ติดต่อเจ้าหน้าที่
สลับเส้นทาง
รถเข็นของฉัน 0

ออกกำลังกายหลังคลอด เริ่มได้เมื่อไร ตรวจ diastasis recti ก่อน ลำดับ 5 ขั้น และตาราง 12 สัปดาห์

ออกกำลังกายหลังคลอด เริ่มได้เมื่อไร ตรวจ diastasis recti ก่อน ลำดับ 5 ขั้น และตาราง 12 สัปดาห์

การ ออกกำลังกายหลังคลอด ต้องเริ่มจากความปลอดภัยก่อนเสมอ สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การลดพุง แต่คือการตรวจว่ามีภาวะกล้ามท้องแยก diastasis recti หรือไม่ เพราะถ้ามีแล้วไปทำ crunch จะยิ่งแย่ลง บทความนี้ให้ไทม์ไลน์ที่ปลอดภัยทั้งคลอดธรรมชาติและผ่าคลอด

สารบัญ

คำถามแรกที่คุณแม่ถามผมเกือบทุกคนคือกลับมาเทรนได้เมื่อไร คำตอบไม่ใช่ตัวเลขเดียวสำหรับทุกคน คลอดธรรมชาติที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเริ่มขยับเบา ๆ ได้ตั้งแต่ 1 ถึง 2 สัปดาห์ ส่วนผ่าคลอดต้องรอ 6 ถึง 8 สัปดาห์และต้องได้ไฟเขียวจากแพทย์ก่อน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าวันที่เริ่มคือลำดับที่เริ่ม เพราะคนที่บาดเจ็บส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มช้าไป แต่เริ่มผิดท่า

บทความนี้เก็บเนื้อหาเดิมไว้ครบทุกหัวข้อ ทั้งท่าในระยะฟื้นตัว ท่าหลัง 6 สัปดาห์ การผ่อนคลาย และท่าที่ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ แล้วเติมส่วนที่หายไปจากบทความส่วนใหญ่เข้ามา ได้แก่ ไทม์ไลน์ที่ปลอดภัยจริง วิธีตรวจ diastasis recti ด้วยตัวเองก่อนเริ่ม ลำดับฝึก 5 ขั้นที่ถูกต้อง ท่าที่ห้ามในช่วงแรกพร้อมท่าทดแทน ตาราง 12 สัปดาห์ เรื่องให้นมบุตร และสัญญาณที่ต้องหยุดทันที

  • คลอดธรรมชาติเริ่มหายใจกะบังลมและ Kegel ได้ตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 5 และเดินเบา ๆ ได้ใน 1 ถึง 2 สัปดาห์
  • ผ่าคลอดออกกำลังกายที่หนักกว่าการเดินได้ก็ต่อเมื่อผ่าน 6 ถึง 8 สัปดาห์ และแพทย์ตรวจแผลแล้วอนุญาต
  • ต้องตรวจ diastasis recti ก่อนเสมอ ถ้าช่องกลางท้องกว้างเกิน 2 นิ้วมือ ห้าม crunch ห้ามแพลงก์เต็มท่าเด็ดขาด
  • ลำดับที่ถูกต้องคือหายใจกะบังลม แล้ว Kegel แล้ว pelvic tilt แล้ว glute bridge แล้วเดิน แล้วค่อยเพิ่มความหนัก
  • ท่าที่ห้ามใน 6 สัปดาห์แรกคือ crunch แพลงก์เต็มท่า กระโดด วิ่ง และยกของหนักเกิน 5 กิโลกรัม
  • เลือดออกสีแดงสดเพิ่มขึ้น ปวดแผลผ่าคลอดขึ้นใหม่ หรือปวดหน่วงถ่วงในช่องคลอด คือสามสัญญาณที่ต้องหยุดและพบแพทย์

การ ออกกำลังกายหลังคลอด เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้คุณแม่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมปรับสมดุลร่างกายและจิตใจในระยะยาว เราได้รวบรวมท่าออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ในช่วงต่างๆ เพื่อให้การกลับมาฟิตแอนด์เฟิร์มเป็นเรื่องง่าย

ความสำคัญของการ ออกกำลังกายหลังคลอด

การ ออกกำลังกายหลังคลอด ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ลดน้ำหนัก เป้าหมายจริงคือให้กะบังลม แกนกลาง และอุ้งเชิงกรานกลับมาทำงานประสานกันอีกครั้ง สามอย่างนี้คือระบบเดียวกัน ถ้าตัวใดตัวหนึ่งยังไม่ตื่น การฝึกที่หนักกว่านั้นจะไปลงที่หลังและช่องท้องแทน

การ ออกกำลังกายหลังคลอด ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูร่างกาย แต่ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพจิต ปรับปรุงระบบไหลเวียนโลหิต และเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่อ่อนแอลงจากการตั้งครรภ์ หากปฏิบัติอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ คุณแม่สามารถลดอาการปวดหลัง ป้องกันปัสสาวะเล็ด และช่วยให้หน้าท้องกลับมากระชับได้เร็วขึ้น

สิ่งที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดคือขนาดของการเปลี่ยนแปลง ในการตั้งครรภ์ครบกำหนด มดลูกขยายจากราว 60 กรัมเป็นราว 1,000 กรัม และกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านหน้าถูกยืดออกยาวกว่าเดิมราว 15 เซนติเมตร ไม่มีทางที่ทั้งหมดนี้จะกลับที่เดิมภายในสองสัปดาห์ การ ออกกำลังกายหลังคลอด จึงต้องเริ่มจากการปลุกกล้ามเนื้อให้ทำงาน ไม่ใช่การเผาผลาญ

  • ฮอร์โมน relaxin ยังค้างอยู่ในร่างกายราว 3 ถึง 5 เดือนหลังคลอด ทำให้ข้อต่อหลวมกว่าปกติและพลิกง่ายกว่าเดิม
  • กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นตลอด 9 เดือน จึงอ่อนแรงลงแม้ในคนที่ผ่าคลอดและไม่ได้เบ่งคลอดเลย
  • การนอนไม่พอต่อเนื่องกดการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อโดยตรง คืนที่นอนรวมได้ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง ให้ลดปริมาณการฝึกลงครึ่งหนึ่งโดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ถ้าอยากรู้ว่าควรฝึกกี่วันต่อสัปดาห์ถึงจะพอดีกับร่างกายที่ยังฟื้นตัวอยู่ ผมเขียนเกณฑ์ไว้ในควรออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน ส่วนคุณแม่ที่ประจำเดือนกลับมาแล้วและอยากรู้ว่าวันที่มามากควรปรับอย่างไร อ่านต่อได้ที่ออกกำลังกายตอนมีประจำเดือน

ไทม์ไลน์ที่ปลอดภัยจริง คลอดธรรมชาติกับผ่าคลอดเริ่มไม่พร้อมกัน

คลอดธรรมชาติที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเริ่มขยับเบา ๆ ได้ใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ส่วนผ่าคลอดต้องรอ 6 ถึง 8 สัปดาห์และต้องได้ไฟเขียวจากแพทย์ก่อน สองเส้นทางนี้ต่างกันเพราะแผลผ่าตัดผ่านผนังหน้าท้องหลายชั้น ไม่ใช่แค่ผิวหนังที่มองเห็น

ตัวเลข 6 สัปดาห์ที่ได้ยินกันจนชินมาจากนัดตรวจหลังคลอดมาตรฐาน มันไม่ได้แปลว่าห้ามขยับตัวเลยตลอด 6 สัปดาห์ และไม่ได้แปลว่าพอครบ 6 สัปดาห์แล้วกลับไปเทรนเหมือนเดิมได้ทันที มันแปลว่านั่นคือวันที่แพทย์จะประเมินว่าพร้อมขยับขึ้นขั้นถัดไปหรือยัง

สิ่งที่ผมเห็นบ่อยคือคุณแม่รอครบ 6 สัปดาห์แบบไม่ทำอะไรเลย แล้ววันที่ 43 กระโดดกลับไปเล่นคลาสเดิมทันที นั่นคือสูตรของอาการปวดหลังและปัสสาวะเล็ด เพราะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานไม่ได้ถูกปลุกมาก่อนเลยแม้แต่วันเดียว ไทม์ไลน์ของการ ออกกำลังกายหลังคลอด จึงไม่ใช่เส้นตรงที่มีจุดเริ่มจุดเดียว แต่เป็นบันไดที่ต้องขึ้นทีละขั้น

ช่วงเวลาคลอดธรรมชาติผ่าคลอดเป้าหมายของช่วงนี้
วันที่ 1 ถึง 3หายใจกะบังลม ลุกเดินเข้าห้องน้ำเองได้หายใจกะบังลม ลุกจากเตียงโดยพลิกตะแคงก่อนเสมอป้องกันลิ่มเลือดและปลุกกะบังลม
วันที่ 3 ถึง 7เริ่มขมิบ Kegel เบา ๆ ถ้าไม่ปวดแผลฝีเย็บเดินในบ้านรอบละ 5 นาที ห้ามเกร็งหน้าท้องฟื้นการไหลเวียนเลือด
สัปดาห์ที่ 1 ถึง 2เดิน 10 ถึง 15 นาทีต่อวัน เริ่ม pelvic tiltเดิน 10 นาทีต่อวัน Kegel เบา ๆ ยังไม่แตะแกนกลางสร้างความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ความหนัก
สัปดาห์ที่ 3 ถึง 5เพิ่ม glute bridge และเดิน 20 ถึง 30 นาทีเดินได้ยาวขึ้น เริ่ม pelvic tilt ถ้าไม่ตึงแผลปลุกก้นและแกนกลางชั้นลึก
สัปดาห์ที่ 6 ถึง 8ตรวจกับแพทย์ ประเมิน diastasis recti แล้วเริ่มเวทเบาตรวจแผลกับแพทย์ ถ้าไฟเขียวจึงเริ่มแกนกลางและเวทเบาเส้นแบ่งจริงของการเพิ่มความหนัก
สัปดาห์ที่ 9 ถึง 12เวทเบาถึงปานกลาง คาร์ดิโอที่ไม่มีแรงกระแทกเวทเบา เลี่ยงท่าที่ดึงแผลตรง ๆ อีก 4 สัปดาห์กลับสู่การฝึกที่มีโครงสร้าง
หลังสัปดาห์ที่ 12เริ่มทดสอบก่อนกลับไปวิ่งและกระโดดเหมือนกัน แต่ให้ประเมินแผลเป็นและความตึงเพิ่มกลับสู่กิจกรรมแรงกระแทก

