ติดต่อเจ้าหน้าที่
สลับเส้นทาง
รถเข็นของฉัน 0

แนะนำ กล้ามเนื้อ ทุกส่วน 27 มัดในร่างกาย พร้อมท่าออกกำลังกายที่เหมาะสมจาก โค้ชปูแน่น

แนะนำ กล้ามเนื้อ ทุกส่วน 27 มัดในร่างกาย พร้อมท่าออกกำลังกายที่เหมาะสมจาก โค้ชปูแน่น
อยากปั้นหุ่นครบทุกมัดที่บ้าน? ดูดัมเบลปรับน้ำหนัก ครบเซ็ต →

กล้ามเนื้อ หลักในร่างกายมี 27 มัดที่ผู้ฝึกทั่วไปควรรู้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ส่วนบน (อก หลัง ไหล่ แขน) ส่วนกลาง (แกนกลาง หน้าท้อง) และส่วนล่าง (สะโพก ต้นขา น่อง) หากอยากพัฒนามัดกล้ามทุกส่วนอย่างสมดุล ให้ฝึก 3–5 วันต่อสัปดาห์ ใช้ compound exercise เป็นแกน เสริมด้วย isolation คุมเทคนิคทุกท่า พักฟื้น 48 ชม. ต่อกลุ่ม และกินโปรตีน 1.6–2.2 กรัม/กก. ต่อวัน

สวัสดีครับ ผมโค้ชปูแน่น คนที่ปั้นหุ่นให้ผู้ฝึกในยิมมามากกว่า 10 ปี เห็นทุกปัญหาตั้งแต่ผู้เริ่มต้นที่งงว่า กล้ามเนื้อ แต่ละมัดอยู่ตรงไหน ทำหน้าที่อะไร ไปจนถึงคนที่ฝึกมาปีสองปีแล้วยังไม่โต ทั้งหมดมักเริ่มจากจุดเดียวกันคือ ไม่เข้าใจว่ามัดไหนควรฝึกท่าไหน ทำให้เลือกท่าไม่ตรง จัดโปรแกรมไม่สมดุล

บทความนี้จะสอนให้คุณรู้จักมัดกล้าม 27 มัดหลักที่ต้องรู้ ท่าออกกำลังกายที่โดนจริงในแต่ละมัด และวิธีจัดโปรแกรมให้ร่างกายพัฒนาครบทุกส่วน อ่านจบแล้วคุณจะออกแบบตารางฝึกของตัวเองได้ทันที ไม่ต้องเสียเงินจ้างเทรนเนอร์เดือนละหมื่น ผมจะเล่าจากประสบการณ์จริงที่สอนมาแล้วหลายพันคน ทั้งจุดที่คนมักผิด และเทคนิคที่พิสูจน์ผลได้จริงในยิม

รู้จัก กล้ามเนื้อ 3 กลุ่มใหญ่ในร่างกาย

ในร่างกายมนุษย์มีมัดกล้ามมากกว่า 650 มัด แต่มัดที่ผู้ฝึกทั่วไปควรรู้จริง ๆ มี 27 มัด แบ่งเป็นส่วนบน ส่วนกลาง (แกนกลาง) และส่วนล่าง แต่ละกลุ่มทำหน้าที่ต่างกัน ต้องฝึกให้ครบเพื่อให้ร่างกายสมดุล ไม่บาดเจ็บ

ร่างกายเราไม่ได้ประกอบด้วยแค่ อก แขน ขา อย่างที่คนเข้าใจ หากดูตามกายวิภาค มัดกล้ามในร่างกายมนุษย์มีมากกว่า 650 มัด แต่ในมุมของการออกกำลังกาย เราสนใจมัดหลัก 27 มัด ที่ควบคุมการเคลื่อนไหวใหญ่ ๆ ทั้งหมด ถ้าฝึกให้ครบ 27 มัดนี้ ร่างกายจะสมดุล ป้องกันการบาดเจ็บ และดูดีจากทุกมุม ไม่ใช่แค่แขนอกใหญ่แต่ขาลีบเหมือนไม้จิ้มฟัน

ผมชอบให้ผู้ฝึกใหม่แบ่งร่างกายเป็น 3 กลุ่มใหญ่ก่อน แล้วค่อยไปเจาะแต่ละมัดในภายหลัง เพราะสมองคนเราจดจำโครงสร้างใหญ่ง่ายกว่ารายละเอียดเยอะ ๆ วิธีนี้ช่วยให้ผู้เริ่มต้นเข้าใจภาพรวมได้ในเวลาไม่กี่นาที และเริ่มวางโปรแกรมของตัวเองได้อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่แค่เลียนแบบท่าจากยูทูบไปเรื่อย

  • ส่วนบน (Upper Body) รวม อก หลัง ไหล่ แขน คอ ประมาณ 11 มัดหลัก ทำหน้าที่ ผลัก ดึง ยก และรักษาท่าทาง เป็นกลุ่มที่คนไทยชอบฝึกมากที่สุดเพราะเห็นผลเร็ว
  • แกนกลาง (Core) รวม หน้าท้อง เอว หลังส่วนล่าง 5 มัดหลัก ทำหน้าที่ พยุงกระดูกสันหลัง ถ่ายพลังงานระหว่างส่วนบนและส่วนล่าง เป็นกลุ่มที่ทุกคนคิดว่าไม่สำคัญ แต่จริง ๆ สำคัญที่สุด
  • ส่วนล่าง (Lower Body) รวม สะโพก ต้นขา น่อง หน้าแข้ง 11 มัดหลัก ทำหน้าที่ ยืน เดิน วิ่ง กระโดด และรับน้ำหนักตัว เป็นกลุ่มที่หลายคนเมิน ทั้งที่ให้ผลลัพธ์เร็วสุดในการเผาผลาญไขมัน

ถ้าคุณฝึกแต่ส่วนบนเพราะอยากดูใหญ่ แต่ปล่อยขาลีบ ผลลัพธ์คือ ท่าทางไม่สมดุล ปวดหลัง ปวดเข่า สุขภาพระยะยาวแย่ นี่คือสิ่งที่ผมเห็นบ่อยที่สุดในยิม การจัดโปรแกรมที่ดีต้องกระจายเวลาให้ทั้ง 3 กลุ่ม ไม่ใช่โฟกัสกลุ่มเดียว

