ติดต่อเจ้าหน้าที่
สลับเส้นทาง
รถเข็นของฉัน 0

แอโรบิคผู้สูงอายุ 10 ท่าเต้นแรงกระแทกต่ำ พร้อมโซนหัวใจ ตาราง 4 สัปดาห์ และ chair aerobics

แอโรบิคผู้สูงอายุ 10 ท่าเต้นแรงกระแทกต่ำ พร้อมโซนหัวใจ ตาราง 4 สัปดาห์ และ chair aerobics

สารบัญ

คำถามแรกที่ลูกหลานถามผมเสมอคือ ให้พ่อกับแม่เต้นหนักแค่ไหนถึงจะพอดี ไม่อันตราย แต่ก็ไม่เบาจนไม่ได้อะไร คำตอบที่ใช้ได้จริงไม่ใช่การไปคลำชีพจรที่ข้อมือกลางคลาสเต้น แต่คือการฟังเสียงตัวเองว่ายังพูดเป็นประโยคได้อยู่หรือเปล่า บทความนี้เก็บเนื้อหาเดิมของเรื่อง แอโรบิคผู้สูงอายุ ไว้ครบ ทั้ง 10 ท่าเต้นและข้อควรปฏิบัติ แล้วเติมส่วนที่คนถามบ่อยแต่หาอ่านยาก

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือวิธีวัดความหนักด้วย talk test ตารางโซนหัวใจตามอายุ 60 ถึง 85 ปี ตารางแรงกระแทกที่ลงเข่าของท่าเต้นแต่ละท่า ชุด chair aerobics 8 ท่าสำหรับคนที่เข่าไม่ไหว ท่าฝึกการทรงตัวป้องกันหกล้ม ตาราง 4 สัปดาห์ที่แบ่ง 3 ระดับ สัญญาณอันตรายที่ต้องหยุดทันที ทางเลือกเมื่อข้อเข่าเดินไม่ไหวแล้ว และสิ่งที่ลูกหลานทำได้เพื่อให้ท่านทำต่อเนื่อง

  • ความหนักที่ปลอดภัยคือระดับที่ยังพูดเป็นประโยคสั้นได้แต่ร้องเพลงไม่ได้ นี่คือหลักของ talk test
  • ตัวเลขอ้างอิงคือ 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของ MHR ซึ่งคำนวณจาก 220 ลบอายุ
  • เริ่มที่ 10 นาทีต่อวัน แล้วค่อยขยับไป 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ถึง 5 วัน
  • ห้ามกระโดด ให้เท้าข้างหนึ่งแตะพื้นเสมอ แรงที่ลงเข่าจะอยู่ราว 1 เท่าของน้ำหนักตัว
  • ปิดท้ายทุกครั้งด้วยท่าฝึกการทรงตัว 5 นาที เพราะการหกล้มหนึ่งครั้งกินเวลาฟื้นตัวนานกว่าที่เต้นมาทั้งเดือน

คนเราเมื่ออายุมากขึ้น จะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจ สุขภาพร่างกายจะเริ่มอ่อนแอลงขณะที่จิตใจก็อ่อนไหวมากขึ้นแต่ผู้สูงอายุสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ด้วยการออกกำลังกาย และควรเป็นการออกกำลังกายที่ได้พัฒนาทั้งความแข็งแรงของสุขภาพ และได้พัฒนาอารมณ์ให้แจ่มใสยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายด้วยการเดิน การวิ่ง หรือออกกำลังกายด้วยการขยับร่างกายด้วยท่าง่ายๆ อย่างการเต้นแอโรบิค และวันนี้เรามีวิธีออกกำลังกายแบบ แอโรบิคผู้สูงอายุ มาแนะนำ

 แอโรบิคผู้สูงอายุ

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค คืออะไร

แอโรบิคผู้สูงอายุ ไม่ได้แปลว่าการเต้นอย่างเดียว การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือใช้เครื่องเดินวงรี นับเป็นแอโรบิคทั้งหมด ขอแค่หัวใจได้ทำงานต่อเนื่องเกิน 10 นาที

แอโรบิค คือการออกกำลังกายที่ต้องกล้ามเนื้อขาและแขน และกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ของร่างกายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการออกกำลังกายแบบแอโรบิคผู้สูงวัย เป็นเวลานานพอที่ร่างกายได้ใช้พลังงานเต็มที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้หัวใจ ปอดและระบบการทำงานของร่างกาย หลายคนเข้าใจว่าแอโรบิคคือการเต้นอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ กระโดดเชือกก็ถือเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคเช่นกัน การใช้ อุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้าน เช่น Elliptical Machines ซึ่งมีลักษณะเป็นลู่วิ่งผสมเครื่องปั่นจักรยานในตัวเดียวกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ เครื่องเดินวงรี ก็ถือเป็นเครื่องใช้ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิคได้

สามอย่างที่นับเป็น แอโรบิคผู้สูงอายุ ได้เหมือนกัน เดินเร็วรอบหมู่บ้าน 30 นาที ปั่นจักรยานอยู่กับที่ 20 นาที และเต้นตามเพลงในห้องนั่งเล่น 20 นาที ทั้งสามอย่างทำให้หัวใจทำงานในโซนเดียวกัน เลือกอันที่ท่านจะทำได้ทุกสัปดาห์ ไม่ใช่อันที่ดูดีที่สุดบนกระดาษ

ทั้งนี้ การเต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ มีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น การเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า, ลดความเครียด, และเพิ่มพลังงาน. นอกจากนี้ การเต้นแอโรบิคนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้สูงอายุจะออกกำลังกายได้อย่างเดียว การเต้นแอโรบิคนั้นเหมาะกับทุกคน ทุกเพศทุกวัย นอกจากจะได้ร่างกายที่แข็งแรงขึ้นแล้วยังสามารถช่วยลดน้ำหนัก, ปรับรูปร่าง, และเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย

การเต้นแอโรบิคเป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุหรือคนหนุ่มสาว เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ลดความเครียด และเพิ่มพลังงานแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย ลดน้ำหนัก และปรับรูปร่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกและประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย การใช้ เครื่องเดินวงรี เป็นอีกตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้อย่างดี ด้วยการออกกำลังกายที่ลดแรงกระแทก ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและระบบหัวใจได้อย่างปลอดภัย คุณสามารถเลือกชม รวมสินค้าเครื่องเดินวงรี เพื่อเริ่มต้นเส้นทางสู่สุขภาพที่ดีและร่างกายที่แข็งแรงได้ตั้งแต่วันนี้!

 แอโรบิคผู้สูงอายุ

ความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยที่สุดของ แอโรบิคผู้สูงอายุ คือคิดว่าต้องเหนื่อยจนหอบถึงจะได้ผล ข้อมูลด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุชี้ไปทางเดียวกันว่า การออกกำลังกายระดับปานกลางแบบแรงกระแทกต่ำ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ให้ผลต่อหัวใจและความดันมากกว่าการอัดหนักสั้น ๆ แล้วเจ็บจนต้องหยุดไปสามสัปดาห์

ถ้าอยากเห็นภาพรวมของการออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจนทั้งหมด ผมสรุปประเภทและความหนักไว้ใน คู่มือคาร์ดิโอฉบับเต็ม ส่วนใครที่สงสัยว่าควรทำกี่วันต่อสัปดาห์ถึงพอดีกับวัย ดูเกณฑ์ได้ที่ ควรออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน

การเต้นแอโรบิค ที่เหมาะกับคนอายุ 50+

หัวใจของการเต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ อยู่ที่ความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ความหนัก เต้นวันละ 20 ถึง 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ถึง 5 วัน ให้ผลดีกว่าอัดหนักสัปดาห์ละครั้ง

สำหรับการเต้นแอโรบิคนั้นเป็นที่นิยมของผู้สูงวัย เพราะได้ทั้งออกกำลังกาย ได้เพื่อนที่มาจอยกันเป็นกลุ่มทำให้ได้รับความสนุกสนาน ช่วยในเรื่องของจิตใจได้ด้วย ผู้ที่มีอายุ 50 ขึ้นไปสามารถเต้นแอโรบิคได้ด้วยท่าเต้นแบบเบา ๆ จังหวะพอประมาณให้หัวใจได้ทำงานมากขึ้น โดยผู้ออกกำลังกายสามารถใช้การสังเกตจากความรู้สึกของตัวเองว่าเหนื่อยหรือยัง ถ้าเหนื่อยแสดงว่าหัวใจได้ออกกำลังแล้ว สำหรับวิธี แอโรบิคออกกำลังกายผู้สูงอายุ อยากแนะนำให้ใช้เทคนิค ท่าเต้น และข้อปฏิบัติต่อไปนี้

การประเมินสุขภาพ:

เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ เป็นอันดับต้นๆ ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรม ควรประเมินสุขภาพของผู้สูงอายุโดยการปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพ เพื่อปรับแต่งกิจกรรมให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและสุขภาพของแต่ละบุคคล เนื่องจากการเลือกท่าทางที่เหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ เริ่มต้นด้วยท่าทางที่ง่ายและเพิ่มระดับความยากขึ้นไปตามลำดับตามที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพ

เทคนิคการเต้นแอโรบิคของคนอายุ 50+ :

ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคระดับปานกลาง ใช้เวลาประมาณครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน สามารถทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วย เครื่องออกกำลังกาย พื้นฐานที่เหมาะกับผู้สูงวัยที่สามารถใช้ที่บ้านได้ เช่น ฟรีเวท (Free Weight) ดัมเบลขนาดน้ำหนักเบา

รวม 10 ท่าเต้นที่บริหารร่างกาย เทคนิคการเต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุสามารถใช้ท่าเต้นทั้ง 10 นี้ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิคง่าย ๆ

แนะนำท่า แอโรบิคผู้สูงอายุ

  • ท่าที่ 1 : ย่ำเท้าอยู่กับที่ เริ่มด้วยยืนตรง สองมือเท้าเอวไว้แล้วย่ำเท้าซ้ายสลับขวาประมาณ 1-2 นาที
  • ท่าที่ 2 : ยืนตรง กางขาออกเล็กน้อยแล้วยกมือขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับก้างขาซ้ายออกไปด้านข้าง ปลายเท้าแตะพื้น จากนั้นลดมือลงพร้อมกับดึงขากลับมาที่เดิม ทำสลับซ้ายขวา ไปเรื่อยๆ
  • ท่าที่ 3 : ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ โบกไปมาตามจังหวะเพลง เป็น แอโรบิคออกกำลังกายผู้สูงอายุ ที่ง่ายและทำให้อารมณ์ดีขึ้น
  • ท่าที่ 4 : ยืนตรง ยกแขนตั้งฉากกับลำตัวแล้วตั้งข้อศอกขึ้น หุบศอกเข้าหากันสลับกับกางข้อศอกออกตามจังหวะเพลง
  • ท่าที่ 5 : ยืนตรง แยกเท้าออกจากกันเล็กน้อย มือสองข้างเท้าเอวแล้วหมุนไหล่ซ้ายไปทางด้านหน้าจากนั้นก็หมุนกลับไปด้านหลัง จากนั้นสลับเป็นไหล่ขวาทำเหมือนกัน
  • ท่าที่ 6 : ยืนตรง เอามือเท้าเอวไว้ทั้ง 2 ข้าง จากนั้นให้ยกหัวไหล่ขึ้น - ลง ตามจังหวะ
  • ท่าที่ 7 : ยืนตรง ให้วางเท้าทั้งสอง ห่างกันเล็กน้อย เพื่อง่ายต่อการทรงตัว เอามือทั้งสองข้างเท้าเอวไว้ และบิดลำตัว ไปทาง ซ้าย สลับกับ ไปทางขวา
  • ท่าที่ 8 : ยืนตรง ให้วางเท้าทั้งสอง ห่างกันเล็กน้อย แกว่งแขนทั้งสองข้างไปทางด้านหน้า สลับกับ ไปทางด้านหลัง เป็นจังหวะ สลับไปมา
  • ท่าที่ 9 : เอามือประสานกัน วางไว้ในระดับอกหรือระดับท้อง จากนั้นยกเข่าซ้ายขึ้นมาชนกับฝ่ามือ สลับเข่า ซ้าย - ขวา ตามลำดับ
  • ท่าที่ 10 : ยืนตรง กางขาออกเล็กน้อย ดึงศอกไปด้านหลัง พร้อมกับก้างขาซ้ายออกไปด้านข้าง ปลายเท้าแตะพื้น จากนั้นดึงศอกกลับมาพร้อมกลับมายืนในท่าเริ่มต้น ทำสลับซ้าย-ขวา ไปเรื่อย ๆ ตามจังหวะ

บทความที่เกี่ยวข้อง : ล้วงลึก ZUMBA DANCE แอโรบิคคาร์ดิโอลดพุงสุดบ้าที่ได้ผลเกินคาด

ข้อควรปฏิบัติ ก่อนและหลังเต้นแอโรบิคของผู้สูงอายุ

แนะนำให้อบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายเสมอหลังออกกำลังกาย ควรคูลดาวน์ด้วยการยืดกล้ามเนื้ออีก 5 นาที

บทความที่เกี่ยวข้อง : สิ่งที่ไม่ควรทำหลังออกกำลังกาย ห้ามอะไร? กินอะไรบ้าง?

 แอโรบิคผู้สูงอายุ

ก่อนเปิดเพลง เช็ก 5 อย่างนี้ทุกครั้ง

  • รองเท้าต้องหุ้มส้น พื้นไม่ลื่น ไม่ใช่รองเท้าแตะหรือรองเท้าผ้าใบเก่าที่พื้นสึกจนเรียบ
  • พื้นที่ว่างรอบตัวอย่างน้อย 1.5 คูณ 1.5 เมตร ไม่มีสายไฟ ไม่มีพรมเช็ดเท้าที่ขอบงอ
  • มีเก้าอี้พนักสูงหรือขอบโต๊ะให้จับได้ในระยะหนึ่งก้าว เผื่อเวียนหัว
  • น้ำเปล่าหนึ่งแก้ววางไว้ใกล้ตัว จิบทุก 10 นาที ไม่ต้องรอให้กระหาย
  • ถ้ามีโรคประจำตัว ให้วางยาประจำตัวไว้ในระยะที่หยิบถึง เช่น ยาอมใต้ลิ้นของคนเป็นโรคหัวใจ

การเต้นแอโรบิคสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว

ผู้ที่มีโรคประจำตัวเต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ ได้ แต่ต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ก่อน และต้องรู้จักสัญญาณอันตรายที่ต้องหยุดทันที ซึ่งผมรวบรวมไว้ในหัวข้อท้ายบทความ

ผู้มีโรคประจำตัวต้องใช้ความระมัดระวังในการออกกำลังกาย และควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเพราะบางโรคอาจกำเริบจากการออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสมกับสุขภาพ แต่ถ้าหากว่าแพทย์ตรวจวินิจฉัยแล้วอนุญาตให้ออกกำลังกายหรือเต้นแอโรบิคได้ก็ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและต้องสังเกตอาการของตัวเองหลังจากเต้นแอโรบิคด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีความผิดปกติอะไรหรือไม่ เช่น เจ็บหน้าอก เวียนศีรษะ

ท่าเต้นที่แนะนำสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว

ผู้ที่มีโรคประจำตัวสามารถใช้ท่าง่าย ๆ ทั้ง 10 ท่าที่ใช้กับผู้สูงอายุได้เพราะเป็นท่าที่ไม่มีแรงกระแทก ไม่มีท่ากระโดด หรือเตะเท้าสูง และเพื่อความปลอดภัยควรใช้รองเท้าที่ซัพพอร์ตข้อเท้า หรืออาจมี แผ่นยางปูพื้น หรือ แผ่นยางกันกระแทก รองที่พื้น ในการเต้นไม่ควรออกแรงมากเกินไป ควรใช้แรงระดับปานกลาง

นอกจากท่าเต้นทั้ง 10 ข้างต้นแล้ว ขอแนะนำการออกกำลังกายด้วยเครื่องออกกำลังกายง่าย ๆ ที่ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้สูงอายุก็สามารถใช้ได้คือ ม้านั่งออกกำลังกาย สามารถใช้บริการแขนขาเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ หรือจะเป็น การใช้อุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้าน เช่น Elliptical Machines หรือที่รู้จักกันในชื่อเครื่องเดินวงรี ก็ถือเป็นเครื่องใช้ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิคได้เช่นกัน

โรคประจำตัวข้อควรระวังเฉพาะโรคปรับท่าเต้นอย่างไร
ความดันโลหิตสูงห้ามกลั้นหายใจขณะเกร็ง และเลี่ยงการยกแขนเหนือศีรษะค้างนานยกแขนไม่เกินระดับไหล่ หายใจออกทุกจังหวะที่ออกแรง
เบาหวานน้ำตาลตกได้ระหว่างเต้น โดยเฉพาะช่วงก่อนมื้ออาหารเต้นหลังมื้ออาหาร 1 ชั่วโมง พกลูกอมติดตัว วัดน้ำตาลก่อนและหลัง
ข้อเข่าเสื่อมการงอเข่าเกิน 90 องศาซ้ำ ๆ ทำให้ปวดมากขึ้นตัดท่ายกเข่าสูงออก เปลี่ยนเป็นย่ำเท้าและก้าวข้าง หรือย้ายไปทำบนเก้าอี้
โรคหัวใจต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ และต้องรู้ระดับความหนักที่ปลอดภัยของตัวเองคุมที่ระดับพูดเป็นประโยคได้เสมอ วอร์มอัพยาว 10 นาที คูลดาวน์ยาว 10 นาที
กระดูกพรุนแรงกระแทกและการบิดตัวแรง ๆ เพิ่มความเสี่ยงกระดูกหักห้ามกระโดดเด็ดขาด ลดการบิดลำตัว จับพนักเก้าอี้ไว้ตลอดช่วงแรก

กฎที่ผมยึดมาตลอด ถ้าท่านมีโรคประจำตัวมากกว่าหนึ่งโรค ให้เลือกข้อจำกัดที่เข้มงวดที่สุดมาใช้ ไม่ใช่หาจุดกึ่งกลาง เช่น เป็นทั้งข้อเข่าเสื่อมและกระดูกพรุน แปลว่าเริ่มจาก chair aerobics บนเก้าอี้ไปเลย ไม่ต้องลองยืนก่อน