สัญญาณว่าเร็วเกินไป ให้ถอยกลับไปหนึ่งขั้นทันที

  • น้ำคาวปลาเปลี่ยนจากสีน้ำตาลหรือเหลืองกลับไปเป็นสีแดงสด หรือปริมาณเพิ่มขึ้นชัดเจนหลังฝึก
  • ปวดหน่วงถ่วงในช่องคลอดเหมือนมีอะไรจะหลุดออกมา
  • ปวดแผลผ่าคลอดที่หายไปแล้วกลับมาใหม่ หรือรู้สึกตึงดึงรั้งเวลาลุกนั่ง
  • ปัสสาวะเล็ดในท่าที่เมื่อวานยังไม่เล็ด

ตรวจ diastasis recti ก่อนเสมอ วิธีตรวจด้วยตัวเองใน 60 วินาที

นี่คือขั้นตอนที่คนข้ามมากที่สุดและเสียใจมากที่สุด ถ้าช่องกลางท้องกว้างเกิน 2 นิ้วมือแล้วไปทำ crunch หรือแพลงก์ ช่องจะกว้างขึ้นแทนที่จะแคบลง และหน้าท้องจะยิ่งดูโป่งกว่าเดิมทั้งที่ฝึกหนักขึ้น

diastasis recti คือภาวะที่กล้ามเนื้อหน้าท้องมัดตรงสองข้างแยกออกจากกัน โดยเนื้อเยื่อเส้นใยที่เชื่อมตรงกลางถูกยืดจนบางลง มันเกิดกับคุณแม่เกือบทุกคนในไตรมาสสาม และหายไปเองในหลายคนภายใน 8 สัปดาห์ ปัญหาอยู่ที่คนที่ไม่หายเอง แล้วไม่รู้ตัว การตรวจใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที และเป็นสิ่งแรกที่ควรทำก่อนเริ่ม ออกกำลังกายหลังคลอด ทุกครั้ง

วิธีตรวจ diastasis recti ด้วยตัวเอง ทีละขั้น

  1. นอนหงายบนพื้นเรียบ ชันเข่าขึ้น วางเท้าราบกับพื้น ปล่อยหน้าท้องให้ผ่อนคลายเต็มที่
  2. วางนิ้วชี้กับนิ้วกลางของมือข้างหนึ่งลงบนแนวกลางท้อง ตั้งฉากกับลำตัว ที่ตำแหน่งเหนือสะดือ 2 เซนติเมตร
  3. ยกหัวและไหล่ขึ้นจากพื้นเล็กน้อยเหมือนจะลุกนั่ง แค่พอให้กล้ามเนื้อหน้าท้องเกร็ง ไม่ต้องลุกจนสุด
  4. กดนิ้วลงเบา ๆ แล้ววัดว่าร่องตรงกลางกว้างกี่นิ้วมือ และลึกแค่ไหน
  5. ทำซ้ำที่ตำแหน่งสะดือ และใต้สะดือลงมา 2 เซนติเมตร เพราะความกว้างไม่เท่ากันตลอดแนว
ผลที่วัดได้แปลว่าอะไรทำอะไรต่อท่าที่ห้ามในตอนนี้
น้อยกว่า 2 นิ้วมือ และดันนิ้วกลับได้อยู่ในเกณฑ์ปกติของคุณแม่หลังคลอดเริ่มโปรแกรมพื้นฐาน 5 ขั้นได้เลยยังไม่ต้องรีบทำ crunch แต่ทำท่าอื่นได้ทั้งหมด
2 ถึง 3 นิ้วมือมีภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกระดับเบาถึงปานกลางทำหายใจกะบังลม Kegel และ pelvic tilt 4 ถึง 6 สัปดาห์ แล้ววัดใหม่crunch แพลงก์เต็มท่า และท่าบิดตัวแรง
มากกว่า 3 นิ้วมือแยกกว้าง ควรได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบนักกายภาพบำบัดเฉพาะทางอุ้งเชิงกราน อย่าฝึกเองตามคลิปทุกท่าที่ทำให้ท้องโป่งเป็นสันกลาง
เห็นสันนูนกลางท้องเวลาลุกนั่งแรงดันในช่องท้องดันออกทางแนวกลางลดแรงลงครึ่งหนึ่ง หายใจออกขณะออกแรงเสมอยกขาสองข้างพร้อมกันจากท่านอน

เรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด ความกว้างของช่องไม่ใช่ตัวชี้ขาดทั้งหมด สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือแรงตึงของเนื้อเยื่อตรงกลาง ถ้ากดแล้วนิ้วจมลงไปเหมือนกดหมอน แปลว่าเนื้อเยื่อยังไม่มีแรงต้าน ต่อให้กว้างแค่ 2 นิ้วมือก็ยังต้องทำงานพื้นฐานต่อ แต่ถ้ากดแล้วรู้สึกว่ามีแผ่นตึง ๆ ดันนิ้วกลับ นั่นคือสัญญาณที่ดี

ทำไม crunch กับแพลงก์ถึงทำให้แย่ลง

ทั้งสองท่าสร้างแรงดันในช่องท้องสูง และแรงนั้นต้องหาทางออก ในคนที่แกนกลางทำงานปกติ แรงจะกระจายไปรอบทิศ แต่ในคนที่แนวกลางท้องบางและอ่อนแอ แรงจะดันออกไปทางจุดที่อ่อนแอที่สุด ซึ่งก็คือตรงกลางท้องนั่นเอง ผลคือช่องกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

ถ้าอยากเข้าใจว่าแพลงก์ทำงานอย่างไรและควรกลับไปทำเมื่อไร ผมเขียนไว้ละเอียดในคู่มือท่าแพลงก์ สรุปสำหรับคุณแม่คือให้เริ่มจากแพลงก์ลงเข่าและค้างแค่ 10 วินาทีก่อน โดยมีเงื่อนไขเดียวคือห้ามมีสันนูนกลางท้องระหว่างค้าง

ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ในเกณฑ์ไหน

ส่งผลที่วัดได้มาให้ทีมงานดูได้เลยว่ากว้างกี่นิ้วมือและมีสันนูนหรือไม่ เราจะช่วยเทียบให้เป็นข้อ ๆ ว่าควรเริ่มจากขั้นไหนของโปรแกรม และควรพบนักกายภาพบำบัดก่อนหรือไม่ ดีกว่าเดาแล้วฝึกผิดไปอีกสองเดือน

ปรึกษาทีมงาน HomeFitTools

ท่าออกกำลังกายสำหรับคุณแม่ในระยะฟื้นตัว

สามท่าในระยะฟื้นตัวนี้คือพื้นฐานที่ต้องผ่านก่อนทุกอย่าง ถ้าทำได้โดยไม่ปวดและไม่มีท้องโป่งเป็นสันกลาง แปลว่าพร้อมขยับขึ้นขั้นถัดไป

ท่า ออกกำลังกายหลังคลอด ในระยะฟื้นตัว Kegel และแขม่วหน้าท้องที่ทำได้บนเตียง

ในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังคลอด คุณแม่ควรเริ่มจากการออกกำลังกายเบาๆ เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานหนักในช่วงตั้งครรภ์

1. การฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel Exercise)

การบริหารอุ้งเชิงกรานช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อและลดความเสี่ยงของอาการปัสสาวะเล็ด โดยให้ขมิบกล้ามเนื้อในช่องคลอดค้างไว้ 5 วินาที แล้วผ่อนคลาย ทำซ้ำ 10-15 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ

2. ท่าแขม่วหน้าท้องเบื้องต้น (Abdominal Hollowing)

ท่านี้ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง โดยให้นอนราบ ชันเข่าขึ้น และเกร็งหน้าท้องให้กระชับ ค้างไว้ 5 วินาที แล้วผ่อนคลาย ทำซ้ำ 10 ครั้ง

3. ท่าเหยียดขาในท่านอน (Leg Stretching)

นอนราบ ยืดขาทีละข้างขึ้นไปในอากาศในมุม 45 องศา ค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับข้าง ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเสริมความแข็งแรงของขา

ลำดับการทำสามท่านี้มีผลกับผลลัพธ์มาก ให้ทำหายใจกะบังลม 5 ครั้งก่อนเสมอ แล้วค่อยขมิบ Kegel และปิดท้ายด้วยแขม่วหน้าท้อง ถ้าเริ่มจากการเกร็งหน้าท้องเลย กะบังลมจะยังไม่ทำงานและแรงดันจะดันลงอุ้งเชิงกรานแทนที่จะกระจายขึ้นบน