อก หลัง ไหล่ แขน กล้ามเนื้อ ส่วนบน 11 มัดหลัก

ส่วนบน 11 มัดหลักคือ อกใหญ่ อกเล็ก หลังกว้าง หลังกลาง ทราพีเซียส หลังล่าง ไหล่หน้า ไหล่กลาง ไหล่หลัง แขนหน้า แขนหลัง ท่าที่โดนจริงต้องมี compound เช่น bench press, pull-up, overhead press ก่อน isolation

อก หลัง ไหล่ แขน กล้ามเนื้อ ส่วนบน 11 มัดหลัก

1. อกใหญ่ (Pectoralis Major)

เป็นมัดที่ทุกคนอยากปั้นเป็นอันดับต้น ๆ ทำหน้าที่ผลักน้ำหนักออกจากตัว ท่าหลักคือ Barbell Bench Press ผมแนะนำให้ผู้เริ่มต้นเริ่มจากดัมเบลก่อน เพราะควบคุมทิศทางได้ดีกว่า ลดความเสี่ยงบาดเจ็บที่ไหล่ เทคนิคสำคัญคือ สะบักต้องบีบชิดกัน หน้าอกดันขึ้น ไม่ใช่แค่ยกดัมเบล ถ้าคุณรู้สึกไหล่ทำงานหนักกว่าอก แสดงว่าเทคนิคยังไม่ถูก

2. อกเล็ก (Pectoralis Minor)

อยู่ใต้อกใหญ่ ทำหน้าที่ดึงสะบักลงและมาข้างหน้า ท่า Incline Push-up หรือ Decline Press ช่วยกระตุ้นมัดนี้ได้ดี คนที่นั่งทำงานนาน ๆ มักอกเล็กสั้นจนไหล่งุ้ม ต้องยืดร่วมกับการฝึกให้สมดุล ไม่งั้นท่าทางจะติดอยู่แบบไหล่งุ้มถาวร ปวดคอบ่าไหล่ตลอดวัน

3. หลังกว้าง (Latissimus Dorsi)

เป็นมัดที่ทำให้หลังกว้าง V-shape ที่ทุกคนอยากมี ท่าหลักคือ Pull-up และ Lat Pulldown จุดพลาดของคนส่วนใหญ่คือ ดึงด้วยแขน ไม่ใช่หลัง ผมสอนให้คิดว่า มือคือแค่ตะขอ หลังเป็นตัวดึงจริง ก่อนดึงให้บีบสะบักลงและเข้าหากันก่อน แล้วค่อยดึงศอกลงมา จะรู้สึกว่าหลังทำงานหนักทันที ต่างจากเดิมที่ดึงเสร็จแล้วแขนเมื่อยแต่หลังไม่ตื่นเลย

4. หลังกลาง (Rhomboids และ Middle Trapezius)

อยู่ระหว่างสะบัก ทำหน้าที่บีบสะบักเข้าหากัน ท่า Seated Cable Row, Bent-over Row, Face Pull โดนดีมาก คนที่นั่งหน้าคอมนาน มัดนี้มักอ่อนแรง เกิดอาการหลังค่อม ปวดคอ ควรฝึกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 3–4 เซ็ท เพื่อดึงท่าทางกลับมาตรง

5. หลังบน หรือ ทราพีเซียส (Trapezius)

เริ่มจากคอลงมาถึงกลางหลัง แบ่งเป็น 3 ส่วน บน กลาง ล่าง ท่า Shrug กระตุ้นส่วนบน ท่า Row กระตุ้นส่วนกลาง ท่า Y-raise กระตุ้นส่วนล่าง ควรฝึกครบทั้ง 3 ส่วนเพื่อไม่ให้ส่วนบนพัฒนาเกิน จนเกิดอาการคอบ่าไหล่ตึง คนทั่วไปฝึกแต่ Shrug ทำให้ Traps ส่วนบนใหญ่ผิดสัดส่วน

6. หลังล่าง (Erector Spinae)

เป็นกลุ่มมัดยาวข้างกระดูกสันหลัง ทำหน้าที่ พยุงหลังและยืดตัว ท่า Deadlift, Back Extension, Superman โดนจริง จุดสำคัญคือ ห้ามงอหลังตอนยก น้ำหนักต้องเบาไว้ก่อน ถ้าหลังล่างอ่อน คุณจะปวดหลังตลอดชีวิต ไม่ว่าอ้วนหรือผอม ในยิมผมเห็นคนบาดเจ็บหลังจาก Deadlift น้ำหนักเกินตัวมาแล้วนับไม่ถ้วน

7. ไหล่หน้า (Anterior Deltoid)

ทำหน้าที่ยกแขนไปข้างหน้า ท่า Front Raise, Overhead Press, Incline Press โดนดี ส่วนใหญ่คนไทยฝึกไหล่หน้ามากเกินโดยไม่รู้ตัว เพราะทุกท่า Bench Press ก็ใช้ไหล่หน้าอยู่แล้ว ทำให้ไหล่ไม่สมดุล ต้องเน้นไหล่กลางและไหล่หลังเสริมเพื่อคุมสัดส่วน

8. ไหล่กลาง (Lateral Deltoid)

เป็นตัวทำให้ไหล่กว้าง ท่าหลักคือ Lateral Raise เทคนิคสำคัญคือ ยกแขนออกด้านข้างจนขนานพื้น ไม่ยกสูงเกิน ข้อศอกงอเล็กน้อย นิ้วก้อยชี้ขึ้น จะรู้สึกไหล่กลางบีบชัดเจน คนที่ทำถูกจะเห็นผลใน 4–6 สัปดาห์ ไหล่กว้างขึ้นจนใส่เสื้อขนาดเดิมได้แคบลง

9. ไหล่หลัง (Posterior Deltoid)

