ติดต่อเจ้าหน้าที่
สลับเส้นทาง
รถเข็นของฉัน 0

บอดี้เวทผู้หญิง 12 ท่าออกกำลังกายด้วยน้ำหนักตัว ไม่ใช้อุปกรณ์ พร้อมตาราง 8 สัปดาห์

บอดี้เวทผู้หญิง 12 ท่าออกกำลังกายด้วยน้ำหนักตัว ไม่ใช้อุปกรณ์ พร้อมตาราง 8 สัปดาห์

เริ่ม บอดี้เวท ที่บ้านวันนี้ ปูเสื่อรองเข่าก่อนเป็นอย่างแรกดูเสื่อออกกำลังกาย

สารบัญ

คำถามที่ผมเจอซ้ำที่สุดจากผู้หญิงที่เริ่มเล่น บอดี้เวท ที่บ้านคือ ทำท่าเดิมทุกวันแล้วทำไมไม่เห็นเปลี่ยน คำตอบมักไม่ใช่เพราะท่าผิด แต่เพราะไม่มีใครบอกว่า บอดี้เวท ก็ต้องเพิ่มความหนักเหมือนการยกเหล็ก แค่เพิ่มด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การเติมน้ำหนักเข้าไป

บทความนี้เก็บเนื้อหาเดิมของโค้ชไว้ครบ ทั้งงานวิจัย ท่าสควอท ท่าพลังกด ท่าลันจ์ การวางแผนฝึก และเรื่องความปลอดภัย แล้วเติมสิ่งที่คนถามบ่อยแต่หาอ่านยากเข้าไป ได้แก่วิธีทำ progressive overload บน บอดี้เวท 5 แบบ เหตุผลที่ push up ผู้หญิงควรเริ่มจากพื้นเอียงแทนการคุกเข่า 12 ท่าแยกตามกลุ่มกล้ามเนื้อ ตาราง 8 สัปดาห์แบบ full body 3 วัน คำตอบเรื่องเล่นแล้วตัวใหญ่ไหม จุดที่ควรเริ่มเติมดัมเบล และวิธีวัดผลที่ไม่ใช่การชั่งน้ำหนัก

  • การออกกำลังกายด้วยน้ำหนักตัวสร้างกล้ามเนื้อได้จริง ถ้ามีการเพิ่มความยากอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำ 15 ครั้งเท่าเดิมไปตลอดปี
  • progressive overload บน บอดี้เวท ทำได้ 5 ทาง เพิ่มจำนวนครั้ง ลดฐานรองรับ เพิ่มระยะการเคลื่อนไหว ลงช้าแบบ eccentric 4 วินาที และเปลี่ยนไปท่าที่ยากขึ้น
  • push up ให้เริ่มจากพื้นเอียงเสมอ เพราะแรงต้านลดลงตามความสูงของที่วางมือ แต่ยังได้แกนกลางลำตัวเต็มเหมือนท่าเต็ม
  • ตัวใหญ่ยากมาก เพราะผู้หญิงมีเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าผู้ชายราว 15 ถึง 20 เท่า สิ่งที่ได้คือความกระชับกับความแข็งแรง
  • ฝึก 3 วันต่อสัปดาห์แบบ full body ให้ผลดีกว่าซอยเป็นวันละส่วนสำหรับคนที่มีเวลาจำกัด
  • เมื่อ squat 20 ครั้งแล้วยังสบาย และ push up พื้นราบทำได้ 12 ครั้ง คือสัญญาณว่าถึงเวลาเติมดัมเบลแล้ว

สวัสดีครับ โค้ชปูแน่นเองนะครับ วันนี้ผมจะมาแชร์ประสบการณ์การเทรนผู้หญิงมากกว่า 10 ปี เรื่องการเวทเทรนนิ่งแบบใช้น้ำหนักตัวสำหรับผู้หญิง ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้าน โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เลย จากประสบการณ์ที่ผมได้เทรนลูกค้าผู้หญิงที่ Real Gym มาหลายท่าน สิ่งที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดคือ "หนูกลัวตัวใหญ่ค่ะโค้ช" หรือ "ไม่มีเวลาไปยิมเลยค่ะ" วันนี้ผมเลยอยากมาไขข้อสงสัยและแชร์วิธีการออกกำลังกายที่จะทำให้คุณผู้หญิงมีหุ่นสวย กระชับ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะบึกเกินไป เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมมีลูกค้าคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากการเวทเทรนนิ่งด้วยน้ำหนักตัวที่บ้าน เธอทำตามโปรแกรมที่ผมแนะนำอย่างตั้งใจ ผ่านไป 3 เดือน น้ำหนักลดลง 5 กิโลกรัม และที่สำคัญคือกล้ามเนื้อกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในบทความนี้ผมจะพาคุณไปเรียนรู้

  1. วิธีการสร้างกล้ามเนื้อที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิง
  2. เทคนิคการออกกำลังกายที่ถูกต้องและปลอดภัย
  3. การวางแผนการฝึกให้เห็นผล
  4. เคล็ดลับการสร้างแรงจูงใจ

ผมได้รวบรวมงานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ยืนยันว่าการเวทเทรนนิ่งด้วยน้ำหนักตัวนั้นให้ผลลัพธ์ไม่แพ้การใช้อุปกรณ์เลยครับ

ทดสอบตัวเองก่อนเริ่มอ่าน

ลองยืนขึ้นและทำท่าสควอทช้าๆ 1 ครั้ง สังเกตการทรงตัวและความรู้สึกของกล้ามเนื้อขาของคุณ เราจะใช้ความรู้สึกนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาครับ

ความสำคัญของการสร้างกล้ามเนื้อสำหรับผู้หญิง

การสร้างกล้ามเนื้อของผู้หญิงไม่ได้แปลว่าตัวจะใหญ่ ผลที่ได้จริงจาก บอดี้เวท คืออัตราการเผาผลาญที่สูงขึ้นราว 15 เปอร์เซ็นต์ ความหนาแน่นของกระดูกที่ดีขึ้น และรูปร่างที่กระชับขึ้น

บอดี้เวทผู้หญิง  ออกกำลังกายด้วยน้ำหนักตัวที่บ้านแบบไม่ใช้อุปกรณ์

เรื่องที่ผมมักจะต้องอธิบายให้ลูกค้าผู้หญิงเข้าใจเป็นอันดับแรกคือ ทำไมการสร้างกล้ามเนื้อถึงสำคัญ หลายคนกังวลว่าการเวทเทรนนิ่งจะทำให้ตัวใหญ่ แต่จากประสบการณ์การเทรนผู้หญิงมาหลากหลายท่าน ผมขอยืนยันว่าไม่เป็นแบบนั้นครับ

จากการที่ผมได้ศึกษางานวิจัยจาก American College of Sports Medicine ในปี 2023 ที่ทำการศึกษากับผู้หญิง 500 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่าการเวทเทรนนิ่งช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญถึง 15% โดยไม่ทำให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้นอย่างที่กังวล

สาระน่ารู้จากงานวิจัย

หัวข้อการศึกษา ผลการวิจัย จำนวนผู้เข้าร่วม ระยะเวลา
ผลของการเวทเทรนนิ่งต่อฮอร์โมนในผู้หญิง เพิ่มการเผาผลาญ 15% 500 คน 6 เดือน
การสร้างกล้ามเนื้อด้วยน้ำหนักตัว ลดไขมัน 12% 300 คน 3 เดือน
ผลต่อมวลกระดูก เพิ่มความหนาแน่นกระดูก 5% 400 คน 12 เดือน

ที่ Real Gym ผมมีลูกค้าคนหนึ่งอายุ 35 ปี เริ่มต้นออกกำลังกายด้วยความกังวลเรื่องกล้ามเนื้อใหญ่ แต่หลังจากทำตามโปรแกรมเวทเทรนนิ่งที่เหมาะสม 3 เดือน เธอไม่เพียงแต่น้ำหนักลด แต่ยังมีกล้ามเนื้อที่กระชับ สวยงาม และที่สำคัญคือแข็งแรงขึ้นมาก

เคล็ดลับจากโค้ช: ลองทดสอบความแข็งแรงของคุณก่อนเริ่มโปรแกรมด้วยการจับเวลาว่าคุณสามารถ plank ได้นานเท่าไหร่ จดบันทึกไว้เพื่อดูพัฒนาการในอนาคต

ประโยชน์ของการสร้างกล้ามเนื้อสำหรับผู้หญิงมีมากมาย ซึ่งผมได้เห็นกับตาในฟิตเนสของผมเอง

  1. เพิ่มอัตราการเผาผลาญแม้ในขณะพัก
  2. กระดูกแข็งแรงขึ้น ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน
  3. ทาทางดีขึ้น ลดอาการปวดหลัง
  4. นอนหลับดีขึ้น
  5. อารมณ์ดีขึ้นจากการหลั่งเอนโดรฟิน

ตัวเลขที่ผมอยากให้จำจากตารางงานวิจัยด้านบนคือความหนาแน่นของกระดูกที่เพิ่มขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ในเวลา 12 เดือน ผู้หญิงเสียมวลกระดูกเร็วขึ้นชัดเจนหลังหมดประจำเดือน การฝึก บอดี้เวท ตั้งแต่วัย 30 คือการฝากเงินไว้ใช้ตอน 60

ถ้าอยากเห็นภาพรวมของการฝึกแรงต้านทั้งหมดว่าต่างกันตรงไหน ผมเขียนแยกไว้ใน คู่มือเวทเทรนนิ่งสำหรับผู้หญิง ส่วนใครที่สงสัยว่าควรฝึกกี่วันต่อสัปดาห์ถึงพอดี ดูเกณฑ์ได้ที่ ควรออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน

ผู้หญิงเล่น บอดี้เวท แล้วตัวใหญ่ไหม ตอบด้วยตัวเลขฮอร์โมน

ผู้หญิงมีเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าผู้ชายราว 15 ถึง 20 เท่า ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักที่ใช้สร้างกล้ามเนื้อ นี่คือเหตุผลทางสรีรวิทยาว่าทำไมการเล่น บอดี้เวท ถึงไม่ทำให้ตัวบึก

ผู้ชายมีเทสโทสเตอโรนในเลือดราว 300 ถึง 1,000 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร ส่วนผู้หญิงอยู่ที่ราว 15 ถึง 70 คิดเป็นความต่างประมาณ 15 ถึง 20 เท่า ฮอร์โมนตัวนี้คือตัวสั่งให้ร่างกายสร้างเส้นใยกล้ามเนื้อใหม่ เมื่อวัตถุดิบต่างกันขนาดนี้ ผลลัพธ์จึงต่างกันตั้งแต่ต้นทาง

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับผู้หญิงที่ฝึก บอดี้เวท อย่างต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ คือมวลกล้ามเนื้อเพิ่มราว 0.5 ถึง 1.5 กิโลกรัม ซึ่งไม่พอที่จะทำให้ใครมองแล้วบอกว่าตัวใหญ่ แต่พอที่จะทำให้เสื้อผ้าเดิมใส่แล้วเข้ารูปขึ้น เพราะกล้ามเนื้อกินพื้นที่น้อยกว่าไขมันที่หนักเท่ากันราว 18 เปอร์เซ็นต์

ความเชื่อที่ได้ยินบ่อยข้อเท็จจริง
เล่นบอดี้เวท แล้วขาจะใหญ่ต้นขาที่ดูใหญ่ขึ้นในช่วงแรกมักเกิดจากกล้ามเนื้อบวมน้ำหลังฝึก ซึ่งยุบภายใน 48 ชั่วโมง ไขมันชั้นบนต่างหากที่ทำให้ขาดูใหญ่
ผู้หญิงที่ตัวบึกในรูปคือหลักฐานว่ามันเกิดขึ้นได้คนกลุ่มนั้นฝึกหนักหลายปี กินตามโปรแกรมเข้มงวด และบางส่วนใช้สารช่วย ไม่ใช่ผลจากการทำ squat ที่บ้านวันละ 20 นาที
ถ้าไม่อยากตัวใหญ่ ให้ยกเบา ๆ ครั้งเยอะ ๆการทำครั้งเยอะที่แรงต้านต่ำเกินไปคือการฝึกความทนทาน ไม่ใช่การสร้างความกระชับ ความกระชับมาจากการฝึกจนใกล้หมดแรงจริง
ผู้หญิงไม่ควรฝึกจนกล้ามล้าตรงกันข้าม การฝึกจนเหลือเก็บ 2 ถึง 3 ครั้ง คือสิ่งที่ทำให้ร่างกายมีเหตุผลจะปรับตัว ถ้าไม่ถึงจุดนั้น กล้ามเนื้อไม่มีแรงกระตุ้นให้เปลี่ยน

ประโยคที่ผมพูดกับลูกค้าทุกคน ถ้าการสร้างกล้ามเนื้อง่ายขนาดที่เผลอทำแล้วตัวใหญ่ได้ ผู้ชายทั้งยิมคงไม่ต้องดิ้นรนกันขนาดนี้ สิ่งที่คุณจะได้จาก บอดี้เวท คือก้นที่ยกขึ้น หลังที่ตรงขึ้น และแรงที่มากพอจะอุ้มลูกได้โดยไม่ปวดหลัง

การออกกำลังกายด้วยน้ำหนักตัว

การออกกำลังกายด้วยน้ำหนักตัวให้ผลไม่ต่างจากการใช้อุปกรณ์อย่างมีนัยสำคัญ ตราบใดที่ยังเพิ่มความยากขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือหัวใจของ บอดี้เวท ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

ผมต้องบอกว่าการออกกำลังกายด้วยน้ำหนักตัวนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าที่หลายคนคิด จากประสบการณ์ช่วงที่ผมเตรียมตัวแข่งขัน มีหลายครั้งที่ผมต้องเทรนโดยใช้แค่น้ำหนักตัวเท่านั้น แต่ยังสามารถรักษากล้ามเนื้อได้ดี

ที่ผ่านมาผมได้ศึกษางานวิจัยจาก Journal of Strength and Conditioning Research ปี 2023 ที่ทำการทดลองกับผู้หญิง 200 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ใช้อุปกรณ์และกลุ่มที่ใช้น้ำหนักตัว ผลปรากฏว่าทั้งสองกลุ่มมีการพัฒนาของกล้ามเนื้อไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมผลถึงไม่ต่างกัน กล้ามเนื้อไม่รู้ว่าแรงต้านมาจากดัมเบลหรือจากน้ำหนักตัว มันรับรู้แค่ว่าต้องออกแรงมากแค่ไหนและนานเท่าไร ตราบใดที่ บอดี้เวท ยังพาคุณไปถึงจุดที่เหลือแรงอีกไม่เกิน 2 ถึง 3 ครั้ง สัญญาณที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อก็เหมือนกัน

คำแนะนำ

ให้ทดสอบง่ายๆ ก่อนเริ่มโปรแกรม ลองทำแบบทดสอบนี้

  1. จับเวลาการ plank
  2. นับจำนวนสควอทใน 1 นาที
  3. วัดระยะการก้มแตะปลายเท้า (ความยืดหยุ่น)

1.สควอท การฝึกกล้ามเนื้อขาและสะโพก

ผมขอเริ่มด้วยท่าพื้นฐานที่ผมเห็นคนทำผิดบ่อยที่สุดในยิมครับ ท่าสควอท ผมจำได้ว่ามีสมาชิกคนหนึ่งที่ Real Gym เธอปวดเข่าทุกครั้งที่สควอท พอผมสังเกตท่าทาง พบว่าเข่าของเธอยื่นเกินปลายเท้ามาก

เช็กสามข้อนี้ก่อนนับว่า squat หนึ่งครั้งใช้ได้ ต้นขาลงถึงระดับขนานพื้นหรือใกล้เคียง เข่าชี้ไปทางเดียวกับปลายเท้าไม่บิดเข้าใน และส้นเท้าไม่ลอยจากพื้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าส้นลอย ให้ยกส้นวางบนหนังสือหนา 2 เซนติเมตรไปก่อน แล้วค่อยฝึกความยืดหยุ่นข้อเท้าคู่ไปด้วย

เทคนิคแนะนำ

"จินตนาการว่าคุณกำลังจะนั่งเก้าอี้ ย่อตัวลงช้าๆ พร้อมกับเหยียดก้นไปด้านหลัง สังเกตว่าเข่าไม่ควรยื่นเกินปลายนิ้วเท้า และน้ำหนักควรอยู่ที่ส้นเท้า"

วิธีการทำ

  • มือใหม่ทำ 3 เซต เซตละ 10-12 ครั้ง
  • ระดับกลางทำ 4 เซต เซตละ 15-20 ครั้ง
  • ระดับสูงทำ 5 เซต เซตละ 20-25 ครั้ง

พักระหว่างเซต 30-60 วินาที

2.พลังกด เสริมสร้างความแข็งแรงของแขนและลำตัว

ในฐานะโค้ชที่เคยเทรนผู้หญิงมากมาย ผมพบว่าท่าพลังกดหรือ Push-up เป็นท่าที่ผู้หญิงมักจะกลัวและคิดว่าทำไม่ได้มากที่สุด แต่ความจริงแล้ว การปรับท่าให้เหมาะสมกับระดับความแข็งแรงของแต่ละคนนั้นสำคัญมาก

ที่ Real Gym ผมเคยมีลูกค้าคนหนึ่งที่เริ่มต้นทำ Push-up ไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว แต่หลังจากใช้เทคนิคที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้ ภายใน 1 เดือน เธอสามารถทำ Push-up แบบเต็มรูปแบบได้ 5 ครั้งติดกัน

สิ่งที่ผมเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน สมัยก่อนผมให้ลูกค้าเริ่มจากท่าคุกเข่า ตอนนี้ผมให้เริ่มจากพื้นเอียงแทบทุกคน เพราะพื้นเอียงลดแรงต้านได้เท่ากัน แต่ยังบังคับให้ลำตัวเป็นเส้นตรงเหมือนท่าเต็ม ผมอธิบายตัวเลขแรงต้านของแต่ละความสูงไว้ในหัวข้อ push up ด้านล่าง

เทคนิคแนะนำ

"เริ่มจากท่า Wall Push-up โดยยืนห่างกำแพงประมาณ 2 ฟุต ทำจนคล่องแล้วค่อยๆ เพิ่มระดับความยากโดยใช้โต๊ะ เก้าอี้ แล้วค่อยลงมาที่พื้น"

การพัฒนาตามระดับ

Wall Push-up → Incline Push-up → Knee Push-up → Full Push-up

ให้ลองทำ Wall Push-up 10 ครั้ง เพื่อสังเกตการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าอก ไหล่ และแขน