ทำสามท่านี้ให้ถูกจริงต้องเช็กอะไรบ้าง

  • ขณะขมิบ Kegel ก้นและต้นขาต้องไม่เกร็งตาม ถ้าเห็นสะโพกยกขึ้นแปลว่าใช้กล้ามเนื้อผิดมัด
  • ขณะแขม่วหน้าท้อง ต้องยังพูดเป็นประโยคได้ ถ้ากลั้นหายใจแปลว่าเกร็งแรงเกินไป
  • ห้ามมีสันนูนตรงกลางท้องขณะออกแรง ถ้าเห็นสันขึ้นให้ลดแรงลงครึ่งหนึ่งทันที
  • ทำวันละ 2 ถึง 3 รอบก็พอ ไม่ต้องทำทั้งวัน กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานล้าได้เหมือนกล้ามเนื้อมัดอื่น

ท่าเหยียดขาในท่านอนที่หลายคนมองว่าง่ายเกินไป จริง ๆ แล้วเป็นตัวทดสอบชั้นดี ถ้าเหยียดขาแล้วหลังส่วนล่างแอ่นลอยจากพื้น แปลว่าแกนกลางยังคุมกระดูกเชิงกรานไม่อยู่ ให้กลับไปทำ pelvic tilt เพิ่มอีก 1 ถึง 2 สัปดาห์ แล้วค่อยกลับมาลองใหม่

ลำดับที่ถูกต้อง 5 ขั้น หายใจกะบังลม Kegel pelvic tilt glute bridge แล้วค่อยเดิน

คนที่บาดเจ็บจากการ ออกกำลังกายหลังคลอด ส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มเร็วเกินไป แต่เริ่มผิดลำดับ ห้าขั้นนี้ต้องเรียงตามนี้เท่านั้น เพราะแต่ละขั้นเป็นเงื่อนไขของขั้นถัดไป ข้ามขั้นแล้วแรงดันจะไปลงที่จุดที่ยังไม่พร้อมรับ

ลองนึกภาพแกนกลางลำตัวเป็นกระป๋องที่มีฝาบนคือกะบังลม ฝาล่างคืออุ้งเชิงกราน และผนังรอบข้างคือกล้ามเนื้อหน้าท้องชั้นลึก หลังคลอด ฝาล่างอ่อนแรงและผนังถูกยืดจนบาง ถ้าไปเพิ่มแรงดันในกระป๋องทันทีด้วยการทำ crunch แรงจะดันฝาล่างและผนังที่ยังไม่พร้อม ลำดับ 5 ขั้นนี้คือการซ่อมฝาและผนังก่อน แล้วค่อยเพิ่มแรงดันทีหลัง นี่คือโครงของการ ออกกำลังกายหลังคลอด ทั้งหมดที่ผมใช้

ขั้นที่ 1 หายใจกะบังลม ทำได้ตั้งแต่วันที่ 1

นอนหงาย วางมือข้างหนึ่งบนหน้าอกและอีกข้างบนท้อง หายใจเข้าทางจมูก 4 วินาที ให้มือที่ท้องยกขึ้นแต่มือที่หน้าอกนิ่งที่สุด หายใจออกทางปาก 6 วินาที ให้ท้องยุบลงพร้อมกับรู้สึกว่าอุ้งเชิงกรานยกขึ้นเบา ๆ เอง ทำ 10 รอบ วันละ 2 ถึง 3 ครั้ง

ขั้นที่ 2 Kegel ปลุกอุ้งเชิงกราน

ขมิบเหมือนกลั้นปัสสาวะและกลั้นผายลมพร้อมกัน ค้าง 5 วินาที แล้วผ่อนให้ครบ 5 วินาที ทำ 10 ถึง 15 ครั้งต่อเซ็ต วันละ 2 ถึง 3 เซ็ต จังหวะผ่อนสำคัญพอ ๆ กับจังหวะขมิบ คุณแม่ที่เกร็งค้างตลอดจะมีอุ้งเชิงกรานที่ตึงแต่ไม่แข็งแรง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

ขั้นที่ 3 pelvic tilt เชื่อมแกนกลางกับกระดูกเชิงกราน

นอนหงาย ชันเข่า หายใจออกพร้อมกับกดหลังส่วนล่างลงแนบพื้นและม้วนก้นกบขึ้นเล็กน้อย ค้าง 5 วินาที แล้วผ่อน ทำ 10 ถึง 12 ครั้ง ท่านี้คือสะพานที่เชื่อมสองขั้นแรกเข้ากับการเคลื่อนไหวจริง และเป็นท่าที่ลดอาการปวดหลังได้ไวที่สุดในบรรดาท่าพื้นฐานทั้งหมด

ขั้นที่ 4 glute bridge ปลุกก้นที่หลับมาเก้าเดือน

จากท่า pelvic tilt ให้ยกสะโพกขึ้นจนลำตัวเป็นเส้นตรงจากไหล่ถึงเข่า บีบก้นค้าง 3 วินาทีแล้ววางลงช้า ๆ ทำ 10 ครั้ง 2 เซ็ต ถ้ารู้สึกที่ต้นขาหลังมากกว่าที่ก้น ให้เลื่อนเท้าเข้ามาใกล้ก้นอีกหน่อย กล้ามเนื้อก้นที่ทำงานคือสิ่งที่ทำให้หลังไม่ต้องรับภาระแทน

ขั้นที่ 5 เดิน แล้วค่อยเพิ่มความหนัก

เริ่มที่ 10 นาทีต่อวัน เพิ่มครั้งละ 5 นาทีต่อสัปดาห์ ให้เดินระดับที่ยังพูดเป็นประโยคเต็มได้ เมื่อเดินได้ 30 นาทีโดยไม่มีอาการใด ๆ และผ่านการตรวจ diastasis recti แล้ว จึงเริ่มเพิ่มเวทเบาและท่าที่ซับซ้อนขึ้นตามหัวข้อต่อไป

ขั้นทำเมื่อไรปริมาณต่อวันผ่านเงื่อนไขอะไรถึงขยับขั้น
หายใจกะบังลมวันที่ 1 เป็นต้นไป ทั้งคลอดธรรมชาติและผ่าคลอด10 รอบ วันละ 2 ถึง 3 ครั้งท้องยกได้โดยที่อกไม่ยก
Kegelวันที่ 3 ถึง 5 ถ้าไม่ปวดแผล10 ถึง 15 ครั้ง วันละ 2 ถึง 3 เซ็ตขมิบได้โดยก้นและต้นขาไม่เกร็งตาม
pelvic tiltสัปดาห์ที่ 2 ถึง 310 ถึง 12 ครั้ง วันละ 1 ถึง 2 เซ็ตทำได้โดยไม่มีสันนูนกลางท้อง
glute bridgeสัปดาห์ที่ 3 ถึง 410 ครั้ง 2 เซ็ตรู้สึกที่ก้นชัดกว่าที่หลัง
เดินสัปดาห์ที่ 1 เป็นต้นไป เพิ่มระยะทีละน้อยจาก 10 นาทีขึ้นไปจนถึง 30 นาทีเดิน 30 นาทีได้โดยน้ำคาวปลาไม่เปลี่ยนสี

กฎที่ผมให้จำง่ายที่สุด หายใจออกทุกครั้งที่ออกแรง ไม่ว่าจะลุก จะยกลูก หรือจะยกสะโพก การกลั้นหายใจแล้วเบ่งคือสิ่งที่ดันแรงลงอุ้งเชิงกรานโดยตรง และเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของปัสสาวะเล็ดที่ผมเจอในคุณแม่ที่ฝึกเอง

ท่าออกกำลังกายสำหรับคุณแม่หลัง 6 สัปดาห์

สัปดาห์ที่ 6 คือเส้นแบ่งที่ใช้กันทั่วโลก แต่มันเป็นเส้นแบ่งของการตรวจ ไม่ใช่ใบอนุญาตอัตโนมัติ ให้ผ่านการตรวจ diastasis recti และไม่มีปัสสาวะเล็ดก่อน แล้วค่อยเพิ่มความเข้มข้นตามหัวข้อนี้

หลังผ่านระยะเริ่มต้น คุณแม่สามารถเพิ่มความเข้มข้นของการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและปรับรูปร่าง

4. ท่า Cat-Cow Stretch

เริ่มจากท่า Tabletop โดยให้มือและเข่าวางบนพื้น แอ่นหลังลงพร้อมเงยหน้าขึ้น (ท่า Cow) จากนั้นโก่งหลังพร้อมก้มหน้ามองสะดือ (ท่า Cat) ทำซ้ำ 10 ครั้ง ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังและเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง

5. ท่า Squat Wall Hold

ยืนพิงผนัง ย่อตัวลงจนต้นขาขนานกับพื้น ค้างไว้ 10-15 วินาที ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง ท่านี้ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและสะโพก

6. ท่า Side-Lying Leg Lift

นอนตะแคง แล้วยกขาด้านบนขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ ค้างไว้ 5 วินาที และลดลงช้าๆ ทำซ้ำ 8-12 ครั้งต่อข้าง ท่านี้ช่วยบริหารกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขาด้านข้าง

Promotion1
Promotion2
Promotion3

เช็กลิสต์ก่อนขยับขึ้นมาที่หัวข้อนี้ ต้องผ่านครบทั้ง 4 ข้อ

  • ผ่านสัปดาห์ที่ 6 และได้รับการตรวจจากแพทย์แล้ว โดยเฉพาะคุณแม่ที่ผ่าคลอด
  • ช่องกลางท้องแคบกว่า 2 นิ้วมือ เมื่อทดสอบตามวิธีในหัวข้อ diastasis recti
  • ไม่มีปัสสาวะเล็ดขณะไอ จาม หรือหัวเราะ
  • น้ำคาวปลาหยุดแล้ว หรือเหลือเพียงสีเหลืองจาง ๆ ไม่กลับไปเป็นสีแดงสดอีก