ประโยชน์ของการเต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ

ประโยชน์ของการเต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ

ประโยชน์ของ แอโรบิคผู้สูงอายุ ที่วัดได้ชัดที่สุดคือความดันโลหิตที่ลดลง อารมณ์ที่ดีขึ้น และการทรงตัวที่มั่นคงขึ้น ส่วนน้ำหนักตัวเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่จุดขายหลัก

การเต้นแอโรบิคช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นของข้อต่อ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์คือ

  • เสริมระบบหัวใจและปอด: การออกกำลังกายแอโรบิคช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและการถ่ายเทออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อ ซึ่งเสริมระบบหัวใจและปอด
  • ลดความเสี่ยงต่อโรค: การออกกำลังกายแบบแอโรบิคช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลายชนิด เช่น โรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง
  • เพิ่มความแข็งแรง: การออกกำลังกายแอโรบิคช่วยพัฒนากล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อทั่วไป ทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงและมีพลังงานมากขึ้น
  • ควบคุมน้ำหนัก: การออกกำลังกายแอโรบิคช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญให้ดียิ่งขึ้น ช่วยคุมน้ำหนัก และรักษาน้ำหนักและรูปร่างที่ดียิ่งขึ้น
  • พัฒนาระบบภูมิคุ้มกัน: การออกกำลังกายมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายสามารถต่อต้านการติดเชื้อได้ดีขึ้น
  • ปรับปรุงสุขภาพจิต: การออกกำลังกายช่วยปลดลบและลดความเครียด นอกจากนี้ยังช่วยในการพัฒนาสมดุลทางจิตใจ
  • เพิ่มพลังงาน: การออกกำลังกายทำให้ร่างกายมีพลังงานมากขึ้น ช่วยให้คุณมีความกระปรี้กระเปร่าตลอดวัน

นอกจากนี้การเต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ นอกบ้าน เป็นการได้ออกไปพบปะผู้คนวัยเดียวกัน ช่วยให้อารมณ์แจ่มใส จิตใจเบิกบานขึ้นอีกด้วย

 แอโรบิคผู้สูงอายุ
ประโยชน์เห็นผลเมื่อไรตัวเลขอ้างอิงที่วัดได้
ความดันโลหิตลดลง4 ถึง 8 สัปดาห์ตัวบนลดได้ราว 5 ถึง 8 มิลลิเมตรปรอทในคนที่ความดันสูงเล็กน้อย
การทรงตัวดีขึ้น6 ถึง 12 สัปดาห์เวลายืนขาเดียวเพิ่มจากราว 8 วินาที เป็น 15 วินาทีขึ้นไป
ความแข็งแรงของขา8 สัปดาห์ลุกนั่งจากเก้าอี้ใน 30 วินาที ทำได้เพิ่มขึ้น 2 ถึง 4 ครั้ง
อารมณ์และการนอน2 ถึง 3 สัปดาห์หลับเร็วขึ้นและตื่นกลางดึกน้อยลง เป็นสิ่งที่คนรอบตัวสังเกตเห็นก่อนเจ้าตัว
น้ำหนักตัว12 สัปดาห์ขึ้นไปลดได้ราว 2 ถึง 4 กิโลกรัม ถ้าคุมอาหารร่วมด้วย ถ้าไม่คุม ตัวเลขแทบไม่ขยับ

ผมชอบยกตัวเลขชุดนี้ให้ลูกหลานฟัง เพราะมันเปลี่ยนคำถามจาก ผอมลงหรือยัง ไปเป็น ลุกจากเก้าอี้คล่องขึ้นไหม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญกว่ามากสำหรับคนวัยนี้ คนที่ลุกนั่งได้คล่อง คือคนที่ยังใช้ชีวิตเองได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร

สิ่งที่ควรปฏิบัติทุกครั้งเพื่อการออกกำลังกายผู้สูงอายุอย่างปลอดภัย

ข้อควรปฏิบัติของ แอโรบิคผู้สูงอายุ สรุปได้ประโยคเดียว คือฟังร่างกายก่อนฟังจังหวะเพลง วันไหนรู้สึกไม่ปกติให้ข้ามวันนั้นไปเลย ไม่ใช่ฝืนทำให้ครบตาราง

  • ออกกำลังกายเพียงเบา ๆ ไม่หักโหมมากจนเกินไป
  • เลือกเวลาออกกำลังกายให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงช่วงที่อากาศร้อนจัด
  • มีอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยสำหรับการออกกำลังกายผู้สูงอายุ เช่น การปูพื้นห้องด้วย แผ่นยางปูพื้น หรือแผ่นโฟมปูพื้น
  • อย่าฝืนร่างกายหากมีอาการผิดปกติควรหยุดก่อน และไปพบแพทย์ทันที

พื้นลื่นคือศัตรูตัวจริงของการเต้นที่บ้าน

พื้นกระเบื้องบวกถุงเท้าคือสูตรหกล้มที่ผมเจอซ้ำที่สุด แผ่นรองพื้นหนา 20 ถึง 25 มิลลิเมตร ช่วยทั้งลดแรงกระแทกที่ลงเข่าและกันลื่นในคราวเดียว ปูแค่พื้นที่ 2 คูณ 2 เมตร ก็พอสำหรับทุกท่าในบทความนี้

talk test วิธีวัดความหนักของ แอโรบิคผู้สูงอายุ ที่แม่นกว่าการจับชีพจร

ความหนักที่ใช่ของ แอโรบิคผู้สูงอายุ คือพูดเป็นประโยคสั้นได้ แต่ร้องเพลงตามไม่ไหว ถ้าพูดได้สบายเหมือนนั่งคุยกันแปลว่าเบาไป ถ้าพูดได้ทีละคำแปลว่าหนักเกิน

การจับชีพจรที่ข้อมือระหว่างเต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ ฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ในทางปฏิบัติมันพังด้วยเหตุผลสามข้อ ข้อแรก ต้องหยุดขยับถึงจะคลำได้ พอหยุดปุ๊บ ชีพจรก็ตกลงมา 10 ถึง 20 ครั้งต่อนาทีภายในไม่กี่วินาที ตัวเลขที่ได้จึงต่ำกว่าความจริงเสมอ

ข้อสอง ผู้สูงอายุจำนวนมากกินยาลดความดันกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ ซึ่งกดอัตราการเต้นของหัวใจโดยตรง คนกลุ่มนี้อาจเหนื่อยมากแล้วแต่ชีพจรยังขึ้นไม่ถึง 100 ข้อสาม คนที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจะนับชีพจรไม่ได้เลย เพราะจังหวะไม่สม่ำเสมอ นับสิบวินาทีแล้วคูณหกก็ได้ตัวเลขคนละเรื่องทุกครั้ง

นี่คือเหตุผลที่หน่วยงานสาธารณสุขหลายแห่งแนะนำ talk test เป็นเครื่องมือหลักสำหรับผู้สูงอายุ ไม่ใช่เพราะมันแม่นกว่าในเชิงตัวเลข แต่เพราะมันใช้ได้กับทุกคนโดยไม่ต้องหยุดขยับ ไม่ต้องมีอุปกรณ์ และไม่ถูกยาบิดเบือน

วิธีใช้ talk test ภายใน 10 วินาที

  1. เต้นไปตามปกติ อย่าหยุด
  2. พูดประโยคยาวราว 8 ถึง 10 คำออกมาดัง ๆ เช่น วันนี้อากาศดี เดี๋ยวเต้นเสร็จจะไปเดินตลาด
  3. ถ้าพูดจบทั้งประโยคโดยไม่ต้องหยุดหายใจกลางประโยค แปลว่าเบาไป ให้เพิ่มจังหวะขึ้นอีกนิด
  4. ถ้าพูดได้แต่ต้องแบ่งหายใจ 1 ถึง 2 ครั้งกลางประโยค แปลว่ากำลังพอดี อยู่ตรงนี้ต่อไป
  5. ถ้าพูดได้ทีละคำสองคำ หรือพูดไม่ออกเลย แปลว่าหนักเกิน ให้ลดจังหวะลงทันทีจนกลับมาพูดได้
ระดับความหนักพูดได้แค่ไหนประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ของ MHRเหมาะกับใคร
เบามากร้องเพลงตามได้สบายต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ช่วงวอร์มอัพและคูลดาวน์
เบาพูดได้ยาว ๆ ต่อเนื่อง ร้องเพลงพอได้50 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์สัปดาห์แรกของคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย
ปานกลาง ระดับเป้าหมายพูดเป็นประโยคได้ แต่ร้องเพลงไม่ไหว60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์เป้าหมายหลักของการเต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ
หนักพูดได้ทีละ 3 ถึง 4 คำ70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์เฉพาะคนแข็งแรงมากและผ่านการประเมินแล้ว
หนักมากพูดไม่ออกเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ไม่แนะนำสำหรับคนอายุ 60 ปีขึ้นไป

ถ้าท่านหูตึงหรือพูดไม่ชัด ใช้อะไรแทน

ใช้มาตรวัดความเหนื่อยแบบให้คะแนน 0 ถึง 10 แทนได้ โดย 0 คือนั่งเฉย ๆ และ 10 คือเหนื่อยที่สุดในชีวิต ระดับเป้าหมายของการออกกำลังกายผู้สูงอายุอยู่ที่ 4 ถึง 6 คะแนน ให้ท่านชูนิ้วบอกลูกหลานได้เลย ไม่ต้องพูด วิธีนี้ใช้ได้ผลดีกับคนที่ใส่เครื่องช่วยฟังหรือมีปัญหาการออกเสียง