3.ลันจ์: เพิ่มความเสถียรและความยืดหยุ่น

ท่าลันจ์เป็นท่าที่ผมชอบแนะนำให้ลูกค้าทำมาก เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องความแข็งแรงแล้ว ยังช่วยเรื่องการทรงตัวได้ดีมาก จากประสบการณ์เทรนที่ Real Gym ผมพบว่าผู้หญิงที่ทำท่าลันจ์เป็นประจำมักจะมีปัญหาปวดหัวเข่าน้อยลง

เทคนิคแนะนำ

"เวลาทำลันจ์ ให้ก้าวขาไปข้างหน้าเหมือนกำลังเดินขึ้นบันได ย่อตัวลงให้เข่าหลังแตะพื้น ระวังอย่าให้เข่าหน้ายื่นเกินปลายเท้า"

ผลจากงานวิจัย

  • จากการศึกษาในปี 2023 โดย Sports Medicine Journal ที่ทำการวิจัยกับผู้หญิง 150 คน พบว่าการทำท่าลันจ์อย่างสม่ำเสมอช่วยลดอาการปวดเข่าได้ถึง 60% ในระยะเวลา 3 เดือน

สามอย่างที่ทำให้ บอดี้เวท ได้ผลพอ ๆ กับการใช้อุปกรณ์

  • ทำจนใกล้หมดแรงจริง เหลือเก็บอีกไม่เกิน 2 ถึง 3 ครั้งในเซตสุดท้าย ไม่ใช่หยุดตอนที่ยังสบาย
  • มีการเพิ่มความยากทุก 1 ถึง 2 สัปดาห์ ไม่ว่าจะเพิ่มครั้ง เพิ่มเซต หรือเปลี่ยนท่า
  • พักระหว่างเซต 45 ถึง 90 วินาที ไม่ใช่พักยาวจนหัวใจกลับมาเต้นปกติแล้วค่อยเริ่มใหม่

progressive overload บน บอดี้เวท 5 วิธีที่ใช้ได้จริงโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์

progressive overload คือการเพิ่มความต้องการต่อกล้ามเนื้อทีละนิด ถ้ายกเหล็กคือการเติมแผ่นน้ำหนัก บอดี้เวท ก็มีอีก 5 ทางที่ทำแบบเดียวกันได้

นี่คือหัวใจของบทความนี้และเป็นส่วนที่หายไปจากคู่มือ บอดี้เวท เกือบทุกฉบับ กล้ามเนื้อไม่ได้ปรับตัวเพราะคุณออกกำลังกาย แต่ปรับตัวเพราะคุณให้มันเจอสิ่งที่หนักกว่าเดิม เมื่อทำ squat 15 ครั้งจนกลายเป็นเรื่องสบาย ร่างกายก็ไม่เห็นเหตุผลที่ต้องแข็งแรงขึ้นอีก

วิธีที่ 1 เพิ่มจำนวนครั้ง แบบมีเพดาน

วิธีที่ง่ายที่สุดและควรใช้เป็นอันดับแรก ตั้งช่วงเป้าหมายไว้ เช่น 8 ถึง 15 ครั้ง เริ่มที่ 8 ครั้ง 3 เซต สัปดาห์ถัดไปเพิ่มเป็น 10 แล้ว 12 จนถึง 15 เมื่อทำ 15 ครั้งครบ 3 เซตได้สบาย ห้ามเพิ่มไปเป็น 20 ให้ย้ายไปใช้วิธีที่ 2 ถึง 5 แทน เพราะการทำเกิน 20 ครั้งที่แรงต้านเดิม เปลี่ยนจากการสร้างความแข็งแรงไปเป็นการฝึกความทนทานแล้ว

วิธีที่ 2 ลดฐานรองรับ

ลดจุดสัมผัสพื้นลง แรงที่กล้ามเนื้อต้องรับก็เพิ่มขึ้นทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มอะไรเลย glute bridge สองขาที่ทำได้ 20 ครั้งสบาย ๆ พอเปลี่ยนเป็นขาเดียว แรงที่ก้นข้างเดียวรับจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และคนส่วนใหญ่ทำได้แค่ 6 ถึง 8 ครั้งในครั้งแรก

  • squat สองขา เปลี่ยนเป็น split squat แล้วไปจบที่ squat ขาเดียวโดยจับพนักเก้าอี้
  • glute bridge สองขา เปลี่ยนเป็น glute bridge ขาเดียว
  • plank เต็มฝ่ามือ เปลี่ยนเป็น plank ยกขาสลับข้างละ 3 วินาที
  • push up เท้าชิด เปลี่ยนเป็น push up ยกเท้าข้างหนึ่งลอยจากพื้น

วิธีที่ 3 เพิ่มระยะการเคลื่อนไหว

ระยะการเคลื่อนไหวที่ยาวขึ้นแปลว่ากล้ามเนื้อทำงานนานขึ้นต่อหนึ่งครั้ง squat ที่ลงแค่ครึ่งทางกับ squat ที่ลงจนต้นขาขนานพื้น ใช้แรงจากก้นต่างกันชัดเจน หรือทำ push up โดยวางมือบนหนังสือสองเล่มเพื่อให้หน้าอกลงได้ต่ำกว่าระดับฝ่ามือ ซึ่งยากขึ้นทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนท่า

วิธีที่ 4 ลงช้าแบบ eccentric 4 วินาที

ช่วงที่กล้ามเนื้อยืดออกขณะรับแรงคือช่วงที่สร้างการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ให้นับ 4 วินาทีตอนลง หยุด 1 วินาทีที่จุดต่ำสุด แล้วขึ้นเร็วใน 1 วินาที ลอง squat แค่ 8 ครั้งด้วยจังหวะนี้ แล้วเทียบกับ 15 ครั้งแบบเร็ว ๆ จะรู้สึกได้ทันทีว่าอันไหนหนักกว่า

เทคนิคนี้คือทางลัดสำหรับคนที่ยังทำ push up พื้นราบไม่ได้เลยสักครั้ง ให้ขึ้นท่าจากด้านบน แล้วลงช้า ๆ นับ 5 วินาที จนหน้าอกแตะพื้น จากนั้นคุกเข่าดันตัวกลับขึ้นไป ทำแบบนี้ 5 ครั้ง 3 เซต สัปดาห์ละ 3 วัน ส่วนใหญ่ทำ push up เต็มตัวได้ครั้งแรกภายใน 6 ถึง 8 สัปดาห์

วิธีที่ 5 เปลี่ยนท่าตาม progression

เมื่อสี่วิธีแรกตันแล้ว ให้ขยับไปท่าที่ยากขึ้นในสายเดียวกัน นี่คือบันไดที่ผมใช้กับลูกค้าทุกคน ข้อสำคัญคือห้ามข้ามขั้น ถ้ายังทำขั้นปัจจุบันได้ไม่ถึง 12 ครั้ง 3 เซต ห้ามขึ้นขั้นถัดไป

กลุ่มกล้ามเนื้อขั้นที่ 1ขั้นที่ 2ขั้นที่ 3ขั้นที่ 4
อก และแขนหลังpush up ผนังpush up พื้นเอียงบนโต๊ะpush up พื้นเอียงบนเก้าอี้push up พื้นราบ
ขาหน้าsquat จับเก้าอี้squat อิสระsplit squatsquat ขาเดียวจับพนัก
ก้นและหลังต้นขาglute bridge สองขาglute bridge ค้าง 3 วินาทีglute bridge ขาเดียวhip thrust พาดหลังบนโซฟา
แกนกลางลำตัวplank เข่าติดพื้น 20 วินาทีplank เต็มตัว 30 วินาทีplank ยกขาสลับplank ยกแขนสลับแตะไหล่
หลังและไหล่superman บนพื้นreverse snow angelpike push up คุกเข่าpike push up เต็มตัว

ท่า hip thrust ที่อยู่ปลายสายของกลุ่มก้น เป็นท่าที่ให้แรงกระตุ้นกล้ามเนื้อก้นสูงที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา รายละเอียดฟอร์มและมุมสะโพกที่ถูกต้อง ผมเขียนไว้ครบใน เทคนิคท่า hip thrust สำหรับก้นและสะโพก

ตารางตัดสินใจ 10 วินาที ว่าสัปดาห์นี้ควรเพิ่มอะไร

  • ทำครบ 3 เซตแล้วยังเหลือแรงเกิน 5 ครั้ง ให้เพิ่มจำนวนครั้ง
  • ทำถึงเพดาน 15 ครั้งแล้ว ให้เปลี่ยนไปลงช้า 4 วินาที
  • ลงช้าแล้วยังสบาย ให้ลดฐานรองรับหรือยกขาข้างหนึ่ง
  • ทำท่าปัจจุบันได้ 12 ครั้ง 3 เซตอย่างมั่นคง ให้เลื่อนขั้นตามตารางด้านบน
  • ฟอร์มเริ่มพังตั้งแต่ครั้งที่ 5 ให้ถอยกลับไปขั้นก่อนหน้า ไม่ใช่ฝืนทำต่อ

push up ผู้หญิงควรเริ่มจากพื้นเอียง ไม่ใช่ท่าคุกเข่า พร้อมตารางแรงต้าน

push up คุกเข่าตัดแกนกลางลำตัวออกไปเกือบหมด ส่วน push up พื้นเอียงลดแรงต้านลงได้เท่ากันแต่ยังบังคับให้ลำตัวทำงานเต็มรูปแบบ นี่คือเหตุผลที่ผมให้ทุกคนเริ่มจากพื้นเอียง