เป็นมัดที่คนไทยลืมฝึกที่สุด ทำหน้าที่ดึงแขนไปด้านหลัง ท่า Rear Delt Fly, Reverse Pec Deck, Face Pull โดนมาก ถ้าไหล่หลังอ่อน จะเกิดอาการไหล่งุ้ม เจ็บไหล่หน้าเวลาเบนช์ ต้องฝึกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อบาลานซ์กับไหล่หน้าที่ฝึกจากทุกท่า Push

10. แขนหน้า (Biceps Brachii)

ท่าคลาสสิกคือ Dumbbell Curl, Hammer Curl, Preacher Curl หลักการคือ ศอกต้องนิ่ง ไม่แกว่งตัว การหันฝ่ามือขึ้นเต็มที่จะกระตุ้นไบเซปส์ได้ดีสุด คนส่วนใหญ่แกว่งตัวช่วยยก ทำให้ไบเซปส์ไม่ได้ทำงานเต็ม เจอผู้ฝึกจำนวนไม่น้อยที่ฝึก Curl มา 2 ปี แขนไม่โตเลย เพราะฟอร์มผิด

11. แขนหลัง (Triceps Brachii)

เป็นมัดที่ใหญ่กว่าไบเซปส์ ครองเนื้อที่แขน 60% ท่า Close-grip Bench Press, Triceps Dip, Overhead Extension โดนจริง ถ้าอยากแขนใหญ่ให้เน้นไทรเซปส์มากกว่าไบเซปส์ นี่คือความลับที่นักเพาะกายรู้แต่มือใหม่มักละเลย

อยากปั้นหุ่นส่วนบนที่บ้าน แต่ไม่มีเวลาไปยิม? ดัมเบลปรับน้ำหนักคู่เดียวเล่นได้ครบทั้ง อก หลัง ไหล่ แขน ปรับน้ำหนักได้ตั้งแต่ 2 กก. ถึง 40 กก. ประหยัดพื้นที่ ประหยัดเงิน เหมาะกับผู้ฝึกทุกระดับ

แกนกลาง หน้าท้อง เอว กล้ามเนื้อ 5 มัดหลัก

แกนกลาง หน้าท้อง เอว กล้ามเนื้อ 5 มัดหลัก

แกนกลาง 5 มัดคือ หน้าท้อง Rectus Abdominis, หน้าท้องด้านข้าง Obliques, หน้าท้องชั้นลึก Transverse Abdominis, เอวด้านหลัง Quadratus Lumborum และมัดรอบกระดูกสันหลัง Multifidus ต้องฝึกครบทุกมัด ไม่ใช่แค่ Crunch อย่างเดียว

12. หน้าท้อง (Rectus Abdominis)

เป็นมัดที่หลายคนอยากมี Six-pack ท่าหลักคือ Crunch, Sit-up, Leg Raise ผมชอบ Hanging Leg Raise เพราะกระตุ้นทั้งท้องบนและท้องล่างพร้อมกัน แต่ Six-pack จะเห็นชัดต้องมี body fat ต่ำ 12–15% สำหรับผู้ชาย 18–22% สำหรับผู้หญิง ไม่ใช่แค่ฝึก Crunch ทุกวันแล้วจะเห็น หลายคนเข้าใจผิดจนท้อ ต้องคุมอาหารร่วมด้วย

13. หน้าท้องด้านข้าง (Obliques)

ทำหน้าที่บิดลำตัวและงอด้านข้าง ท่า Russian Twist, Bicycle Crunch, Side Plank โดนจริง Obliques แข็งแรงช่วยลดความเสี่ยงปวดหลังส่วนล่าง เพราะพยุงลำตัวรอบด้าน คนที่เล่นกอล์ฟ เทนนิส แบดมินตัน ควรฝึกมัดนี้เป็นพิเศษ เพราะกีฬาเหล่านี้ใช้การบิดตัวสูง

14. หน้าท้องชั้นลึก (Transverse Abdominis)

เป็นมัดชั้นลึกสุดของหน้าท้อง เหมือน corset ธรรมชาติ ท่า Plank, Vacuum, Dead Bug กระตุ้นได้ดี ถ้าฝึกมัดนี้แข็งแรง เอวจะเล็กลง หน้าท้องแบน หลังไม่ปวด นักกีฬาระดับสูงเน้นฝึกมัดนี้มาก ผลจะเห็นในเดือนที่ 2–3 ทั้งที่ไม่ได้ลดน้ำหนัก

15. เอวด้านหลัง (Quadratus Lumborum)

อยู่ข้างกระดูกสันหลังส่วนล่าง ท่า Side Bend, Suitcase Carry, Side Plank โดนดี คนที่นั่งนาน มัดนี้มักตึงข้างเดียว ทำให้สะโพกเอียง ต้องฝึกสองข้างเท่ากัน ไม่งั้นสะโพกจะเบี้ยวถาวร

16. Multifidus รอบกระดูกสันหลัง

เป็นมัดเล็ก ๆ พยุงกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ท่า Bird Dog, Superman, Bridge กระตุ้นได้ดี ถ้าอ่อนแรงจะเป็นสาเหตุปวดหลังเรื้อรัง ต้องฝึกเบา ๆ ทุกวัน วันละ 5 นาทีก็เห็นผล

สะโพก ต้นขา น่อง กล้ามเนื้อ ส่วนล่าง 11 มัดหลัก

ส่วนล่าง 11 มัดหลักครอบคลุม สะโพก 3 มัด (Gluteus Maximus, Medius, Minimus) ต้นขาด้านหน้า Quadriceps, หลังต้นขา Hamstrings, ต้นขาด้านใน Adductors, ต้นขาด้านข้าง TFL, น่อง Gastrocnemius และ Soleus หน้าแข้ง Tibialis Anterior ท่าหลักคือ Squat, Deadlift, Lunge

สะโพก ต้นขา น่อง กล้ามเนื้อ ส่วนล่าง 11 มัดหลัก

17. สะโพกใหญ่ (Gluteus Maximus)

เป็นมัดที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ท่า Squat, Hip Thrust, Romanian Deadlift โดนดีที่สุด สะโพกกลมได้รูปคือสัญลักษณ์ของหุ่นที่ดี ทั้งเรื่องความสวยงามและประสิทธิภาพการเคลื่อนไหว ผู้หญิงหลายคนอยากได้ก้นเด้ง ต้องเน้น Hip Thrust เป็นพิเศษ

