ทุบความเชื่อผิดข้อใหญ่ที่สุดของ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ยกเวทผู้หญิงแล้วบึกไหม

ผู้หญิงมีเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าผู้ชายราว 15 ถึง 20 เท่า ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักที่ใช้สร้างกล้ามเนื้อ นี่คือเหตุผลทางสรีรวิทยาว่าทำไม เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ถึงไม่ทำให้ตัวบึก และเป็นคำตอบที่ผมต้องพูดซ้ำแทบทุกสัปดาห์

ผู้ชายมีเทสโทสเตอโรนในเลือดราว 300 ถึง 1,000 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร ผู้หญิงอยู่ที่ราว 15 ถึง 70 คิดเป็นความต่างราว 15 ถึง 20 เท่า เทสโทสเตอโรนคือฮอร์โมนที่สั่งให้ร่างกายสังเคราะห์โปรตีนไปสร้างเส้นใยกล้ามเนื้อใหม่ เมื่อวัตถุดิบต่างกันขนาดนี้ ผลลัพธ์จึงต่างกันตั้งแต่ต้นทาง

ตัวเลขที่ผมเห็นจากลูกค้าจริง ผู้หญิงที่ฝึกต่อเนื่อง 12 สัปดาห์เพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ราว 0.5 ถึง 1.5 กิโลกรัม ปริมาณเท่านี้ไม่มีทางทำให้ใครมองแล้วบอกว่าบึก แต่พอที่จะทำให้กางเกงตัวเดิมหลวมที่เอวและแน่นขึ้นที่สะโพก เพราะกล้ามเนื้อกินพื้นที่น้อยกว่าไขมันที่หนักเท่ากันราว 18 เปอร์เซ็นต์

ความเชื่อข้อเท็จจริง
ยกหนักแล้วจะบึกเหมือนนักเพาะกายนักเพาะกายหญิงระดับแข่งขันใช้เวลาหลายปี กินตามโปรแกรมเข้มงวด และบางส่วนใช้สารช่วย ไม่ใช่ผลจากการยกดัมเบล 6 กิโลกรัมสามวันต่อสัปดาห์
ยกเบา ๆ ครั้งเยอะ ๆ ทำให้กระชับกว่าการทำ 30 ครั้งด้วยดัมเบล 1 กิโลกรัมคือการฝึกความทนทาน ไม่ได้สร้างความกระชับ ความกระชับมาจากกล้ามเนื้อที่หนาขึ้นบวกกับไขมันที่ลดลง
ผู้หญิงควรเล่นแต่คาร์ดิโอคาร์ดิโออย่างเดียวทำให้เสียมวลกล้ามเนื้อไปพร้อมกับไขมัน ผลคือน้ำหนักลดแต่รูปร่างยังหย่อน และการเผาผลาญตกลงในระยะยาว
เล่นเวทแล้วน่องจะใหญ่น่องที่ดูใหญ่มักเป็นเรื่องพันธุกรรมและไขมันชั้นบน ท่า squat และ hip thrust ทำงานที่ก้นและต้นขาเป็นหลัก ไม่ได้ทำให้น่องโต

คำถามที่ผมชอบถามกลับ ถ้าการสร้างกล้ามเนื้อง่ายขนาดที่เผลอทำแล้วบึกได้ ทำไมผู้ชายที่เข้ายิมทุกวันถึงยังบ่นว่ากล้ามไม่ขึ้นสักที ความจริงคือการสร้างกล้ามเนื้อยากมาก และมันจะไม่เกิดขึ้นโดยบังเอิญกับใครทั้งนั้น

มวลกระดูก เหตุผลที่ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง สำคัญกว่าที่คิด

ผู้หญิงเสี่ยงกระดูกพรุนสูงกว่าผู้ชายหลายเท่า และเสียมวลกระดูกเร็วขึ้นชัดเจนหลังหมดประจำเดือน การยกเวทคือวิธีเดียวที่กระตุ้นให้กระดูกสร้างตัวเองหนาขึ้นได้

กระดูกไม่ใช่โครงแข็งที่นิ่งอยู่เฉย ๆ มันเป็นเนื้อเยื่อที่มีชีวิตและตอบสนองต่อแรงที่กระทำ เมื่อกล้ามเนื้อดึงกระดูกด้วยแรงมากพอ เซลล์สร้างกระดูกจะได้รับสัญญาณให้เพิ่มความหนาแน่นขึ้น นี่คือเหตุผลที่การยกเวททำสิ่งที่การเดินหรือว่ายน้ำทำไม่ได้

ผู้หญิงเริ่มเสียมวลกระดูกตั้งแต่อายุราว 35 ปี และอัตราการเสียเร่งขึ้นชัดเจนในช่วง 5 ถึง 7 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน เพราะเอสโตรเจนที่ลดลง งานวิจัยที่อ้างในตารางด้านบนพบว่าการฝึกแรงต้านต่อเนื่อง 12 เดือนเพิ่มความหนาแน่นกระดูกได้ราว 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งฟังดูน้อยแต่มีความหมายมากในระยะยาว

ชนิดของการออกกำลังกายผลต่อมวลกระดูกเหตุผล
ยกเวทและ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง เพิ่มความหนาแน่นได้จริงกล้ามเนื้อดึงกระดูกด้วยแรงสูงพอที่จะกระตุ้นเซลล์สร้างกระดูก
เดินและวิ่งช่วยรักษาไว้ได้ ที่สะโพกและขาเป็นหลักมีแรงกระแทกลงกระดูกขา แต่แขนและกระดูกสันหลังแทบไม่ได้อะไร
ว่ายน้ำและปั่นจักรยานแทบไม่มีผลต่อมวลกระดูกร่างกายถูกพยุงไว้ กระดูกจึงไม่ได้รับแรงกระทำที่มากพอ
โยคะและพิลาทิสช่วยได้เล็กน้อยมีแรงจากน้ำหนักตัวบ้าง แต่ไม่ถึงระดับที่กระตุ้นการสร้างกระดูกได้ชัด

สามท่าที่ให้แรงลงกระดูกได้ดีที่สุด

  • squat ลงแรงที่กระดูกสันหลังและสะโพก ซึ่งเป็นสองจุดที่หักบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ
  • RDL หรือ Romanian deadlift ลงแรงที่สะโพกและหลังส่วนล่างในแนวที่ท่าอื่นให้ไม่ได้
  • overhead press ลงแรงที่กระดูกข้อมือและแขน ซึ่งเป็นจุดที่หักบ่อยเวลาล้มแล้วเอามือยัน

เริ่มต้นเล่นเวทเทรนนิ่งอย่างถูกวิธี

จุดเริ่มต้นที่ถูกต้องของผู้หญิงเล่นเวทคือวอร์มอัพ 10 นาที หายใจออกตอนออกแรง และฝึก 3 ถึง 4 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 45 ถึง 60 นาที

ความสำเร็จในการเล่นเวทเริ่มต้นจากพื้นฐานที่ถูกต้อง ในฐานะ Certified Fitness Trainer ที่ดูแลนักกีฬาทั้งมือใหม่และมืออาชีพ ผมขอแนะนำการเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงเล่นเวท

การวอร์มอัพและการฝึกท่าพื้นฐาน

การวอร์มอัพเป็นสิ่งสำคัญที่ผมมักเน้นย้ำกับนักกีฬาทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้เริ่มต้นหรือระดับมืออาชีพ เพราะช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บได้ถึง 68% ตามการศึกษาจาก Journal of Strength and Conditioning Research การเตรียมร่างกายก่อนออกกำลังกายเป็นมากกว่าการทำให้ร่างกายอบอุ่น แต่ยังช่วยปรับระบบการไหลเวียนโลหิตและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อและข้อต่ออีกด้วย

เริ่มต้นด้วยการ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบไดนามิก (Dynamic Stretching) เป็นเวลา 5-10 นาที เช่น การแกว่งขา การหมุนข้อไหล่ และการเดินย่ำสลับเข่า การเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อ แต่ยังกระตุ้นระบบประสาทและเพิ่มความยืดหยุ่นในส่วนสำคัญของร่างกาย เช่น สะโพก ข้อเท้า และหัวไหล่

วอร์มอัพ 3 ขั้นที่ผมใช้กับลูกค้าทุกคน ขั้นแรก เดินเร็วหรือปั่นเบา ๆ 3 นาทีให้อุณหภูมิร่างกายขึ้น ขั้นสอง ยืดแบบเคลื่อนไหว 5 นาที เน้นสะโพก ข้อเท้า และหัวไหล่ ขั้นสาม ทำท่าที่กำลังจะฝึกด้วยน้ำหนักเบาครึ่งหนึ่งของเซตจริง 1 เซต 10 ครั้ง ขั้นที่สามคือขั้นที่คนข้ามบ่อยที่สุดและเป็นขั้นที่กันบาดเจ็บได้ดีที่สุด

หลังจากนั้นควรฝึก การเคลื่อนไหวพื้นฐานก่อนยกน้ำหนัก เช่น ท่าสควอท (Bodyweight Squat) หรือการดันพื้น (Push-Up) ซึ่งช่วยสร้างความสมดุลและเสริมความมั่นคงให้แกนกลางลำตัว ท่าพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้แค่เตรียมร่างกายสำหรับการออกกำลังกายที่เข้มข้นขึ้น แต่ยังช่วยปรับปรุงท่าทางและเทคนิค เพื่อให้การฝึกในระดับที่สูงขึ้นมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

สิ่งสำคัญคือการทำทุกขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและใส่ใจ หากรู้สึกตึงเกินไปหรือไม่สบายตัวในช่วงการวอร์มอัพ ควรปรับการเคลื่อนไหวให้เหมาะสมและหลีกเลี่ยงการฝืน เพราะการเริ่มต้นด้วยร่างกายที่พร้อม จะช่วยให้การฝึกเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บได้ในระยะยาว

การหายใจและจังหวะในการเล่น

การหายใจที่ถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญของการเล่นเวทเทรนนิ่ง ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้วมีผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพการฝึก จากการศึกษาของ Journal of Applied Physiology การหายใจที่สอดคล้องกับจังหวะการฝึกสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเล่นกล้ามได้มากถึง 30% โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องใช้น้ำหนักมากหรือท่าที่ซับซ้อน

หลักการง่าย ๆ คือ หายใจเข้าช่วงเตรียมตัว และ หายใจออกเมื่อออกแรง ตัวอย่างเช่น ในการยกดัมเบลท่า Bench Press คุณควรหายใจเข้าลึก ๆ เมื่อดัมเบลลดลงมา และหายใจออกอย่างช้า ๆ เมื่อคุณดันน้ำหนักขึ้น การควบคุมการหายใจในลักษณะนี้จะช่วยเสริมแรงและลดความดันในช่องอก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันอาการบาดเจ็บจากการเล่นเวท

นอกจากนี้ การใช้เทคนิค "Diaphragmatic Breathing" หรือการหายใจด้วยกระบังลม ยังช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือด และช่วยเสริมความมั่นคงให้กับแกนกลางลำตัว ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งในท่าที่ต้องใช้การทรงตัว เช่น Deadlift หรือ Squat การฝึกหายใจให้เป็นจังหวะไม่เพียงช่วยเพิ่มพลังและความทนทาน แต่ยังทำให้คุณมีสมาธิและควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดียิ่งขึ้น

จังหวะที่ผมให้นับในใจ ลง 2 วินาที หยุด 1 วินาที ขึ้น 1 วินาที แล้วหายใจออกตอนขึ้น จังหวะนี้ทำให้กล้ามเนื้อทำงานราว 4 วินาทีต่อหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ให้ผลดีสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ ถ้ายกเร็วกว่านี้ แรงเหวี่ยงจะทำงานแทนกล้ามเนื้อไปครึ่งหนึ่ง

การฝึกหายใจอย่างถูกต้องอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่หากทำจนเคยชิน คุณจะรู้สึกถึงความแตกต่างในความแข็งแรงและสมรรถภาพของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยป้องกันความเหนื่อยล้าจากการฝึกหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระยะเวลาและความถี่ที่เหมาะสม

สำหรับผู้หญิงที่เริ่มต้นการออกกำลังกายด้วยเวทเทรนนิ่ง การกำหนดระยะเวลาและความถี่ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บ งานวิจัยล่าสุดจาก American College of Sports Medicine (ACSM) ชี้ให้เห็นว่าการออกกำลังกาย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 45-60 นาที เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนากล้ามเนื้อและการฟื้นฟูร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่เริ่มต้น

เหตุผลที่การออกกำลังกาย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์เหมาะสมสำหรับมือใหม่ เพราะร่างกายยังต้องการเวลาในการปรับตัวและซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่อาจถูกใช้งานหนักเป็นครั้งแรก การฝึกที่ถี่เกินไปอาจทำให้เกิดอาการล้าเรื้อรังหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ นอกจากนี้ การพักฟื้นที่เพียงพอจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของกล้ามเนื้อผ่านกระบวนการ Protein Synthesis ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อใหม่

สำหรับแต่ละครั้งของการออกกำลังกาย คุณสามารถแบ่งเวลาเป็น 10-15 นาทีแรกสำหรับการวอร์มอัพและเตรียมกล้ามเนื้อ ตามด้วยการฝึกท่าหลักประมาณ 30-40 นาที และปิดท้ายด้วยการยืดเหยียดหรือคูลดาวน์อีก 5-10 นาที วิธีนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการฝึก แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกายอีกด้วย

ที่สำคัญ ผู้เริ่มต้นควรหลีกเลี่ยงการฝึกหนักติดต่อกันหลายวัน เพราะกล้ามเนื้อและระบบประสาทจำเป็นต้องพักผ่อนเพื่อฟื้นฟู หากจัดตารางเวลาอย่างสมดุล คุณจะสามารถเพิ่มความแข็งแรงและรูปร่างที่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการบาดเจ็บหรือการใช้พลังงานเกินความจำเป็น

ทำไม 3 ถึง 4 วันถึงพอ กล้ามเนื้อสร้างตัวเองใหม่ในช่วงพัก ไม่ใช่ตอนยก การกระตุ้นกล้ามเนื้อกลุ่มเดิม 2 ถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ให้ผลดีกว่าการอัดครั้งเดียวหนัก ๆ แล้วเจ็บสามวัน ถ้ามีเวลาแค่ 3 วัน ให้ฝึกแบบทั้งตัวทุกวันฝึก อย่าซอยเป็นวันขาวันแขน

ท่า compound 5 ท่าที่คุ้มที่สุดสำหรับ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง

ท่า compound คือท่าที่ใช้ข้อต่อหลายข้อและกล้ามเนื้อหลายกลุ่มพร้อมกัน ห้าท่านี้คือ squat, hip thrust, RDL, row และ press ถ้าตาราง เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ของคุณมีเวลาแค่ 40 นาที ให้ทำห้าท่านี้แล้วจบ

ท่า isolation อย่าง tricep kickback หรือ lateral raise มีที่ทางของมัน แต่ในโปรแกรม เวทเทรนนิ่งผู้หญิง มันเป็นของหวาน ไม่ใช่ของคาว ท่า compound ใช้กล้ามเนื้อหลายกลุ่มพร้อมกัน จึงยกน้ำหนักได้มากกว่า กระตุ้นฮอร์โมนได้มากกว่า และเผาผลาญได้มากกว่าต่อหนึ่งเซตที่ทำ

1. squat ท่าที่ต้องมีในทุกโปรแกรม

ทำงานที่ต้นขาหน้า ก้น และแกนกลางลำตัวพร้อมกัน เริ่มจาก goblet squat คือถือดัมเบลหนึ่งลูกไว้ที่หน้าอก ท่านี้บังคับให้ลำตัวตั้งตรงโดยอัตโนมัติ ทำ 3 เซต เซตละ 10 ถึง 12 ครั้ง ด้วยดัมเบล 6 ถึง 10 กิโลกรัมสำหรับคนที่ฝึกมาแล้ว 1 เดือน

2. hip thrust ท่าที่เปลี่ยนรูปก้นได้มากที่สุด

พาดหลังส่วนบนบนม้านั่งหรือขอบโซฟา วางดัมเบลบนสะโพก ดันขึ้นจนลำตัวขนานพื้นแล้วบีบก้นค้าง 2 วินาที ท่านี้ให้แรงกระตุ้นกล้ามเนื้อก้นสูงกว่า squat อย่างชัดเจนเพราะมุมแรงตรงกับทิศที่กล้ามเนื้อก้นทำงาน ผมเทียบสองท่านี้ไว้แบบละเอียดใน hip thrust กับ squat ต่างกันอย่างไร และอธิบายฟอร์มไว้ครบใน เทคนิค hip thrust สำหรับก้นและสะโพก

3. RDL ท่าที่คนมองข้ามมากที่สุด

Romanian deadlift ทำงานที่หลังต้นขาและก้น ยืนถือดัมเบลไว้หน้าต้นขา งอเข่าเล็กน้อยแล้วดันสะโพกไปด้านหลัง ปล่อยดัมเบลไถลลงตามขาจนรู้สึกตึงหลังต้นขา หลังต้องตรงตลอด ทำ 3 เซต เซตละ 10 ถึง 12 ครั้ง ท่านี้คือตัวแก้อาการปวดหลังล่างที่ได้ผลที่สุดในโปรแกรมของผม เพราะมันสอนให้สะโพกทำงานแทนหลัง

4. row ท่าที่ทำให้หลังตรงและไหล่ไม่ห่อ

โน้มตัวไป 45 องศา ดึงดัมเบลขึ้นมาที่ชายโครง บีบสะบักเข้าหากันทุกครั้ง 3 เซต เซตละ 10 ถึง 12 ครั้ง ผู้หญิงวัยทำงานที่นั่งหน้าจอวันละ 8 ชั่วโมงต้องการท่านี้มากกว่าท่าอื่นทั้งหมด ถ้ามีเครื่องในยิม ท่า lat pulldown ก็ทำงานในทิศเดียวกัน อ่านเทคนิคได้ที่ ท่า lat pulldown

5. press ท่าดันเหนือศีรษะ

นั่งหรือยืนแล้วดันดัมเบลขึ้นเหนือหัวจนแขนเกือบตรง 3 เซต เซตละ 8 ถึง 12 ครั้ง ท่านี้สร้างไหล่ที่ทำให้เส้นลำตัวดูเป็นรูปนาฬิกาทราย และให้แรงลงกระดูกข้อมือกับแขนซึ่งสำคัญกับผู้หญิงในระยะยาว