MHR และโซนหัวใจ 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ พร้อมตารางตามอายุ 60 ถึง 85 ปี

MHR คำนวณจาก 220 ลบอายุ แล้วคุมความหนักของ แอโรบิค ผู้สูงอายุ ไว้ที่ 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้เป็นกรอบหยาบ ๆ ไม่ใช่กฎเหล็ก ให้ใช้คู่กับ talk test เสมอ

MHR ย่อมาจาก maximum heart rate หรืออัตราการเต้นหัวใจสูงสุด สูตรที่ใช้กันทั่วโลกคือ 220 ลบด้วยอายุ คนอายุ 70 ปีจึงมี MHR ราว 150 ครั้งต่อนาที และโซนที่ปลอดภัยสำหรับ แอโรบิค ผู้สูงอายุ คือ 75 ถึง 105 ครั้งต่อนาที

อายุMHR โดยประมาณโซนเบา 50 เปอร์เซ็นต์โซนเป้าหมาย 60 เปอร์เซ็นต์เพดานที่ไม่ควรเกิน 70 เปอร์เซ็นต์
60 ปี160 ครั้งต่อนาที8096112
65 ปี155 ครั้งต่อนาที7893109
70 ปี150 ครั้งต่อนาที7590105
75 ปี145 ครั้งต่อนาที7387102
80 ปี140 ครั้งต่อนาที708498
85 ปี135 ครั้งต่อนาที688195

ข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ชัด สูตร 220 ลบอายุ คลาดเคลื่อนได้ถึงบวกลบ 10 ถึง 12 ครั้งต่อนาทีในคนคนเดียวกัน แปลว่าคนอายุ 70 สองคน อาจมี MHR จริงต่างกันตั้งแต่ 138 ถึง 162 ตัวเลขในตารางจึงเป็นกรอบให้เห็นภาพ ไม่ใช่เส้นตายที่ห้ามข้าม ผมถึงย้ำเสมอว่าให้ใช้ talk test ตัดสินหน้างาน แล้วใช้ตัวเลข MHR เป็นตัวยืนยันทีหลัง

เมื่อไรที่ตัวเลข MHR ใช้ไม่ได้เลย

  • กินยาเบต้าบล็อกเกอร์ เช่น ยาลดความดันบางกลุ่ม ชีพจรจะถูกกดไว้ต่ำกว่าความจริงเสมอ
  • มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชีพจรไม่สม่ำเสมอจนนับไม่ได้
  • ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ อัตราการเต้นถูกกำหนดโดยเครื่อง ไม่ใช่โดยความเหนื่อย
  • มีไข้หรือขาดน้ำ ชีพจรจะสูงกว่าปกติทั้งที่ยังไม่ได้ออกแรงอะไรเลย

ถ้าตกอยู่ใน 4 ข้อนี้ ให้ตัดเรื่องตัวเลขชีพจรออกไป แล้วใช้ talk test กับคะแนนความเหนื่อย 0 ถึง 10 อย่างเดียว ใครอยากเข้าใจเรื่องโซนหัวใจให้ลึกขึ้น ผมแยกอธิบายไว้ใน คู่มือโซนอัตราการเต้นหัวใจ แล้ว

เริ่มต้นควรอยู่โซนไหน

  • สัปดาห์ที่ 1 ถึง 2 อยู่ที่ 50 เปอร์เซ็นต์ ครั้งละ 10 ถึง 15 นาที ให้ร่างกายชินก่อน
  • สัปดาห์ที่ 3 ถึง 4 ขยับขึ้น 60 เปอร์เซ็นต์ ครั้งละ 20 นาที
  • สัปดาห์ที่ 5 เป็นต้นไป อยู่ที่ 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ถึง 5 วัน
  • ห้ามข้ามขั้น การกระโดดจากศูนย์ไป 30 นาทีใน 3 วัน คือสาเหตุอันดับหนึ่งของอาการปวดน่องและการเลิกกลางคัน

ตารางแรงกระแทกที่ลงเข่าของท่าเต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ แต่ละท่า เลือกให้ตรงกับสภาพเข่า

กฎเหล็กของ แอโรบิคผู้สูงอายุ แบบแรงกระแทกต่ำคือเท้าข้างหนึ่งต้องแตะพื้นเสมอ ทันทีที่ลอยทั้งสองเท้า แรงที่ลงเข่าจะกระโดดจากราว 1 เท่าของน้ำหนักตัวไปเป็น 2 ถึง 3 เท่า

ท่าเต้น แอโรบิค ผู้สูงอายุ แต่ละท่าลงน้ำหนักที่เข่าไม่เท่ากัน ตัวเลขในตารางนี้เป็นค่าโดยประมาณจากการศึกษาแรงปฏิกิริยาจากพื้น คิดเป็นกี่เท่าของน้ำหนักตัว ผมใส่ไว้เพื่อให้เห็นภาพว่าท่าไหนหนักกว่าท่าไหน ไม่ใช่เพื่อให้ไปคำนวณเป็นกิโลกรัมเป๊ะ ๆ คนหนัก 60 กิโลกรัม เวลาย่ำเท้าอยู่กับที่ เข่าจะรับแรงราว 60 ถึง 72 กิโลกรัม แต่ถ้ากระโดดตบ แรงนั้นพุ่งไปแตะ 150 กิโลกรัมได้สบาย ๆ

ท่าจาก 10 ท่าเดิมแรงที่ลงเข่าโดยประมาณระดับความเสี่ยงปรับให้เบาลงอย่างไร
ท่าที่ 1 ย่ำเท้าอยู่กับที่1.0 ถึง 1.2 เท่าของน้ำหนักตัวต่ำทำได้ทุกคน ถ้าเวียนหัวให้จับพนักเก้าอี้
ท่าที่ 2 ก้าวขาออกข้างพร้อมยกแขน1.0 ถึง 1.1 เท่าต่ำลดระยะก้าวลงครึ่งหนึ่ง ยกแขนแค่ระดับไหล่
ท่าที่ 3 โบกมือเหนือศีรษะแทบไม่มีแรงลงเข่าต่ำมากทำนั่งบนเก้าอี้ได้เลย
ท่าที่ 4 หุบและกางข้อศอกแทบไม่มีแรงลงเข่าต่ำมากทำนั่งบนเก้าอี้ได้เลย
ท่าที่ 5 หมุนไหล่แทบไม่มีแรงลงเข่าต่ำมากทำนั่งบนเก้าอี้ได้เลย
ท่าที่ 6 ยกหัวไหล่ขึ้นลงแทบไม่มีแรงลงเข่าต่ำมากทำนั่งบนเก้าอี้ได้เลย
ท่าที่ 7 บิดลำตัวซ้ายขวา1.0 เท่า แต่มีแรงบิดที่เข่าต่ำถึงปานกลางบิดแค่ครึ่งช่วง คนเข่าเสื่อมให้หมุนทั้งตัวพร้อมปลายเท้า
ท่าที่ 8 แกว่งแขนหน้าหลังแทบไม่มีแรงลงเข่าต่ำมากทำนั่งบนเก้าอี้ได้เลย
ท่าที่ 9 ยกเข่าแตะฝ่ามือ1.3 ถึง 1.5 เท่าปานกลางยกเข่าแค่ระดับสะโพก หรือแตะปลายเท้าแทนการยกเข่า
ท่าที่ 10 ดึงศอกพร้อมก้าวขาข้าง1.1 ถึง 1.2 เท่าต่ำลดระยะก้าว ให้ปลายเท้าแตะพื้นเบา ๆ ไม่กระแทก

ท่าที่ต้องระวังที่สุดใน 10 ท่านี้คือท่าที่ 9 เพราะเป็นท่าเดียวที่ยกเข่าสูงและมีจังหวะลงน้ำหนักข้างเดียว คนที่เข่าเริ่มมีเสียงกรอบแกรบหรือปวดตอนขึ้นบันได ให้ลดเหลือยกเข่าครึ่งเดียว หรือข้ามไปเลย เปลี่ยนเป็นแตะปลายเท้าไปข้างหน้าสลับซ้ายขวาแทน

สามสิ่งที่ลดแรงกระแทกได้จริงโดยไม่ต้องเปลี่ยนท่า

  1. เปลี่ยนพื้น พื้นกระเบื้องแข็งกับพื้นปูแผ่นยางหนา 25 มิลลิเมตร ให้ความรู้สึกที่เข่าต่างกันคนละเรื่อง
  2. เปลี่ยนรองเท้า รองเท้าที่พื้นสึกจนเรียบไม่เหลือความสามารถในการดูดซับแรงแล้ว ควรเปลี่ยนทุก 500 ถึง 800 กิโลเมตรของการใช้งาน
  3. เปลี่ยนจังหวะ ลงเท้าให้เต็มฝ่าเท้าอย่างนุ่มนวล ไม่ใช่กระแทกส้น ฟังเสียงตัวเองได้เลย ถ้าเสียงดังตึงตัง แปลว่าลงหนักเกินไป