18. สะโพกด้านข้าง (Gluteus Medius)

ทำหน้าที่พยุงสะโพกไม่ให้เอียงตอนเดินหรือวิ่ง ท่า Side-lying Leg Lift, Clamshell, Lateral Band Walk โดนตรง คนที่วิ่งแล้วเข่าเจ็บมักเป็นเพราะมัดนี้อ่อนแรง ต้องฝึกก่อนเพิ่มระยะวิ่ง ไม่งั้นเข่าจะพังจากการชดเชยแรงที่ผิดจุด ฝึกวันละ 10 นาที ก็ช่วยได้เยอะ อย่ามองข้ามมัดเล็ก ๆ เหล่านี้

19. สะโพกลึก (Gluteus Minimus)

เป็นมัดเล็กใต้ Gluteus Medius ทำหน้าที่คล้ายกัน ท่าเดียวกันกระตุ้นได้พร้อมกัน ไม่ต้องแยกฝึก แต่ก็อย่าละเลย

20. ต้นขาด้านหน้า (Quadriceps)

ประกอบด้วย 4 หัวคือ Rectus Femoris, Vastus Lateralis, Vastus Medialis, Vastus Intermedius ท่า Squat, Leg Press, Leg Extension, Lunge โดนดี ถ้าอยากได้ต้นขาใหญ่ต้องเน้นน้ำหนักหนัก 6–10 reps และท่าที่ใช้ช่วง range of motion เต็ม การย่อลึกกว่าขนานพื้นจะกระตุ้น Quads ได้ดีที่สุด

21. ต้นขาด้านหลัง (Hamstrings)

ประกอบด้วย 3 มัด Biceps Femoris, Semitendinosus, Semimembranosus ท่า Romanian Deadlift, Leg Curl, Nordic Curl โดนตรง คนที่ Hamstrings อ่อนเสี่ยงบาดเจ็บเข่าและปวดหลังส่วนล่าง นักวิ่งควรเน้นฝึกมัดนี้เป็นพิเศษเพราะเป็นสาเหตุการบาดเจ็บอันดับต้น ๆ

22. ต้นขาด้านใน (Adductors)

ทำหน้าที่หุบขาเข้า ท่า Sumo Squat, Cable Adduction, Copenhagen Plank โดนดี คนที่ Adductors อ่อนจะรู้สึกไม่มั่นคงตอนเดินหรือเปลี่ยนทิศ นักเตะฟุตบอลชอบบาดเจ็บมัดนี้จนต้องพักยาว

23. ต้นขาด้านข้าง (Tensor Fasciae Latae)

อยู่ด้านข้างสะโพก ทำหน้าที่กางขาออก ท่า Side Step with Band, Fire Hydrant กระตุ้นได้ดี คนที่ TFL ตึงจะปวดข้างเข่า (IT Band Syndrome) ต้องยืดร่วมกับการฝึก

24. น่องด้านนอก (Gastrocnemius)

เป็นมัดน่องใหญ่ ท่า Standing Calf Raise โดนตรง ต้องยืดสุดและบีบสุด range เต็มถึงจะโต หลายคนทำแค่ครึ่ง range เลยไม่เห็นผล

25. น่องด้านใน (Soleus)

อยู่ใต้ Gastrocnemius ท่า Seated Calf Raise โดนดีที่สุด เพราะเข่างอทำให้ Gastrocnemius หย่อน Soleus ต้องรับภาระเต็ม เป็นเคล็ดลับที่ทำให้น่องดูตันจริงจัง

26. หน้าแข้ง (Tibialis Anterior)

เป็นมัดที่หลายคนลืมฝึก ทำหน้าที่ดึงปลายเท้าขึ้น ท่า Tibialis Raise, Toe Raise โดนตรง คนที่วิ่งแล้ว Shin Splint (เจ็บหน้าแข้ง) มักเพราะมัดนี้อ่อน ต้องฝึกก่อนเพิ่มระยะวิ่ง

27. Sartorius ต้นขาด้านในเฉียง

เป็นมัดยาวที่สุดในร่างกาย พาดจากสะโพกด้านหน้ามาถึงเข่าด้านใน ท่า Cossack Squat, Reverse Lunge กระตุ้นได้ ไม่ต้องแยกฝึกก็โตตามได้ถ้าฝึกท่าใหญ่

หลักการฝึก สร้างกล้ามเนื้อ ให้โตจริง (Hypertrophy)

จะโตต้องมี 4 องค์ประกอบ คือ Mechanical Tension (แรงตึง), Metabolic Stress (การสะสมของเสีย), Muscle Damage (ความเสียหายเล็ก ๆ), และ Progressive Overload (การเพิ่มแรงต้าน) ไม่ใช่แค่ยกให้เมื่อย แต่ต้องมีระบบและวัดผลได้

คำถามที่ผมโดนถามบ่อยที่สุดคือ "ทำไมฝึกทุกวันไม่โต" คำตอบมักเป็นข้อใดข้อหนึ่งใน 4 หลักการนี้ ถ้าเข้าใจแล้วนำไปใช้ ปีเดียวหุ่นเปลี่ยนได้อย่างชัดเจน

Progressive Overload คือหัวใจของการฝึก

ร่างกายจะโตต่อเมื่อเจอแรงต้านที่มากกว่าที่มันเคยเจอ ถ้าคุณยกน้ำหนักเท่าเดิม เซ็ทเท่าเดิม เรพเท่าเดิม ทุกสัปดาห์ ร่างกายก็จะปรับตัวจนหยุดโต วิธีเพิ่ม Overload มี 5 ทาง คือ เพิ่มน้ำหนัก, เพิ่มเรพ, เพิ่มเซ็ท, ลดเวลาพัก, เพิ่มความยากของท่า ผมแนะนำให้จดสมุดฝึกทุกครั้ง จะเห็นความก้าวหน้าเป็นตัวเลขชัดเจน