ท่า Squat Wall Hold ในหัวข้อนี้เป็นท่าที่ผมชอบให้เริ่มมากที่สุด เพราะผนังทำหน้าที่รับน้ำหนักแทนหลังส่วนล่าง คุณแม่จึงฝึกขาและก้นได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแรงกดที่แกนกลาง ให้เริ่มจากค้าง 10 วินาที 8 ครั้ง แล้วเพิ่มครั้งละ 5 วินาทีต่อสัปดาห์

ท่าที่ห้ามใน 6 สัปดาห์แรก พร้อมท่าทดแทนที่ให้ผลใกล้เคียงกัน

ไม่มีท่าไหนต้องห้ามถาวร มีแต่ท่าที่ยังไม่ถึงเวลา หลักคิดข้อเดียวคือถ้าท่านั้นเพิ่มแรงดันในช่องท้องหรือมีแรงกระแทกลงอุ้งเชิงกราน ให้เลื่อนไปทำหลังสัปดาห์ที่ 12 แล้วใช้ท่าทดแทนในตารางนี้ไปก่อน ผลที่ได้ไม่ได้ต่างกันมากอย่างที่กลัว

คำถามที่ผมได้ยินบ่อยคือทำไมท่าที่เคยทำได้สบายตอนก่อนท้องถึงกลายเป็นท่าต้องห้าม คำตอบอยู่ที่เนื้อเยื่อ ไม่ใช่ที่ความฟิต แนวกลางท้องที่ถูกยืดมา 9 เดือนยังไม่กลับมามีแรงตึงเท่าเดิม และอุ้งเชิงกรานยังรับแรงกระแทกได้ไม่เท่าเดิม ความฟิตของหัวใจอาจกลับมาใน 3 สัปดาห์ แต่เนื้อเยื่อใช้เวลาเป็นเดือน นี่คือจุดที่การ ออกกำลังกายหลังคลอด ต่างจากการกลับมาเทรนหลังหยุดพักธรรมดา

ท่าที่ห้ามในช่วงแรกเพราะอะไรท่าทดแทนที่ให้ผลใกล้เคียงกลับมาทำได้เมื่อไร
crunch และ sit-upดันแรงดันออกทางแนวกลางท้องที่ยังอ่อนแอ ทำให้ diastasis recti กว้างขึ้นAbdominal Hollowing และ pelvic tilt ได้แกนกลางชั้นลึกเหมือนกันโดยไม่ดันแนวกลางหลังตรวจแล้วช่องแคบกว่า 2 นิ้วมือ
แพลงก์เต็มท่าน้ำหนักตัวทั้งหมดกดลงบนแนวกลางท้องและอุ้งเชิงกรานพร้อมกันแพลงก์ลงเข่าค้าง 10 วินาที หรือ Bird Dog ช้า ๆ ข้างละ 8 ครั้งสัปดาห์ที่ 8 ขึ้นไป ถ้าไม่มีสันนูนกลางท้อง
วิ่งและกระโดดแรงกระแทกลงอุ้งเชิงกรานราว 2 ถึง 3 เท่าของน้ำหนักตัวทุกก้าวเดินเร็ว หรือปั่นจักรยานอยู่กับที่ ซึ่งไม่มีแรงกระแทกเลยสัปดาห์ที่ 12 ขึ้นไป และต้องผ่านการทดสอบก่อน
ยกของหนักเกิน 5 กิโลกรัมใน 6 สัปดาห์แรกต้องกลั้นหายใจเบ่ง ซึ่งดันแรงลงอุ้งเชิงกรานเต็ม ๆยกด้วยน้ำหนักเท่าตัวลูก และหายใจออกทุกครั้งที่ยกหลังสัปดาห์ที่ 6 และค่อย ๆ เพิ่มทีละ 2 กิโลกรัม
ท่าบิดลำตัวแรงและค้างนานดึงแนวกลางท้องออกจากกันในแนวขวางบิดตัวช้า ๆ แค่ครึ่งช่วง หรือ Cat-Cow ซึ่งอยู่ในบทความนี้อยู่แล้วสัปดาห์ที่ 8 ขึ้นไป
ว่ายน้ำน้ำคาวปลายังไหลอยู่ เสี่ยงติดเชื้อในโพรงมดลูกเดินในบ้าน หรือปั่นจักรยานแรงต้านต่ำหลังน้ำคาวปลาหยุดสนิทและแพทย์อนุญาต

คุณแม่ผ่าคลอดต้องระวังเพิ่มอีกสองข้อ

  • ห้ามลุกจากท่านอนโดยการยกตัวขึ้นตรง ๆ ให้พลิกตะแคงข้างแล้วใช้แขนดันตัวขึ้นเสมอตลอด 6 สัปดาห์แรก
  • ห้ามยืดหน้าท้องแรง ๆ เช่น ท่างูเห่าแบบเหยียดสุด เพราะเป็นการดึงแผลโดยตรง ให้ยกแค่ช่วงอกและค้างสั้น ๆ แทน

เรื่องที่ผมอยากให้เข้าใจคือท่าทดแทนในตารางนี้ไม่ได้ด้อยกว่าท่าเดิม มันแค่เลือกทางเดินของแรงใหม่ คุณแม่ที่ทำ pelvic tilt และ Bird Dog อย่างสม่ำเสมอ 8 สัปดาห์ มักได้แกนกลางที่ใช้งานได้จริงมากกว่าคนที่รีบไปทำ crunch ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 เพราะกลุ่มหลังมักต้องกลับมาเริ่มใหม่หลังจากที่ช่องกลางท้องกว้างขึ้น

ตาราง ออกกำลังกายหลังคลอด 12 สัปดาห์ ใช้ได้ทั้งคลอดธรรมชาติและผ่าคลอด

ตารางนี้ไม่ได้บังคับให้ฝึกทุกวัน มันบอกว่าสัปดาห์ไหนควรทำอะไรและสัปดาห์ไหนควรรอ คุณแม่ที่ผ่าคลอดให้เลื่อนทุกช่องไปทางขวา 2 ถึง 3 สัปดาห์ และต้องได้ไฟเขียวจากแพทย์ในสัปดาห์ที่ 6 ถึง 8 ก่อนขยับเข้าสู่เฟส 3

จำนวนวันฝึกรวมอยู่ที่ 3 ถึง 4 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 10 ถึง 30 นาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำได้จริงกับตารางชีวิตที่ต้องตื่นทุกสามชั่วโมง ผมออกแบบให้ทุกท่าทำได้บนเสื่อผืนเดียวข้างเปลลูก เพราะโปรแกรมที่ต้องออกจากบ้านคือโปรแกรมที่คุณแม่จะเลิกทำภายในสองสัปดาห์ ความสม่ำเสมอคือสิ่งที่ทำให้การ ออกกำลังกายหลังคลอด ได้ผล ไม่ใช่ความหนักของวันใดวันหนึ่ง

สัปดาห์เฟสทำอะไรความถี่เป้าหมายที่วัดได้
สัปดาห์ที่ 1 ถึง 2ปลุกระบบหายใจกะบังลม Kegel เบา ๆ เดินในบ้าน 10 นาทีทุกวัน วันละ 10 ถึง 15 นาทีเดิน 10 นาทีได้โดยไม่เพลีย
สัปดาห์ที่ 3 ถึง 5พื้นฐานเพิ่ม pelvic tilt glute bridge และ Abdominal Hollowing เดิน 20 นาที4 ถึง 5 วันต่อสัปดาห์pelvic tilt 12 ครั้งโดยไม่มีสันนูนกลางท้อง
สัปดาห์ที่ 6 ถึง 8ประเมินและเชื่อมต่อตรวจกับแพทย์ ตรวจ diastasis recti เพิ่ม Bird Dog Cat-Cow และ Squat Wall Hold4 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20 นาทีช่องกลางท้องแคบกว่า 2 นิ้วมือ และไม่มีปัสสาวะเล็ด
สัปดาห์ที่ 9 ถึง 10สร้างความแข็งแรงสควอทน้ำหนักตัว Side-Lying Leg Lift แพลงก์ลงเข่า และเวทเบา 2 ถึง 4 กิโลกรัม3 ถึง 4 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 25 นาทีสควอทน้ำหนักตัว 15 ครั้งต่อเนื่องได้
สัปดาห์ที่ 11 ถึง 12กลับสู่ระบบเวทเต็มตัวน้ำหนักเบา คาร์ดิโอที่ไม่มีแรงกระแทก 20 ถึง 30 นาที พิลาทิสหรือโยคะ 1 วัน4 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาทีเดินเร็ว 30 นาทีได้โดยไม่มีอาการ
หลังสัปดาห์ที่ 12ทดสอบก่อนวิ่งทดสอบยืนขาเดียว กระโดดอยู่กับที่ และย่อขาเดียว ก่อนกลับไปวิ่งตามโปรแกรมปกติผ่านการทดสอบทั้ง 4 ข้อโดยไม่มีปัสสาวะเล็ด

จะรู้ได้อย่างไรว่าโปรแกรมนี้ได้ผลจริง

  1. วัดช่องกลางท้องทุก 2 สัปดาห์ที่ตำแหน่งเดิม ตัวเลขควรแคบลง หรืออย่างน้อยต้องรู้สึกว่ามีแรงตึงดันนิ้วกลับมากขึ้น
  2. จดว่าปัสสาวะเล็ดกี่ครั้งต่อสัปดาห์ ตัวเลขนี้ควรลดลงชัดเจนภายใน 8 สัปดาห์ถ้าทำ Kegel ครบ
  3. จดระยะเวลาที่เดินได้ต่อเนื่องโดยไม่มีอาการ ควรเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 5 นาที
  4. วัดรอบเอวที่ระดับสะดือทุก 2 สัปดาห์ แทนการชั่งน้ำหนักทุกวัน เพราะน้ำหนักช่วงให้นมแกว่งจากน้ำมากกว่าจากไขมัน

