คำถามที่โค้ชโดนถามบ่อยที่สุดเวลาเปิดคลาสนี้คือ เต้นแล้วก้นขึ้นจริงไหม คำตอบสั้น ๆ คือ ทเวิร์คทำให้ก้นตึงขึ้น ควบคุมสะโพกได้ดีขึ้น และเผาผลาญได้ระดับคาร์ดิโอปานกลางถึงหนัก แต่แรงต้านของมันต่ำเกินกว่าจะสร้างมวลกล้ามเนื้อก้นให้ใหญ่ขึ้นแบบที่หลายคนหวัง ถ้าอยากได้ทรงก้นที่เปลี่ยนจริง ต้องมีแรงต้านเข้ามาช่วย
บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อขายภาพสวย แต่เขียนเพื่อบอกว่าการเต้นแบบนี้ให้อะไรกับร่างกายบ้าง กล้ามเนื้อมัดไหนทำงานจริงและทำงานที่กี่เปอร์เซ็นต์ เผาผลาญกี่แคลอรี่ตามน้ำหนักตัว ต้องวอร์มอัพยังไงไม่ให้ปวดหลังส่วนล่าง และถ้าจะให้ก้นขึ้นจริงต้องเติมอะไรเข้าไปในตาราง
อ่านแบบเร่งด่วน เต้น 20 นาทีเผาผลาญประมาณ 110 ถึง 200 แคลอรี่ตามน้ำหนักตัวและความเข้มข้น กล้ามเนื้อ gluteus maximus ทำงานราว 20 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ของแรงสูงสุด ซึ่งอยู่ใต้เกณฑ์การสร้างกล้ามเนื้อ ถ้าเป้าหมายคือกระชับก้นให้เห็นทรง ให้ใช้มันเป็นคาร์ดิโอ แล้วเสริม hip thrust สัปดาห์ละ 2 วัน
ทเวิร์คคือคาร์ดิโอที่โฟกัสสะโพก ไม่ใช่เวทเทรนนิ่ง มันดีกับการเผาผลาญ การควบคุมแกนกลาง และความมั่นใจ แต่ไม่ใช่ทางลัดสู่ก้นใหญ่
การ เต้นทเวิร์ค ไม่ใช่เพียงเทรนด์การเต้นปลุกกระแสจากเหล่าเกิร์ลกรุ๊ป แต่ถือเป็นวิถีการออกกำลังกายยุคใหม่ที่มาแรงซึ่งช่วยสลายไขมันและกระชับทรวดทรงสะโพกที่ลดยากได้มีประสิทธิภาพ ทั้งยังได้รับความนิยมอย่างสูงจนเข้าสู่ธุรกิจฟิตเนสจนกลายเป็นคลาส เต้นทเวิร์ค โดยเฉพาะที่เห็นเช่นทุกวัน หากคุณต้องการรู้เกี่ยวกับ Twerking Dance Exercise มากขึ้น ตอบทุกประเด็นข้อสงสัยพร้อมพาคุณก้าวข้ามขอบกั้นทางสังคมได้ไร้ข้อจำกัดไปพร้อมกัน
ถ้าคุณอยากลองสัมผัส “พลังของทเวิร์ค” ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่ดูผ่านหน้าจอ ตอนนี้ REAL GYM เปิดคลาส Twerk Dance ให้คุณได้ลองเต้นจริง พร้อมเทรนเนอร์สอนอย่างใกล้ชิด ฝึกความมั่นใจ พร้อมเผาผลาญไขมันสะโพกที่หลายคนบอกว่า “ลดยาก” ให้กลายเป็นเรื่องสนุก! ทดลองเล่นฟิตเนสฟรี 3 วันเต็ม ที่ 5 สาขา: ซาฟารีเวิลด์, พระราม 5, สุขาภิบาล 5, สายไหม, เลียบทางด่วน
อยากรู้ว่าทเวิร์คแล้วได้ผลแค่ไหน? ทดลองคลาสจริงกับเรา คลิกเลย!