Volume ที่เหมาะสมต่อกลุ่ม

งานวิจัยชี้ว่าแต่ละมัดต้องการ Volume 10–20 เซ็ทต่อสัปดาห์เพื่อให้โตอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าน้อยกว่า 10 เซ็ทอาจไม่พอ ถ้ามากกว่า 20 เซ็ทอาจเกิด Overtraining ผู้เริ่มต้นควรเริ่มที่ 10 เซ็ท ผู้ฝึกกลางเพิ่มเป็น 15 เซ็ท ผู้ฝึกสูงอาจถึง 20 เซ็ทได้ อย่ากระโดดจาก 10 ไป 20 ทันที ต้องค่อย ๆ ปรับ

Rep Range สำหรับ Hypertrophy

ช่วงเรพที่ทำให้โตดีที่สุดคือ 6–12 เรพต่อเซ็ท ที่น้ำหนัก 65–85% ของ 1RM แต่ก็ควรฝึกทั้ง 3 ช่วงคือ Strength (3–5 เรพ), Hypertrophy (6–12), Endurance (15–25) เพื่อกระตุ้นเส้นใยให้ครบทุกประเภท เส้นใย Type I ตอบสนองต่อเรพสูง Type II ตอบสนองต่อน้ำหนักหนัก

โปรแกรมตัวอย่าง ฝึกครบทั้งตัว 3–5 วันต่อสัปดาห์

ผู้เริ่มต้นควรใช้ Full-body 3 วัน/สัปดาห์ ผู้ฝึกกลางใช้ Upper/Lower 4 วัน ผู้ฝึกสูงใช้ Push/Pull/Legs 5–6 วัน สำคัญคือ เว้นวันพักให้ร่างกายฟื้นตัว 48 ชั่วโมง ต่อกลุ่ม

ระดับโปรแกรมวัน/สัปดาห์เหมาะกับ
ผู้เริ่มต้นFull-body3 วัน (จ พ ศ)0–6 เดือน
ผู้ฝึกกลางUpper/Lower4 วัน (จ อ พฤ ศ)6 เดือน–2 ปี
ผู้ฝึกสูงPush/Pull/Legs5–6 วัน2 ปีขึ้นไป
นักกีฬาBody-part Split5–6 วัน3 ปีขึ้นไป

ตัวอย่างโปรแกรม Full-body สำหรับผู้เริ่มต้น

วันจันทร์: Squat 3x8, Bench Press 3x8, Bent-over Row 3x8, Overhead Press 3x8, Plank 3x30 วิ

วันพุธ: Deadlift 3x5, Push-up 3x10, Lat Pulldown 3x10, Lateral Raise 3x12, Russian Twist 3x15

วันศุกร์: Lunge 3x10, Dumbbell Bench Press 3x10, Seated Row 3x10, Curl 3x12, Triceps Extension 3x12

โปรแกรมนี้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ใช้เวลา 45–60 นาทีต่อวัน เหมาะกับคนงานประจำที่ไม่มีเวลาไปยิม 5 วัน ถ้าฝึกได้ 3 วันต่อสัปดาห์อย่างสม่ำเสมอ 6 เดือน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ทั้งน้ำหนักที่ยกได้และรูปร่างที่ดูเปลี่ยน

ตัวอย่างโปรแกรม Upper/Lower สำหรับผู้ฝึกกลาง

Upper (จันทร์ พฤหัส): Bench Press 4x8, Barbell Row 4x8, Overhead Press 3x10, Lat Pulldown 3x10, Curl 3x12, Triceps Extension 3x12

Lower (อังคาร ศุกร์): Squat 4x8, Romanian Deadlift 4x8, Leg Press 3x12, Leg Curl 3x12, Calf Raise 4x15, Plank 3x45 วิ

โปรแกรมนี้ให้ Volume ที่เพียงพอสำหรับ Hypertrophy ระดับกลาง ฝึก 4 วันต่อสัปดาห์ พักฟื้นเพียงพอ ผลจะเห็นชัดในเดือนที่ 2–3 ถ้ากินโปรตีนถึง 1.8–2.0 กรัมต่อกก. ทุกวัน

โภชนาการและการพักฟื้น

จะโตต่อเมื่อได้พักและได้สารอาหารพอ กินโปรตีน 1.6–2.2 กรัม/กก./วัน แคลอรี่ Surplus 200–500 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน นอน 7–9 ชั่วโมง พักกลุ่มเดิม 48–72 ชั่วโมง

การฝึกหนักโดยไม่พักและไม่กินให้พอเป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้ไม่โต ผมเห็นผู้ฝึกจำนวนมากยกหนักทุกวัน แต่ยังผอมแห้ง เพราะเข้าใจผิดว่าการฝึกคือปัจจัยหลัก ความจริงร่างกายโตตอนพัก ไม่ใช่ตอนฝึก

โปรตีน 1.6–2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก.

คนหนัก 70 กก. ต้องการโปรตีน 112–154 กรัม/วัน แบ่งกิน 4–5 มื้อ มื้อละ 25–40 กรัม จะดูดซึมได้ดีที่สุด แหล่งโปรตีนคุณภาพ เช่น อกไก่, ปลา, ไข่, เนื้อวัวไม่ติดมัน, เต้าหู้, เวย์โปรตีน ถ้ากินไม่ทัน วัตถุดิบสร้างไม่พอ จะไม่โต

คาร์โบไฮเดรตและไขมันดี

คาร์บช่วยให้มีพลังฝึกและฟื้นตัว กินประมาณ 3–5 กรัม/กก./วัน ไขมันดีช่วยผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการสร้างมวลกล้าม กินประมาณ 0.8–1.0 กรัม/กก./วัน ที่มาจากอโวคาโด น้ำมันมะกอก ปลาแซลมอน ถั่ว

การนอนและการพัก

นอน 7–9 ชั่วโมงต่อคืน เป็นช่วงที่ Growth Hormone หลั่งสูงสุด ร่างกายซ่อมและโตเต็มที่ ถ้านอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง จะไม่โต ไม่ว่าฝึกหนักแค่ไหน คนที่นอนคุมได้ 8 ชั่วโมงเห็นผลเร็วกว่าคนที่นอน 5 ชั่วโมงถึง 2 เท่า