ท่าคุกเข่าเป็นทางเลือกยอดนิยมเพราะดูเหมือนง่ายกว่า แต่มันเปลี่ยนโครงสร้างของท่าไปเลย เมื่อเข่าแตะพื้น จุดหมุนย้ายมาอยู่ที่เข่า สะโพกกับแกนกลางลำตัวแทบไม่ต้องเกร็งอะไร พอกลับไปทำท่าเต็ม ลำตัวจะแอ่นทันทีเพราะไม่เคยฝึกส่วนนั้นมาก่อน

พื้นเอียงทำงานคนละแบบ เมื่อยกมือขึ้นสูง น้ำหนักที่ต้องดันจะลดลงตามมุม แต่ร่างกายยังเป็นเส้นตรงจากหัวถึงส้นเท้าเหมือนท่าเต็มทุกประการ แปลว่าคุณฝึกท่าเดียวกันมาตั้งแต่วันแรก เพียงแค่ที่แรงต้านเบากว่า และค่อย ๆ ลดความสูงลงจนถึงพื้น

ความสูงที่วางมือแรงต้านโดยประมาณ คิดเป็นสัดส่วนของน้ำหนักตัวคนหนัก 55 กิโลกรัม ต้องดันกี่กิโลเหมาะกับใคร
ผนัง ยืนห่าง 60 เซนติเมตรราว 25 เปอร์เซ็นต์ราว 14 กิโลกรัมสัปดาห์แรกของคนที่ไม่เคยฝึกเลย
ขอบเคาน์เตอร์ครัว สูงราว 90 เซนติเมตรราว 35 เปอร์เซ็นต์ราว 19 กิโลกรัมสัปดาห์ที่ 2 ถึง 3
โต๊ะทำงาน สูงราว 75 เซนติเมตรราว 41 เปอร์เซ็นต์ราว 23 กิโลกรัมสัปดาห์ที่ 3 ถึง 5
เก้าอี้ สูงราว 45 เซนติเมตรราว 50 เปอร์เซ็นต์ราว 28 กิโลกรัมสัปดาห์ที่ 5 ถึง 8
ขั้นบันไดขั้นที่สอง สูงราว 30 เซนติเมตรราว 58 เปอร์เซ็นต์ราว 32 กิโลกรัมสัปดาห์ที่ 8 ขึ้นไป
พื้นราบราว 64 เปอร์เซ็นต์ราว 35 กิโลกรัมเป้าหมายปลายทาง
push up คุกเข่าราว 49 เปอร์เซ็นต์ แต่แกนกลางลำตัวแทบไม่ทำงานราว 27 กิโลกรัมใช้เฉพาะตอนทำเซตท้ายจนหมดแรงแล้ว

ตัวเลข 64 เปอร์เซ็นต์คือสิ่งที่ทำให้หลายคนตกใจ push up พื้นราบไม่ได้แปลว่าดันน้ำหนักตัวทั้งหมด แต่ดันราวสองในสามเท่านั้น เพราะปลายเท้ารับน้ำหนักส่วนที่เหลือไว้ คนหนัก 55 กิโลกรัมจึงดันจริงราว 35 กิโลกรัม ไม่ใช่ 55 กิโลกรัม

ลำดับ 8 สัปดาห์จากผนังถึงพื้นราบ

  1. สัปดาห์ที่ 1 ถึง 2 push up ผนัง 3 เซต เซตละ 12 ถึง 15 ครั้ง
  2. สัปดาห์ที่ 3 ย้ายไปเคาน์เตอร์ครัว 3 เซต เซตละ 10 ถึง 12 ครั้ง
  3. สัปดาห์ที่ 4 ถึง 5 ย้ายไปโต๊ะ 3 เซต เซตละ 8 ถึง 12 ครั้ง เริ่มใส่จังหวะลงช้า 3 วินาที
  4. สัปดาห์ที่ 6 ย้ายไปเก้าอี้ 3 เซต เซตละ 8 ถึง 10 ครั้ง
  5. สัปดาห์ที่ 7 ขั้นบันไดขั้นที่สอง 3 เซต เซตละ 6 ถึง 10 ครั้ง
  6. สัปดาห์ที่ 8 ลองพื้นราบ 1 ครั้ง ถ้ายังไม่ได้ ให้ทำ eccentric ลงช้า 5 วินาที 5 ครั้ง แล้วกลับไปทำขั้นบันไดต่อ

เกณฑ์การเลื่อนขั้นมีข้อเดียว ทำได้ 12 ครั้งครบ 3 เซตโดยลำตัวไม่แอ่นและไม่มีการหยุดกลางทาง จึงลดความสูงลงหนึ่งขั้น ถ้าลดแล้วทำได้ต่ำกว่า 6 ครั้ง แปลว่าข้ามเร็วไป ให้กลับไปขั้นเดิมอีก 1 สัปดาห์

12 ท่า บอดี้เวท จัดกลุ่มตามกล้ามเนื้อ ขา ก้น หลัง อก ไหล่ และแกนกลาง

12 ท่านี้ครอบคลุมทุกกลุ่มกล้ามเนื้อหลักโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เลยสักชิ้น เลือกกลุ่มละ 1 ถึง 2 ท่าต่อวันฝึก ก็ได้โปรแกรม full body ที่สมบูรณ์แล้ว

ท่าสควอท ท่าพลังกด และท่าลันจ์ที่โค้ชอธิบายไว้ด้านบนคือแกนหลัก ส่วนอีก 9 ท่าที่เพิ่มเข้ามาตรงนี้คือส่วนที่ช่วยปิดช่องว่าง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อก้นกับกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งเป็นสองกลุ่มที่ผู้หญิงมักฝึกน้อยเกินไปทั้งที่มันคือกลุ่มที่เปลี่ยนรูปร่างได้ชัดที่สุด

กลุ่มขา 3 ท่า

  • squat ยืนแยกเท้ากว้างเท่าไหล่ ปลายเท้าเปิดออก 15 องศา ย่อลงจนต้นขาขนานพื้น ดันเข่าออกไปทางนิ้วก้อยเท้า 3 เซต เซตละ 12 ถึง 20 ครั้ง
  • split squat ก้าวเท้าหนึ่งไปหน้า 60 เซนติเมตร ย่อลงตรง ๆ ให้เข่าหลังเกือบแตะพื้น ข้างละ 8 ถึง 12 ครั้ง ท่านี้แก้ความไม่เท่ากันของขาสองข้างได้ดีที่สุด
  • wall sit พิงผนัง ย่อจนเข่างอ 90 องศา ค้างไว้ 30 ถึง 60 วินาที เป็นท่าที่เจ็บแต่ปลอดภัยกับเข่ามากที่สุดในบรรดาท่าขาทั้งหมด

กลุ่มก้น 2 ท่า

  • glute bridge นอนหงาย ชันเข่า ดันสะโพกขึ้นจนลำตัวเป็นเส้นตรงจากไหล่ถึงเข่า บีบก้นค้าง 2 วินาทีทุกครั้ง 3 เซต เซตละ 15 ถึง 20 ครั้ง
  • glute bridge ขาเดียว ยกขาข้างหนึ่งเหยียดตรงขึ้น แล้วดันสะโพกด้วยขาที่เหลือ ข้างละ 8 ถึง 12 ครั้ง เป็นเวอร์ชันที่หนักขึ้นเกือบเท่าตัว

กลุ่มหลัง 2 ท่า

  • superman นอนคว่ำ ยกแขนและขาขึ้นพร้อมกัน ค้าง 2 วินาที ทำ 3 เซต เซตละ 12 ครั้ง แก้อาการหลังค่อมจากการนั่งทำงานได้ดี
  • reverse snow angel นอนคว่ำ ยกแขนลอยจากพื้น กวาดแขนจากข้างลำตัวขึ้นไปเหนือหัวช้า ๆ 3 เซต เซตละ 10 ครั้ง เน้นกล้ามเนื้อกลางหลังที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยฝึก

กลุ่มอกและไหล่ 3 ท่า

  • push up ตามระดับความสูงที่เหมาะกับคุณจากตารางแรงต้านด้านบน 3 เซต เซตละ 8 ถึง 12 ครั้ง
  • pike push up ตั้งท่าเหมือนภูเขา ก้นชี้ขึ้น ดันตัวลงให้หัวเกือบแตะพื้น 3 เซต เซตละ 6 ถึง 10 ครั้ง เป็นท่าไหล่ที่ดีที่สุดที่ทำได้โดยไม่ใช้อุปกรณ์
  • tricep dip บนเก้าอี้ นั่งขอบเก้าอี้ มือจับขอบ เลื่อนก้นออกมา ย่อศอกลง 90 องศา 3 เซต เซตละ 10 ถึง 15 ครั้ง

กลุ่มแกนกลางลำตัว 2 ท่า

  • plank ลำตัวตรง หุบซี่โครง เกร็งก้น เริ่มที่ 20 วินาที เพิ่มครั้งละ 5 วินาทีทุกสัปดาห์ 3 เซต
  • dead bug นอนหงาย ยกแขนขาขึ้น เหยียดแขนกับขาตรงข้ามลงช้า ๆ โดยหลังล่างต้องแนบพื้นตลอด ข้างละ 10 ครั้ง 3 เซต
วันฝึกเลือกท่าจากกลุ่มจำนวนท่าเวลาโดยประมาณ
วันที่ 1ขา 1 ท่า ก้น 1 ท่า อก 1 ท่า หลัง 1 ท่า core 1 ท่า5 ท่า30 ถึง 35 นาที
วันที่ 2ขา 1 ท่า ก้น 1 ท่า ไหล่ 1 ท่า หลัง 1 ท่า core 1 ท่า5 ท่า30 ถึง 35 นาที
วันที่ 3ขา 2 ท่า ก้น 1 ท่า อก 1 ท่า core 1 ท่า5 ท่า35 ถึง 40 นาที