คนที่มีปัญหาข้อเข่าอยู่แล้ว ผมแนะนำให้อ่านเรื่อง จักรยานออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาข้อ ควบคู่ไปด้วย เพราะบางคนควรย้ายจากการยืนเต้นไปนั่งปั่นตั้งแต่แรก แทนที่จะฝืนเต้นจนเข่าอักเสบแล้วค่อยย้าย

chair aerobics 8 ท่า สำหรับคนที่เข่าไม่ไหวแต่ยังอยากได้เหงื่อ

chair aerobics คือ แอโรบิคผู้สูงอายุ ที่ทำบนเก้าอี้ล้วน ใช้ได้แม้เข่าเสื่อมระยะกลาง เพิ่งผ่าตัดสะโพก หรือทรงตัวไม่ดี หัวใจยังได้ทำงานเต็มที่เหมือนเดิม

หลายคนคิดว่านั่งเต้นแล้วจะเบาเกินไปจนไม่ได้อะไร ในทางปฏิบัติกลับไม่ใช่ chair aerobics คือ แอโรบิค ผู้สูงอายุ ที่ตัดแรงกระแทกออกไปเกือบหมด แต่ยังคุมโซนหัวใจได้เหมือนเดิม ถ้าขยับแขนเร็วพอ ยกเข่าสลับข้าง และไม่หยุดพักระหว่างท่า ชีพจรขึ้นไปแตะโซน 60 เปอร์เซ็นต์ได้ไม่ยาก ผมเคยจับเวลาให้ผู้สูงอายุอายุ 78 ที่นั่งรถเข็น ทำ chair aerobics 20 นาที แล้วเหงื่อออกจริง พูดเป็นประโยคได้แบบเหนื่อย ๆ ตามเกณฑ์ talk test พอดี

เก้าอี้ที่ใช้ต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ

  • ไม่มีล้อ และไม่หมุน เก้าอี้สำนักงานคือของต้องห้าม
  • ที่นั่งสูง 43 ถึง 48 เซนติเมตร นั่งแล้วเท้าวางเต็มฝ่าเท้ากับพื้นพอดี เข่างอราว 90 องศา
  • มีพนักพิงหลัง แต่ไม่ต้องมีที่วางแขน เพราะที่วางแขนจะขวางการกางแขน
  • วางบนพื้นที่ไม่ลื่น ถ้าพื้นกระเบื้อง ให้เอาแผ่นยางรองใต้ขาเก้าอี้

8 ท่า chair aerobics เรียงตามลำดับที่ควรทำ

  1. ย่ำเท้าบนเก้าอี้ นั่งหลังตรง ไม่พิงพนัก ย่ำเท้าสลับซ้ายขวาให้ส้นเท้าลอยจากพื้น พร้อมแกว่งแขนตามธรรมชาติ 2 นาที
  2. กางแขนออกข้าง กางแขนสองข้างออกจนขนานพื้น แล้วหุบกลับมาชิดอก ทำ 20 ครั้ง ให้จังหวะตรงกับเพลง
  3. ต่อยตรงไปข้างหน้า กำมือหลวม ๆ ต่อยสลับซ้ายขวาไปข้างหน้าระดับอก 30 ครั้ง อย่าเหยียดศอกจนสุดล็อก
  4. ยกเข่าสลับ ยกเข่าซ้ายขึ้นให้สูงจากที่นั่งราว 15 เซนติเมตร แล้วสลับขวา ทำสลับกัน 30 ครั้ง มือจับขอบเก้าอี้ถ้ายังไม่มั่นใจ
  5. เหยียดขาสลับ เหยียดเข่าขวาออกไปจนขาตรง ค้าง 2 วินาที แล้วเก็บกลับ สลับข้าง ข้างละ 12 ครั้ง ท่านี้ได้กล้ามเนื้อต้นขาหน้าเต็ม ๆ
  6. แตะส้นสลับแตะปลายเท้า ยื่นขาขวาไปข้างหน้า แตะส้นเท้าลงพื้น แล้วดึงกลับมาแตะปลายเท้า สลับข้าง ข้างละ 15 ครั้ง
  7. ชกขึ้นเพดาน ต่อยขึ้นเหนือศีรษะสลับซ้ายขวา 20 ครั้ง คนความดันสูงให้ยกแค่ระดับหน้าผาก ไม่ต้องเหยียดสุด
  8. ก้าวเท้าออกข้างพร้อมกางแขน เลื่อนเท้าซ้ายออกข้างพร้อมกางแขน แล้วดึงกลับ สลับข้าง 20 ครั้ง ปิดท้ายด้วยการหายใจเข้าลึกออกยาว 5 รอบ
ช่วงทำอะไรเวลาระดับความหนักตาม talk test
วอร์มอัพท่าที่ 1 และ 2 ช้า ๆ5 นาทีร้องเพลงตามได้
ช่วงหลัก รอบที่ 1ท่าที่ 3 ถึง 8 เรียงต่อกัน ไม่พักระหว่างท่า6 นาทีพูดเป็นประโยคได้ ร้องเพลงไม่ไหว
พักนั่งหายใจ จิบน้ำ2 นาทีพูดได้ปกติ
ช่วงหลัก รอบที่ 2ท่าที่ 3 ถึง 8 อีกรอบ6 นาทีพูดเป็นประโยคได้ ร้องเพลงไม่ไหว
คูลดาวน์ท่าที่ 1 ช้า ๆ และยืดกล้ามเนื้อ5 นาทีพูดได้สบาย

รวมแล้ว 24 นาทีต่อครั้ง ทำสัปดาห์ละ 3 วัน ก็ถึงเกณฑ์ 150 นาทีต่อสัปดาห์ที่แนะนำกันทั่วโลกแล้ว โดยที่เข่าไม่ต้องรับแรงเลยสักครั้ง คนที่นั่งรถเข็นก็ทำได้ครบทั้ง 8 ท่า ยกเว้นท่ายกเข่าที่อาจต้องปรับตามสภาพขา

เข่าไม่ไหวแล้ว แต่ยังอยากให้หัวใจได้ทำงาน

จักรยานเอนปั่นให้ท่านนั่งพิงหลังได้เต็มที่ ไม่ต้องแบกน้ำหนักตัวลงเข่าเลยแม้แต่กิโลเดียว ปั่นดูทีวีไปด้วยได้วันละ 20 นาที เป็นทางออกที่ผมแนะนำบ่อยที่สุดสำหรับคนที่เต้นแล้วเข่าบวมทุกครั้ง

ท่าฝึกการทรงตัวป้องกันหกล้ม ต่อท้ายทุกครั้ง 5 นาที

ราว 1 ใน 3 ของคนอายุ 65 ปีขึ้นไปหกล้มอย่างน้อยปีละครั้ง การฝึกการทรงตัว 5 นาทีต่อท้าย แอโรบิคผู้สูงอายุ ทุกครั้ง คือการลงทุนที่คุ้มที่สุดในบทความนี้

เรื่องที่คนมองข้ามคือการเต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ อย่างเดียวไม่ได้ทำให้การทรงตัวดีขึ้นมากนัก เพราะท่าเต้นส่วนใหญ่ยืนสองขาตลอด สิ่งที่ฝึกการทรงตัวจริง ๆ คือท่าที่ลดฐานรองรับลง เช่น ยืนขาเดียว หรือเดินต่อส้นเท้าเป็นเส้นตรง ผมจึงให้ทุกคนต่อท้ายชุดเต้นด้วยท่าเหล่านี้เสมอ ตอนที่กล้ามเนื้อยังอุ่นอยู่

ท่าวิธีทำจำนวนเกณฑ์ที่ถือว่าผ่าน
ยืนขาเดียวจับพนักเก้าอี้ด้วยปลายนิ้ว ยกขาข้างหนึ่งขึ้นจากพื้นข้างละ 3 ครั้ง ครั้งละ 10 วินาทียืนได้ 10 วินาทีโดยไม่ต้องจับ ถ้าต่ำกว่านั้นคือกลุ่มเสี่ยงหกล้ม
ยืนต่อส้นเท้าวางส้นเท้าหน้าชิดปลายเท้าหลังเป็นเส้นตรง3 ครั้ง ครั้งละ 15 วินาทียืนนิ่งได้ 15 วินาทีโดยตัวไม่โยก
เดินต่อส้นเท้าเดินบนเส้นสมมติ ส้นเท้าหน้าชนปลายเท้าหลังทุกก้าว10 ก้าว ไปกลับ 2 รอบเดินครบ 10 ก้าวโดยไม่ต้องกางแขนช่วย
ลุกนั่งจากเก้าอี้ลุกยืนจากเก้าอี้แล้วนั่งลง โดยไม่ใช้มือดัน30 วินาที นับจำนวนครั้งอายุ 60 ถึง 69 ปีทำได้ 12 ครั้งขึ้นไป อายุ 70 ปีขึ้นไปทำได้ 10 ครั้งขึ้นไป
ก้าวข้างจับราวก้าวไปด้านข้างซ้ายขวาโดยจับพนักไว้เบา ๆข้างละ 10 ก้าวก้าวได้ต่อเนื่องโดยไม่เซ

การทดสอบลุกนั่งจากเก้าอี้ 30 วินาที เป็นตัวชี้วัดที่ผมชอบที่สุด เพราะมันบอกทั้งความแข็งแรงของขาและความเสี่ยงหกล้มในคราวเดียว ให้จดตัวเลขวันแรกไว้ แล้ววัดซ้ำทุก 4 สัปดาห์ ถ้าเพิ่มขึ้น 2 ครั้ง แปลว่าโปรแกรมได้ผลจริง