ข้อควรระวัง: อย่าฝึกกลุ่มเดิมทุกวัน มันต้องการเวลาซ่อมแซม 48–72 ชั่วโมง ถ้าฝึกก่อนหายเจ็บ จะไม่โตและเสี่ยงบาดเจ็บสะสม จนต้องหยุดพักยาวเป็นเดือน กลายเป็นเสียเวลากว่าเดิม

ประเภท เส้นใย กล้ามเนื้อ 3 ชนิดที่ต้องรู้

กล้ามเนื้อ ในร่างกายมี เส้นใย 3 ประเภทหลัก คือ Type I (Slow-twitch ทน แต่แรงน้อย) Type IIa (Fast-twitch ระดับกลาง) Type IIx (Fast-twitch แรงสุด แต่ล้าเร็ว) การฝึกที่ต่างกันกระตุ้น เส้นใย ต่างชนิดกัน

คนที่ฝึก สร้างกล้ามเนื้อ มานานแต่ยังไม่เข้าใจเรื่อง เส้นใย ทั้ง 3 ประเภท จะพลาดโอกาสพัฒนาศักยภาพสูงสุด เพราะ เส้นใย แต่ละชนิดตอบสนองต่อการฝึกไม่เหมือนกัน วิ่งมาราธอนกับยกน้ำหนักไม่ได้กระตุ้น เส้นใย เหมือนกัน ต้องผสมทั้งสองแบบเพื่อพัฒนาครบทุกด้าน

Type I (Slow-twitch) เป็น เส้นใย สีแดงเข้ม มี mitochondria เยอะ ใช้ออกซิเจนเป็นแหล่งพลังงาน ทำงานได้นานโดยไม่ล้า เหมาะกับกิจกรรมความอดทน เช่น วิ่งระยะไกล ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ กระตุ้นด้วยการฝึกเรพสูง 15–25 เรพ ที่น้ำหนักเบา

Type IIa (Fast-twitch intermediate) เป็น เส้นใย สีชมพู มีทั้ง mitochondria และไกลโคเจน ทำงานได้ทั้งแบบใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ กระตุ้นด้วยการฝึก 6–12 เรพ ที่น้ำหนัก 65–85% ของ 1RM นี่คือช่วง Hypertrophy คลาสสิกที่นักเพาะกายใช้

Type IIx (Fast-twitch pure) เป็น เส้นใย สีขาว ให้แรงสูงสุดแต่ล้าเร็วมาก ใช้พลังงานจาก creatine phosphate กระตุ้นด้วยการฝึก 1–5 เรพ ที่น้ำหนัก 85%+ ของ 1RM เหมาะกับการฝึก Powerlifting นักกีฬาระเบิดพลัง

5 ความเชื่อผิดเรื่อง การฝึก สร้างกล้ามเนื้อ ที่ควรลืม

ความเชื่อผิดที่ทำร้ายผู้ฝึกมากที่สุดคือ ต้องเจ็บถึงจะโต ต้องกินโปรตีนภายใน 30 นาทีหลังฝึก ผู้หญิงฝึกเวทจะบึกบึน กินไขมันจะอ้วน และ ยิ่งฝึกบ่อยยิ่งดี ทั้งหมดนี้ไม่ตรงกับงานวิจัยใหม่

5 ความเชื่อผิดเรื่อง การฝึก สร้างกล้ามเนื้อ ที่ควรลืม

ความเชื่อ 1: ต้องเจ็บถึงจะโต ความจริง กล้ามเนื้อ จะโตจาก Mechanical Tension ไม่ใช่ความเจ็บ (DOMS) หลายคนที่ไม่เจ็บเลยยังโตดีมาก เพราะฟอร์มดีและ Overload ต่อเนื่อง

ความเชื่อ 2: ต้องกินโปรตีนใน 30 นาทีหลังฝึก ความจริง Protein Timing ไม่สำคัญเท่าที่คนคิด งานวิจัยใหม่ชี้ว่ากินโปรตีนกระจายทั้งวันสำคัญกว่าเวลาเฉพาะ ไม่ต้องรีบเสียเงินซื้อ post-workout shake ถ้ามื้อถัดไปกินได้ภายใน 3–4 ชั่วโมง

ความเชื่อ 3: ผู้หญิงฝึกเวทแล้วจะบึกบึน ความจริง ผู้หญิงมี Testosterone ต่ำกว่าผู้ชาย 10–15 เท่า สร้างกล้ามเนื้อ ช้ากว่ามาก ฝึกเวทหนักได้เต็มที่ ไม่มีทางบึกบึนแบบผู้ชาย เว้นแต่จะฉีดฮอร์โมน

ความเชื่อ 4: กินไขมันจะอ้วน ความจริง ไขมันดีจำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมน ผู้ที่ตัดไขมันหมดจะฮอร์โมนตก สร้างกล้ามเนื้อ ช้าลง ควรกินไขมันดี 0.8–1.0 กรัม/กก./วัน

ความเชื่อ 5: ยิ่งฝึกบ่อยยิ่งดี ความจริง กล้ามเนื้อ โตตอนพัก ถ้าฝึกทุกวันโดยไม่พัก จะ Overtrain เจ็บง่าย และก้าวหน้าช้ากว่าคนที่ฝึก 3–4 วันแบบมีคุณภาพ

วิธีวัดผลและติดตามความก้าวหน้าของ กล้ามเนื้อ

วัดผลด้วย 3 ตัวชี้วัดหลัก คือ น้ำหนักที่ยกได้ (Strength), ขนาดรอบวง (Circumference), และ Body Composition (ไขมัน/มวลกล้าม) จดทุกสัปดาห์ ถ่ายรูปทุกเดือน เห็นความก้าวหน้าที่วัดได้จริง

คนที่ฝึกโดยไม่วัดผลจะไม่รู้ว่าตัวเองพัฒนาหรือไม่ ผมแนะนำให้จดสมุดฝึกทุกครั้ง บันทึกน้ำหนักที่ยก จำนวนเรพ เซ็ท และวันที่ ทุก 4 สัปดาห์เปิดสมุดดูย้อนหลัง จะเห็นว่า กล้ามเนื้อ แข็งแรงขึ้นเท่าไร ถ้าไม่ก้าวหน้าก็รู้ว่าต้องปรับอะไร