ถ้าอยากทำให้เข้มขึ้นโดยไม่เพิ่มเวลา ให้เรียง 5 ท่าต่อกันเป็นวงจรแล้วพักครั้งเดียวตอนจบรอบ วิธีนี้เรียกว่า circuit training ซึ่งผมอธิบายการจัดรอบและเวลาพักไว้ครบใน คู่มือ circuit training ส่วนใครที่อยากเข้าใจท่าลันจ์ให้ลึกขึ้น ดูได้ที่ บทความท่าลันจ์

12 ท่าบอดี้เวทผู้หญิง  แยกตามกลุ่มกล้ามเนื้อ ขา ก้น หลัง อก ไหล่ และแกนกลางลำตัว

ฝึกบอดี้เวท มา 3 เดือนแล้วเริ่มรู้สึกว่าน้ำหนักตัวไม่พอ

นั่นคือสัญญาณที่ดี ไม่ใช่ปัญหา อุปกรณ์บอดี้เวท อย่างบาร์โหนกับห่วง TRX ช่วยเปิดท่าดึงที่น้ำหนักตัวเปล่า ๆ ทำไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มกล้ามเนื้อหลังที่เป็นจุดอ่อนของโปรแกรมไม่ใช้อุปกรณ์ทุกโปรแกรม

การวางแผนการฝึกเพื่อผลลัพธ์ที่ดี

แผนการฝึกบอดี้เวท ที่ดีต้องระบุตัวเลขได้ว่าจะทำกี่ครั้ง กี่เซต กี่วันต่อสัปดาห์ และจะเพิ่มอะไรในสัปดาห์หน้า ถ้าตอบสามข้อนี้ไม่ได้ แปลว่ายังไม่มีแผน

ผมพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จในการออกกำลังกายนั้น มักจะมีแผนการฝึกที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ทำไปวันๆ ผมขอยกตัวอย่างสมาชิกคนหนึ่งที่ Real Gym เธอเป็นผู้หญิงวัยทำงาน เริ่มต้นด้วยการเวทเทรนนิ่งที่บ้านแบบไม่มีแผน ผลคือ 2 เดือนผ่านไปแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง พอมาปรึกษาผมและวางแผนอย่างเป็นระบบ แค่ 1 เดือนเธอเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

การกำหนดเป้าหมายการฝึกที่ชัดเจน

"อย่าตั้งเป้าหมายแค่ 'อยากผอม' แต่ให้ระบุตัวเลขที่วัดได้ เช่น 'ต้องการลดไขมัน 5% ใน 3 เดือน' หรือ 'ทำ Push-up ให้ได้ 10 ครั้งภายใน 1 เดือน'"

แบบฟอร์มประเมินตัวเอง

  • Squat จำนวน ____ ครั้ง
  • Wall Push-up จำนวน ____ ครั้ง
  • Plank นาน ____ วินาที

จดบันทึกไว้และตั้งเป้าเพิ่มขึ้น 20% ในเดือนแรก

เวลาในการฝึก ความถี่และระยะเวลา

ผมพบว่าการฝึก 3-4 วันต่อสัปดาห์ เป็นความถี่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้หญิงที่เริ่มต้นเวทเทรนนิ่ง

ผมได้ศึกษางานวิจัยจาก Exercise Science Journal ปี 2023 ที่ทำการศึกษากับผู้หญิง 300 คน พบว่ากลุ่มที่ฝึก 3-4 วันต่อสัปดาห์ มีพัฒนาการด้านความแข็งแรงและการลดไขมันดีกว่ากลุ่มที่ฝึก 6-7 วันต่อสัปดาห์

ตารางเวลาที่แนะนำ

  • จันทร์: ขาและสะโพก (30-45 นาที)
  • พุธ: แขนและหน้าอก (30-45 นาที)
  • ศุกร์: ทั้งตัว (45-60 นาที)
  • เสาร์: เน้นท่าสร้างความยืดหยุ่น (30 นาที)
เคล็ดลับจากโค้ช: คุณไม่จำเป็นต้องออกกำลังนานมาก แต่ต้องทำอย่างมีคุณภาพ ผมเห็นหลายคนใช้เวลา 2 ชั่วโมงในยิม แต่เล่นโทรศัพท์ไป 1 ชั่วโมงครึ่ง ดีกว่าเอาเวลา 45 นาทีเต็มๆ เทรนอย่างมีคุณภาพครับ
เป้าหมายตัวเลขที่วัดได้จริงกรอบเวลาที่สมเหตุสมผล
ทำ push up พื้นราบได้ครั้งแรกจาก 0 ครั้ง ไปเป็น 1 ครั้งเต็มรูปแบบ6 ถึง 10 สัปดาห์
squat ต่อเนื่องจาก 12 ครั้ง ไปเป็น 25 ครั้งโดยฟอร์มไม่พัง8 สัปดาห์
plankจาก 20 วินาที ไปเป็น 60 วินาที6 สัปดาห์
glute bridge ขาเดียวจากทำไม่ได้ ไปเป็นข้างละ 12 ครั้ง8 สัปดาห์
รอบเอวลดลง 3 ถึง 5 เซนติเมตร โดยน้ำหนักอาจไม่ขยับเลย12 สัปดาห์

สังเกตว่าไม่มีข้อไหนเขียนว่าลดกี่กิโล ตั้งใจครับ เพราะกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นบวกกับไขมันที่ลดลง มักทำให้ตัวเลขบนตาชั่งนิ่งอยู่หลายสัปดาห์ คนที่ยึดตาชั่งเป็นตัวตัดสินมักเลิกในสัปดาห์ที่ 4 ทั้งที่รูปร่างกำลังเปลี่ยนพอดี

ตาราง บอดี้เวท 8 สัปดาห์ แบบ full body 3 วันต่อสัปดาห์

ตารางนี้ฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ วันเว้นวัน ทุกวันฝึกทั้งตัว เพราะกล้ามเนื้อกลุ่มเดิมได้รับการกระตุ้น 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งดีกว่าการซอยเป็นวันละส่วนสำหรับคนที่มีเวลาจำกัด

เหตุผลที่ผมเลือก full body แทนการแยกวันขาวันแขน ตรงไปตรงมามาก ถ้าคุณฝึกได้แค่ 3 วัน การแยกวันแปลว่ากล้ามเนื้อแต่ละกลุ่มโดนกระตุ้นแค่สัปดาห์ละครั้ง ซึ่งงานวิจัยด้านการฝึกแรงต้านชี้ตรงกันว่าการกระตุ้น 2 ถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ให้ผลดีกว่าอย่างชัดเจนที่ปริมาณงานเท่ากัน

สัปดาห์จำนวนเซตต่อท่าจำนวนครั้งสิ่งที่เพิ่มเข้ามาวันฝึก
สัปดาห์ที่ 1 ถึง 22 เซต10 ถึง 12 ครั้งเน้นฟอร์มล้วน ยังไม่ต้องเหนื่อยมากจันทร์ พุธ ศุกร์
สัปดาห์ที่ 3 ถึง 43 เซต12 ถึง 15 ครั้งเพิ่มเซตที่ 3 และเริ่มจับเวลาพักที่ 60 วินาทีจันทร์ พุธ ศุกร์
สัปดาห์ที่ 5 ถึง 63 เซต8 ถึง 12 ครั้งใส่จังหวะลงช้า 4 วินาทีในทุกท่าหลัก และเลื่อน push up ลงหนึ่งขั้นจันทร์ พุธ ศุกร์
สัปดาห์ที่ 7 ถึง 84 เซต8 ถึง 12 ครั้งเปลี่ยนไปท่าขั้นถัดไปตามตาราง progression และเพิ่ม glute bridge ขาเดียวจันทร์ พุธ ศุกร์

โครงของแต่ละวัน 35 นาที

  1. วอร์มอัพ 6 นาที เดินยกเข่า 2 นาที หมุนข้อไหล่และสะโพก 2 นาที squat เปล่า 15 ครั้งกับ glute bridge 15 ครั้ง
  2. ท่าขา 3 เซต พักเซตละ 60 วินาที
  3. ท่าดัน push up ตามระดับของตัวเอง 3 เซต
  4. ท่าก้น glute bridge หรือเวอร์ชันขาเดียว 3 เซต
  5. ท่าหลัง superman หรือ reverse snow angel 3 เซต
  6. ท่าแกนกลาง plank หรือ dead bug 3 เซต
  7. คูลดาวน์ 5 นาที ยืดต้นขาหน้า ก้น อก และหลังส่วนบน ค้างท่าละ 20 วินาที

กติกาการเลื่อนสัปดาห์ ใช้ได้กับทุกคน

  • ทำครบทั้ง 3 วันในสัปดาห์นั้น จึงจะเลื่อนไปสัปดาห์ถัดไปได้
  • ถ้าสัปดาห์ไหนทำได้แค่ 2 วัน ให้ทำสัปดาห์เดิมซ้ำ ไม่ต้องรีบ ตารางนี้ไม่มีวันหมดอายุ
  • ปวดกล้ามเนื้อ 24 ถึง 48 ชั่วโมงเป็นเรื่องปกติ แต่ปวดข้อหรือปวดแปลบคือสัญญาณให้ถอย
  • ครบ 8 สัปดาห์แล้ว ให้วัดผลใหม่ทั้ง 4 รายการในหัวข้อวิธีวัดผล แล้วเริ่มรอบใหม่ที่ท่าขั้นถัดไป