ท่า compoundกล้ามเนื้อหลักที่ได้ดัมเบลเริ่มต้นที่แนะนำเซตและครั้ง
goblet squatต้นขาหน้า ก้น แกนกลางลำตัว6 ถึง 10 กิโลกรัม หนึ่งลูก3 เซต 10 ถึง 12 ครั้ง
hip thrustก้น และหลังต้นขา8 ถึง 12 กิโลกรัม วางบนสะโพก3 เซต 10 ถึง 15 ครั้ง
RDLหลังต้นขา ก้น หลังส่วนล่างข้างละ 4 ถึง 6 กิโลกรัม3 เซต 10 ถึง 12 ครั้ง
rowกลางหลัง ปีก และแขนหน้าข้างละ 4 ถึง 6 กิโลกรัม3 เซต 10 ถึง 12 ครั้ง
overhead pressไหล่ และแขนหลังข้างละ 3 ถึง 5 กิโลกรัม3 เซต 8 ถึง 12 ครั้ง

progressive overload กฎข้อเดียวที่ทำให้ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง เดินหน้าต่อ

progressive overload คือการเพิ่มความต้องการต่อกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง และเป็นสิ่งที่ขาดหายจากโปรแกรม เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ส่วนใหญ่ ถ้าใช้ดัมเบล 4 กิโลกรัม 12 ครั้งเท่าเดิมทุกสัปดาห์ ร่างกายจะหยุดเปลี่ยนภายใน 4 ถึง 6 สัปดาห์

นี่คือส่วนที่แยกคนที่หุ่นเปลี่ยนออกจากคนที่ทำ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง มาหนึ่งปีแล้วยังเหมือนเดิม กล้ามเนื้อปรับตัวเพราะเจอสิ่งที่หนักกว่าที่เคยเจอ ไม่ใช่เพราะคุณไปยิมครบตามตาราง ถ้าไม่มีการเพิ่มอะไรเลย การไปครบก็แค่การรักษาสภาพเดิม

ลำดับการเพิ่มที่ถูกต้อง

  1. เพิ่มจำนวนครั้งก่อน จาก 10 เป็น 12 แล้วเป็น 15 ที่น้ำหนักเดิม
  2. เมื่อทำ 15 ครั้ง 3 เซตได้สบาย ให้เพิ่มน้ำหนัก 1 ถึง 2 กิโลกรัม แล้วกลับไปเริ่มที่ 10 ครั้งใหม่
  3. ถ้าไม่มีน้ำหนักถัดไปให้เพิ่ม ให้เพิ่มเซตจาก 3 เป็น 4
  4. ถ้าเพิ่มเซตไม่ไหวเพราะเวลาไม่พอ ให้ลดเวลาพักจาก 90 วินาที เหลือ 60 วินาที
  5. ถ้าทำทุกอย่างแล้วยังตัน ให้เปลี่ยนไปท่าที่ยากขึ้น เช่นจาก goblet squat ไปเป็น squat ขาเดียวถือดัมเบล

สัญญาณว่าถึงเวลาเพิ่มน้ำหนักแล้ว

  • ทำครั้งสุดท้ายของเซตสุดท้ายจบแล้วยังรู้สึกว่าทำต่อได้อีก 5 ครั้งสบาย ๆ
  • ทำครบ 15 ครั้ง 3 เซตได้สองครั้งติดกันในสองสัปดาห์
  • ฟอร์มยังนิ่งสนิทตั้งแต่ครั้งแรกจนครั้งสุดท้าย ไม่มีการเหวี่ยงช่วย
  • ไม่มีอาการปวดข้อหรือปวดแปลบระหว่างทำท่า

การเพิ่มน้ำหนัก 1 ถึง 2 กิโลกรัมทุก 2 ถึง 3 สัปดาห์ ฟังดูช้ามากในความรู้สึก แต่คิดเป็นตัวเลขแล้วน่าตกใจ ถ้าเริ่มที่ดัมเบล 4 กิโลกรัม และเพิ่มได้ 1 กิโลกรัมทุกเดือน ในหนึ่งปีคุณจะยกได้ 16 กิโลกรัม ซึ่งคือสี่เท่าของจุดเริ่มต้น

14 ท่าเวทเทรนนิ่งที่เหมาะสำหรับผู้หญิง ครบทุกส่วนแบบ Full Body

14 ท่านี้ครอบคลุมทั้งตัว เลือก 5 ถึง 6 ท่าต่อวันฝึกก็พอ ไม่ต้องทำครบทุกท่าในวันเดียว การทำน้อยท่าแต่หลายเซตให้ผลดีกว่าการทำครบทุกท่าท่าละเซตเดียว

ผู้หญิงเล่นเวท 14 ท่าฝึกแบบ full body ครบทุกกลุ่มกล้ามเนื้อ

จากประสบการณ์ดูแลผู้หญิงเล่นเวทมากกว่า 1,000 คน ผมพบว่าการเริ่มต้นด้วยท่าพื้นฐานที่ถูกต้องคือกุญแจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการสร้างกล้ามเนื้ออย่างสมดุล

ท่าออกกำลังกายช่วงบน ที่เหมาะสำหรับผู้หญิง

1. ท่า Dumbbell Press

วิธีการทำท่า Dumbbell Press
  1. เริ่มต้นด้วยการนอนราบบนม้านั่งยกน้ำหนัก โดยถือดัมเบลไว้ในแต่ละมือ วางดัมเบลให้ขนานกับพื้นในระดับหน้าอก
  2. ดันดัมเบลขึ้นไปจนแขนยืดตรง โดยให้ดัมเบลทั้งสองข้างอยู่ใกล้กันเล็กน้อย แต่ไม่ต้องสัมผัส
  3. ค่อยๆ ลดดัมเบลลงกลับมาที่ตำแหน่งเริ่มต้นโดยให้ข้อศอกอยู่ใต้ระดับหัวไหล่
  4. ทำซ้ำตามจำนวนครั้งที่กำหนด โดยคงความนิ่งของลำตัวและโฟกัสที่กล้ามเนื้อหน้าอกและไหล่
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

เริ่มต้นที่ 3 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้ง สำหรับผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มต้นสามารถเพิ่มจำนวนเซ็ทและน้ำหนักดัมเบลได้ตามความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้น

เคล็ดลับของ Dumbbell Press

การรักษาแนวหลังให้ชิดกับม้านั่งและการหายใจที่เหมาะสมมีความสำคัญมาก หายใจเข้าขณะลดดัมเบลลง และหายใจออกขณะดันดัมเบลขึ้น นอกจากนี้ ควรเลือกน้ำหนักที่ทำให้รู้สึกท้าทายแต่ยังควบคุมการเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นคง

2. ท่า Bent-Over Row

วิธีการทำท่า Bent-Over Row
  1. ยืนแยกเท้ากว้างเท่ากับหัวไหล่ ถือดัมเบลไว้ในแต่ละมือโดยให้แขนห้อยตรงแนวพื้น
  2. โน้มตัวไปข้างหน้าประมาณ 45 องศา โดยให้หลังตรงและหัวเข่าเล็กน้อย
  3. ดึงดัมเบลขึ้นมาจนใกล้ระดับหน้าอก โดยให้ข้อศอกชี้ไปด้านหลัง
  4. ค่อยๆ ปล่อยดัมเบลลงกลับไปที่ตำแหน่งเริ่มต้น ทำซ้ำตามจำนวนครั้งที่กำหนด
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

แนะนำให้เริ่มต้นที่ 3 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้ง โดยสามารถเพิ่มน้ำหนักหรือจำนวนครั้งได้ตามความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้น

เคล็ดลับของท่า Bent-Over Row

การรักษาแนวหลังให้ตรงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ อย่าโยกตัวระหว่างการดึงดัมเบล และควรโฟกัสที่การเกร็งกล้ามเนื้อหลังเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด หายใจเข้าขณะลดดัมเบล และหายใจออกขณะดึงดัมเบลขึ้น

3. ท่า Dumbbell Lateral Raise

วิธีการทำท่า Dumbbell Lateral Raise
  1. ยืนตรง แยกเท้ากว้างเท่ากับหัวไหล่ ถือดัมเบลไว้ในแต่ละมือ โดยให้แขนห้อยลงข้างลำตัว
  2. ยกดัมเบลขึ้นด้านข้างจนถึงระดับไหล่ โดยข้อศอกควรงอเล็กน้อยเพื่อรักษาความมั่นคง
  3. ค่อยๆ ลดดัมเบลลงกลับมาที่ตำแหน่งเริ่มต้นอย่างช้าๆ และควบคุมการเคลื่อนไหว
  4. ทำซ้ำตามจำนวนครั้งที่กำหนด
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

เริ่มต้นที่ 3 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้ง และเพิ่มจำนวนครั้งหรือเซ็ทตามความแข็งแรง

เคล็ดลับของท่า Dumbbell Lateral Raise

ให้เน้นการใช้กล้ามเนื้อไหล่ (Deltoids) เป็นหลัก โดยไม่ต้องแกว่งตัวหรือใช้แรงจากลำตัวส่วนล่าง ควรหายใจเข้าเมื่อยกดัมเบลขึ้น และหายใจออกเมื่อปล่อยลง

4. ท่า Tricep Kickback

วิธีการทำท่า Tricep Kickback
  1. ยืนแยกเท้ากว้างเท่ากับหัวไหล่ โน้มตัวไปข้างหน้าประมาณ 45 องศา และถือดัมเบลไว้ในมือแต่ละข้าง
  2. งอข้อศอกจนดัมเบลอยู่ใกล้ระดับเอว โดยให้แขนท่อนบนแนบกับลำตัว
  3. ยืดแขนออกไปด้านหลังจนแขนเหยียดตรง พร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อท่อนหลังแขน (Triceps)
  4. ค่อยๆ ลดแขนกลับมาที่ตำแหน่งเริ่มต้น และทำซ้ำตามจำนวนครั้งที่กำหนด
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