ทเวิร์คถูกพัฒนาจากท่าเต้นฮิปฮอปสู่คลาสออกกำลังกายที่โฟกัสสะโพก ต้นขา และแกนกลาง จุดขายคือเผาผลาญสูงในเวลาสั้นและสนุกพอที่จะทำต่อเนื่องได้
การ เต้นทเวิร์ค (Twerking Dance) เป็นการเต้นออกกำลังกายรูปแบบหนึ่งซึ่งนักวิทยาศาสตร์การกีฬาจาก University of Brighton ได้คิดค้นเพื่อเน้นบริหารส่วนสะโพก ต้นขาและแกนกลางลำตัวให้เผาผลาญได้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้การ เต้นทเวิร์ค ในช่วงแรกเป็นเพียงท่วงท่าการเต้นสไตล์ฮิปฮอปที่เคยโด่งดังในช่วงยุค 90 ก่อนถูกหยิบมาใช้และพัฒนาต่อยอดจากศิลปินตัวแม่จากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็น Miley Cyrus, Nicki Minaj, Jennifer Lopez จนกลายเป็นคลาสออกกำลังกายที่เสน่ห์เฉพาะตัว
บทความที่น่าสนใจ : 8 ท่าออกกำลังกายลดสะโพกใหญ่
จังหวะ bounce ใช้ gluteus maximus เป็นตัวหลัก แต่ใช้ที่ระดับ 20 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ของแรงสูงสุดเท่านั้น ต่ำกว่า hip thrust ที่ทำได้ถึง 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์
%MVC หรือ Maximum Voluntary Contraction คือตัวเลขที่นักวิทยาศาสตร์การกีฬาใช้บอกว่ากล้ามเนื้อมัดหนึ่งทำงานหนักกี่เปอร์เซ็นต์ของแรงสูงสุดที่มันทำได้ ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งมีโอกาสกระตุ้นให้กล้ามเนื้อโตขึ้น งาน EMG ของ Bret Contreras และคณะปี 2015 วัดได้ว่า barbell hip thrust ดัน gluteus maximus ขึ้นไปแตะราว 69 เปอร์เซ็นต์ MVC ขณะที่ back squat อยู่ราว 29 เปอร์เซ็นต์
ท่านี้ใช้น้ำหนักตัวล้วนและช่วงการเคลื่อนไหวของสะโพกที่สั้น จังหวะ bounce เกิดจากการกระดกเชิงกรานไปหน้าและหลังเร็ว ๆ ไม่ได้ยกน้ำหนักตัวขึ้นต้านแรงโน้มถ่วงเหมือนสควอทหรือ hip thrust ตัวเลขที่ประเมินจากรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ใกล้เคียงกันจึงตกอยู่ราว 20 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ MVC ซึ่งพอกับการทำให้กล้ามเนื้อตื่นตัวและล้า แต่ไม่พอกับการสร้างมวล
| กล้ามเนื้อ | บทบาทในท่าทเวิร์ค | %MVC โดยประมาณ | เทียบกับ hip thrust |
|---|---|---|---|
| Gluteus maximus | ดันเชิงกรานกลับจากท่าแอ่นสู่ท่าเก็บก้น เป็นตัวสร้างจังหวะ bounce | 20 ถึง 35% | 69% |
| Gluteus medius | คุมไม่ให้สะโพกทรุดข้างเดียวตอนย่อ | 15 ถึง 25% | 30 ถึง 40% |
| Erector spinae หลังล่าง | ควบคุมการแอ่นหลัง เป็นมัดที่ล้าเร็วที่สุดถ้าไม่คุมแกนกลาง | 25 ถึง 40% | 25 ถึง 35% |
| Rectus abdominis และ Transverse abdominis | ตรึงซี่โครงไม่ให้บานตามเชิงกราน | 15 ถึง 30% | 20 ถึง 30% |
| Quadriceps | ค้างท่าย่อครึ่งตลอดเพลง เป็นมัดที่แสบที่สุดในวันแรก | 25 ถึง 40% | 15 ถึง 25% |
| Hamstrings | ช่วยดึงเชิงกรานลงในจังหวะเก็บก้น | 15 ถึง 25% | 20 ถึง 30% |
คนส่วนใหญ่เต้นด้วยการแอ่นหลังแทนการใช้ก้น ผลคือ erector spinae ทำงานมากกว่า gluteus maximus ทั้งเพลง พอครบสามเพลงก็เริ่มตึงหลังล่าง ทั้งที่ก้นแทบไม่ล้า นี่คือสัญญาณว่าคุณกำลังเอาหลังไปทำงานแทนก้น ไม่ใช่สัญญาณว่าเต้นหนักพอ