วัดรอบวง อก แขน สะโพก ต้นขา ทุก 4 สัปดาห์ ด้วยสายวัด บันทึกเลขที่แน่นอน อย่าเชื่อสายตาอย่างเดียว หลายคนคิดว่าไม่โตเพราะเห็นตัวเองทุกวัน แต่พอเทียบเลขแล้วกลับพบว่าโตชัดเจน สายวัดที่ดีต้องเป็นสายผ้าที่ไม่ยืด ราคาไม่กี่สิบบาท แต่ให้ข้อมูลที่ตรงและวัดผลได้จริง วัดตรงจุดเดิมทุกครั้ง เช่น รอบต้นแขนวัดตรงจุดที่แขนใหญ่ที่สุดเวลาเกร็ง จะได้เลขที่เปรียบเทียบกันได้

ถ่ายรูปตัวเองด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ทุก 4 สัปดาห์ ใช้แสงเดียวกัน ท่าเดียวกัน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของ กล้ามเนื้อ ได้ชัดกว่าการดูกระจกทุกวัน สัดส่วนไขมัน (Body Fat %) ใช้ Skinfold Caliper หรือเครื่อง InBody วัดทุก 8 สัปดาห์ก็พอ

7 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ กล้ามเนื้อ ไม่โต

7 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ กล้ามเนื้อ ไม่โตคือ กินไม่พอ, นอนน้อย, ฝึกท่าเดิมไม่เพิ่ม Overload, ฟอร์มไม่ดี, ฝึกกลุ่มเดิมทุกวัน, ทำแต่ Cardio, เปลี่ยนโปรแกรมบ่อย

  1. กินโปรตีนและแคลอรี่ไม่พอ ต้องการวัตถุดิบสร้าง ถ้ากินไม่ถึงเป้าจะไม่โตไม่ว่าฝึกหนักแค่ไหน คนอยากลดไขมันพร้อมสร้างมวลกล้ามต้องคุมโปรตีนสูง ๆ แม้ในช่วง cutting
  2. นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง Growth Hormone ผลิตช่วงหลับลึก ถ้านอนน้อย สร้างช้ามาก คนที่ทำงานกะกลางคืนต้องระวังเป็นพิเศษ
  3. ยกน้ำหนักเท่าเดิมทุกสัปดาห์ ต้องมี Progressive Overload ร่างกายจะปรับตัวถ้าไม่เพิ่มความยาก แม้เพียงเรพเดียวต่อสัปดาห์ก็ถือว่าก้าวหน้า
  4. ฟอร์มไม่ดี ยืมโมเมนตัม จะไม่โดนมัดเป้าหมาย เสี่ยงเจ็บด้วย ต้องยอมลดน้ำหนักลง แล้วโฟกัสฟอร์มก่อน
  5. ฝึกกลุ่มเดิมทุกวัน ไม่ให้เวลาซ่อม ทำให้เสียหายสะสมและ overtrain
  6. ทำแต่ Cardio ไม่มี Resistance Training Cardio ช่วยเผาไขมัน แต่ไม่สร้างมวลกล้าม ต้องเสริมด้วยเวทเทรนนิ่ง
  7. เปลี่ยนโปรแกรมทุก 2 สัปดาห์ ต้องการเวลาปรับตัว 6–8 สัปดาห์ต่อโปรแกรม จึงจะเห็นผล การเปลี่ยนเร็วเกินทำให้ไม่เห็นความก้าวหน้าจริง

อุปกรณ์บ้านที่ครอบคลุมการฝึกทุกมัด

อุปกรณ์บ้านที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับฝึกครบทุกมัดคือ ดัมเบลปรับน้ำหนัก + ม้านั่งเวท + บาร์โหน + ยางยืด รวมประมาณ 8,000–20,000 บาท ครอบคลุมการฝึก 27 มัดได้จริง

อุปกรณ์ฝึกกลุ่มไหนราคา (บาท)
ดัมเบลปรับน้ำหนัก 2–24 กก.อก หลัง ไหล่ แขน ขา3,500–8,500
ม้านั่งเวทปรับได้อก ไหล่ หลัง แขน2,500–6,000
บาร์โหน (Doorway Pull-up Bar)หลัง แขน แกนกลาง500–2,000
ยางยืด Resistance Bands ชุดทุกกลุ่ม500–1,500
Power Rack + Barbell (ระดับสูง)ทั้งตัว15,000–40,000

เริ่มจากดัมเบลปรับน้ำหนักและม้านั่งเวทก่อน ครอบคลุม 80% ของท่าที่ต้องใช้ ถ้าฝึกเป็นปีแล้วจริงจัง ค่อยเพิ่ม Power Rack ทีหลัง งบประมาณเริ่มต้นประมาณ 8,000 บาทก็เริ่มฝึกจริงจังได้แล้ว ผู้เริ่มต้นไม่ต้องซื้อครบทั้งเซ็ตในครั้งเดียว ค่อย ๆ ทยอยเพิ่มตามระดับที่ฝึกจริง ประหยัดเงินได้เยอะและไม่มีอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้เก็บฝุ่นอยู่ที่บ้าน

ทดลองเครื่องฝึกครบทุกมัดที่ REAL GYM ฟรี 3 วัน

ก่อนซื้ออุปกรณ์ ลองไปสัมผัสของจริงก่อน REAL GYM มีเครื่องฝึกครบทุกส่วน ทั้งเครื่อง compound และ isolation พร้อมเทรนเนอร์ที่วางโปรแกรมให้เหมาะกับเป้าหมายของคุณ ทดลองฟรี 3 วันเต็มที่สาขา

  • สาขาซาฟารีเวิลด์
  • สาขาพระราม 5
  • สาขาสุขาภิบาล 5
  • สาขาอุดมสุข
  • สาขาแจ้งวัฒนะ
  • สาขาสายไหม
  • สาขาเลียบทางด่วน

จองทดลองฟรี ที่ REAL GYM →

คำถามที่พบบ่อยเรื่องการฝึก กล้ามเนื้อ (FAQ)