ข้อเดียวที่ผมขอให้ยึดไว้ อย่าเอาตารางนี้ไปเทียบกับคุณแม่คนอื่นในกลุ่มไลน์ คนที่คลอดธรรมชาติแบบไม่มีแผลฝีเย็บกับคนที่ผ่าคลอดฉุกเฉินหลังเบ่งมา 12 ชั่วโมง ไม่มีทางฟื้นตัวเท่ากันได้ และทั้งสองแบบก็ไม่ได้แปลว่าใครแข็งแรงกว่าใคร

ตาราง ออกกำลังกายหลังคลอด  12 สัปดาห์ แบ่งเป็นเฟสปลุกระบบ พื้นฐาน ประเมิน และกลับสู่การฝึกปกติ

ถ้าอยากเห็นภาพว่าเฟสสร้างความแข็งแรงในสัปดาห์ที่ 9 ถึง 12 ต้องทำอะไรบ้าง ผมรวมท่าที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ไว้ในคู่มือเทรนด้วยน้ำหนักตัวสำหรับผู้หญิง และถ้าพร้อมจับดัมบ์เบลแล้ว โครงสร้างโปรแกรมอยู่ในคู่มือเวทเทรนนิ่งสำหรับผู้หญิง

เริ่มจากเสื่อผืนเดียวข้างเปลลูกก่อน ที่เหลือค่อยว่ากันดูเสื่อและแผ่นรองพื้น

การผ่อนคลายและเตรียมร่างกายสำหรับชีวิตประจำวัน

การผ่อนคลายไม่ใช่ของแถม มันคือส่วนที่ทำให้ระบบประสาทกลับมาสงบพอที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจะคลายตัวได้จริง คุณแม่ที่เกร็งตลอดเวลาจะขมิบ Kegel ได้ไม่ครบช่วง เพราะกล้ามเนื้อไม่เคยได้พักเลยสักครั้ง

การออกกำลังกายในระยะนี้จะเน้นไปที่การผ่อนคลายและเตรียมพร้อมสำหรับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

7. ท่า Butterfly Stretch

นั่งชันเข่าทั้งสองข้าง ดึงเท้าเข้าหากัน แล้วใช้มือจับปลายเท้าพร้อมกดเข่าลงกับพื้นเบาๆ ค้างไว้ 20-30 วินาที ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของสะโพกและกระดูกเชิงกราน

8. ท่า Child’s Pose

นั่งคุกเข่า แล้วเอื้อมมือไปข้างหน้าให้สุดพร้อมก้มตัวลง ใช้หมอนรองใต้หน้าขาเพื่อเพิ่มความสบาย ค้างไว้ 15-20 วินาที เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังและสะโพก

ท่า Butterfly Stretch กับ Child Pose ให้ทำตอนกลางคืนหลังลูกหลับ ไม่ใช่ตอนเช้า เหตุผลคือช่วงเวลานั้นคือตอนที่อุ้งเชิงกรานซึ่งตึงมาทั้งวันจะคลายตัวได้ดีที่สุด และมันช่วยให้หลับเร็วขึ้นในคืนที่ต้องตื่นมาให้นมทุกสามชั่วโมง

มีเรื่องหนึ่งที่ผมย้ำกับคุณแม่ทุกคน การหายใจออกยาวกว่าหายใจเข้าคือสวิตช์เดียวที่กดได้ฟรีและได้ผลทันที ลองหายใจเข้า 4 วินาที แล้วหายใจออก 6 ถึง 8 วินาที ทำ 10 รอบ ระบบประสาทจะสลับจากโหมดตื่นตัวไปโหมดพัก และกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่เกร็งค้างจะคลายลงเอง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ Kegel ในรอบถัดไปได้ผลจริง

การออกกำลังกายที่ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น

การออกกำลังกายไม่ได้สั่งให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้นโดยตรง แต่มันทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่รองรับมดลูกกลับมาแข็งแรง ซึ่งเป็นตัวชี้ขาดว่าอีกสิบปีข้างหน้าจะมีภาวะมดลูกหย่อนหรือปัสสาวะเล็ดหรือไม่

หลังคลอด การฟื้นตัวของมดลูกเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่หลายคนกังวล การออกกำลังกายเบาๆ สามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เสริมสร้างกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน และเร่งกระบวนการที่ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรทำตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเสมอ

1. การฝึก Kegel Exercise

การฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น คุณแม่สามารถเริ่มต้นด้วยการขมิบกล้ามเนื้อเหมือนกลั้นปัสสาวะ ค้างไว้ 5 วินาที และผ่อนคลายอีก 5 วินาที ทำซ้ำ 10-15 ครั้งต่อเซ็ต โดยฝึกวันละ 2-3 เซ็ต วิธีนี้ช่วยกระชับกล้ามเนื้อและลดความเสี่ยงของภาวะมดลูกหย่อนในอนาคต

2. การบริหารอุ้งเชิงกรานด้วย Pelvic Tilt

Pelvic Tilt ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกและอุ้งเชิงกราน เริ่มต้นด้วยการนอนหงาย ชันเข่าขึ้น วางเท้าราบกับพื้น และยกสะโพกเล็กน้อย พร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ค้างไว้ 5-10 วินาที แล้วค่อยๆ ผ่อนลง ทำซ้ำ 10-12 ครั้ง วิธีนี้ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเร่งการฟื้นตัวของมดลูก

3. การเดินเพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต

การเดินเบาๆ ทุกวันเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายและปลอดภัยสำหรับคุณแม่ การเดินช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนล่าง โดยควรเดินในจังหวะที่รู้สึกสบายประมาณ 10-20 นาทีต่อวัน

4. การทำโยคะสำหรับคนหลังคลอด

ท่าโยคะเบาๆ เช่น ท่า Cat-Cow หรือ Child’s Pose ช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนล่างและสะโพก พร้อมกับช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตและฟื้นฟูสมดุลในร่างกาย ควรฝึกในพื้นที่เงียบสงบและมีอากาศถ่ายเท เพื่อเพิ่มความผ่อนคลาย

5. เทคนิคการหายใจลึก (Deep Breathing)

การฝึกหายใจลึกช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและอุ้งเชิงกราน เริ่มต้นด้วยการนอนราบ หายใจเข้าลึกๆ จนรู้สึกว่าหน้าท้องพองขึ้น และค่อยๆ หายใจออกพร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำซ้ำ 8-10 ครั้งต่อเซ็ต วิธีนี้ช่วยเร่งกระบวนการฟื้นตัวและลดอาการปวดหลัง

ช่วงเวลาหลังคลอดน้ำหนักมดลูกโดยประมาณสิ่งที่รู้สึกได้สิ่งที่ควรทำ
วันที่ 1 ถึง 3ราว 1,000 กรัม คลำได้ที่ระดับสะดือปวดบีบเป็นระลอกโดยเฉพาะตอนให้นมหายใจกะบังลมและขมิบ Kegel เบา ๆ บนเตียง
สัปดาห์ที่ 1 ถึง 2ราว 500 กรัม คลำได้ระหว่างสะดือกับหัวหน่าวน้ำคาวปลาเปลี่ยนจากแดงเป็นน้ำตาลเดินในบ้าน 10 นาทีต่อวัน แบ่งเป็นรอบสั้น ๆ
สัปดาห์ที่ 3 ถึง 4ราว 300 กรัม เริ่มคลำไม่เจอทางหน้าท้องเริ่มมีแรงมากขึ้น แต่ยังเพลียง่ายเพิ่มการเดินเป็น 15 ถึง 20 นาที และเริ่ม pelvic tilt
สัปดาห์ที่ 6ราว 60 ถึง 80 กรัม ใกล้เคียงก่อนตั้งครรภ์น้ำคาวปลาหยุดแล้วในคนส่วนใหญ่ตรวจกับแพทย์ ประเมิน diastasis recti แล้วเริ่มขั้นถัดไป

การให้นมบุตรกระตุ้นการหลั่งออกซิโทซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวเดียวกับที่ทำให้มดลูกบีบตัว นี่คือเหตุผลที่คุณแม่หลายคนรู้สึกปวดบีบท้องน้อยขณะให้นมในสัปดาห์แรก อาการนั้นไม่ใช่สัญญาณอันตราย มันคือสัญญาณว่ามดลูกกำลังทำงานตามที่ควรเป็น

ผ่าคลอดออกกำลังกายได้เมื่อไร เงื่อนไขที่ต่างจากคลอดธรรมชาติ

แผลผ่าคลอดผ่านผิวหนัง ไขมัน พังผืด และผนังมดลูก รวมแล้วหลายชั้น สิ่งที่เห็นบนผิวหนังหายก่อนเสมอ แต่ชั้นในใช้เวลาราว 6 สัปดาห์กว่าจะมีความแข็งแรงกลับมาราว 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ นั่นคือเหตุผลที่ต้องรอ ไม่ใช่ความขี้กังวลของหมอ