เช็กว่าคุณใช้ก้นจริงหรือใช้หลัง
การเต้นแบบนี้ทำให้ก้นตึงและควบคุมได้ดีขึ้น แต่แรงต้านต่ำกว่าเกณฑ์ hypertrophy จึงไม่แทนเวท ถ้าอยากได้ทรงก้นที่เปลี่ยนจริง ต้องมีแรงต้านที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
การสร้างกล้ามเนื้อต้องการแรงต้านที่มากพอ งานวิจัยด้าน hypertrophy ชี้ตรงกันว่าเซ็ตต้องเข้าใกล้จุดล้าจริง โดยทั่วไปคือทำได้ไม่เกิน 5 ถึง 30 ครั้งต่อเซ็ตแล้วหมดแรง และต้องเพิ่มแรงต้านขึ้นเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์ มันทำให้คุณขยับสะโพกได้เป็นร้อยครั้งต่อเพลงโดยที่ก้นยังไม่หมดแรง มันคือความทนทาน ไม่ใช่ความแข็งแรง
สิ่งที่การเต้นแบบนี้ให้ได้จริงคือการเผาผลาญไขมันโดยรวม ซึ่งทำให้สัดส่วนดูกระชับขึ้นเมื่อไขมันทั้งตัวลด บวกกับการควบคุมเชิงกรานที่ดีขึ้นจนท่าทางยืนดูดีขึ้น สองอย่างนี้รวมกันทำให้หลายคนรู้สึกว่าก้นเปลี่ยน ทั้งที่มวลกล้ามเนื้อยังเท่าเดิม
| เป้าหมาย | ทเวิร์คอย่างเดียว | ทเวิร์คบวกแรงต้าน | ระยะเวลาที่เห็นผล |
|---|---|---|---|
| เผาผลาญไขมัน | ได้ดี 110 ถึง 200 kcal ต่อ 20 นาที | ได้ดีกว่าเล็กน้อย | 6 ถึง 8 สัปดาห์ |
| ก้นตึงกระชับ | ได้ปานกลาง | ได้ดี | 4 ถึง 6 สัปดาห์ |
| ก้นใหญ่ขึ้นเห็นทรง | แทบไม่ได้ | ได้จริง | 12 ถึง 16 สัปดาห์ |
| ความทนทานสะโพก | ได้ดีมาก | ได้ดีมาก | 3 ถึง 4 สัปดาห์ |
| ความมั่นใจและอารมณ์ | ได้ทันที | ได้ทันที | สัปดาห์แรก |
เติม hip thrust สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 3 ถึง 4 เซ็ต แล้วเพิ่มน้ำหนักทุก 1 ถึง 2 สัปดาห์ ท่านี้ให้แรงตึงกับก้นสูงที่สุดในช่วงที่สะโพกเหยียดสุด ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่จังหวะ bounce ใช้ อ่านวิธีจัดท่าและตำแหน่งบาร์ได้ที่ เทคนิค hip thrust สำหรับก้นและสะโพก และถ้ายังลังเลว่าจะเลือกท่าไหน ลองเทียบกันที่ hip thrust กับสควอทต่างกันยังไง
คลาสเต้นให้เหงื่อและความสนุก แต่กล้ามเนื้อต้องการแรงต้านที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดัมบ์เบลคู่เดียววางบนสะโพกก็เริ่ม hip thrust ที่บ้านได้แล้ว ไม่ต้องรอสมัครยิม
ทเวิร์คมีรากจาก Mapouka ของแอฟริกาตะวันตกและวัฒนธรรมบาวน์ซ์ของนิวออร์ลีนส์ ไม่ใช่ท่าเต้นที่เพิ่งถูกคิดขึ้นมาเพื่อโซเชียลมีเดีย
เดิมทีการ เต้นทเวิร์ค มีที่มาจาก “Mapouka” การเต้นเข้าจังหวะเพลงแบบดั้งเดิมจากเมืองนิวออลีน โดยมีศิลปินชาวแอฟริกันอเมริกันอย่าง DJ Jubilee เป็นผู้ปลุกกระแสท่าเต้นพื้นถิ่นให้เป็นที่รู้จักและโด่งดังทั่วโลกในยุค 90 ด้วยชุดซิงเกิ้ลเพลง Do the Jubilee All
แม้ว่าการ เต้นทเวิร์ค จะได้รับเสียงวิจารณ์ว่าเป็นท่าเต้นไม่เหมาะสมในหลายประเทศก็ตาม ทว่าหากมองหยั่งลึกจะพบว่าท่วงท่าเหล่านั้นกลับสะท้อนถึงปรัชญาแห่งเสรีภาพในการแสดงออกของกลุ่มผู้หญิงผิวสีได้อย่างอิสระจนกลายเป็นชื่อ Twerk ที่เรียกอยู่ทุกวัน ซึ่งเกิดจากการกร่อนคำว่า ‘To work’ แปรเปลี่ยนทุกท่วงท่าเคลื่อนไหวให้ผสานกับการเล่นที่มีสีสันแปลกตาโดยเน้นที่การเคลื่อนไหวจากแกนกลางเป็นสำคัญ