ลำดับที่ปลอดภัยของการฝึกการทรงตัว

  1. สัปดาห์ที่ 1 จับพนักเก้าอี้ด้วยสองมือตลอดเวลา
  2. สัปดาห์ที่ 2 จับด้วยมือเดียว
  3. สัปดาห์ที่ 3 แตะพนักด้วยปลายนิ้วเดียว
  4. สัปดาห์ที่ 4 ปล่อยมือ แต่ยืนใกล้พนักในระยะที่คว้าถึงทันที
  5. ห้ามข้ามขั้น และห้ามฝึกท่าทรงตัวคนเดียวในบ้านโดยไม่มีใครอยู่ ในช่วง 2 สัปดาห์แรก

ท่าที่ช่วยเรื่องการทรงตัวได้ดีอีกทางคือท่าโยคะพื้นฐานและพิลาทิส เพราะเน้นการควบคุมลำตัวและการหายใจ ถ้าสนใจ ลองดู 15 ท่าโยคะพื้นฐานที่ทำได้ที่บ้าน หรือ พิลาทิสสำหรับผู้เริ่มต้น ส่วนคนที่ขาแข็งแรงพอแล้วและอยากเพิ่มความมั่นคงของสะโพก ท่า ลันจ์แบบจับพนัก เป็นขั้นถัดไปที่เหมาะสม

ท่าฝึกการทรงตัวป้องกันหกล้มสำหรับผู้สูงอายุ ยืนขาเดียวและเดินต่อส้นเท้าโดยจับพนักเก้าอี้

ตาราง 4 สัปดาห์ 3 ระดับ เริ่มตรงระดับที่ตัวเองอยู่จริง

ตาราง แอโรบิคผู้สูงอายุ แบ่งเป็น ระดับ 1 นั่งบนเก้าอี้ทั้งหมด ระดับ 2 ยืนโดยจับพนัก ระดับ 3 ยืนอิสระ ทุกระดับใช้เวลา 4 สัปดาห์เท่ากัน ต่างกันแค่ท่ายืนหรือนั่ง

ผมเห็นคนพลาดข้อเดียวกันซ้ำ ๆ คือหยิบตาราง แอโรบิคผู้สูงอายุ ของคนอื่นมาแล้วเริ่มที่ระดับสูงเกินตัว พอเหนื่อยเกินหรือปวดเข่าก็เลิกภายในสิบวัน วิธีเลือกระดับที่ถูกต้องคือทดสอบสองอย่าง ยืนขาเดียวได้กี่วินาที และลุกนั่งจากเก้าอี้ใน 30 วินาทีได้กี่ครั้ง

ผลทดสอบยืนขาเดียวลุกนั่ง 30 วินาทีให้เริ่มที่ระดับ
ทรงตัวไม่ดี หรือเข่าปวดตอนลุกนั่งน้อยกว่า 5 วินาทีน้อยกว่า 8 ครั้งระดับ 1 นั่งบนเก้าอี้
พอทรงตัวได้ แต่ยังไม่มั่นใจ5 ถึง 10 วินาที8 ถึง 11 ครั้งระดับ 2 ยืนจับพนัก
ทรงตัวดี ไม่มีอาการปวดเข่าเกิน 10 วินาที12 ครั้งขึ้นไประดับ 3 ยืนอิสระ

ตาราง 4 สัปดาห์ แยกตามระดับ

สัปดาห์ระดับ 1 นั่งเก้าอี้ระดับ 2 ยืนจับพนักระดับ 3 ยืนอิสระความหนักเป้าหมาย
สัปดาห์ที่ 1chair aerobics ท่า 1 ถึง 4 รวม 12 นาที 3 วันท่าเดิมท่า 1 ถึง 5 ยืนจับพนัก 15 นาที 3 วันท่าเดิมทั้ง 10 ท่า 20 นาที 3 วัน50 เปอร์เซ็นต์ ร้องเพลงตามยังได้
สัปดาห์ที่ 2chair aerobics ท่า 1 ถึง 6 รวม 16 นาที 3 วันท่าเดิมท่า 1 ถึง 8 ยืนจับพนัก 20 นาที 3 ถึง 4 วันท่าเดิมทั้ง 10 ท่า 25 นาที 4 วัน55 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์
สัปดาห์ที่ 3chair aerobics ครบ 8 ท่า 20 นาที 4 วันท่าเดิมครบ 10 ท่า จับพนักเฉพาะท่ายกเข่า 25 นาที 4 วันท่าเดิมครบ 10 ท่า 30 นาที 4 วัน60 เปอร์เซ็นต์ พูดเป็นประโยคได้
สัปดาห์ที่ 4chair aerobics 2 รอบ 24 นาที 4 วันท่าเดิมครบ 10 ท่า ปล่อยมือครึ่งเวลา 30 นาที 4 ถึง 5 วันท่าเดิม 30 นาที และเพิ่มจังหวะเพลงเป็น 120 BPM 5 วัน60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์
ทุกสัปดาห์ปิดท้ายด้วยท่าทรงตัว 5 นาทีปิดท้ายด้วยท่าทรงตัว 5 นาทีปิดท้ายด้วยท่าทรงตัว 5 นาทีพูดได้สบายในช่วงคูลดาวน์

กติกาการเลื่อนระดับ ใช้ได้กับทุกคน

  • ทำครบทุกวันในสัปดาห์นั้นโดยไม่มีอาการปวดค้างข้ามวัน จึงเลื่อนขึ้นได้
  • ถ้าสัปดาห์ไหนทำไม่ครบ ให้ทำสัปดาห์เดิมซ้ำ ไม่ต้องรีบ ไม่มีใครจับเวลาคุณอยู่
  • ถ้ามีอาการเวียนหัวหรือหายใจไม่ทันแม้แต่ครั้งเดียว ให้ถอยกลับไประดับก่อนหน้า
  • ครบ 4 สัปดาห์แล้ว ให้วัดผลใหม่ทั้งสองรายการ แล้วเริ่มรอบใหม่ที่ระดับที่สูงขึ้น

สัญญาณอันตรายขณะเต้นแอโรบิคผู้สูงอายุ ที่ต้องหยุดทันทีไม่ต้องรอให้จบเพลง

มีอาการข้อใดข้อหนึ่งในตารางนี้ ให้หยุดทันที นั่งลง แจ้งคนข้างตัว ถ้าอาการไม่ทุเลาภายใน 10 นาที โทร 1669 ไม่ต้องขับรถไปเอง

ส่วนนี้คือส่วนที่ผมอยากให้ลูกหลานอ่านมากที่สุด เพราะคนที่เต้นแอโรบิคผู้สูงอายุ จำนวนมากไม่อยากเป็นภาระใคร จึงมักบอกว่าไม่เป็นไร ทั้งที่แน่นหน้าอกอยู่ วิธีแก้คือทำให้ทุกคนรู้จักสัญญาณเหล่านี้พร้อมกัน ไม่ใช่ให้ท่านตัดสินใจคนเดียว

อาการอาจเป็นสัญญาณของทำอะไรทันที
เจ็บ แน่น หรือจุกกลางหน้าอกกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหยุดทันที นั่งลง อมยาใต้ลิ้นถ้าแพทย์สั่งไว้ ไม่ดีขึ้นใน 5 นาที โทร 1669
ปวดร้าวลงแขนซ้าย กราม หรือสะบักอาการนำของหัวใจขาดเลือดหยุดทันที ห้ามเดินต่อ ห้ามขับรถเอง โทร 1669
หายใจไม่ทันจนพูดไม่ออกหัวใจหรือปอดทำงานไม่ทันหยุด นั่งโน้มตัวไปข้างหน้า หายใจช้า ๆ ถ้าไม่ดีขึ้นใน 10 นาที ไปโรงพยาบาล
เวียนศีรษะ ตาพร่า หน้ามืดคล้ายจะเป็นลมความดันตก หรือน้ำตาลต่ำนั่งหรือนอนลงทันที ยกขาสูง จิบน้ำหวาน วัดความดันถ้ามีเครื่อง
ใจสั่น เต้นรัวไม่เป็นจังหวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหยุด นั่งพัก จับชีพจร ถ้ายังรัวเกิน 10 นาทีหลังหยุด ไปพบแพทย์
เหงื่อออกเย็น ตัวซีด คลื่นไส้สัญญาณเตือนของหัวใจ หรือน้ำตาลตกรุนแรงหยุดทันที นั่งลง ให้มีคนอยู่ด้วย ไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว
เข่าหรือข้อเท้าบวม ร้อน แดงข้ออักเสบเฉียบพลันหยุดวันนั้น ประคบเย็น 15 นาที งดลงน้ำหนัก 2 ถึง 3 วัน
ปวดน่องข้างเดียว บวม กดเจ็บอาจเป็นลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำห้ามนวด ห้ามยืดกล้ามเนื้อ ไปพบแพทย์

อาการที่ไม่ต้องตกใจ

  • เมื่อยกล้ามเนื้อขาและน่องในวันถัดมา หายเองใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง เป็นเรื่องปกติของคนเพิ่งเริ่ม
  • หายใจเร็วขึ้นแต่ยังพูดเป็นประโยคได้ นี่คือระดับที่ถูกต้อง ไม่ใช่ปัญหา
  • หน้าแดงและเหงื่อออก เป็นการระบายความร้อนตามปกติ ขอแค่จิบน้ำสม่ำเสมอ
  • ชีพจรยังเต้นเร็วอยู่ 5 ถึง 10 นาทีหลังหยุด ถือว่าปกติ ถ้าเกิน 20 นาทียังไม่ลง ค่อยกังวล