แนะนำให้เริ่มต้นที่ 3 เซ็ท เซ็ทละ 12-15 ครั้ง

เคล็ดลับของท่า Tricep Kickback

ให้เน้นการเกร็งกล้ามเนื้อท่อนหลังแขนขณะยืดแขนออกไป และหลีกเลี่ยงการใช้แรงเหวี่ยงจากลำตัว รักษาหลังให้ตรงเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ

5.Push-Up (แบบ Modified)

วิธีการทำท่า Push-Up
  1. วางเข่าบนพื้นและมือทั้งสองข้างกว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย โดยให้ลำตัวอยู่ในแนวเส้นตรงตั้งแต่ศีรษะถึงสะโพก
  2. ค่อยๆ ลดตัวลงจนหน้าอกเกือบแตะพื้น โดยงอข้อศอกไปด้านข้าง
  3. ดันตัวกลับขึ้นสู่ตำแหน่งเริ่มต้น โดยใช้กล้ามเนื้อหน้าอกและแขน
  4. ทำซ้ำตามจำนวนครั้งที่กำหนด
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

เริ่มต้นที่ 3 เซ็ท เซ็ทละ 10-15 ครั้ง

เคล็ดลับของ Push-Up (แบบ Modified)

สำหรับผู้หญิงที่เริ่มต้น ให้เลือกท่าดัดแปลงโดยวางเข่าบนพื้นเพื่อลดแรงกด ควรโฟกัสที่การรักษาแนวลำตัวให้ตรงและการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าอกและแขนขณะดันตัวขึ้น

ท่าออกกำลังกายช่วงล่าง ที่เหมาะสำหรับผู้หญิง

งานวิจัยด้านกายวิภาคศาสตร์ชี้ว่าผู้หญิงมีความแข็งแรงของขาตามธรรมชาติมากกว่าช่วงบน โดยเฉพาะการกระชับต้นขาและสะโพก ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของผู้หญิงที่เล่นเวทส่วนใหญ่

6.ท่า Squats

วิธีการทำท่า Squats
  1. ยืนแยกเท้ากว้างเท่าช่วงไหล่ โดยปลายเท้าชี้ออกเล็กน้อย
  2. ยกหน้าอกขึ้น เกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และมองตรงไปข้างหน้า
  3. ค่อยๆ ย่อตัวลงเหมือนกำลังจะนั่งบนเก้าอี้ โดยให้เข่าไม่เลยปลายเท้า
  4. ดันตัวกลับขึ้นมายืนตรงโดยใช้กล้ามเนื้อขาและสะโพก พร้อมหายใจออก
  5. ทำซ้ำตามจำนวนครั้งที่กำหนด
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

เริ่มต้นที่ 3 เซ็ท เซ็ทละ 10-15 ครั้ง

เคล็ดลับของท่า Squats

รักษาแนวกระดูกสันหลังให้ตรง และเน้นน้ำหนักตัวลงที่ส้นเท้าเสมอ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บบริเวณเข่าและหลัง

7.ท่า Lunges

วิธีการทำท่า Lunges
  1. ยืนตรง แยกเท้าออกเล็กน้อย และก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้า
  2. ย่อตัวลงจนเข่าข้างหน้าทำมุม 90 องศา และเข่าข้างหลังเกือบแตะพื้น
  3. ดันตัวกลับขึ้นมาที่ท่าเริ่มต้นด้วยกล้ามเนื้อขาและสะโพก
  4. สลับขาและทำซ้ำตามจำนวนครั้งที่กำหนด
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

เริ่มต้นที่ 3 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้งต่อขา

เคล็ดลับของท่า Lunges

ให้แน่ใจว่าหัวเข่าข้างหน้าอยู่ในแนวเดียวกับข้อเท้า และหลีกเลี่ยงการก้าวยาวเกินไปเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่เข่า

8.ท่า Hip Bridge

วิธีการทำท่า Hip Bridge
  1. นอนหงาย ชันเข่าขึ้นโดยให้เท้าวางราบกับพื้น และแขนวางข้างลำตัว
  2. ดันสะโพกขึ้นโดยใช้กล้ามเนื้อสะโพกและขา จนลำตัวตั้งแต่ไหล่ถึงเข่าเป็นเส้นตรง
  3. ค้างไว้ 2-3 วินาที และค่อยๆ ลดสะโพกลงกลับสู่ตำแหน่งเริ่มต้น
  4. ทำซ้ำตามจำนวนครั้งที่กำหนด
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

เริ่มต้นที่ 3 เซ็ท เซ็ทละ 12-15 ครั้ง

เคล็ดลับของท่า Hip Bridge

เน้นการเกร็งกล้ามเนื้อสะโพกขณะดันตัวขึ้น และรักษาความมั่นคงของลำตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่หลังส่วนล่าง

9.Side Plank with Reach Through

วิธีการทำ
  1. เริ่มต้นในท่า Side Plank โดยวางศอกลงที่พื้นและลำตัวอยู่ในแนวตรง
  2. ใช้มือข้างที่ไม่ได้วางบนพื้นยื่นเข้ามาใต้ลำตัว และบิดตัวเล็กน้อย
  3. ดึงแขนกลับมาและยืดตรงขึ้นไปเหนือศีรษะ
  4. ทำซ้ำตามจำนวนครั้งที่กำหนด แล้วสลับข้าง
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

แนะนำ 3 เซ็ท เซ็ทละ 8-10 ครั้งต่อข้าง

เคล็ดลับของท่า Side Plank with Reach Through

โฟกัสที่การเกร็งกล้ามเนื้อแกนกลาง และหลีกเลี่ยงการบิดตัวเกินขอบเขตที่รู้สึกสบาย เพื่อลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ

ท่าออกกำลังกายช่วงกลาง ที่เหมาะสำหรับผู้หญิง

แกนกลางร่างกายที่แข็งแรงช่วยป้องกันการบาดเจ็บและปรับปรุงท่าทางในชีวิตประจำวัน 

10.ท่าเล่นท้อง ท่า Plank

วิธีการทำ ท่าPlank
  1. เริ่มต้นในท่าคว่ำหน้า วางข้อศอกทั้งสองข้างบนพื้น โดยให้ข้อศอกอยู่ใต้หัวไหล่
  2. ยืดขาไปข้างหลังให้ตรง และวางปลายเท้าบนพื้นเพื่อรองรับน้ำหนักตัว
  3. เกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และรักษาลำตัวให้อยู่ในแนวตรงจากหัวถึงส้นเท้า
  4. ค้างไว้ในท่านี้ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ให้สะโพกหย่อนหรือยกสูงเกินไป
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

เริ่มต้นที่ 3 เซ็ท ค้างไว้เซ็ทละ 20-30 วินาที และเพิ่มระยะเวลาตามความแข็งแรง

เคล็ดลับของท่า Plank

รักษาลำตัวให้นิ่ง เกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางและสะโพก เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่หลังส่วนล่าง หายใจเข้า-ออกลึกๆ เพื่อรักษาความมั่นคงของร่างกาย

11.ท่า Dead Bug

วิธีการทำท่า Dead Bug
  1. นอนหงาย วางแขนยืดตรงชี้ขึ้นฟ้า และยกขาขึ้นให้เข่างอทำมุม 90 องศา
  2. ค่อยๆ ลดแขนข้างหนึ่งไปด้านหลังและเหยียดขาตรงข้างที่ตรงกันข้ามลงไปใกล้พื้น แต่ไม่แตะพื้น
  3. ดึงแขนและขากลับมาที่ตำแหน่งเริ่มต้น และทำซ้ำกับแขนและขาอีกข้าง
  4. ทำสลับไปมาจนครบจำนวนครั้งที่กำหนด
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

แนะนำ 3 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้งต่อข้าง

เคล็ดลับของท่า Dead Bug

โฟกัสที่การเกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางและหลีกเลี่ยงการยกหลังส่วนล่างออกจากพื้น เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ หายใจออกเมื่อลดแขนและขาลง และหายใจเข้าขณะดึงกลับ

12.ท่า Bird Dog

วิธีการทำท่า Bird Dog
  1. เริ่มต้นในท่า Tabletop โดยวางมือและเข่าบนพื้น มืออยู่ใต้หัวไหล่ และเข่าอยู่ใต้สะโพก
  2. ยืดแขนข้างหนึ่งไปข้างหน้าและขาตรงกันข้ามไปข้างหลัง จนลำตัวอยู่ในแนวเส้นตรง
  3. ค้างไว้ 2-3 วินาที จากนั้นดึงกลับมาที่ตำแหน่งเริ่มต้น
  4. ทำสลับข้างและซ้ำตามจำนวนครั้งที่กำหนด
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

เริ่มต้นที่ 3 เซ็ท เซ็ทละ 8-10 ครั้งต่อข้าง

เคล็ดลับของท่า Bird Dog

รักษาลำตัวให้นิ่งในขณะที่เคลื่อนไหวแขนและขา เพื่อพัฒนาความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลาง

13.ท่า Side Plank

วิธีการทำท่า Side Plank
  1. เริ่มต้นในท่านอนตะแคง วางข้อศอกข้างหนึ่งบนพื้น และให้ไหล่อยู่เหนือข้อศอก
  2. ยืดขาให้ตรง และใช้ปลายเท้าดันน้ำหนักตัวขึ้น โดยลำตัวอยู่ในแนวเส้นตรง
  3. ค้างไว้ในท่านี้ 20-30 วินาที จากนั้นเปลี่ยนข้าง
  4. ทำซ้ำทั้งสองข้างตามจำนวนครั้งที่กำหนด
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