Mapouka เป็นการเต้นพื้นเมืองของโกตดิวัวร์ที่ใช้การสั่นสะโพกเป็นแกนหลัก ก่อนจะเดินทางข้ามมหาสมุทรไปผสมกับซีนบาวน์ซ์ของนิวออร์ลีนส์ในยุค 90 แล้วกลายเป็นท่าเต้นที่เรารู้จักทุกวันนี้ จุดที่คนมักมองข้ามคือรากของมันเป็นการเต้นที่ใช้ทักษะ ต้องแยกการเคลื่อนไหวของเชิงกรานออกจากซี่โครงให้ได้ ซึ่งเป็นทักษะเดียวกับที่ครูพิลาทิสเรียกว่า pelvic dissociation
ถ้าแยกเชิงกรานกับซี่โครงไม่ออก ทุกครั้งที่คุณขยับสะโพก ซี่โครงจะขยับตาม ผลคือหลังล่างรับแรงแทน การฝึก พิลาทิส สัปดาห์ละครั้งช่วยเรื่องนี้ได้เร็วกว่าการเต้นซ้ำ ๆ อย่างเดียว
ท่าพื้นฐานคือย่อครึ่ง มือแตะเข่า แล้วสลับกระดกเชิงกรานหน้าหลัง เริ่มช้าให้ถูกก่อน แล้วค่อยเร่งจังหวะตามเพลง
1. คุณสามารถตั้งท่าทเวิร์คพื้นฐานง่าย ๆ เพียงเริ่มตั้งท่ายืนเปิดเท้าขนานกับหัวไหล่ ก่อนงอเข่าพร้อมกับโค้งหลังเล็กน้อยคล้ายท่าสควอซ (Squat) ทว่าใช้มือแตะเข่าเพื่อถ่วงสมดุลร่างกายตั้งอยู่ได้
2. จากนั้นจึงเริ่มขยับสะโพกขึ้นลงอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็น Bouncing Effect ตามจังหวะเพลงที่เลือกใช้ (ซึ่งสำหรับมือใหม่จะให้ปลอดภัยควรเรียนรู้การทำจากในคลาสเป็นอย่างดีเสียก่อน)
3. หากทำท่าพื้นฐานจนเริ่มชำนาญก็สามารถเพิ่มความท้าทายยิ่งขึ้นด้วยการทำ The Wall Twerking ด้วยท่า Handstand โดยเว้นช่องว่าง 45 องศากับกำแพงและเริ่มขยับสะโพก
คุณสามารถประยุกต์ใช้ Twerking Dance Exercise แต่ละท่าเข้าคู่กับการออกกำลังกาย Cross Training แบบอื่น เช่น Weight training, Pirates เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญให้ได้ผลสูงสุด
คนที่มีเชิงกรานเอียงไปหน้าอยู่แล้ว หรือที่เรียกกันว่าหลังแอ่น จะเจ็บหลังส่วนล่างเร็วกว่าคนอื่น วอร์มอัพ 6 นาทีนี้ปลดล็อกงอสะโพกและปลุกก้นให้ทำงานก่อนเพลงแรกจะเริ่ม
ถ้าคุณนั่งทำงานวันละ 8 ชั่วโมง กล้ามเนื้องอสะโพกจะสั้นและตึง มันจะดึงเชิงกรานให้กระดกไปข้างหน้าตลอดเวลา พอมาเต้นท่าที่ต้องแอ่นหลังเป็นจังหวะ หลังล่างจะถูกบีบซ้ำ ๆ ในช่วงที่มันแอ่นอยู่แล้ว นั่นคือเหตุผลว่าทำไมบางคนปวดหลังตั้งแต่คลาสแรก ทั้งที่ยังไม่ได้เต้นหนัก
วอร์มอัพบนพื้นแข็งคือการทำร้ายเข่าและกระดูกก้นกบโดยไม่จำเป็น เสื่อรองพื้นและแผ่นรองออกกำลังกาย หนา 8 ถึง 10 มิลลิเมตรช่วยรับแรงกดตอนคุกเข่าและตอนลงพื้นได้จริง
ยืนพิงกำแพงให้ส้นเท้า ก้น และสะบักแตะผนัง แล้วสอดมือเข้าไปที่ช่องว่างตรงเอว ถ้าสอดได้แค่ฝ่ามือแบน ๆ ถือว่าปกติ ถ้าสอดได้ทั้งกำปั้นหรือมากกว่านั้น แปลว่าเชิงกรานเอียงไปหน้ามาก คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงปวดหลังล่างจากการเต้นแบบนี้ ให้เพิ่มท่าคุมแกนกลางและยืดงอสะโพกก่อนทุกครั้ง
เต้น 20 นาทีเผาผลาญราว 79 ถึง 252 แคลอรี่ ขึ้นกับน้ำหนักตัวและความเข้มข้น คนหนัก 55 กิโลกรัมที่เต้นระดับปานกลางจะได้ประมาณ 135 แคลอรี่