เกณฑ์แยกง่าย ๆ ที่ผมใช้ อาการปกติจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อหยุดพัก ส่วนอาการอันตรายจะไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงแม้จะหยุดแล้ว ถ้าหยุดพัก 10 นาทีแล้วยังเหมือนเดิม ให้ถือว่าเป็นเรื่องต้องไปหาหมอไว้ก่อน

ทางเลือกเมื่อข้อเข่าไม่ไหวจริง ๆ จักรยานเอนปั่นและเครื่องเดินวงรี

ถ้าเต้น แอโรบิค ผู้สูงอายุ แล้วเข่าบวมทุกครั้ง อย่าฝืน ให้ย้ายไปอุปกรณ์ที่ไม่ต้องแบกน้ำหนักตัว หัวใจได้ทำงานเท่าเดิม แต่เข่าไม่ต้องรับแรงเลย

เกณฑ์ตัดสินของผมง่ายมาก ถ้าปวดเข่าเกิน 2 ชั่วโมงหลังเต้นจบ หรือปวดจนนอนไม่หลับ แปลว่าท่ายืนไม่เหมาะกับข้อเข่าของท่านแล้ว ไม่ใช่เรื่องน่าเสียใจ มันแค่แปลว่าต้องเปลี่ยนเครื่องมือ ไม่ใช่เลิกออกกำลังกาย

ทางเลือกแรงกระแทกที่เข่าพื้นที่ที่ใช้ข้อดีที่ชัดที่สุดเหมาะกับใคร
จักรยานเอนปั่นแทบไม่มี น้ำหนักตัวลงที่เบาะและพนักราว 1.6 คูณ 0.7 เมตรนั่งพิงหลังได้เต็มที่ ปวดหลังก็ปั่นได้คนเข่าเสื่อม ปวดหลัง หรือน้ำหนักตัวมาก
จักรยานกายภาพบำบัดแทบไม่มี ปั่นได้ทั้งแขนและขาราว 0.5 คูณ 0.5 เมตรตั้งหน้าเก้าอี้ที่บ้านได้เลย เก็บง่ายคนที่เพิ่งฟื้นตัว หรือมีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว
เครื่องเดินวงรีต่ำ เท้าไม่หลุดจากแป้นเลยราว 1.4 คูณ 0.6 เมตรได้ทั้งแขนและขา เผาผลาญสูงกว่าจักรยานคนที่ยังยืนได้ดีและทรงตัวได้
เดินในน้ำต่ำมาก น้ำช่วยพยุงน้ำหนักตัวต้องมีสระข้อแทบไม่รับแรงเลยคนที่ปวดข้อหลายจุดพร้อมกัน
chair aerobicsแทบไม่มีเก้าอี้หนึ่งตัวไม่ต้องซื้ออะไรเลย เริ่มได้วันนี้ทุกคนที่ยังนั่งเองได้

ในบรรดาทางเลือกทั้งหมด จักรยานเอนปั่นคือตัวที่ผู้สูงอายุใช้ต่อเนื่องได้นานที่สุดจากที่ผมเห็นมา เพราะมันไม่มีข้ออ้าง ปั่นดูละครไปด้วยได้ ไม่ร้อน ไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า และไม่ต้องรอให้ฝนหยุดตก คนที่ปั่นได้วันละ 20 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ก็ครบ 100 นาทีแล้ว ใกล้เคียงเกณฑ์ 150 นาทีมาก

เลือกไม่ถูกว่าจักรยานเอนปั่นหรือเครื่องเดินวงรีเหมาะกับท่าน

บอกอายุ น้ำหนัก อาการข้อเข่า และพื้นที่ที่บ้านมา ทีมงานช่วยเทียบให้เป็นข้อ ๆ ว่ารุ่นไหนตอบโจทย์ ดีกว่าซื้อผิดรุ่นแล้วกลายเป็นราวตากผ้าในสามเดือน

ลูกหลานช่วยอย่างไรให้ แอโรบิคผู้สูงอายุ กลายเป็นกิจวัตรที่ทำต่อเนื่องได้จริง

อุปสรรคของ แอโรบิคผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือกลัวหกล้ม กลัวเป็นภาระ และไม่รู้จะเริ่มยังไง สามข้อนี้ลูกหลานแก้ให้ได้ทั้งหมด

ผมถามผู้สูงอายุมาหลายร้อยคนว่าทำไมถึงหยุดกลางคัน คำตอบอันดับหนึ่งไม่ใช่เบื่อ แต่คือกลัวล้มแล้วไม่มีใครอยู่ พอเข้าใจจุดนี้ วิธีช่วยก็ชัดขึ้นทันที ไม่ใช่การไปเร่งให้ท่านออกกำลังกาย แต่คือการทำให้ท่านรู้สึกปลอดภัยพอที่จะเริ่ม

สิ่งที่ลูกหลานทำได้ใช้เวลาเท่าไรผลที่เห็นจริง
จัดพื้นที่ว่าง 2 คูณ 2 เมตร ปูแผ่นกันลื่น เก็บสายไฟและพรมเช็ดเท้าออกครั้งเดียว 30 นาทีลดความกลัวหกล้ม ซึ่งเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่ง
ทำเพลย์ลิสต์เพลงที่ท่านชอบ จังหวะ 100 ถึง 125 BPM ยาว 30 นาทีครั้งเดียว 20 นาทีท่านเต้นตามจังหวะได้โดยไม่ต้องนับเอง
โทรหาท่านเวลาเดิมทุกวันก่อนถึงเวลาเต้น 10 นาทีวันละ 3 นาทีสร้างนิสัย ได้ผลกว่าการเตือนแบบสุ่ม
เต้นเป็นเพื่อนท่านผ่านวิดีโอคอลสัปดาห์ละครั้งสัปดาห์ละ 30 นาทีท่านไม่รู้สึกว่าทำอยู่คนเดียว
จดผลทดสอบลุกนั่ง 30 วินาที ทุก 4 สัปดาห์ ติดไว้ที่ตู้เย็นเดือนละ 5 นาทีเห็นตัวเลขขยับ คือแรงจูงใจที่ดีที่สุดของคนวัยนี้
พาไปตรวจสุขภาพก่อนเริ่ม และทวนรายการยาที่กินอยู่ครั้งเดียวรู้ว่าท่านกินยากดชีพจรอยู่หรือเปล่า ซึ่งเปลี่ยนวิธีวัดความหนักทั้งหมด

สามประโยคที่ไม่ควรพูดกับท่าน

  • อย่าพูดว่า แค่นี้เอง ทำไมทำไม่ได้ เพราะสิ่งที่ง่ายสำหรับคุณอาจเป็นสิ่งที่ท่านกลัวจริง ๆ
  • อย่าพูดว่า เดี๋ยวล้มแล้วจะยุ่ง เพราะมันตอกย้ำความกลัวจนท่านเลิกไปเลย
  • อย่าพูดว่า หมอบอกให้ออกกำลังกายไง แล้วจบแค่นั้น ให้บอกเป็นตัวเลขที่จับต้องได้แทน เช่น วันละ 20 นาที 3 วันต่อสัปดาห์

สิ่งที่ได้ผลที่สุดจากที่ผมเห็นมาคือการเต้นด้วยกัน ไม่ใช่การสั่งให้ท่านเต้น สัปดาห์ละครั้งก็พอ เอาแค่ 20 นาที ท่านจะทำอีก 2 ถึง 3 วันที่เหลือเองโดยไม่ต้องเตือน

เริ่มต้นแบบไม่ต้องกลัวลื่นล้ม ปูพื้นให้ปลอดภัยก่อนดูแผ่นรองพื้นกันกระแทก

กลับไปที่สารบัญ

สรุป แอโรบิคผู้สูงอายุ

สรุป แอโรบิคผู้สูงอายุ แบบสั้นที่สุด เริ่มเบา คุมความหนักด้วย talk test เพิ่มทีละนิด และอย่าลืมฝึกการทรงตัวควบคู่ไปด้วยเสมอ

อายุมากก็ออกกำลังกายได้ ท่านใดที่ชอบ การออกกำลังกายแอโรบิค หรือการออกกำลังกาย แอโรบิคผู้สูงอายุ ก็สามารถเลือกท่าเต้นแบบเบา ๆ ให้พอเรียกเหงื่อได้ในแต่ละวัน ข้อสำคัญคือขอให้ได้ออกกำลังกายทุก ๆ วัน เป็นประจำ เพียงเท่านี้ก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงได้แบบสบาย ๆ

สุดท้ายนี้ อายุไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการดูแลสุขภาพ เพราะแม้แต่ผู้สูงอายุก็สามารถออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เช่น การเต้นแอโรบิคแบบเบา ๆ ที่ช่วยเรียกเหงื่อและกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตได้เป็นอย่างดี เพียงแค่ทำเป็นประจำทุกวัน คุณก็สามารถมีสุขภาพที่แข็งแรงและความกระปรี้กระเปร่าได้

อีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ คือ เครื่องเดินวงรี ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดแรงกระแทกและช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและระบบหัวใจ หากคุณกำลังมองหาเครื่องเดินวงรีคุณภาพดี สามารถเลือกชมสินค้าได้ที่ หมวดหมู่รวมสินค้าเครื่องเดินวงรี เพื่อเริ่มต้นการออกกำลังกายอย่างปลอดภัยและมั่นใจในทุกช่วงวัย!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) แอโรบิคผู้สูงอายุ

รวมคำถามเรื่อง แอโรบิคผู้สูงอายุ ที่ลูกหลานและผู้สูงวัยถามผมบ่อยที่สุด ตอบตามที่ใช้จริง ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ

แอโรบิคผู้สูงอายุ ควรทำวันละกี่นาที และสัปดาห์ละกี่วัน

เป้าหมายมาตรฐานของ แอโรบิคผู้สูงอายุ คือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ที่ความหนักระดับปานกลาง แปลเป็นภาษาบ้าน ๆ คือวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน แต่ถ้าไม่เคยออกกำลังกายเลย ให้เริ่มที่วันละ 10 นาที สัปดาห์ละ 3 วันก่อน แล้วเพิ่มทีละ 5 นาทีทุกสัปดาห์ ตัวเลข 150 นาทีเป็นเป้าหมายปลายทาง ไม่ใช่จุดเริ่มต้น

ทำไม แอโรบิคผู้สูงอายุ ถึงควรใช้ talk test แทนการจับชีพจร

สามเหตุผล หนึ่ง ต้องหยุดขยับถึงจะคลำชีพจรได้ พอหยุดชีพจรก็ตกลงมาแล้ว ตัวเลขจึงต่ำกว่าความจริง สอง ผู้สูงอายุจำนวนมากกินยาเบต้าบล็อกเกอร์ที่กดอัตราการเต้นหัวใจไว้ ทำให้ตัวเลขไม่สะท้อนความเหนื่อยจริง สาม คนที่หัวใจเต้นผิดจังหวะนับชีพจรไม่ได้เลย ส่วน talk test ใช้ได้กับทุกคน ไม่ต้องหยุด ไม่ต้องมีอุปกรณ์

MHR คำนวณอย่างไร และควรคุมชีพจรไว้ที่เท่าไร

MHR หรืออัตราการเต้นหัวใจสูงสุด คำนวณจาก 220 ลบด้วยอายุ คนอายุ 70 ปีจะได้ราว 150 ครั้งต่อนาที ระดับที่ปลอดภัยสำหรับ แอโรบิคผู้สูงอายุ คือ 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของค่านี้ แปลว่าคนอายุ 70 ควรอยู่ราว 75 ถึง 105 ครั้งต่อนาที แต่สูตรนี้คลาดเคลื่อนได้บวกลบ 10 ถึง 12 ครั้ง ให้ใช้เป็นกรอบคร่าว ๆ คู่กับ talk test เสมอ

เข่าไม่ดี ยังเต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ ได้ไหม

ได้ แต่ต้องเปลี่ยนวิธี ให้ตัดท่ายกเข่าสูงและท่ากระโดดออกทั้งหมด เหลือเฉพาะท่าที่เท้าข้างหนึ่งแตะพื้นเสมอ ซึ่งเป็นท่าแรงกระแทกต่ำที่ลงเข่าราว 1 เท่าของน้ำหนักตัวเท่านั้น ถ้ายังปวดอยู่ ให้ย้ายไปทำ chair aerobics บนเก้าอี้ทั้งชุด หรือเปลี่ยนไปใช้จักรยานเอนปั่นที่ไม่ต้องแบกน้ำหนักตัวลงเข่าเลย

chair aerobics เบาเกินไปจนไม่ได้ผลหรือเปล่า

ไม่เลย ถ้าขยับแขนเร็วพอ ยกเข่าสลับข้าง และไม่พักระหว่างท่า ชีพจรขึ้นไปแตะโซน 60 เปอร์เซ็นต์ได้สบาย ตัววัดคือ talk test เหมือนกัน ถ้าทำแล้วยังร้องเพลงตามได้ แปลว่าช้าไป ให้เร่งจังหวะแขนขึ้น ชุด 8 ท่าที่ผมให้ไว้ใช้เวลา 24 นาทีต่อครั้ง ทำ 3 วันต่อสัปดาห์ก็ครบเกณฑ์แล้ว

ควรวอร์มอัพและคูลดาวน์นานแค่ไหน

วอร์มอัพ 5 ถึง 10 นาที และคูลดาวน์อีก 5 ถึง 10 นาที คนที่มีโรคหัวใจให้ใช้ค่าสูงสุดคือ 10 นาทีทั้งสองช่วง เหตุผลคือหลอดเลือดของคนวัยนี้ปรับตัวช้ากว่าคนหนุ่มสาว การหยุดกะทันหันหลังเต้นเสร็จทำให้เลือดคั่งที่ขาและความดันตก ซึ่งเป็นสาเหตุของการหน้ามืดล้มหลังออกกำลังกาย

เต้นแล้วเวียนหัว ต้องทำอย่างไร

หยุดทันที นั่งหรือนอนลง ยกขาสูงกว่าระดับหัวใจ จิบน้ำ ถ้าเป็นเบาหวานให้จิบน้ำหวานด้วย ส่วนใหญ่เกิดจากความดันตกหรือน้ำตาลต่ำ ถ้าอาการหายภายใน 10 นาที ให้พักวันนั้นแล้วเริ่มใหม่ในวันถัดไปด้วยความหนักที่ต่ำลง แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหรือมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วย ให้โทร 1669 ทันที

ฝึกการทรงตัวจำเป็นแค่ไหน ในเมื่อเต้นก็ได้ขาอยู่แล้ว

จำเป็นมาก เพราะท่าเต้นส่วนใหญ่ยืนสองขาตลอด ซึ่งไม่ได้ท้าทายระบบการทรงตัวเลย สิ่งที่ฝึกการทรงตัวจริงคือท่าที่ลดฐานรองรับ เช่น ยืนขาเดียวหรือเดินต่อส้นเท้า ราว 1 ใน 3 ของคนอายุ 65 ปีขึ้นไปหกล้มอย่างน้อยปีละครั้ง และการหกล้มหนึ่งครั้งอาจทำให้ต้องนอนพักนานกว่าที่ออกกำลังกายมาทั้งเดือน ใช้เวลาแค่ 5 นาทีต่อท้ายทุกครั้งก็พอ

เต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ กี่สัปดาห์ถึงจะเห็นผล

อารมณ์และการนอนดีขึ้นภายใน 2 ถึง 3 สัปดาห์ ความดันโลหิตเริ่มลดใน 4 ถึง 8 สัปดาห์ การทรงตัวและความแข็งแรงของขาเห็นผลชัดที่ 6 ถึง 12 สัปดาห์ ส่วนน้ำหนักตัวต้องรอ 12 สัปดาห์ขึ้นไปและต้องคุมอาหารด้วย วิธีวัดที่ผมชอบที่สุดคือทดสอบลุกนั่งจากเก้าอี้ 30 วินาที ถ้าเพิ่มขึ้น 2 ครั้งใน 4 สัปดาห์ แปลว่าโปรแกรมได้ผลจริง

แอโรบิคผู้สูงอายุ ควรทำตอนเช้าหรือตอนเย็น

ตอนเช้าหลังอาหารเช้า 1 ชั่วโมง หรือช่วงเย็นหลังบ่ายสี่โมง เลี่ยงช่วงสายถึงบ่ายสามที่อากาศร้อนจัด เพราะผู้สูงอายุระบายความร้อนได้แย่กว่าคนหนุ่มสาว อย่าเต้นตอนท้องว่างทันทีหลังตื่นนอน เพราะเสี่ยงน้ำตาลตก และอย่าเต้นทันทีหลังมื้อใหญ่ ให้เว้นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

กินยาลดความดันอยู่ ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ

ยาลดความดันบางกลุ่ม โดยเฉพาะเบต้าบล็อกเกอร์ จะกดอัตราการเต้นหัวใจไว้ ทำให้ตัวเลขชีพจรใช้วัดความหนักไม่ได้ ให้ใช้ talk test อย่างเดียว นอกจากนี้ยาบางตัวทำให้ความดันตกเวลาลุกยืนเร็ว ๆ คนกลุ่มนี้เต้น แอโรบิคผู้สูงอายุ ได้ แต่ต้องคูลดาวน์ยาวขึ้นและห้ามหยุดกะทันหัน ให้ค่อย ๆ ลดจังหวะลงอย่างน้อย 5 นาที

ไม่มีเก้าอี้ที่เหมาะสม ใช้โซฟาแทนได้ไหม

ไม่แนะนำ เพราะโซฟานุ่มและเตี้ยเกินไป ทำให้เข่างอเกิน 90 องศาและลุกยากขึ้น ซึ่งเพิ่มแรงที่ลงเข่าโดยไม่จำเป็น เก้าอี้ที่ใช้ได้ต้องแข็ง ไม่มีล้อ ไม่หมุน และที่นั่งสูง 43 ถึง 48 เซนติเมตร นั่งแล้วเท้าวางเต็มฝ่าเท้าพอดี เก้าอี้กินข้าวทั่วไปใช้ได้เลย


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด




ติดต่อเรา ร้านขายเครื่องออกกำลังกาย Homefittools