เริ่มต้นที่ 3 เซ็ท เซ็ทละ 20-30 วินาทีต่อข้าง

เคล็ดลับของท่า Side Plank

โฟกัสที่การเกร็งกล้ามเนื้อแกนกลาง และหลีกเลี่ยงการหย่อนสะโพก หายใจเข้า-ออกลึกๆ เพื่อช่วยเพิ่มสมดุลในท่า

14.ท่า Russian Twist

วิธีการทำท่า Russian Twist
  1. นั่งบนพื้น ชันเข่าขึ้นและยกเท้าขึ้นเล็กน้อย ให้ลำตัวทำมุมประมาณ 45 องศา
  2. ถือดัมเบลหรือลูกบอลไว้ในมือ และบิดลำตัวไปทางขวา โดยให้ดัมเบลแตะพื้นข้างตัว
  3. บิดกลับมาตรงกลาง และบิดไปทางซ้ายในลักษณะเดียวกัน
  4. ทำสลับไปมาจนครบจำนวนครั้งที่กำหนด
จำนวนครั้ง และ เซ็ท

แนะนำ 3 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้งต่อข้าง

เคล็ดลับของท่า Russian Twist

เกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางตลอดเวลา และรักษาความสมดุลของลำตัว หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่เร็วเกินไปเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ

ข้อสังเกตจากการเทรนมา 13 ปี ในบรรดา 14 ท่านี้ ท่าที่เปลี่ยนรูปร่างผู้หญิงได้เร็วที่สุดคือกลุ่มท่าสะโพกและก้น ไม่ใช่ท่าหน้าท้อง คนที่ทุ่มเวลาให้ท่าท้อง 20 นาทีทุกวันแต่ไม่เคยทำ hip thrust เลย มักเป็นกลุ่มที่บ่นว่าฝึกมาครึ่งปีแล้วหุ่นไม่เปลี่ยน

อยากได้ก้นที่ยกขึ้นจริง เริ่มจากท่าเดียวที่ให้ผลมากที่สุด

hip thrust คือท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อก้นได้สูงที่สุดในบรรดาท่าทั้งหมด แต่มันต้องมีที่พาดหลัง ม้านั่งปรับระดับตัวเดียวเปิดทั้งท่า hip thrust, dumbbell press และ row ได้ในคราวเดียว

ตารางเวทเทรนนิ่งสำหรับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ

ตาราง เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ที่ดีต้องบอกได้ว่าสัปดาห์หน้าจะเพิ่มอะไร ถ้าเพิ่มน้ำหนักไม่ได้ ให้เพิ่มจำนวนครั้ง ถ้าเพิ่มครั้งไม่ได้ ให้ลดเวลาพัก

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเวทเทรนนิ่งและลดน้ำหนัก ผมได้ออกแบบโปรแกรมเฉพาะสำหรับผู้หญิง ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เผาผลาญไขมัน และปรับรูปร่างให้กระชับ

โปรแกรมสำหรับผู้หญิงมือใหม่

ตารางออกกำลังกาย 3 วันต่อสัปดาห์ (เวลา 45 นาที/วัน)

วัน กลุ่มกล้ามเนื้อ ท่าออกกำลังกาย เซต x ครั้ง พักระหว่างเซต
จันทร์ แกนกลาง (Core) Russian Twist 3 x 15 45 วินาที
    Side Plank 3 x 30 วินาที 45 วินาที
    Bird Dog 3 x 12/ข้าง 45 วินาที
  ขา Hip Bridge 3 x 15 60 วินาที
    Lunges 3 x 12/ข้าง 60 วินาที
    Squats 3 x 15 60 วินาที
พุธ หลังและอก Push-Up 3 x 10 60 วินาที
    Bent-Over Row 3 x 12 60 วินาที
    Dumbbell Press 3 x 12 60 วินาที
  ไหล่และแขน Tricep Kickback 3 x 15 45 วินาที
    Dumbbell Lateral Raise 3 x 12 45 วินาที
ศุกร์ แกนกลาง (Core) Dead Bug 3 x 12 45 วินาที
    Plank 3 x 30 วินาที 45 วินาที
    Side Plank with Reach Through 3 x 10/ข้าง 45 วินาที
  Full Body ท่าที่ชอบจากวันจันทร์และพุธ 3 x 12-15 60 วินาที

การพักและฟื้นฟู

ควรพักระหว่างเซต 45-60 วินาที และพักระหว่างท่า 1-2 นาที การศึกษาพบว่าผู้หญิงต้องการเวลาฟื้นตัวมากกว่าผู้ชาย 20% เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างสมบูรณ์

การเพิ่มความหนัก

เมื่อทำได้ 12-15 ครั้งต่อเซตอย่างง่ายดาย ให้เพิ่มน้ำหนัก 1-2 กิโลกรัมทุก 2-3 สัปดาห์ เป็นอัตราที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้หญิงเล่นกล้าม ช่วยลดความเสี่ยงการบาดเจ็บและสร้างความมั่นใจ

ระดับจำนวนครั้งต่อเซตจำนวนเซตต่อท่าพักระหว่างเซตเป้าหมายหลัก
สัปดาห์ที่ 1 ถึง 412 ถึง 15 ครั้ง2 ถึง 3 เซต45 ถึง 60 วินาทีเรียนรู้ฟอร์มและสร้างความคุ้นเคย
สัปดาห์ที่ 5 ถึง 810 ถึง 12 ครั้ง3 เซต60 ถึง 90 วินาทีเพิ่มน้ำหนักและปริมาณงาน
สัปดาห์ที่ 9 ถึง 128 ถึง 10 ครั้ง3 ถึง 4 เซต90 ถึง 120 วินาทีเน้นความแข็งแรงของท่า compound

ตาราง เวทเทรนนิ่งผู้หญิง 3 วันต่อสัปดาห์ 12 สัปดาห์

ตารางนี้ฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ วันเว้นวัน ทุกวันฝึกทั้งตัวโดยเปลี่ยนท่าหลัก ทำให้กล้ามเนื้อกลุ่มเดิมถูกกระตุ้น 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นความถี่ที่ให้ผลดีที่สุดสำหรับผู้หญิงเล่นเวทที่มีเวลาจำกัด

วันฝึกทั้งสามวัน

วันท่าหลักท่าเสริมท่าแกนกลาง
วันจันทร์ เน้นขาและก้นgoblet squat 3 เซต และ hip thrust 3 เซตRDL 3 เซต และ lunges ข้างละ 10 ครั้งplank 3 เซต เซตละ 30 ถึง 45 วินาที
วันพุธ เน้นช่วงบนdumbbell press 3 เซต และ row 3 เซตoverhead press 3 เซต และ lateral raise 3 เซตdead bug ข้างละ 10 ครั้ง 3 เซต
วันศุกร์ ทั้งตัวRDL 4 เซต และ goblet squat 3 เซตrow 3 เซต และ push up ตามระดับ 3 เซตside plank ข้างละ 30 วินาที 3 เซต

การไล่ระดับตลอด 12 สัปดาห์

ช่วงสิ่งที่ทำน้ำหนักดัมเบลโดยประมาณเป้าหมายที่ควรถึงตอนจบช่วง
สัปดาห์ที่ 1 ถึง 42 ถึง 3 เซตต่อท่า 12 ถึง 15 ครั้ง เน้นฟอร์มล้วนท่าบน 2 ถึง 4 กิโลกรัม ท่าล่าง 4 ถึง 6 กิโลกรัมทำครบทั้ง 3 วัน 4 สัปดาห์ติดโดยไม่บาดเจ็บ
สัปดาห์ที่ 5 ถึง 83 เซตต่อท่า 10 ถึง 12 ครั้ง เริ่มเพิ่มน้ำหนักทุก 2 สัปดาห์ท่าบน 4 ถึง 6 กิโลกรัม ท่าล่าง 6 ถึง 10 กิโลกรัมเพิ่มน้ำหนักได้อย่างน้อย 2 กิโลกรัมในท่า squat
สัปดาห์ที่ 9 ถึง 123 ถึง 4 เซตต่อท่า 8 ถึง 10 ครั้ง เน้นท่า compoundท่าบน 5 ถึง 8 กิโลกรัม ท่าล่าง 10 ถึง 14 กิโลกรัมhip thrust ได้อย่างน้อย 12 กิโลกรัม 12 ครั้ง

กติกาที่ห้ามละเมิด

  • ห้ามฝึกหนักสองวันติดกัน ต้องมีวันพักคั่นเสมอ เพราะกล้ามเนื้อสร้างตัวเองในวันพัก
  • ถ้าสัปดาห์ไหนทำได้แค่ 2 วัน ให้ทำสัปดาห์เดิมซ้ำ ไม่ต้องข้าม
  • ห้ามเพิ่มน้ำหนักถ้าฟอร์มยังไม่นิ่ง ฟอร์มมาก่อนตัวเลขเสมอ
  • จดน้ำหนักและจำนวนครั้งทุกครั้งที่ฝึก เพราะถ้าไม่จด คุณจะจำไม่ได้ว่าสัปดาห์ที่แล้วทำเท่าไหร่ และการเพิ่มก็จะไม่เกิดขึ้น

น้ำหนักเริ่มต้นของ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ควรเท่าไหร่ ทดสอบเองได้ใน 2 นาที

น้ำหนักที่ถูกต้องคือน้ำหนักที่ทำได้ 12 ถึง 15 ครั้งแล้วเริ่มฟอร์มสั่นในครั้งท้าย ๆ ไม่ใช่น้ำหนักที่ทำได้ 30 ครั้งสบาย ๆ และไม่ใช่น้ำหนักที่ทำได้ 5 ครั้งแล้วหมดแรง