วิธีวัดผล บอดี้เวท ที่ไม่ใช่การชั่งน้ำหนัก

ตาชั่งวัดสิ่งที่คุณไม่ได้ตามหา ให้ใช้ 4 ตัวชี้วัดนี้แทน จำนวนครั้งที่ทำได้ ระดับความยากของท่า รอบเอวและรอบสะโพก และรูปถ่ายในแสงเดิม

เดือนแรกของการฝึก บอดี้เวท กล้ามเนื้อจะกักน้ำและไกลโคเจนไว้มากขึ้น น้ำหนักบนตาชั่งอาจขึ้น 0.5 ถึง 1 กิโลกรัมทั้งที่รูปร่างกำลังดีขึ้น ผมเห็นคนเลิกเพราะตัวเลขนี้มาแล้วนับไม่ถ้วน ทั้งที่ถ้าวัดถูกทาง เขาจะเห็นว่าตัวเองกำลังก้าวหน้าอยู่

ตัวชี้วัดวัดอย่างไรวัดบ่อยแค่ไหนเกณฑ์ที่ถือว่าดีขึ้น
จำนวนครั้งที่ทำได้จับจำนวนครั้งสูงสุดของ squat และ push up ในเซตแรกทุก 4 สัปดาห์เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์
ระดับความยากของท่าดูว่าตอนนี้อยู่ขั้นไหนในตาราง progressionทุก 4 สัปดาห์ขยับขึ้นอย่างน้อย 1 ขั้นใน 8 สัปดาห์
รอบเอวและรอบสะโพกวัดตอนเช้าก่อนกินอาหาร ที่ระดับสะดือและจุดกว้างที่สุดของสะโพกทุก 2 สัปดาห์รอบเอวลด 2 ถึง 4 เซนติเมตรใน 12 สัปดาห์
รูปถ่ายถ่ายมุมหน้า ข้าง หลัง ในแสงเดิม เวลาเดิม เสื้อผ้าเดิมทุก 4 สัปดาห์เห็นเส้นก้นและแนวไหล่ชัดขึ้นเมื่อเทียบกับรูปแรก
plankจับเวลาค้างสูงสุดโดยสะโพกไม่ตกทุก 4 สัปดาห์เพิ่มขึ้น 15 วินาทีทุก 4 สัปดาห์ในช่วง 3 เดือนแรก

ถ้าตัวเลขทั้งห้าไม่ขยับเลยติดกัน 6 สัปดาห์ ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่โปรแกรม แต่อยู่ที่สองอย่าง โปรตีนที่กินได้ไม่ถึง 1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือการฝึกที่ไม่เคยเข้าใกล้จุดหมดแรงเลย ลองแก้ทีละอย่าง อย่าแก้พร้อมกัน จะได้รู้ว่าอะไรคือตัวปัญหา

เทคนิคการรักษาแรงจูงใจในการฝึก

แรงจูงใจไม่ได้มาจากความอยาก แต่มาจากการลดแรงเสียดทานให้เหลือน้อยที่สุด ปูเสื่อทิ้งไว้ วางชุดไว้ข้างเตียง และตั้งเวลาเดิมทุกวัน

จากประสบการณ์ของผมพบว่าแรงจูงใจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการออกกำลังกายให้ต่อเนื่อง ที่ Real Gym ผมเคยมีลูกค้าผู้หญิงท่านหนึ่ง เธอเริ่มต้นเวทเทรนนิ่งที่บ้านได้เพียง 2 สัปดาห์ก็ท้อ แต่พอใช้เทคนิคที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้ เธอสามารถทำได้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

สร้างกิจวัตรประจำวันที่สะดวก

เคล็ดลับจากโค้ช: เตรียมชุดออกกำลังกายไว้ข้างเตียง พอตื่นเช้ามาเห็นปุ๊บ สมองจะถูกกระตุ้นให้นึกถึงการออกกำลังกายทันที

ผลจากงานวิจัย

  • การศึกษาจาก Behavioral Science Institute ปี 2023 ศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้หญิง 400 คน พบว่า กลุ่มที่มีการเตรียมพร้อมอุปกรณ์และสถานที่ล่วงหน้า มีโอกาสออกกำลังกายต่อเนื่องสูงกว่าถึง 78%

การบันทึกความก้าวหน้าในการฝึก

ผมขอแชร์เทคนิคที่ใช้กับลูกค้าที่ Real Gym ที่ได้ผลดีมาก นั่นคือการถ่ายคลิปวิดีโอตัวเองตอนทำท่าออกกำลังกาย เพื่อดูพัฒนาการของฟอร์มการเคลื่อนไหว

วิธีการบันทึกที่แนะนำ

  • ถ่ายรูปหรือวิดีโอทุก 2 สัปดาห์
  • บันทึกจำนวนครั้งและเซตที่ทำได้
  • จดบันทึกความรู้สึกหลังออกกำลังกาย

การเข้าร่วมกลุ่มหรือหาคู่ฝึก

ที่ Real Gym ผมสังเกตเห็นว่าสมาชิกที่มาเป็นคู่หรือกลุ่มมักจะมาออกกำลังกายสม่ำเสมอกว่าคนที่มาคนเดียว แม้คุณจะออกกำลังกายที่บ้าน คุณก็สามารถสร้างกลุ่มออกกำลังกายได้

เคล็ดลับการสร้างกลุ่ม

  • ชวนเพื่อนมาทำเวทเทรนนิ่งด้วยกันผ่านวิดีโอคอล
  • แชร์ผลลัพธ์การฝึกในกลุ่มไลน์
  • นัดเช็คอินกับเพื่อนทุกสัปดาห์

อยากให้ บอดี้เวท กลายเป็นนิสัย เริ่มจากลดแรงเสียดทานก่อน

เสื่อที่ปูค้างไว้ตรงมุมห้องคือตัวช่วยที่ผมเห็นได้ผลจริงกว่าการตั้งเป้าหมายสวยหรู เพราะมันตัดขั้นตอนการเตรียมตัวออกไปทั้งหมด แผ่นหนา 10 ถึง 15 มิลลิเมตร รองเข่าและกระดูกสันหลังตอนทำ glute bridge กับ plank ได้พอดี

เคล็ดลับการออกกำลังกายอย่างปลอดภัย

บอดี้เวท บาดเจ็บได้เหมือนกัน จุดที่พังบ่อยที่สุดของผู้หญิงคือเข่ากับข้อไหล่ ซึ่งป้องกันได้ด้วยการวอร์มอัพ 5 ถึง 10 นาที ที่ลดความเสี่ยงได้ราว 65 เปอร์เซ็นต์

ในฐานะโค้ชที่ผ่านการรับรองจาก ACE และมีประสบการณ์ดูแลสมาชิกมากว่า 10 ปี ผมต้องย้ำว่าความปลอดภัยสำคัญที่สุดในการออกกำลังกาย ผมเคยเห็นผู้หญิงหลายคนบาดเจ็บเพราะข้ามขั้นตอนการวอร์มอัพ หรือฝืนทำท่าที่ยากเกินไป

การเตรียมร่างกายก่อนออกกำลังกาย

  • เทคนิคการวอร์มอัพจากโค้ช " เริ่มด้วยการเดินยกเข่าสูงเบาๆ 2-3 นาที ตามด้วยการหมุนข้อต่อต่างๆ จากบนลงล่าง ก่อนเริ่มเวทเทรนนิ่งทุกครั้ง "

ผลจากงานวิจัย

  • การศึกษาจาก Sports Medicine Journal ปี 2023 ที่ศึกษาผู้หญิง 500 คน พบว่า การวอร์มอัพอย่างถูกต้อง 5-10 นาที ช่วยลดความเสี่ยงการบาดเจ็บได้ถึง 65%

การทำให้ร่างกายเย็นลงหลังจากการฝึก

จากประสบการณ์ของผมพบว่าคนที่มีอาการปวดเมื่อยมากหลังออกกำลังกาย มักจะเป็นคนที่ไม่ทำคูลดาวน์

ขั้นตอนการคูลดาวน์ที่แนะนำ

"หลังจากทำท่าสุดท้าย ให้ยืดกล้ามเนื้อเบาๆ โดยเฉพาะส่วนที่เราเพิ่งฝึกไป แต่ละท่ายืดค้างไว้ 15-20 วินาที ห้ามกระตุก"

เคล็ดลับเพิ่มเติม

  • ดื่มน้ำระหว่างออกกำลังกายทุก 15-20 นาที
  • สังเกตการหายใจของตัวเอง
  • หยุดทันทีถ้ารู้สึกเจ็บผิดปกติ

สี่จุดที่ผู้หญิงบาดเจ็บบ่อยที่สุดจาก บอดี้เวท และวิธีกัน

  • เข่าเจ็บตอน squat เพราะเข่าบิดเข้าใน แก้ด้วยการดันเข่าออกไปทางนิ้วก้อยเท้าตลอดช่วงลง
  • หลังล่างเจ็บตอน plank เพราะสะโพกตก แก้ด้วยการหุบซี่โครงและเกร็งก้นก่อนขึ้นท่า
  • ข้อมือเจ็บตอน push up เพราะลงน้ำหนักที่โคนมือล้วน แก้ด้วยการกางนิ้วออกและกดปลายนิ้วลงพื้น
  • คอเมื่อยตอนทำ core เพราะเงยคอตาม แก้ด้วยการมองจุดบนเพดานตรงเหนือหน้าอก ไม่ใช่ปลายเท้า