1. กล้ามเนื้อ ในร่างกายมนุษย์มีกี่มัด?
มนุษย์มีมัดกล้ามประมาณ 650–850 มัด แต่ในมุมของการออกกำลังกายเราสนใจ 27 มัดหลัก ที่ครอบคลุมการเคลื่อนไหวใหญ่ทั้งหมด แบ่งเป็นส่วนบน กลาง และล่าง
2. ต้องฝึกกี่วันถึงจะโต?
จะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดหลังฝึกอย่างสม่ำเสมอ 6–8 สัปดาห์ ต้องฝึก 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ พักฟื้น 48 ชั่วโมงต่อกลุ่ม และกินโปรตีนพอ
3. มัดไหนสำคัญที่สุด?
แกนกลาง (Core) สำคัญที่สุด เพราะพยุงกระดูกสันหลัง ถ่ายพลังงานระหว่างส่วนบนและส่วนล่าง ถ้า Core อ่อน จะปวดหลังและเสี่ยงบาดเจ็บทุกกิจกรรม
4. ต้องกินโปรตีนวันละเท่าไรถึงจะสร้างมวลกล้ามได้?
1.6–2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน แบ่ง 4–5 มื้อ มื้อละ 25–40 กรัม คนหนัก 70 กก. ต้องการโปรตีนประมาณ 112–154 กรัมต่อวัน
5. ทำไมเจ็บหลังฝึก?
เกิดจาก DOMS (Delayed Onset Muscle Soreness) คืออาการอักเสบเล็ก ๆ จากการฝึกหนักกว่าปกติ มักเจ็บ 24–72 ชั่วโมง เป็นเรื่องปกติ ไม่อันตราย
6. ยืดควรทำก่อนหรือหลังฝึก?
ก่อนฝึกให้ทำ Dynamic Stretching เพื่ออบอุ่นร่างกาย หลังฝึกทำ Static Stretching เพื่อผ่อนคลายและเพิ่มความยืดหยุ่น
7. อายุมากขึ้นสร้างมวลกล้ามได้ไหม?
สร้างได้ครับ แม้อายุ 60–70 ปียังฝึกให้โตได้ ถ้าฝึกถูกวิธีและกินโปรตีนพอ อาจช้ากว่าคนหนุ่ม 20–30% แต่ยังพัฒนาได้จริง
8. ควรฝึกมัดเดิมทุกวันไหม?
ไม่ควร ร่างกายต้องการเวลาซ่อม 48–72 ชั่วโมง ควรสลับกลุ่ม เช่น จันทร์ อก อังคาร ขา พุธ หลัง เป็นต้น จะโตเร็วกว่าและเสี่ยงบาดเจ็บน้อยกว่า
9. น้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับฝึกคือเท่าไร?
เริ่มที่ 60–70% ของน้ำหนักสูงสุดที่ยกได้ (1RM) ทำ 8–12 เรพต่อเซ็ท 3–4 เซ็ทต่อท่า ค่อยเพิ่มน้ำหนักเมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น โดยรักษาฟอร์มถูกต้อง
10. นอนน้อยส่งผลอย่างไร?
นอนน้อยกว่า 6 ชม. ทำให้ Cortisol สูง Growth Hormone ต่ำ ซ่อมช้า สร้างช้า แถมเสี่ยงบาดเจ็บ ควรนอน 7–9 ชั่วโมงเป็นประจำ

เริ่มปั้นหุ่นทั้ง 27 มัดที่บ้านวันนี้ ดัมเบลปรับน้ำหนักคู่เดียวเล่นได้ครบทั้งตัว ประหยัดพื้นที่ ประหยัดเงิน เหมาะกับผู้ฝึกทุกระดับ พร้อมส่งฟรีทั่วประเทศ

สรุป: พัฒนา สร้างกล้ามเนื้อ 27 มัดอย่างสมดุล

ทั้ง 27 มัดที่คุณเพิ่งอ่านจบ ไม่ได้ต้องฝึกครบในวันเดียว แต่ควรวางแผนให้ครอบคลุมภายใน 1 สัปดาห์ หัวใจสำคัญคือ เข้าใจแต่ละมัดว่าโดนท่าไหน ฝึกให้ถูกฟอร์ม เพิ่ม Progressive Overload สม่ำเสมอ พักให้พอ กินโปรตีนให้ถึง แล้วผลลัพธ์จะมาเป็นระบบ ไม่ต้องเดา ไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมแพง ๆ

ถ้าคุณเป็นผู้เริ่มต้น เริ่มจาก Full-body 3 วันต่อสัปดาห์ ใช้ compound exercise เป็นแกน ผ่านไป 6 เดือนค่อยแยกเป็น Upper/Lower หรือ Push/Pull/Legs พร้อมเพิ่ม Volume ให้กลุ่มที่อยากเน้น อย่าลืมวัดผลด้วยการจดน้ำหนักที่ยก เพราะถ้าไม่จด คุณจะไม่รู้ว่าตัวเองพัฒนาหรือหยุดโต

ผมขอย้ำอีกครั้ง ความสม่ำเสมอชนะทุกโปรแกรม การฝึก กล้ามเนื้อ วันละนิด ทุกวัน จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการฝึกหนักแค่วันเดียวแล้วหายไปเดือน ขอให้คุณสนุกกับการฝึก และมีร่างกายที่แข็งแรงติดตัวไปจนแก่

สุดท้าย อย่าลืมว่า การพัฒนา สร้างกล้ามเนื้อ ทั้ง 27 มัด เป็นการเดินทางระยะยาว ไม่ใช่การแข่ง 100 เมตร คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ทำต่อเนื่อง 1 ปี 2 ปี 5 ปี ไม่ใช่คนที่ฝึกหนักเดือนเดียวแล้วเลิก ผมเห็นผู้ฝึกที่เริ่มจากศูนย์ ทำต่อเนื่อง 3 ปี ตอนนี้กลายเป็นเทรนเนอร์สอนคนอื่นได้แล้ว จุดเริ่มต้นสำคัญที่สุด อย่ารอให้พร้อม ให้เริ่มเลย แล้วปรับระหว่างทาง

อ่านต่อ บทความที่เกี่ยวข้อง


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด




ติดต่อเรา ร้านขายเครื่องออกกำลังกาย Homefittools