ตัวเลขนี้คำนวณจากค่า MET ซึ่งเป็นหน่วยวัดความหนักของกิจกรรม การเต้นแอโรบิกจังหวะเร็วอยู่ที่ราว 7 MET ส่วนคลาสเต้นแบบนี้ที่มีทั้งจังหวะช้าและช่วงระเบิดแรงจะแกว่งอยู่ระหว่าง 5 ถึง 9 MET สูตรคือ แคลอรี่ต่อนาที เท่ากับ MET คูณ 3.5 คูณน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม แล้วหารด้วย 200
| น้ำหนักตัว | เบา 5 MET 20 นาที | ปานกลาง 7 MET 20 นาที | หนัก 9 MET 20 นาที |
|---|---|---|---|
| 45 กก. | 79 kcal | 110 kcal | 142 kcal |
| 50 กก. | 88 kcal | 123 kcal | 158 kcal |
| 55 กก. | 96 kcal | 135 kcal | 173 kcal |
| 60 กก. | 105 kcal | 147 kcal | 189 kcal |
| 70 กก. | 123 kcal | 172 kcal | 221 kcal |
| 80 กก. | 140 kcal | 196 kcal | 252 kcal |
ตัวเลข 500 แคลอรี่ต่อชั่วโมงที่คนชอบพูดถึงกันเป็นตัวเลขของคนน้ำหนักราว 70 กิโลกรัมที่เต้นระดับหนักต่อเนื่องเต็มชั่วโมงจริง ๆ ซึ่งในคลาสจริงแทบไม่มีใครทำได้ เพราะมีช่วงพัก ช่วงสอนท่า และช่วงดื่มน้ำ ให้ตั้งความคาดหวังไว้ที่ 300 ถึง 400 แคลอรี่ต่อคลาสหนึ่งชั่วโมงจะใกล้ความจริงกว่า
ถ้าอยากใช้มันแทนคาร์ดิโอ ให้จับชีพจรให้อยู่โซน 2 ถึงโซน 3 เป็นหลัก คือประมาณ 60 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด ส่วนช่วงระเบิดแรงสั้น ๆ ที่ขึ้นไปโซน 4 ควรมีแค่ 2 ถึง 3 ช่วงต่อคลาส ไม่ใช่ทั้งคลาส
| อายุ | HR สูงสุดโดยประมาณ | โซน 2 คือ 60 ถึง 70% | โซน 3 คือ 70 ถึง 80% | โซน 4 คือ 80 ถึง 90% |
|---|---|---|---|---|
| 25 ปี | 195 | 117 ถึง 137 | 137 ถึง 156 | 156 ถึง 176 |
| 30 ปี | 190 | 114 ถึง 133 | 133 ถึง 152 | 152 ถึง 171 |
| 40 ปี | 180 | 108 ถึง 126 | 126 ถึง 144 | 144 ถึง 162 |
| 50 ปี | 170 | 102 ถึง 119 | 119 ถึง 136 | 136 ถึง 153 |
อยากเข้าใจว่าแต่ละโซนให้ผลต่างกันยังไง อ่านต่อที่ คู่มือโซนอัตราการเต้นหัวใจ แล้วเทียบกับรูปแบบคาร์ดิโออื่นได้ที่ คู่มือคาร์ดิโอฉบับเต็ม
ใช้คลาสเต้นเป็นคาร์ดิโอ 3 วันต่อสัปดาห์ และใส่ hip thrust เป็นตัวสร้างกล้ามเนื้ออีก 2 วัน โดยเพิ่มน้ำหนักทุกสัปดาห์ นี่คือส่วนที่คลาสเต้นอย่างเดียวให้ไม่ได้
หลักการมีข้อเดียวคือ progressive overload กล้ามเนื้อจะโตก็ต่อเมื่อเจอแรงต้านที่มากกว่าเดิม ตารางนี้เว้นวันพักระหว่างวันเวทเสมอ เพราะก้นต้องการเวลาซ่อมตัวราว 48 ชั่วโมง และคุณจะเต้นได้ดีขึ้นถ้าไม่ลงคลาสด้วยขาที่ยังล้าจากเมื่อวาน
| สัปดาห์ | จันทร์ | พุธ | ศุกร์ | เสาร์ |
|---|---|---|---|---|
| 1 | เต้น 20 นาที โซน 2 | Hip thrust น้ำหนักตัว 3x15 และ glute bridge 3x20 | เต้น 20 นาที | Hip thrust ดัมบ์เบล 6 ถึง 8 กก. 3x12 |
| 2 | เต้น 25 นาที โซน 2 ถึง 3 | Hip thrust ดัมบ์เบล 8 ถึง 10 กก. 3x12 | เต้น 25 นาที | Hip thrust 10 ถึง 12 กก. 4x10 และแพลงก์ 3x40 วินาที |
| 3 | เต้น 25 นาที มีช่วงระเบิด 3 รอบ | Hip thrust 12 ถึง 16 กก. 4x10 | เต้น 25 นาที | Hip thrust 14 ถึง 18 กก. 4x8 และ single leg glute bridge 3x12 |