คุณแม่ที่ผ่าคลอดหลายคนรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบ เพราะเริ่มช้ากว่าเพื่อนที่คลอดธรรมชาติ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ผมมองตรงข้าม ช่วงเวลานั้นคือช่วงที่สร้างพื้นฐานได้ดีกว่าใคร เพราะสิ่งที่ทำได้มีแค่หายใจกะบังลมกับ Kegel ซึ่งบังเอิญเป็นสองอย่างที่สำคัญที่สุด และเป็นสองอย่างที่คนคลอดธรรมชาติมักข้าม

สิ่งที่ทำได้และห้ามทำในแต่ละช่วงหลังผ่าตัด

ช่วงทำได้ห้ามทำ
สัปดาห์ที่ 0 ถึง 2หายใจกะบังลม เดินในบ้านรอบละ 5 ถึง 10 นาที พลิกตะแคงก่อนลุกทุกครั้งเกร็งหน้าท้อง ยกของหนักกว่าตัวลูก ลุกขึ้นตรง ๆ จากท่านอน
สัปดาห์ที่ 3 ถึง 5Kegel เบา ๆ เดินได้ยาวขึ้นถึง 20 นาที เริ่ม pelvic tilt ถ้าไม่ตึงแผลท่าแกนกลางที่ต้องงอตัว ขับรถถ้ายังปวดแผล ยกของหนักเกิน 5 กิโลกรัม
สัปดาห์ที่ 6 ถึง 8พบแพทย์ตรวจแผล ถ้าไฟเขียวจึงเริ่ม glute bridge Bird Dog และเวทเบาcrunch แพลงก์เต็มท่า วิ่ง กระโดด และการยืดหน้าท้องแรง ๆ
สัปดาห์ที่ 9 ถึง 12เวทเบา สควอทน้ำหนักตัว คาร์ดิโอที่ไม่มีแรงกระแทก นวดแผลเป็นเบา ๆท่าที่ดึงแผลตรง ๆ และท่าแรงกระแทกทุกชนิด

อย่าลืมดูแลแผลเป็น เพราะมันดึงรั้งได้นานเป็นปี

หลังแผลปิดสนิทและแพทย์อนุญาต ราวสัปดาห์ที่ 8 ให้เริ่มนวดแผลเป็นด้วยนิ้วสองนิ้ว วนเบา ๆ และเลื่อนผิวหนังไปมาในแนวขวางกับแผล ครั้งละ 3 ถึง 5 นาที วันละครั้ง พังผืดใต้แผลที่ยึดติดกันจะทำให้แกนกลางส่งแรงข้ามผ่านหน้าท้องได้ไม่เต็มที่ และเป็นสาเหตุที่คุณแม่บางคนรู้สึกว่าท้องส่วนล่างไม่มีแรงเลยแม้ผ่านมาแล้วหนึ่งปี

สัญญาณที่ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที แผลบวมแดงขึ้นใหม่ มีของเหลวซึม มีกลิ่น หรือเจ็บมากกว่าเมื่อวานทั้งที่ทำเท่าเดิม สามอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องของการฝึกหนักไป แต่เป็นสัญญาณของการติดเชื้อ ให้หยุดทุกอย่างแล้วไปหาหมอ

การฟื้นฟูหลังคลอดของคุณแม่ที่ผ่าคลอดจึงไม่ได้ช้ากว่าจริง ๆ มันแค่ใช้ลำดับที่ระมัดระวังกว่า เมื่อถึงสัปดาห์ที่ 16 คุณแม่สองกลุ่มนี้มักอยู่ในจุดเดียวกัน ต่างกันแค่ใครเริ่มจากพื้นฐานที่มั่นคงกว่าเท่านั้น คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ว่าใครเริ่ม ออกกำลังกายหลังคลอด ได้ก่อน แต่คือใครเริ่มถูกลำดับ

ผ่าคลอดออกกำลังกายได้เมื่อไร ท่าที่ทำได้และท่าที่ต้องเลี่ยงในแต่ละสัปดาห์

คำแนะนำการออกกำลังกายที่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่

กฎความปลอดภัยของการ ออกกำลังกายหลังคลอด สรุปได้ข้อเดียว ร่างกายมีสิทธิ์ยับยั้งเสมอ อาการที่ดีขึ้นเมื่อพักคือเรื่องปกติ ส่วนอาการที่ไม่ดีขึ้นแม้หยุดแล้ว คือสัญญาณที่ต้องไปพบแพทย์ ไม่ใช่สัญญาณให้ฝืนต่อ

  1. เริ่มต้นด้วยการวอร์มอัพเบาๆ ก่อนทุกครั้ง เช่น การเดินหรือเหยียดกล้ามเนื้อ
  2. เลือกท่าที่เหมาะสมกับระดับความพร้อมของร่างกาย
  3. หากรู้สึกปวดหัว วิงเวียน หรือมีอาการผิดปกติ ควรหยุดทันทีและปรึกษาแพทย์
  4. ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันการขาดน้ำระหว่างการออกกำลังกาย

สี่ข้อเดิมยังใช้ได้ทั้งหมด ผมขอเติมอีกสามข้อที่ใช้กับคุณแม่โดยเฉพาะ

  • ให้นมหรือปั๊มนมก่อนออกกำลังกาย 30 นาที เต้านมที่ว่างจะลดความอึดอัดขณะขยับตัวลงมาก
  • ใส่สปอร์ตบราที่รองรับได้จริง ไม่ใช่บราให้นมธรรมดา เพราะเต้านมช่วงให้นมหนักกว่าปกติราว 300 ถึง 500 กรัมต่อข้าง
  • วางขวดน้ำไว้ข้างเสื่อเสมอ ตั้งเป้าดื่มเพิ่มอีก 500 ถึง 700 มิลลิลิตรในวันที่ฝึก

เรื่องวอร์มอัพที่ระบุไว้ในข้อแรกมีรายละเอียดที่คนทำผิดบ่อย วอร์มอัพของคุณแม่ไม่ใช่การยืดค้างนาน ๆ ให้ใช้การเคลื่อนไหวช้า ๆ แทน เช่น หมุนไหล่ 10 รอบ แมวโค้ง 10 รอบ และเดินย่ำเท้า 2 นาที การยืดค้างนานในช่วงที่ relaxin ยังสูงจะยิ่งทำให้ข้อหลวมกว่าเดิม

พื้นแข็งกับเข่าคุณแม่ไม่เคยเข้ากันได้

ท่าส่วนใหญ่ในโปรแกรมนี้ทำในท่านอนและท่าคลาน ถ้าลงกับพื้นกระเบื้องตรง ๆ เข่าและกระดูกก้นกบจะเจ็บจนเลิกก่อนครบสัปดาห์ เสื่อหนา 8 ถึง 15 มิลลิเมตรคืออุปกรณ์ชิ้นแรกที่ผมบอกให้ซื้อก่อนอย่างอื่นเสมอ และมันใช้ได้ยาวไปจนถึงตอนลูกคลานเล่นด้วย

ให้นมบุตรกับการออกกำลังกาย น้ำนมไม่ลด ถ้าคุมสองตัวแปรนี้ได้

การออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลางไม่ทำให้น้ำนมลดลง สิ่งที่ทำให้ลดจริงคือน้ำไม่พอกับพลังงานไม่พอ ถ้าดื่มเพิ่ม 500 ถึง 700 มิลลิลิตรในวันที่ฝึก และกินเพิ่ม 300 ถึง 500 กิโลแคลอรีต่อวัน ปริมาณน้ำนมจะไม่ขยับเลย

ความกลัวเรื่องกรดแลกติกในน้ำนมมีมานาน ข้อเท็จจริงคือกรดแลกติกจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเฉพาะหลังออกกำลังกายหนักมากจนหมดแรงเท่านั้น และปลอดภัยต่อทารกอยู่ดี ส่วนการฝึกระดับที่ควรทำในสามเดือนแรก ไม่หนักพอจะทำให้เกิดผลนั้นตั้งแต่ต้น

สี่ข้อที่ทำให้ฝึกกับให้นมไปด้วยกันได้จริง

  • ให้นมหรือปั๊มก่อนฝึก 30 นาที เต้านมที่ว่างจะสบายกว่ามากขณะขยับตัว
  • ใส่สปอร์ตบราที่รองรับได้จริง เต้านมช่วงให้นมหนักกว่าปกติราว 300 ถึง 500 กรัมต่อข้าง
  • ห้ามลดน้ำหนักเร็วเกิน 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ตลอดช่วงให้นม เพราะจะกระทบปริมาณน้ำนมโดยตรง
  • ถ้ารู้สึกว่าน้ำนมลดลงในสัปดาห์ที่ฝึกหนักขึ้น ให้เพิ่มอาหารก่อนลดการฝึกเสมอ ปัญหามักอยู่ที่พลังงานไม่พอ

มีคุณแม่คนหนึ่งที่ผมดูแล ฝึกได้ 4 วันต่อสัปดาห์และน้ำนมนิ่งมาตลอด จนสัปดาห์ที่ 7 น้ำนมลดลงชัดเจน สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่โปรแกรม แต่คือเธอเริ่มคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักและกินเหลือวันละ 1,400 กิโลแคลอรี พอเพิ่มกลับมาเป็น 1,900 ภายในสามวันน้ำนมก็กลับมาเท่าเดิม โปรแกรมไม่เคยเป็นปัญหาเลย การ ออกกำลังกายหลังคลอด กับการให้นมจึงอยู่ด้วยกันได้ ถ้าไม่ไปลดอาหารพร้อมกันในสัปดาห์เดียวกัน