รายละเอียดของฟอร์ม plank ที่ถูกต้อง ผมแยกเขียนไว้ครบใน บทความเรื่องท่าแพลงก์ และถ้าอยากได้ท่าไม่ใช้อุปกรณ์เพิ่มไปทำสลับ ลองดู 10 ท่าออกกำลังกายที่บ้านแบบไม่ใช้อุปกรณ์

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของผู้หญิงที่เล่น บอดี้เวท ที่บ้าน

ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งไม่ใช่ฟอร์มผิด แต่คือการทำท่าเดิม จำนวนครั้งเดิม ทุกสัปดาห์ติดต่อกันหลายเดือน ร่างกายปรับตัวเสร็จตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 แล้วก็หยุดพัฒนา

ข้อผิดพลาดผลที่ตามมาวิธีแก้
ทำจำนวนครั้งเท่าเดิมทุกสัปดาห์หยุดพัฒนาตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 ถึง 6ใช้ progressive overload อย่างน้อย 1 ใน 5 วิธี ทุก 2 สัปดาห์
ทำ 20 ท่าต่อวัน ท่าละ 1 เซตปริมาณงานต่อกล้ามเนื้อกลุ่มหนึ่งน้อยเกินไปเหลือ 5 ท่า ท่าละ 3 เซต ปริมาณงานต่อกลุ่มจะสูงขึ้นทันที
ทำ squat ลงแค่ครึ่งทางกล้ามเนื้อก้นแทบไม่ทำงาน ได้แค่ต้นขาหน้าลงจนต้นขาขนานพื้น ถ้าลงไม่ได้ ให้ยกส้นเท้าบนหนังสือหนา 2 เซนติเมตร
เริ่มด้วย push up คุกเข่าแล้วติดอยู่ตรงนั้นเป็นปีไม่เคยฝึกแกนกลางลำตัวในท่าดัน จึงข้ามไปพื้นราบไม่ได้สักทีย้ายไปพื้นเอียงแล้วไล่ลดความสูงทีละขั้น
ฝึกแต่หน้าท้องกับต้นขากล้ามเนื้อหลังกับก้นอ่อนแรง ทำให้หลังค่อมและปวดหลังล่างใส่ superman และ glute bridge ทุกวันฝึก
ไม่วอร์มอัพเพราะคิดว่า บอดี้เวท เบาเข่าและไหล่บาดเจ็บสะสมวอร์มอัพ 5 ถึง 10 นาทีทุกครั้ง ลดความเสี่ยงบาดเจ็บได้ราว 65 เปอร์เซ็นต์
กินโปรตีนน้อยกว่า 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมฝึกหนักแต่กล้ามเนื้อไม่ถูกสร้างขึ้นใหม่ตั้งเป้าที่ 1.6 ถึง 2.0 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว

ในบรรดาข้อผิดพลาดทั้งหมด อันที่ผมอยากให้แก้ก่อนคือข้อแรก เพราะมันเป็นข้อเดียวที่ทำให้เวลาทั้งหมดที่ลงไปสูญเปล่า ส่วนข้ออื่นแค่ทำให้ช้าลง ไม่ได้ทำให้หยุดสนิท

เมื่อไหร่ควรเติมดัมเบล และจะเริ่มที่กี่กิโล

เติมดัมเบลเมื่อ squat 20 ครั้งแล้วยังเหลือแรง push up พื้นราบทำได้ 12 ครั้ง และ glute bridge ขาเดียวได้ข้างละ 15 ครั้ง สามข้อนี้คือสัญญาณว่า บอดี้เวท เริ่มเบาไปสำหรับคุณแล้ว

บอดี้เวท มีเพดานอยู่จริง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขาและก้นซึ่งเป็นกลุ่มที่แข็งแรงที่สุดในร่างกาย เมื่อคุณ squat ได้ 25 ครั้งติด การจะทำให้มันหนักขึ้นด้วยน้ำหนักตัวล้วนเริ่มยุ่งยาก ตรงนี้ดัมเบลคู่เดียวช่วยยืดอายุโปรแกรมออกไปได้อีกเป็นปี

ท่าทำได้เท่านี้แปลว่าถึงเวลาเติมน้ำหนักดัมเบลที่ควรเริ่มจำนวนครั้งใหม่
squat20 ครั้ง 3 เซต โดยยังเหลือแรงถือดัมเบลข้างละ 4 ถึง 6 กิโลกรัมกลับไปที่ 10 ถึง 12 ครั้ง
split squatข้างละ 15 ครั้งถือดัมเบลข้างละ 3 ถึง 5 กิโลกรัมกลับไปที่ 8 ถึง 10 ครั้ง
glute bridge ขาเดียวข้างละ 15 ครั้งวางดัมเบล 6 ถึง 10 กิโลกรัมบนสะโพกกลับไปที่ 10 ถึง 12 ครั้ง
push up พื้นราบ12 ครั้ง 3 เซตยังไม่ต้องเติม ให้ยกเท้าขึ้นบนเก้าอี้แทน8 ถึง 10 ครั้ง
ท่าดึงหลังทำ superman ได้ 20 ครั้งแล้วยังไม่รู้สึกอะไรต้องมีบาร์โหนหรือยางยืดแล้ว น้ำหนักตัวล้วนทำไม่ได้row 8 ถึง 12 ครั้ง

ข้อเดียวที่ บอดี้เวท ล้วนแก้ไม่ได้จริง ๆ คือท่าดึง กล้ามเนื้อหลังต้องการแรงต้านในทิศดึงเข้าหาตัว ซึ่งพื้นห้องให้ไม่ได้ ถ้าโปรแกรมของคุณเดินมาถึงจุดที่หลังเริ่มตามไม่ทัน บาร์โหนติดวงกบราคาไม่กี่ร้อยบาทคือของชิ้นแรกที่ควรซื้อ ไม่ใช่ดัมเบล

  • ดัมเบลปรับน้ำหนักคู่เดียวใช้ได้ทุกท่า ประหยัดพื้นที่กว่าการซื้อทีละคู่ ดูดัมเบลปรับน้ำหนัก
  • บาร์โหนติดวงกบเปิดท่าดึงได้ทั้งหมด ดูบาร์โหน เป็นทางแก้จุดอ่อนของโปรแกรมไม่ใช้อุปกรณ์
  • ถ้ายังไม่พร้อมซื้ออะไร ให้ใช้ถุงข้าวสาร 5 กิโลกรัมกอดไว้ที่อกตอน squat ได้ผลใกล้เคียงกัน
  • อ่านวิธีจัดโปรแกรมเวทที่บ้านแบบเต็มได้ที่ เวทเทรนนิ่งที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่แน่ใจว่าควรเริ่มที่ดัมเบลกี่กิโล

บอกน้ำหนักตัว จำนวนครั้งที่ squat ทำได้ตอนนี้ และเป้าหมายของคุณมา ทีมงานช่วยเลือกช่วงน้ำหนักที่พอดีให้ได้ ดีกว่าซื้อเบาไปแล้วต้องซื้อซ้ำในสองเดือน

กลับไปที่สารบัญ

สรุป

สรุปของบอดี้เวทผู้หญิง คือเริ่มเบา เพิ่มทีละนิด และทำต่อเนื่อง ผลลัพธ์มาจากความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ความหนักของวันเดียว

ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้หญิงมากมายที่ประสบความสำเร็จในการเวทเทรนนิ่งที่บ้านโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีแผนการฝึกที่ชัดเจน และทำอย่างสม่ำเสมอ

จากงานวิจัยและประสบการณ์ทั้งหมดที่ผมได้แบ่งปัน สรุปได้ว่าการออกกำลังกายด้วยน้ำหนักตัวนั้นให้ผลลัพธ์ไม่แพ้การใช้อุปกรณ์เลย ขอเพียงทำอย่างถูกวิธีและมีความมุ่งมั่น

คำถามที่พบบ่อย

คำถามเดิมที่ลูกค้าถามโค้ชบ่อยที่สุด รวมไว้ตรงนี้ ส่วนคำถามใหม่ที่เจาะเรื่อง บอดี้เวท โดยเฉพาะอยู่ในหัวข้อ FAQ ท้ายบทความ

ผมได้รวบรวม FAQ ที่ลูกค้าที่ Real Gym มักถามบ่อยๆ มาตอบให้ครับ

1.ผู้หญิงควรฝึกเวทเทรนนิ่งนานแค่ไหน?

จากประสบการณ์ผมแนะนำ 30-45 นาทีต่อครั้ง 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะช่วงเวลานี้เหมาะสมที่สุดสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อและเผาผลาญไขมัน

2.สามารถเห็นผลจากการฝึกโดยไม่ใช้อุปกรณ์ได้ไหม?

ได้แน่นอนครับ ผมมีลูกค้าหลายคนที่เห็นผลชัดเจนภายใน 4-6 สัปดาห์ โดยเฉพาะในเรื่องความกระชับและความแข็งแรง

3.จะรู้ได้อย่างไรว่าออกกำลังกายหนักเกินไป?

ถ้าคุณรู้สึกปวดแบบผิดปกติ นอนไม่หลับ หรือเหนื่อยล้าผิดปกติ นั่นคือสัญญาณว่าควรลดความหนักลง

4.ควรทานอาหารอย่างไรเมื่อเริ่มเวทเทรนนิ่ง?

เน้นโปรตีนคุณภาพดี ทานคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ และดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่าลดแคลอรี่มากเกินไป

5.มีวิธีป้องกันการบาดเจ็บอย่างไร?

วอร์มอัพอย่างดี เริ่มจากท่าง่ายๆ และค่อยๆ เพิ่มความหนัก ที่สำคัญคือต้องฟังสัญญาณร่างกาย

6.ควรออกกำลังกายตอนไหนดีที่สุด?

ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ แต่จากงานวิจัยพบว่าช่วงเช้าจะให้ผลดีที่สุดเพราะฮอร์โมนเหมาะสม

7.จะสร้างกล้ามท้องให้เห็นชัดได้อย่างไร?

นอกจากท่าบริหารหน้าท้อง สิ่งสำคัญคือต้องควบคุมอาหารและทำคาร์ดิโอร่วมด้วย

8.ต้องทำคาร์ดิโอด้วยไหม?

แนะนำให้ทำคาร์ดิโอเบาๆ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อสุขภาพหัวใจและการเผาผลาญที่ดี

9.จะรู้ได้อย่างไรว่าทำท่าถูกต้อง?

ถ่ายวิดีโอตัวเองแล้วเทียบกับวิดีโอสาธิต หรือใช้กระจกช่วยดูท่าทาง

10.ทำไมน้ำหนักไม่ลดทั้งที่ออกกำลังกายแล้ว?

กล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้น้ำหนักไม่ลด แนะนำให้ดูจากรูปร่างและเสื้อผ้าที่ใส่มากกว่า

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถามเรื่องบอดี้เวทผู้หญิง ที่ผมเจอบ่อยที่สุดจากคนที่ฝึกอยู่ที่บ้าน ตอบตามที่ใช้จริงกับลูกค้า ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ

บอดี้เวท สร้างกล้ามเนื้อได้จริงไหม หรือแค่ทำให้ผอมลง

สร้างได้จริง งานวิจัยที่เปรียบเทียบกลุ่มที่ใช้อุปกรณ์กับกลุ่มที่ใช้น้ำหนักตัวพบว่าการพัฒนาของกล้ามเนื้อไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เงื่อนไขเดียวคือต้องมี progressive overload คือฝึกจนใกล้หมดแรง และเพิ่มความยากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าทำ 15 ครั้งเท่าเดิมทุกสัปดาห์ กล้ามเนื้อจะหยุดพัฒนาภายใน 4 ถึง 6 สัปดาห์

ผู้หญิงเล่น บอดี้เวท แล้วตัวใหญ่ไหม

ยากมาก เพราะผู้หญิงมีเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าผู้ชายราว 15 ถึง 20 เท่า ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักในการสร้างกล้ามเนื้อ ผู้หญิงที่ฝึกต่อเนื่อง 12 สัปดาห์มักเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ราว 0.5 ถึง 1.5 กิโลกรัม ซึ่งทำให้ตัวดูกระชับขึ้น ไม่ใช่ใหญ่ขึ้น สิ่งที่ทำให้ต้นขาหรือแขนดูใหญ่ในกระจกส่วนใหญ่คือไขมันชั้นบน ไม่ใช่กล้ามเนื้อใต้ชั้นนั้น

ทำไมไม่ควรเริ่ม push up จากท่าคุกเข่า

เพราะท่าคุกเข่าย้ายจุดหมุนมาที่เข่า ทำให้สะโพกและแกนกลางลำตัวแทบไม่ต้องทำงาน พอย้ายไปทำท่าเต็มลำตัวจะแอ่นทันที ส่วน push up พื้นเอียงลดแรงต้านลงได้เหมือนกันแต่ยังบังคับให้ร่างกายเป็นเส้นตรงจากหัวถึงส้นเท้า แปลว่าคุณฝึกท่าเป้าหมายจริงตั้งแต่วันแรก แค่ที่แรงต้านเบากว่า

push up พื้นราบต้องดันน้ำหนักเท่าไหร่ของน้ำหนักตัว

ราว 64 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว เพราะปลายเท้ารับน้ำหนักส่วนที่เหลือไว้ คนหนัก 55 กิโลกรัมจึงดันจริงราว 35 กิโลกรัม ส่วนบนเก้าอี้สูง 45 เซนติเมตรลดลงเหลือราว 50 เปอร์เซ็นต์ และที่ผนังเหลือเพียงราว 25 เปอร์เซ็นต์ นี่คือเหตุผลที่การไล่ระดับความสูงลงทีละขั้นได้ผลดี

progressive overload บน บอดี้เวท ทำได้กี่วิธี

ห้าวิธีหลัก เพิ่มจำนวนครั้งจนถึงเพดาน 15 ครั้ง ลดฐานรองรับเช่นเปลี่ยนจากสองขาเป็นขาเดียว เพิ่มระยะการเคลื่อนไหวให้ลงลึกขึ้น ลงช้าแบบ eccentric นับ 4 วินาที และเปลี่ยนไปท่าที่ยากขึ้นในสายเดียวกัน ให้ใช้ทีละวิธี ไม่ใช่ทำพร้อมกันทั้งห้า

ควรฝึก บอดี้เวท กี่วันต่อสัปดาห์

สามวันต่อสัปดาห์แบบ full body คือจุดที่คุ้มที่สุดสำหรับคนที่มีเวลาจำกัด เพราะกล้ามเนื้อแต่ละกลุ่มจะถูกกระตุ้น 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ดีกว่าการแยกวันขาวันแขนซึ่งทำให้แต่ละกลุ่มโดนกระตุ้นแค่สัปดาห์ละครั้ง ถ้ามีเวลามากกว่านั้น เพิ่มเป็น 4 วันได้ แต่ต้องมีวันพักคั่นเสมอ

ไม่มีอุปกรณ์เลย ฝึกกล้ามเนื้อหลังได้ไหม

ได้บางส่วน ท่า superman และ reverse snow angel ใช้ได้ดีกับกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและกลางหลัง แต่ต้องยอมรับว่าท่าดึงเข้าหาตัวคือจุดอ่อนของการออกกำลังกายไม่ใช้อุปกรณ์ ถ้าฝึกไปสักพักแล้วรู้สึกว่าหลังตามไม่ทัน บาร์โหนติดวงกบหรือยางยืดคือของชิ้นแรกที่ควรมี ไม่ใช่ดัมเบล

ปวดเข่าเวลาทำ squat ต้องทำอย่างไร

เช็กสองอย่างก่อน หนึ่ง เข่าบิดเข้าในหรือเปล่า ให้ดันเข่าออกไปทางนิ้วก้อยเท้าตลอดช่วงลง สอง น้ำหนักอยู่ที่ปลายเท้าหรือเปล่า ให้ถ่ายน้ำหนักไปที่กลางเท้าถึงส้นเท้า ถ้าแก้สองข้อนี้แล้วยังปวด ให้เปลี่ยนไปทำ wall sit และ glute bridge ก่อน 3 ถึง 4 สัปดาห์ เพื่อสร้างความแข็งแรงรอบเข่า แล้วค่อยกลับมา squat

บอดี้เวท กี่สัปดาห์ถึงจะเห็นผล

ความแข็งแรงเห็นผลก่อนเสมอ ราวสัปดาห์ที่ 2 ถึง 3 คุณจะทำจำนวนครั้งได้มากขึ้นทั้งที่รูปร่างยังไม่เปลี่ยน รูปร่างที่กระชับขึ้นเริ่มเห็นราวสัปดาห์ที่ 6 ถึง 8 และรอบเอวที่ลดลง 3 ถึง 5 เซนติเมตรมักใช้เวลาราว 12 สัปดาห์ อย่าใช้ตาชั่งตัดสิน เพราะเดือนแรกน้ำหนักอาจขึ้นเล็กน้อยจากการกักน้ำในกล้ามเนื้อ

ต้องกินโปรตีนเท่าไหร่ถ้าฝึก บอดี้เวท

ราว 1.6 ถึง 2.0 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ผู้หญิงหนัก 55 กิโลกรัมจึงต้องการราว 88 ถึง 110 กรัมต่อวัน แปลเป็นอาหารจริงคืออกไก่ 1 ชิ้นราว 30 กรัม ไข่ 1 ฟองราว 6 กรัม และปลาทู 1 ตัวราว 20 กรัม ถ้าฝึกหนักแต่ได้โปรตีนต่ำกว่า 1 กรัมต่อกิโลกรัม กล้ามเนื้อจะไม่ถูกสร้างขึ้นใหม่

เล่น บอดี้เวท ช่วงมีประจำเดือนได้ไหม

ได้ ถ้าไม่มีอาการปวดรุนแรง ให้ลดความหนักลงราว 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 2 ถึง 3 วันแรก และเลี่ยงท่าที่ต้องกลั้นหายใจเบ่งแรง หลายคนรู้สึกว่าอาการปวดท้องดีขึ้นหลังทำ glute bridge และท่ายืดสะโพกเบา ๆ เพราะเลือดไหลเวียนดีขึ้น ให้ฟังร่างกายเป็นหลัก ไม่ต้องฝืนทำให้ครบตาราง

ทำ บอดี้เวท อย่างเดียว ต้องทำคาร์ดิโอด้วยไหม

ถ้าเป้าหมายคือรูปร่างกระชับและแข็งแรง บอดี้เวท 3 วันต่อสัปดาห์เพียงพอแล้ว คาร์ดิโอเป็นตัวเสริมเรื่องหัวใจและการเผาผลาญ แนะนำเดินเร็ว 20 ถึง 30 นาที 2 ถึง 3 วันต่อสัปดาห์ในวันที่ไม่ได้ฝึก หรือจัดท่า บอดี้เวท เป็นวงจรต่อเนื่องแบบ circuit ก็ได้ผลใกล้เคียงกันโดยไม่ต้องเพิ่มวัน


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด



ติดต่อเรา ร้านขายเครื่องออกกำลังกาย Homefittools