| 4 | เต้น 30 นาที | Hip thrust 16 ถึง 20 กก. 4x8 | เต้น 30 นาที | ทดสอบซ้ำ วัดรอบสะโพกและถ่ายรูปเทียบ |
เริ่มจากน้ำหนักตัวก่อนได้ แต่ต้องเพิ่มความยากด้วยวิธีอื่นแทนน้ำหนัก เช่น เปลี่ยนเป็นทำขาเดียว ค้างบนสุดนานขึ้น หรือลดความเร็วขาลงให้ช้าลงเป็น 4 วินาที ท่าฝึกด้วยน้ำหนักตัวที่ใช้ได้จริงรวมไว้ที่ เทรนน้ำหนักตัวสำหรับผู้หญิงแบบไม่ใช้อุปกรณ์ และถ้าพร้อมลงทุนเพิ่ม อุปกรณ์บอดี้เวท อย่างยางยืดแรงต้านเป็นตัวเลือกที่คุ้มที่สุดสำหรับก้น
กติกาเพิ่มน้ำหนักที่ใช้ได้จริง
น้ำหนักเริ่มต้นที่เหมาะกับคนหลังแอ่นกับคนหลังตรงไม่เหมือนกัน ทีมงานช่วยดูให้ได้ว่าควรเริ่มที่กี่กิโลกรัม และควรเลือกอุปกรณ์ตัวไหนก่อน
วอร์มอัพ คุมแกนกลาง ลงพื้นเบา ฟังร่างกาย และดื่มน้ำ ห้าข้อนี้คือสิ่งที่กันการบาดเจ็บได้มากที่สุดในคลาสเต้น
แม้การ เต้นทเวิร์ค จะรวมข้อดีไว้หลากหลาย ทว่ากลับมีความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ต้องระวัง ซึ่งเราได้รวมทริปง่าย ๆ สำหรับป้องกันสิ่งไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างออกกำลังกาย เพียงเริ่มจาก
ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งคือใช้หลังแอ่นแทนก้นดัน อันดับสองคือ bounce จากเข่าแทนสะโพก ทั้งสองข้อทำให้เจ็บและทำให้ก้นไม่ได้ทำงานจริง
อาการคือปวดหลังล่างหลังคลาสทุกครั้ง วิธีแก้คือลดช่วงแอ่นลงครึ่งหนึ่ง แล้วโฟกัสจังหวะเก็บก้นแทน คิดว่าเป็นการบีบก้นดันเชิงกรานไปข้างหน้า ไม่ใช่การแอ่นหลังไปข้างหลัง
ถ้าเข่าเด้งขึ้นลงตามจังหวะจนต้นขาแสบมากกว่าก้นทุกครั้ง แปลว่าคุณกำลังย่อและยืดเข่าซ้ำ ๆ แทนที่จะกระดกเชิงกราน วิธีแก้คือค้างมุมเข่าไว้นิ่ง ๆ ที่ประมาณ 45 องศาแล้วขยับเฉพาะเชิงกราน ลองทำหน้ากระจกด้านข้างจะเห็นชัด
เมื่อแกนกลางไม่ทำงาน ซี่โครงจะเปิดตามทุกครั้งที่แอ่นเชิงกราน ผลคือแรงวิ่งไปลงหลังล่างเต็ม ๆ ให้หายใจออกและกดซี่โครงลงเบา ๆ ค้างความรู้สึกนั้นไว้ตลอดท่อน นี่คือทักษะเดียวกับที่ใช้ตอนเล่นแพลงก์
การเต้นดูสนุกจนหลายคนลืมว่ามันคือการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ที่ข้อสะโพกหลายร้อยครั้งต่อคลาส ข้อสะโพกที่ยังเย็นและงอสะโพกที่ยังตึงคือสูตรสำเร็จของอาการเจ็บ ใช้เวลา 6 นาทีวอร์มก่อนเสมอ
แรงกระแทกจากจังหวะ bounce และท่าลงพื้นส่งขึ้นเข่าและกระดูกก้นกบเต็มที่บนพื้นแข็ง ถ้าเต้นที่บ้าน ให้ปูเสื่อรองอย่างน้อย 8 มิลลิเมตร และใส่รองเท้าที่มีพื้นรองรับ ไม่ใช่เต้นเท้าเปล่าบนกระเบื้อง
มือใหม่มักพยายามตามจังหวะเพลงตั้งแต่วันแรก ผลคือฟอร์มพังและได้แค่เหวี่ยง ให้ซ้อมที่ครึ่งความเร็วจนแยกเชิงกรานกับซี่โครงได้ก่อน แล้วค่อยเพิ่มความเร็ว โดยทั่วไปใช้เวลาราว 2 ถึง 3 สัปดาห์
คนที่มีปัญหาหมอนรองกระดูกเอว กระดูกสันหลังเคลื่อน หรือเพิ่งคลอดไม่ถึง 6 สัปดาห์ ควรปรับท่าหรือเลี่ยงจังหวะแอ่นหลังลึก
ไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน ให้ทดสอบง่าย ๆ ก่อน ทำท่าย่อครึ่งแล้วกระดกเชิงกรานช้า ๆ 10 ครั้ง ถ้ามีอาการเจ็บแปลบ ชา หรือร้าวลงขา ให้หยุดทันทีและปรึกษาแพทย์ อย่าฝืนเต้นให้จบเพลง
อย่าวัดจากน้ำหนักบนตาชั่งอย่างเดียว ให้ดูรอบสะโพก เวลาที่ค้าง glute bridge ได้ และภาพถ่ายด้านข้างทุก 2 สัปดาห์
น้ำหนักตัวขยับขึ้นลงได้วันละ 1 ถึง 2 กิโลกรัมจากน้ำและอาหารในลำไส้ ถ้าใช้ตัวเลขนั้นตัดสินใจ คุณจะเลิกกลางทาง ตัวชี้วัดที่ตอบสนองต่อการฝึกจริงมีอยู่ไม่กี่ตัว และทุกตัววัดเองที่บ้านได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือแพง
| ตัวชี้วัด | วิธีวัด | ความถี่ | เกณฑ์ว่าดีขึ้น |
|---|---|---|---|
| รอบสะโพก | วัดที่จุดกว้างที่สุด ยืนเท้าชิด ตอนเช้าก่อนอาหาร | ทุก 2 สัปดาห์ | เพิ่ม 0.5 ถึง 1 ซม. ขณะรอบเอวคงที่หรือลดลง |
| Glute bridge hold | ค้างท่าสะพานสองขาให้นานที่สุด จับเวลา | ทุก 4 สัปดาห์ | จาก 45 วินาที เป็น 90 วินาทีขึ้นไป |
| น้ำหนัก hip thrust | น้ำหนักที่ทำได้ 8 ครั้งด้วยฟอร์มดี | ทุกสัปดาห์ | เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 กก. ทุก 2 สัปดาห์ |
| ภาพถ่ายด้านข้าง | มุมเดิม แสงเดิม เสื้อผ้าเดิม เวลาเดิม | ทุก 2 สัปดาห์ | เห็นความต่างชัดที่สัปดาห์ 8 |
| ชีพจรขณะพัก | วัดตอนตื่นก่อนลุกจากเตียง | ทุกสัปดาห์ | ลดลง 3 ถึง 8 ครั้งต่อนาทีใน 6 สัปดาห์ |
เปิดโน้ตในมือถือแล้วจดสามบรรทัดพอ วันนี้ทำอะไร กี่นาทีหรือกี่กิโลกรัม และร่างกายรู้สึกยังไงจากหนึ่งถึงสิบ แค่นี้พอให้ย้อนดูได้ว่าสัปดาห์ไหนที่คุณหยุดเพิ่มน้ำหนัก หรือสัปดาห์ไหนที่นอนน้อยจนซ้อมได้แย่ลง ข้อมูลสามบรรทัดนี้มีค่ากว่าแอปวัดแคลอรี่ที่คุณจะเลิกใช้ในสองสัปดาห์
คนส่วนใหญ่ตกใจเมื่อเห็นรอบสะโพกเพิ่ม แต่ถ้ารอบเอวคงที่หรือลดลงในเวลาเดียวกัน แปลว่ากล้ามเนื้อก้นโตขึ้นขณะที่ไขมันลด นั่นคือทรงที่คนอยากได้จริง ๆ ตัวเลขที่ควรจับตาคืออัตราส่วนเอวต่อสะโพก ไม่ใช่รอบสะโพกเดี่ยว ๆ
ของที่จำเป็นจริงมีแค่ 3 อย่าง เสื่อรองที่หนาพอ ดัมบ์เบลหรือยางยืดสำหรับวันเวท และรองเท้าพื้นรองรับ ที่เหลือคือของแถม
| อุปกรณ์ | ช่วยเรื่องอะไร | สเปกที่ควรเลือก | จำเป็นแค่ไหน |
|---|---|---|---|
| เสื่อและแผ่นรองพื้น | ลดแรงกระแทกที่เข่าและก้นกบ | หนา 8 ถึง 12 มม. กันลื่น | จำเป็นถ้าเต้นที่บ้าน |
| ดัมบ์เบล | ใช้ทำ hip thrust เพิ่มแรงต้าน | เริ่มที่ 6 ถึง 10 กก. ต่อข้าง | จำเป็นถ้าอยากให้ก้นขึ้น |
| ยางยืดแรงต้าน | ปลุก gluteus medius ก่อนเต้น | แบบผ้ารัดเหนือเข่า | ควรมี |
| สนับเข่า | รองรับตอนลงพื้นและท่าคุกเข่า | แบบโฟมหนา | ควรมีถ้าเต้นท่าลงพื้น |
| นาฬิกาวัดชีพจร | คุมโซนหัวใจให้อยู่ในเป้า | แบบสายรัดข้อมือก็พอ | มีก็ดี |
ถ้าจะเลือกซื้อแค่ชิ้นเดียว ให้เลือกดัมบ์เบล เพราะเป็นชิ้นเดียวที่เปลี่ยนผลลัพธ์เรื่องทรงก้นได้จริง เสื่อรองมีผลกับความสบายและการกันบาดเจ็บ แต่ไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อโต ส่วนอุปกรณ์คาร์ดิโออื่น ๆ ดูเทียบกันได้ที่ อุปกรณ์คาร์ดิโอ