ถ้าอยากได้การฝึกที่เน้นแกนกลางและการหายใจโดยเฉพาะ ซึ่งเข้ากับช่วงให้นมได้ดีที่สุด ให้ดูที่พิลาทิส และเหตุผลว่าทำไมมันเหมาะกับการฟื้นฟูหลังคลอดอยู่ในประโยชน์ของพิลาทิส ส่วนใครอยากได้ท่ายืดผ่อนคลายเพิ่มเติม เลือกได้จากโยคะ 15 ท่าพื้นฐานที่บ้าน

สัญญาณที่ต้องหยุดทันทีและพบแพทย์ ไม่ใช่ทุกอาการคือความอ่อนแอ

อาการที่ดีขึ้นเมื่อพักคือเรื่องปกติของการกลับมาฝึก ส่วนอาการที่ไม่ดีขึ้นแม้หยุดแล้ว หรืออาการที่เกี่ยวกับเลือด แผล และความรู้สึกถ่วงในช่องคลอด คือสัญญาณที่ต้องพบแพทย์ ไม่ใช่สัญญาณให้ฝืนต่ออีกหนึ่งเซ็ต ตารางนี้คือเส้นแบ่งที่ผมใช้กับคุณแม่ทุกคนที่กลับมา ออกกำลังกายหลังคลอด

อาการน่าจะเป็นอะไรควรทำอะไรต่อ
น้ำคาวปลาเปลี่ยนกลับเป็นสีแดงสดหรือเพิ่มปริมาณหลังฝึกฝึกหนักเกินไปสำหรับสัปดาห์นี้ถอยกลับไปที่ระดับของสัปดาห์ก่อน 5 ถึง 7 วัน
เลือดออกมากจนซึมทะลุผ้าอนามัยใน 1 ชั่วโมง หรือมีลิ่มเลือดใหญ่กว่าลูกกอล์ฟภาวะตกเลือดหลังคลอดไปพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอนัดเดิม
ปวดหน่วงถ่วงในช่องคลอดเหมือนมีอะไรจะหลุดอาจเป็นภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อนหยุดท่าที่มีแรงกดทั้งหมด พบนักกายภาพบำบัดอุ้งเชิงกราน
ปัสสาวะเล็ดเพิ่มขึ้นหลังเริ่มโปรแกรมอุ้งเชิงกรานรับแรงไม่ไหวในระดับที่ฝึกอยู่ลดแรงกระแทกลงทั้งหมด กลับไปทำ Kegel ให้ครบก่อน
แผลผ่าคลอดบวมแดง มีของเหลวซึม หรือมีกลิ่นการติดเชื้อของแผลหยุดฝึกทันทีและพบแพทย์
ปวดน่องข้างเดียว บวม แดง ร้อนอาจเป็นลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำไปโรงพยาบาลทันที นี่คือภาวะฉุกเฉิน
เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ใจสั่นขณะพักอาจเป็นภาวะทางหัวใจหรือลิ่มเลือดในปอดหยุดทุกอย่างและไปโรงพยาบาลทันที

อาการทางใจก็เป็นสัญญาณเหมือนกัน

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดพบได้ราว 1 ใน 7 ของคุณแม่ และการออกกำลังกายช่วยลดคะแนนอาการได้จริง แต่มันไม่ใช่การรักษาแทนแพทย์ ถ้ารู้สึกเฉยชากับลูก ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ให้ไปพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอให้ครบโปรแกรม

ประโยคที่ผมพูดกับคุณแม่ทุกคน การหยุดหนึ่งสัปดาห์ไม่ได้ทำให้คุณเสียอะไรเลยในระยะยาว แต่การฝืนหนึ่งสัปดาห์ในเวลาที่ร่างกายบอกให้หยุด อาจแลกมาด้วยการฟื้นตัวที่ยาวขึ้นอีกหกเดือน คณิตศาสตร์ข้อนี้ไม่คุ้มเลย

อยากได้คาร์ดิโอที่ไม่มีแรงกระแทกลงอุ้งเชิงกรานเลย

จักรยานออกกำลังกายคือเครื่องเดียวที่ใช้ได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6 ไปจนถึงหลังสัปดาห์ที่ 12 เพราะเป็นท่านั่ง ไม่มีแรงกระแทก และหยุดได้ทันทีที่ลูกตื่น ปั่นแรงต้านต่ำ 15 ถึง 20 นาทีข้างเปลก็พอสำหรับช่วงนี้แล้ว

7 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการ ออกกำลังกายหลังคลอด

สิบคำถามนี้คือสิ่งที่คุณแม่ถามมากที่สุดในเดือนแรก ตอบสั้นและใช้ได้ทันที ส่วนคำถามที่ต้องการตัวเลขละเอียดกว่านี้อยู่ในหัวข้อถัดไป

1.หลังคลอดเมื่อไหร่ถึงเริ่มออกกำลังกายได้?

คุณแม่สามารถเริ่มออกกำลังกายเบาๆ ได้หลังคลอดประมาณ 6 สัปดาห์ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่ม

2.การ ออกกำลังกายหลังคลอด จะทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้นหรือไม่?

ใช่ กา ออกกำลังกายหลังคลอด เบาๆ เช่น การฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ช่วยกระตุ้นมดลูกให้เข้าอู่เร็วขึ้น

3.ท่าออกกำลังกายใดเหมาะสำหรับการลดหน้าท้องหลังคลอด?

ท่า Abdominal Hollowing และ Side-Lying Leg Lift เหมาะสำหรับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหน้าท้อง

4.ควรออกกำลังกายบ่อยแค่ไหนในแต่ละสัปดาห์?

ประมาณ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20-30 นาที

5.ท่าโยคะเหมาะสำหรับคุณแม่หลังคลอดหรือไม่?

เหมาะมาก โดยเฉพาะท่าที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น Butterfly Stretch

6.ท่าออกกำลังกายใดควรหลีกเลี่ยงในช่วงฟื้นตัว?

ท่าที่มีแรงกระแทกสูงหรือท่าที่ต้องยกน้ำหนักหนัก ควรหลีกเลี่ยง

7.ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกายหรือไม่?

ควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีภาวะแทรกซ้อนหรือการคลอดที่มีความเสี่ยง

8.การให้นมบุตรมีผลต่อการออกกำลังกายหรือไม่?

มีผล ควรให้นมบุตรก่อนออกกำลังกายเพื่อลดความอึดอัด และดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อรักษาปริมาณน้ำนม

9.มีสัญญาณเตือนอะไรบ้างที่ควรหยุดออกกำลังกาย?

ควรหยุดทันทีเมื่อมีเลือดออกผิดปกติ ปวดท้องรุนแรง เวียนศีรษะ หรือเจ็บหน้าอกผิดปกติ

10.การออกกำลังกายมีผลต่อการฟื้นตัวของแผลผ่าตัดหรือแผลเย็บหรือไม่?

มีผล ควรรอให้แผลหายสนิทก่อนเริ่มออกกำลังกายที่มีผลต่อบริเวณแผล และเริ่มจากท่าเบาๆ ก่อนเพิ่มความเข้มข้น

คำถามเชิงลึกเรื่อง ออกกำลังกายหลังคลอด ที่หาคำตอบเป็นตัวเลขได้ยาก

รวมคำถามที่คุณแม่ถามหลังจากลองทำจริงมาแล้วหนึ่งถึงสองเดือน เป็นคำถามที่ตอบด้วยคำว่าแล้วแต่คนไม่ได้ ต้องมีตัวเลขและเงื่อนไขกำกับ

ผ่าคลอดออกกำลังกายได้เมื่อไร นับจากวันไหน

นับจากวันผ่าตัด ช่วง 0 ถึง 2 สัปดาห์ทำได้แค่หายใจกะบังลม ขมิบ Kegel เบา ๆ และเดินในบ้านรอบละ 5 ถึง 10 นาที ส่วนการฝึกแกนกลางและเวทเบาให้รอ 6 ถึง 8 สัปดาห์ และต้องได้ไฟเขียวจากแพทย์ในนัดตรวจหลังคลอดก่อนเสมอ เหตุผลคือแผลผนังหน้าท้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์กว่าจะมีความแข็งแรงกลับมาราว 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของเดิม

ตรวจ diastasis recti เองที่บ้านยังไงให้แม่นพอใช้ตัดสินใจ

นอนหงาย ชันเข่า วางนิ้วชี้กับนิ้วกลางตั้งฉากกับแนวกลางท้องเหนือสะดือ 2 เซนติเมตร แล้วยกหัวขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะลุก ถ้านิ้วจมลงไปในร่องได้เกิน 2 นิ้วมือ แปลว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยก ให้ตรวจซ้ำที่ระดับสะดือและใต้สะดือ 2 เซนติเมตรด้วย ค่าที่ต่ำกว่า 2 นิ้วมือถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เริ่มโปรแกรมพื้นฐานได้

มี diastasis recti แล้วทำ crunch หรือ plank จะเป็นอะไร

ทั้งสองท่าดันแรงดันในช่องท้องออกไปทางแนวกลางท้อง ซึ่งเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดอยู่แล้ว ผลคือช่องกว้างขึ้นและท้องโป่งเป็นสันตรงกลางเวลาออกแรง ให้เปลี่ยนไปทำหายใจกะบังลม Kegel และ pelvic tilt ก่อน 4 ถึง 6 สัปดาห์ แล้วค่อยกลับมาประเมินใหม่ ผมเคยเจอคุณแม่ที่รีบทำแพลงก์ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 แล้วช่องกว้างจาก 2 นิ้วมือเป็น 3 นิ้วมือภายในเดือนเดียว