ตัวเลข 2 ถึง 4 กิโลกรัมสำหรับท่าช่วงบนและ 4 ถึง 6 กิโลกรัมสำหรับท่าช่วงล่างที่โค้ชแนะนำไว้ด้านบนคือจุดตั้งต้นที่ดี แต่คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีที่แม่นกว่าคือทดสอบด้วยตัวเองตามขั้นตอนนี้

  1. เลือกดัมเบลที่คิดว่าเบาไปนิดหนึ่ง
  2. ทำท่านั้นไปเรื่อย ๆ จนฟอร์มเริ่มพัง แล้วนับว่าได้กี่ครั้ง
  3. ถ้าได้เกิน 20 ครั้ง แปลว่าเบาไป ให้เพิ่มขึ้น 2 กิโลกรัมแล้วทดสอบใหม่หลังพัก 3 นาที
  4. ถ้าได้ต่ำกว่า 8 ครั้ง แปลว่าหนักไปสำหรับมือใหม่ ให้ลดลง 1 ถึง 2 กิโลกรัม
  5. ถ้าได้ 12 ถึง 15 ครั้งพอดีและครั้งท้าย ๆ เริ่มยาก นั่นคือน้ำหนักเริ่มต้นของคุณ
ท่าผู้หญิงที่ไม่เคยฝึกเลยฝึกมาแล้ว 1 ถึง 3 เดือนฝึกมาแล้วเกิน 6 เดือน
goblet squat4 ถึง 6 กิโลกรัม8 ถึง 12 กิโลกรัม14 ถึง 20 กิโลกรัม
hip thrust6 ถึง 8 กิโลกรัม10 ถึง 16 กิโลกรัม20 ถึง 30 กิโลกรัม
RDL ข้างละ3 ถึง 4 กิโลกรัม6 ถึง 8 กิโลกรัม10 ถึง 14 กิโลกรัม
row ข้างละ3 ถึง 4 กิโลกรัม5 ถึง 8 กิโลกรัม9 ถึง 12 กิโลกรัม
overhead press ข้างละ2 ถึง 3 กิโลกรัม4 ถึง 5 กิโลกรัม6 ถึง 9 กิโลกรัม

สังเกตว่าตัวเลขของท่าขากับท่าก้นสูงกว่าท่าไหล่หลายเท่า ไม่ใช่ความผิดพลาด กล้ามเนื้อขาและก้นคือกลุ่มที่ใหญ่และแข็งแรงที่สุดในร่างกาย คนที่ใช้ดัมเบล 3 กิโลกรัมทำ squat จึงเท่ากับไม่ได้ฝึกอะไรเลย นั่นคือน้ำหนักระดับวอร์มอัพ

ดัมเบลคู่เดียวที่โตไปกับคุณได้ตลอด 12 สัปดาห์

ปัญหาของดัมเบลแบบตายตัวคือคุณจะโตข้ามมันภายในสองเดือน แล้วต้องซื้อใหม่ซ้ำ ๆ ดัมเบลปรับน้ำหนักแก้ปัญหานี้ในชิ้นเดียว ปรับได้ตั้งแต่ระดับวอร์มอัพจนถึงระดับที่ท่าขาต้องการ

ดูดัมเบลปรับน้ำหนัก

โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงเล่นเวท

โภชนาการคือครึ่งหนึ่งของผลลัพธ์ โปรตีน 1.6 ถึง 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม คือช่วงที่ทำให้กล้ามเนื้อที่ฝึกมาไม่สูญเปล่า

ในฐานะ Certified Nutrition Specialist การสร้างกล้ามเนื้อไม่ได้เกิดขึ้นในยิม แต่เกิดในครัว อาหารคือกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาร่างกายที่ยั่งยืน

การคำนวณแคลอรี่และโปรตีน

สูตรคำนวณง่ายๆ สำหรับผู้หญิงที่เล่นเวท 

น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต้องการโปรตีน 1.6-2.0 กรัม จากข้อมูลทางการแพทย์ พบว่าผู้หญิงที่ได้รับโปรตีนเพียงพอมีอัตราการพัฒนากล้ามเนื้อเร็วกว่าถึง 40%

 มื้ออาหารก่อนและหลังเล่น

การจัดมื้ออาหารที่เหมาะสมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะมื้อก่อนเล่น 2 ชั่วโมงควรมีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่ย่อยง่าย และหลังเล่นภายใน 30 นาทีควรได้รับโปรตีนคุณภาพสูง ผมเห็นผลชัดเจนจากลูกค้าที่ทำตามแผนโภชนาการนี้

แหล่งโปรตีนคุณภาพสูง

จากงานวิจัยด้านโภชนาการ แหล่งโปรตีนที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงไม่จำเป็นต้องพึ่งเวย์โปรตีนเสมอไป อกไก่ ไข่ขาว ปลา และถั่วต่างๆ ให้โปรตีนคุณภาพดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม หากทานอาหารครบ 5 มื้อ โอกาสขาดโปรตีนแทบเป็นศูนย์

เล่นกล้ามไม่ได้อยู่ที่การยกน้ำหนักหนักอย่างเดียว แต่อยู่ที่เทคนิคการฝึกที่ถูกต้อง

การจัดการกับรอบเดือน

ช่วงฮอร์โมนที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงของรอบเดือนส่งผลต่อการเล่นเวทเทรนนิ่ง วันที่ 7-14 ของรอบเดือนเป็นช่วงที่ร่างกายแข็งแรงที่สุด เหมาะกับการเพิ่มน้ำหนักหรือความเข้มข้นของการฝึก 

ส่วนช่วงมีประจำเดือน ควรลดความหนักลง 20-30%

การป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

การป้องกันการบาดเจ็บสำคัญมากสำหรับการเล่นเวท ผู้หญิงมีแนวโน้มเกิดการบาดเจ็บที่หัวเข่าและไหล่มากกว่าผู้ชาย การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อต่อและการรักษาท่าทางที่ถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงได้ถึง 80%

มีเพื่อนออกกำลังกาย ย่อมดีกว่า

จากสถิติในฟิตเนสของผม ผู้หญิงที่มีเพื่อนร่วมฝึกมีโอกาสฝึกต่อเนื่องมากกว่า 70% การตั้งเป้าหมายระยะสั้นที่ชัดเจนและการบันทึกความก้าวหน้าช่วยสร้างแรงจูงใจในการสร้างกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง

เรื่องรอบเดือนกับการฝึกเป็นหัวข้อที่ผมได้คำถามเยอะที่สุดจากผู้หญิงเล่นเวท ผมแยกอธิบายไว้ละเอียดขึ้นในหัวข้อด้านล่าง และถ้าอยากอ่านเรื่องการออกกำลังกายช่วงมีประจำเดือนแบบเจาะลึก ดูได้ที่ ออกกำลังกายช่วงมีประจำเดือน

โภชนาการสำหรับผู้หญิงเล่นเวท โปรตีน 1.6 ถึง 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

โปรตีนสำหรับ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง 1.6 ถึง 2.2 กรัมต่อกิโลกรัม แปลเป็นอาหารจริงคือเท่าไหร่

ช่วงที่งานวิจัยรองรับมากที่สุดสำหรับ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง คือ 1.6 ถึง 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่ำกว่า 1.2 กรัมคือจุดที่กล้ามเนื้อเริ่มไม่ถูกสร้างขึ้นใหม่แม้จะฝึกหนัก

ผู้หญิงหนัก 55 กิโลกรัมต้องการโปรตีนราว 88 ถึง 121 กรัมต่อวัน ตัวเลขนี้ฟังดูเยอะจนหลายคนไม่เชื่อ แต่พอแปลเป็นจานอาหารจริงแล้วจะเห็นว่าทำได้ ถ้าใส่โปรตีนไว้ในทุกมื้อแทนที่จะไปกองไว้ที่มื้อเย็นมื้อเดียว

อาหารปริมาณโปรตีนที่ได้
อกไก่100 กรัม หรือราวครึ่งชิ้น31 กรัม
ไข่ไก่ทั้งฟอง1 ฟอง6 กรัม
ปลาทูนึ่ง1 ตัว20 กรัม
เต้าหู้ขาวแข็ง100 กรัม12 กรัม
นมจืด1 กล่อง 250 มิลลิลิตร8 กรัม
กรีกโยเกิร์ต150 กรัม15 กรัม
เวย์โปรตีน1 สกู๊ป24 กรัม

ตัวอย่างวันที่ได้โปรตีน 100 กรัม สำหรับคนหนัก 55 กิโลกรัม

  • เช้า ไข่ 2 ฟองกับนม 1 กล่อง ได้ 20 กรัม
  • กลางวัน ข้าวกับอกไก่ 100 กรัม ได้ 31 กรัม
  • บ่าย กรีกโยเกิร์ต 1 ถ้วย ได้ 15 กรัม
  • เย็น ปลาทู 1 ตัวกับเต้าหู้ 100 กรัม ได้ 32 กรัม
  • รวมทั้งวันได้ 98 กรัม โดยไม่ต้องพึ่งผงโปรตีนเลยสักช้อน

ข้อผิดพลาดที่ผมเห็นบ่อยที่สุดคือกินโปรตีนแค่มื้อเย็นมื้อเดียว 60 กรัมรวด ร่างกายใช้โปรตีนได้ราว 25 ถึง 40 กรัมต่อมื้อสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ ที่เหลือถูกนำไปใช้เป็นพลังงานแทน ให้กระจายเป็น 3 ถึง 4 มื้อ มื้อละ 25 ถึง 30 กรัม จะได้ผลกว่ามาก

เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ช่วงมีประจำเดือน ฝึกได้ไหมและควรปรับอย่างไร

เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ช่วงมีประจำเดือนทำได้ และหลายคนรู้สึกดีขึ้นหลังฝึก ให้ลดความหนักลง 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 2 ถึง 3 วันแรก แล้วกลับมาปกติ ไม่ต้องหยุดทั้งสัปดาห์

เนื้อหาเดิมด้านบนบอกไว้ถูกแล้วว่าวันที่ 7 ถึง 14 ของรอบเดือนคือช่วงที่ร่างกายแข็งแรงที่สุด ผมขอขยายให้เห็นภาพทั้งรอบ เพราะการรู้ว่าช่วงไหนควรดันและช่วงไหนควรถอย ช่วยให้คุณไม่โทษตัวเองในวันที่ยกไม่ขึ้น

ช่วงของรอบเดือนสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายควรฝึกอย่างไร
วันที่ 1 ถึง 3 ช่วงมีประจำเดือนฮอร์โมนต่ำ อาจปวดท้องและอ่อนเพลียลดน้ำหนักลง 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เน้นท่าที่ไม่ต้องเบ่งแรง เดินเบา ๆ ก็ได้
วันที่ 4 ถึง 6อาการเริ่มดีขึ้น พลังงานกลับมากลับมาฝึกปกติได้ ค่อย ๆ ไต่น้ำหนักกลับขึ้นไป
วันที่ 7 ถึง 14 ช่วงก่อนไข่ตกเอสโตรเจนสูง แรงและการฟื้นตัวดีที่สุดของรอบช่วงทองสำหรับการเพิ่มน้ำหนักและทำสถิติใหม่
วันที่ 15 ถึง 22ฮอร์โมนเริ่มเปลี่ยน แรงยังพอใช้ได้ฝึกปกติ คงน้ำหนักไว้ ไม่ต้องเร่งเพิ่ม
วันที่ 23 ถึง 28 ช่วงก่อนมีประจำเดือนอาจบวมน้ำ อารมณ์แปรปรวน แรงตกลดปริมาณเซตลงเล็กน้อย เน้นฟอร์ม ไม่ต้องพยายามทำสถิติ

สามอย่างที่ห้ามทำในช่วง 2 ถึง 3 วันแรก

  • ห้ามทำท่าที่ต้องกลั้นหายใจเบ่งแรงมาก เช่นการยกหนักสุดที่ 3 ถึง 5 ครั้ง
  • ห้ามฝืนถ้าปวดท้องรุนแรงจนตั้งสมาธิกับฟอร์มไม่ได้ ฟอร์มที่พังคือทางลัดสู่การบาดเจ็บ
  • ห้ามโทษตัวเองว่าขี้เกียจถ้ายกน้ำหนักเดิมไม่ขึ้น เพราะมันเป็นเรื่องของฮอร์โมน ไม่ใช่ความตั้งใจ

รายละเอียดเรื่องอาการปวดท้องและการเลือกท่าที่เหมาะ ผมเขียนแยกไว้ที่ ออกกำลังกายช่วงมีประจำเดือน

เวทกับคาร์ดิโอ ควรทำอันไหนก่อนในตาราง เวทเทรนนิ่งผู้หญิง

ถ้าต้องทำในวันเดียวกัน ให้ยกเวทก่อนแล้วค่อยคาร์ดิโอ เพราะ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ต้องการระบบประสาทที่สดและฟอร์มที่นิ่ง ส่วนคาร์ดิโอทำได้แม้ขาจะล้าแล้ว

คำถามนี้มีคำตอบที่ตรงไปตรงมา ถ้าเป้าหมายของ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง คือรูปร่างกระชับและแข็งแรง เวทมาก่อนเสมอ การวิ่ง 30 นาทีก่อนยกเวททำให้กล้ามเนื้อขาล้าไปแล้วราว 20 เปอร์เซ็นต์ พอถึงเวลา squat คุณจะยกได้น้อยลงและฟอร์มแย่ลง ซึ่งเป็นสองอย่างที่คุณไม่อยากให้เกิด

สถานการณ์ลำดับที่แนะนำเหตุผล
ทำทั้งสองอย่างในวันเดียวเวทก่อน คาร์ดิโอทีหลัง 15 ถึง 20 นาทียกเวทต้องการระบบประสาทที่สดที่สุด
เป้าหมายคือลดไขมันเป็นหลักเวท 3 วัน คาร์ดิโอ 2 วัน แยกวันกันรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ระหว่างที่ลดไขมัน
เป้าหมายคือสร้างกล้ามเนื้อเวท 3 ถึง 4 วัน คาร์ดิโอเบา ๆ 20 นาที 2 วันคาร์ดิโอมากเกินไปกินพลังงานที่ควรใช้ฟื้นตัว
มีเวลาแค่ 30 นาทีต่อวันเวทล้วน จัดเป็นวงจรไม่พักนานได้ทั้งแรงและอัตราการเต้นหัวใจในเวลาเดียว

สำหรับความถี่ที่เหมาะสมของแต่ละแบบ ผมรวมเกณฑ์ไว้ที่ ควรออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน และถ้าอยากเข้าใจการใช้ดัมเบลให้ครบทุกท่า ดูได้ที่ วิธีเล่นดัมเบล

อุปกรณ์ขั้นต่ำสำหรับ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ที่บ้าน

งบ 3,000 บาทแรกของ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ควรลงที่ดัมเบลปรับน้ำหนักหนึ่งคู่กับเสื่อหนึ่งผืน สองอย่างนี้ครอบคลุมท่าในตาราง 12 สัปดาห์ได้เกือบทั้งหมด ส่วนม้านั่งกับบาร์เบลค่อยตามมาทีหลัง

อุปกรณ์ลำดับความสำคัญเปิดท่าอะไรได้บ้างซื้อเมื่อไหร่
ดัมเบลปรับน้ำหนักอันดับ 1squat, RDL, row, press, lunges และท่า isolation ทั้งหมดซื้อตั้งแต่วันแรก
เสื่อรองพื้นอันดับ 2hip thrust, glute bridge, plank และท่านอนทุกท่าซื้อพร้อมดัมเบล
ยางยืดแรงต้านอันดับ 3วอร์มอัพสะโพกและไหล่ ท่าดึงเบา ๆซื้อเมื่องบเหลือ ราคาไม่กี่ร้อย
ม้านั่งปรับระดับอันดับ 4hip thrust ที่เต็มระยะ dumbbell press และ row แบบพาดม้านั่งเมื่อฝึกครบ 8 สัปดาห์และยังทำต่อ
บาร์เบลและแผ่นน้ำหนักอันดับ 5squat หนัก deadlift และ hip thrust ที่เกิน 30 กิโลกรัมเมื่อดัมเบลที่มีเริ่มเบาเกินไปสำหรับท่าขา

คนที่เพิ่งเริ่ม เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ส่วนใหญ่ทำผิดลำดับ ซื้อบาร์เบลก่อนเพราะดูจริงจังกว่า แล้วสุดท้ายมันกลายเป็นของตกแต่งห้อง ในขณะที่ดัมเบลปรับน้ำหนักคู่เดียวถูกใช้ทุกวัน บาร์เบลและแผ่นน้ำหนัก คุ้มมากเมื่อถึงเวลาของมัน แต่เวลานั้นไม่ใช่เดือนแรก

ไม่แน่ใจว่าควรเริ่มที่ดัมเบลกี่กิโล และต้องมีม้านั่งไหม

บอกน้ำหนักตัว ประสบการณ์ฝึกที่ผ่านมา และพื้นที่ที่บ้านมา ทีมงานช่วยเลือกช่วงน้ำหนักและอุปกรณ์ที่พอดีกับคุณจริง ๆ ดีกว่าซื้อเบาไปแล้วต้องซื้อซ้ำในสองเดือน

เริ่ม เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ที่บ้านวันนี้ ปูเสื่อรองพื้นก่อนเป็นอย่างแรกดูเสื่อและแผ่นรองพื้น

กลับไปที่สารบัญ

บทสรุปการเล่นเวทเทรนนิ่งสำหรับผู้หญิง

สรุปของ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง คือฝึกให้ถูกท่า เพิ่มความหนักให้ต่อเนื่อง กินโปรตีนให้พอ และให้เวลากับมันอย่างน้อย 12 สัปดาห์ก่อนตัดสินผล

ตลอดระยะเวลากว่า 13 ปีในวงการฟิตเนส ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งของผู้หญิงที่เล่นเวทอย่างถูกวิธี การสร้างกล้ามเนื้อไม่ใช่เรื่องของผู้ชายเท่านั้น กุญแจสำคัญอยู่ที่ความเข้าใจและการฝึกฝนอย่างถูกต้อง

ประโยชน์ระยะยาว

การเล่นเวทไม่เพียงช่วยสร้างรูปร่างที่สวยงาม แต่ยังช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน และเพิ่มการเผาผลาญ จากการติดตามผลลูกค้าผู้หญิงกว่า 1,000 คน พบว่าการเล่นเวทเทรนนิ่งอย่างสม่ำเสมอช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ก้าวต่อไปของคุณ

ผมขอย้ำว่าทุกคนมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ เริ่มจากการเรียนรู้ท่าพื้นฐาน ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและโภชนาการที่เหมาะสม การเล่นกล้ามไม่ใช่การแข่งขันความเร็ว แต่เป็นการเดินทางระยะยาวสู่สุขภาพที่ดีขึ้น

หากคุณมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเล่นเวท สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองเพื่อสร้างโปรแกรมที่เหมาะกับคุณโดยเฉพาะ และถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มยังไง หรืออยากให้เทรนเนอร์ช่วยดูฟอร์ม ช่วยวางแผนให้ตรงกับเป้าหมายของคุณ ลองมาทดลองเล่นฟรี 3 วันที่ Real Gym ได้เลยครับ ผมและทีมโค้ชพร้อมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดแบบเป็นกันเอง กดลงทะเบียนและดูสาขาใกล้บ้านคุณได้ที่นี่ →

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถามเรื่อง เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ที่ผมได้รับบ่อยที่สุดจากลูกค้าจริง ตอบด้วยตัวเลขที่ใช้ได้ ไม่ใช่คำปลอบใจ

ยกเวทผู้หญิงแล้วจะบึกไหม

ไม่ เพราะผู้หญิงมีเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าผู้ชายราว 15 ถึง 20 เท่า ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักในการสร้างกล้ามเนื้อ ผู้หญิงที่ฝึกต่อเนื่อง 12 สัปดาห์มักเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ราว 0.5 ถึง 1.5 กิโลกรัม ซึ่งทำให้ตัวกระชับขึ้น ไม่ใช่ใหญ่ขึ้น นักเพาะกายหญิงที่เห็นในรูปใช้เวลาหลายปีบวกกับโปรแกรมและอาหารที่เข้มงวดมาก ไม่ใช่ผลจากการยกดัมเบลสามวันต่อสัปดาห์

ท่า compound คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง

ท่า compound คือท่าที่ใช้ข้อต่อหลายข้อและกล้ามเนื้อหลายกลุ่มพร้อมกัน เช่น squat, hip thrust, RDL, row และ overhead press มันคือแกนของ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง เพราะยกน้ำหนักได้มากกว่า เผาผลาญได้มากกว่า และประหยัดเวลากว่าท่า isolation ถ้ามีเวลาแค่ 40 นาที ให้ทำห้าท่านี้แล้วจบ ได้ผลมากกว่าการไล่ทำท่าเล็ก 10 ท่า

ผู้หญิงเริ่มเล่นเวทควรใช้ดัมเบลกี่กิโล

จุดตั้งต้นที่ใช้ได้คือ 2 ถึง 4 กิโลกรัมสำหรับท่าแขนและไหล่ และ 4 ถึง 6 กิโลกรัมสำหรับท่าขาและหลัง แต่วิธีที่แม่นกว่าคือทดสอบเอง เลือกน้ำหนักแล้วทำจนฟอร์มเริ่มพัง ถ้าได้เกิน 20 ครั้งแปลว่าเบาไป ถ้าได้ต่ำกว่า 8 ครั้งแปลว่าหนักไป น้ำหนักที่ใช่คือน้ำหนักที่ทำได้ 12 ถึง 15 ครั้งแล้วครั้งท้าย ๆ เริ่มยาก

progressive overload ทำอย่างไรถ้าไม่มีดัมเบลหนักกว่าเดิม

มีอีก 3 ทางที่ทำได้ทันที เพิ่มจำนวนครั้งจาก 10 เป็น 15 ที่น้ำหนักเดิม เพิ่มเซตจาก 3 เป็น 4 และลดเวลาพักจาก 90 วินาทีเหลือ 60 วินาที ถ้าทำครบทั้งสามแล้วยังตัน ให้เปลี่ยนไปท่าที่ยากขึ้น เช่นจาก goblet squat ไปเป็น squat ขาเดียวถือดัมเบล ซึ่งเพิ่มแรงที่ขาข้างเดียวได้เกือบเท่าตัว

ต้องกินโปรตีนเท่าไหร่ถ้าเล่นเวท

ช่วงที่งานวิจัยรองรับมากที่สุดคือ 1.6 ถึง 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ผู้หญิงหนัก 55 กิโลกรัมจึงต้องการราว 88 ถึง 121 กรัมต่อวัน ให้กระจายเป็น 3 ถึง 4 มื้อ มื้อละ 25 ถึง 30 กรัม เพราะร่างกายใช้โปรตีนสร้างกล้ามเนื้อได้ราว 25 ถึง 40 กรัมต่อมื้อเท่านั้น อกไก่ 100 กรัมให้ 31 กรัม ไข่ 1 ฟองให้ 6 กรัม และปลาทู 1 ตัวให้ 20 กรัม

ฝึกเวทช่วงมีประจำเดือนได้ไหม

ได้ ให้ลดความหนักลง 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 2 ถึง 3 วันแรก และเลี่ยงท่าที่ต้องกลั้นหายใจเบ่งแรง หลังจากนั้นกลับมาฝึกปกติได้ ช่วงวันที่ 7 ถึง 14 ของรอบเดือนคือช่วงที่แรงดีที่สุด เหมาะกับการเพิ่มน้ำหนักหรือทำสถิติใหม่ ส่วนช่วงก่อนมีประจำเดือน แรงจะตกลงเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เพราะคุณขี้เกียจ

ควรทำเวทก่อนหรือคาร์ดิโอก่อน

ยกเวทก่อนเสมอถ้าต้องทำในวันเดียวกัน เพราะการยกเวทต้องการระบบประสาทที่สดและฟอร์มที่นิ่ง การวิ่ง 30 นาทีก่อนยกทำให้กล้ามเนื้อขาล้าไปแล้วราว 20 เปอร์เซ็นต์ พอถึงเวลา squat คุณจะยกได้น้อยลงและเสี่ยงบาดเจ็บมากขึ้น ถ้าเป้าหมายคือลดไขมัน ให้แยกวันไปเลย เวท 3 วัน คาร์ดิโอ 2 วัน

เล่นเวทช่วยเรื่องกระดูกจริงไหม

จริง และเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง เมื่อกล้ามเนื้อดึงกระดูกด้วยแรงมากพอ เซลล์สร้างกระดูกจะได้รับสัญญาณให้เพิ่มความหนาแน่น ซึ่งการเดินหรือว่ายน้ำให้ไม่ได้ งานวิจัยที่อ้างในบทความพบว่าการฝึกแรงต้าน 12 เดือนเพิ่มความหนาแน่นกระดูกได้ราว 5 เปอร์เซ็นต์ ผู้หญิงเสียมวลกระดูกเร็วขึ้นหลังหมดประจำเดือน การฝึกตั้งแต่วัย 30 จึงเป็นการสะสมไว้ใช้ตอนแก่

ฝึกกี่วันต่อสัปดาห์ถึงจะพอ

สามวันต่อสัปดาห์แบบฝึกทั้งตัว วันเว้นวัน คือจุดที่คุ้มที่สุดของ เวทเทรนนิ่งผู้หญิง ที่มีเวลาจำกัด เพราะกล้ามเนื้อกลุ่มเดิมถูกกระตุ้น 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ถ้ามีเวลามากกว่านั้น เพิ่มเป็น 4 วันได้ แต่ต้องมีวันพักคั่นเสมอ เพราะกล้ามเนื้อสร้างตัวเองใหม่ในวันพัก ไม่ใช่ตอนยก

เล่นเวทกี่สัปดาห์ถึงเห็นผล

ความแข็งแรงมาก่อนเสมอ ราวสัปดาห์ที่ 2 ถึง 4 คุณจะยกน้ำหนักเดิมได้มากครั้งขึ้นทั้งที่รูปร่างยังไม่เปลี่ยน รูปร่างที่กระชับขึ้นเริ่มเห็นราวสัปดาห์ที่ 8 ถึง 12 และตัวเลขบนตาชั่งอาจนิ่งหรือขึ้นเล็กน้อยในเดือนแรกเพราะกล้ามเนื้อกักน้ำ ให้วัดจากรอบเอว รอบสะโพก และน้ำหนักที่ยกได้ แทนการชั่งน้ำหนักอย่างเดียว

ไม่มีม้านั่ง ทำ hip thrust ได้ไหม

ได้ ใช้ขอบโซฟาหรือขอบเตียงที่สูงราว 40 เซนติเมตรพาดหลังส่วนบนแทนได้เลย ขอแค่มันไม่ขยับตอนดันขึ้น ถ้ายังไม่มีอะไรพาด ให้เริ่มจาก glute bridge บนพื้นก่อน ซึ่งได้กล้ามเนื้อก้นเหมือนกันแค่ระยะการเคลื่อนไหวสั้นกว่า พอฝึกไปสักพักและอยากได้ระยะเต็ม ม้านั่งปรับระดับจะคุ้มขึ้นมาทันที

ปวดเข่าเวลาทำ squat ควรหยุดเล่นเวทไหม

อย่าเพิ่งหยุด ให้เช็กสองอย่างก่อน หนึ่ง เข่าบิดเข้าในหรือเปล่า ให้ดันเข่าออกไปทางนิ้วก้อยเท้าตลอดช่วงลง สอง น้ำหนักอยู่ที่ปลายเท้าหรือเปล่า ให้ถ่ายไปที่กลางเท้าถึงส้นเท้า ถ้าแก้แล้วยังปวด ให้เปลี่ยนไปทำ hip thrust และ RDL ซึ่งลงแรงที่สะโพกแทนเข่า 3 ถึง 4 สัปดาห์ แล้วค่อยกลับมา squat ด้วยน้ำหนักที่เบาลง


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด




ติดต่อเรา ร้านขายเครื่องออกกำลังกาย Homefittools