มดลูกเข้าอู่ใช้เวลากี่สัปดาห์ และการออกกำลังกายเร่งได้จริงไหม

มดลูกใช้เวลาราว 6 สัปดาห์ในการหดกลับสู่ขนาดใกล้เคียงก่อนตั้งครรภ์ จากราว 1,000 กรัมเหลือราว 60 ถึง 80 กรัม การออกกำลังกายไม่ได้สั่งให้มดลูกหดตัวโดยตรง แต่ช่วยเรื่องการไหลเวียนเลือดในอุ้งเชิงกรานและทำให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ กลับมาทำงาน ตัวที่กระตุ้นการหดตัวจริงคือฮอร์โมนออกซิโทซินจากการให้นมบุตร

ปัสสาวะเล็ดตอนไอหรือจาม ต้องรอให้หายก่อนค่อยฝึกไหม

ไม่ต้องรอ แต่ต้องเลือกท่า ให้ทำ Kegel วันละ 3 เซ็ต เซ็ตละ 10 ถึง 15 ครั้ง ต่อเนื่อง 8 ถึง 12 สัปดาห์ ระหว่างนั้นให้เลี่ยงกระโดด วิ่ง และยกของหนักไปก่อน เพราะแรงกระแทกลงอุ้งเชิงกรานซ้ำ ๆ ทำให้อาการแย่ลง ถ้าฝึกครบ 12 สัปดาห์แล้วยังเล็ดอยู่ ให้ไปพบนักกายภาพบำบัดเฉพาะทางอุ้งเชิงกราน

น้ำนมจะลดลงไหมถ้าออกกำลังกาย

ไม่ลด งานวิจัยที่ติดตามแม่ให้นมที่ออกกำลังกายระดับปานกลางไม่พบความแตกต่างของปริมาณน้ำนมและการเจริญเติบโตของทารก สิ่งที่ต้องระวังจริงคือน้ำและพลังงาน ให้ดื่มน้ำเพิ่มอีกราว 500 ถึง 700 มิลลิลิตรในวันที่ฝึก และกินเพิ่มราว 300 ถึง 500 กิโลแคลอรีต่อวันตลอดช่วงให้นม

น้ำหนักไม่ลงเลยทั้งที่ฝึกทุกวัน ผิดที่ตรงไหน

ส่วนใหญ่ผิดที่การพักและอาหาร ไม่ใช่ที่โปรแกรม แม่ที่นอนรวมกันได้วันละ 4 ชั่วโมงและกินไม่ถึง 1,800 กิโลแคลอรี ร่างกายจะกักน้ำและชะลอการเผาผลาญไว้ ให้ตั้งเป้าลดน้ำหนัก 0.5 ถึง 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์เท่านั้น เร็วกว่านี้กระทบน้ำนม และให้วัดรอบเอวควบคู่ไปด้วย เพราะช่วง 3 เดือนแรกไขมันลดแต่กล้ามเนื้อกลับมา ตัวเลขบนตาชั่งจึงนิ่งได้ทั้งที่รูปร่างเปลี่ยน

เดินกี่นาทีต่อวันถึงจะพอในเดือนแรก

เริ่มที่ 10 นาทีต่อวันในสัปดาห์แรก แล้วเพิ่มครั้งละ 5 นาทีต่อสัปดาห์จนถึง 30 นาทีในสัปดาห์ที่ 5 ให้เดินระดับที่ยังพูดเป็นประโยคเต็มได้ ถ้าเดินแล้วน้ำคาวปลาเปลี่ยนจากสีน้ำตาลกลับไปเป็นสีแดงสด แปลว่าเร็วเกินไป ให้ถอยกลับไปที่ระยะของสัปดาห์ก่อน การเดินคือรูปแบบการ ออกกำลังกายหลังคลอด ที่ปลอดภัยที่สุดและแทบไม่มีใครทำแล้วเสียใจทีหลัง

ปวดหลังจนอุ้มลูกลำบาก ควรเริ่มจากอะไร

เริ่มจาก pelvic tilt วันละ 10 ถึง 12 ครั้ง และ glute bridge วันละ 2 เซ็ต เซ็ตละ 10 ครั้ง สองท่านี้ทำให้กล้ามเนื้อก้นกลับมารับน้ำหนักแทนหลังส่วนล่าง อาการปวดหลังในคุณแม่ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากหลังอ่อนแอ แต่เกิดจากก้นกับแกนกลางไม่ทำงาน หลังเลยต้องรับภาระแทนทั้งวัน

กลับไปวิ่งได้ตอนไหน

เกณฑ์ที่นักกายภาพบำบัดอุ้งเชิงกรานใช้กันคือ 12 สัปดาห์ขึ้นไป และต้องผ่านการทดสอบพื้นฐานก่อน ได้แก่ เดินเร็ว 30 นาทีโดยไม่มีอาการ ยืนขาเดียวข้างละ 10 วินาที กระโดดอยู่กับที่ 10 ครั้ง และย่อขาเดียว 10 ครั้งต่อข้าง โดยไม่มีปัสสาวะเล็ด ไม่ปวดหน่วง และไม่ปวดหลัง ถ้าข้อใดข้อหนึ่งไม่ผ่าน ให้กลับไปทำงานพื้นฐานต่ออีก 4 สัปดาห์แล้วทดสอบใหม่

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดกับการออกกำลังกายเกี่ยวกันไหม

เกี่ยว มีหลักฐานว่าการออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลาง 3 ถึง 4 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยลดคะแนนอาการซึมเศร้าในคุณแม่ได้ แต่มันไม่ใช่การรักษาแทนแพทย์ ถ้ามีความรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือรู้สึกเฉยชากับลูกติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ ให้ไปพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอให้ครบโปรแกรม

ต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้างถึงจะเริ่มได้

เสื่อหนา 8 ถึง 15 มิลลิเมตรหนึ่งผืนพอสำหรับทุกท่าในบทความนี้ตลอด 12 สัปดาห์แรก ถ้าอยากได้คาร์ดิโอที่ไม่ต้องออกจากบ้านและไม่มีแรงกระแทกลงอุ้งเชิงกราน จักรยานออกกำลังกายคือชิ้นถัดไปที่ผมแนะนำ ส่วนดัมบ์เบลรอถึงสัปดาห์ที่ 9 ค่อยซื้อก็ยังทัน อุปกรณ์ไม่เคยเป็นตัวตัดสินว่าการ ออกกำลังกายหลังคลอด จะได้ผลหรือไม่ ลำดับและความสม่ำเสมอต่างหากที่ตัดสิน

ถ้ายังลังเลว่าควรเริ่มจากอุปกรณ์ชิ้นไหน ให้ดูจากท่าที่ต้องทำในสัปดาห์แรกก่อน ทั้งหมดเป็นท่านอนและท่าคลาน แปลว่าเสื่อคือคำตอบเดียว สรุปคือการ ออกกำลังกายหลังคลอด เริ่มได้ด้วยของที่มีอยู่แล้วเกือบทั้งหมด ส่วนอุปกรณ์พิลาทิส ชิ้นเล็ก ๆ อย่างวงแหวนหรือลูกบอลค่อยเพิ่มในสัปดาห์ที่ 9 ก็ยังทัน และอุปกรณ์โยคะ มีประโยชน์ที่สุดตอนใช้เป็นบล็อกหนุนในท่ายืดช่วงกลางคืน

ไม่รู้ว่าควรเริ่มจากขั้นไหนของโปรแกรม 12 สัปดาห์

บอกวิธีคลอด จำนวนสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลตรวจ diastasis recti และอาการปัสสาวะเล็ดมา ทีมงานจะช่วยเทียบให้เป็นข้อ ๆ ว่าควรอยู่เฟสไหน และควรเลี่ยงท่าอะไรบ้าง ดีกว่าลองผิดลองถูกแล้วต้องกลับมาเริ่มใหม่

บทสรุป ฟื้นฟูสุขภาพคุณแม่หลังคลอดด้วยการออกกำลังกาย

สรุปให้จำง่ายที่สุด ตรวจก่อน เริ่มตามลำดับ แล้วค่อยเพิ่มความหนัก การฟื้นฟูหลังคลอดที่ได้ผลวัดกันที่ 12 สัปดาห์ ไม่ใช่ที่สัปดาห์แรก

การ ออกกำลังกายหลังคลอด ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูร่างกายของคุณแม่ให้กลับมามีสมดุลอีกครั้ง แต่ยังช่วยสร้างความแข็งแรงทางจิตใจ และเสริมสร้างพลังเพื่อให้พร้อมดูแลเจ้าตัวน้อย การเริ่มต้นด้วยท่าออกกำลังกายเบาๆ เช่น การฝึก Kegel Exercise หรือการบริหารอุ้งเชิงกราน จะช่วยให้คุณแม่ปรับตัวได้ง่ายขึ้น พร้อมลดปัญหาที่พบได้บ่อย เช่น ปวดหลัง หรือหน้าท้องย้วย

เมื่อร่างกายแข็งแรงมากขึ้น การเพิ่มระดับความเข้มข้นและความหลากหลายของการออกกำลังกาย เช่น Squat Wall Hold หรือ Butterfly Stretch จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยให้รูปร่างกลับมาฟิตแอนด์เฟิร์มได้เร็วขึ้น อย่าลืมให้ความสำคัญกับการฟังเสียงร่างกายของตนเอง และปรึกษาแพทย์หากมีข้อสงสัยหรืออาการผิดปกติ

สุดท้าย ความสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจหลังคลอด ไม่ว่าคุณแม่จะเลือกวิธีออกกำลังกายแบบใดก็ตาม การเริ่มต้นวันนี้คือการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวของคุณแม่และการดูแลลูกน้อยที่เต็มไปด้วยความสุขและพลังบวก


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด



ติดต่อเรา ร้านขายเครื่องออกกำลังกาย Homefittools