แผ่นรองที่หนาพอเปลี่ยนคลาสที่บ้านให้ปลอดภัยขึ้นทันที รับแรงกระแทกจากจังหวะ bounce และท่าลงพื้นได้จริง ราคาถูกกว่าค่าหมอรอบเดียว
ถ้าเป้าหมายคือสะโพกและก้น คลาสนี้ตรงเป้าที่สุดในบรรดาคลาสเต้น แต่ถ้าอยากได้แคลอรี่รวมสูงสุดต่อชั่วโมง ซุมบ้าหรือแอโรบิกจังหวะเร็วยังกินขาด
คลาสเต้นแต่ละแบบไม่ได้แข่งกันตรง ๆ เพราะออกแบบมาคนละเป้าหมาย ตารางนี้เทียบสี่อย่างที่คนเลือกกันบ่อยที่สุด โดยดูจากกล้ามเนื้อหลักที่ได้ ความหนักโดยเฉลี่ย และความยากสำหรับมือใหม่
| คลาส | กล้ามเนื้อหลักที่ได้ | ความหนักเฉลี่ย | ความยากสำหรับมือใหม่ | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|---|
| ทเวิร์ค | ก้น สะโพก แกนกลาง ต้นขาหน้า | 5 ถึง 9 MET | ปานกลาง ต้องแยกเชิงกรานให้ได้ก่อน | คนอยากโฟกัสสะโพกและความมั่นใจ |
| ซุมบ้า | ทั้งตัว เน้นขาและหัวใจ | 6 ถึง 9 MET | ง่าย ตามครูได้เลย | คนอยากเผาผลาญรวมและสนุกเป็นกลุ่ม |
| ฮิปฮอปแดนซ์ | ทั้งตัว เน้นความคล่องตัว | 5 ถึง 8 MET | ยาก ต้องจำท่อน | คนอยากได้ทักษะการเต้นจริงจัง |
| แอโรบิกจังหวะเร็ว | ขา หัวใจ ปอด | 7 ถึง 10 MET | ง่ายที่สุด | คนอยากได้คาร์ดิโอล้วน ๆ |
ข้อสรุปเกี่ยวกับ Twerking dance ที่ใช้ตัดสินใจได้เร็วที่สุดคือ ถ้าอยากได้ก้นและสะโพก ให้เลือกคลาสที่โฟกัสสะโพกตรง ๆ แล้วเสริมเวทวันเว้นวัน ถ้าอยากได้เหงื่อและแคลอรี่รวม เลือกคลาสที่จังหวะเร็วและใช้ทั้งตัว จะได้ผลตามเป้าเร็วกว่าการเลือกตามความนิยม
จังหวะเพลงมีผลกับความหนักมากกว่าที่คิด เพราะจำนวนครั้งของ hip roll ต่อนาทีผูกกับ BPM ตรง ๆ ถ้าเพลงเร็วเกินไปในช่วงที่ยังคุมฟอร์มไม่ได้ คุณจะเหวี่ยงสะโพกด้วยแรงเฉื่อยแทนการใช้กล้ามเนื้อ
สัปดาห์แรกจะปวดต้นขาหน้ามากกว่าก้น สัปดาห์ที่สองความคุมสะโพกจะดีขึ้นชัด และสัปดาห์ที่สี่คือจุดที่รอบสะโพกเริ่มขยับ
การรู้ล่วงหน้าว่าร่างกายจะตอบสนองยังไงช่วยลดโอกาสเลิกกลางทางได้มาก คนส่วนใหญ่เลิกในสัปดาห์ที่สองเพราะคิดว่าไม่ได้ผล ทั้งที่การเปลี่ยนแปลงในช่วงนั้นเกิดที่ระบบประสาทก่อน ยังไม่ใช่ที่รูปร่าง
อาการปวดกล้ามเนื้อแบบ DOMS ที่มาช้า 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังคลาสแรกเป็นเรื่องปกติและจะหายไปเองใน 3 ถึง 5 วัน แต่ถ้าเจ็บแปลบตอนขยับ เจ็บเฉพาะจุดที่ข้อ หรือมีอาการชา นั่นไม่ใช่ DOMS ให้หยุดและตรวจ
โครงคลาสที่ใช้ได้จริงคือ วอร์มอัพ 6 นาที ซ้อมท่าช้า 8 นาที เต้นต่อเนื่อง 20 นาที ช่วงระเบิดแรง 5 นาที และคูลดาวน์ 6 นาที
คนที่เต้นเองที่บ้านมักทำผิดสองอย่าง คือกระโดดเข้าเพลงเร็วตั้งแต่นาทีแรก และเลิกทันทีที่เพลงจบโดยไม่คูลดาวน์ โครงด้านล่างแก้ทั้งสองข้อ และคุมให้ชีพจรอยู่ในโซนที่ต้องการจริง ๆ ไม่ใช่พุ่งขึ้นลงแบบสุ่ม
| ช่วง | เวลา | ทำอะไร | โซนหัวใจเป้าหมาย |
|---|---|---|---|
| วอร์มอัพ | 6 นาที | 90/90 hip switch, cat-cow, glute bridge, ยืดงอสะโพก | โซน 1 |
| ซ้อมท่าช้า | 8 นาที | basic hip roll และ shallow dip ที่ครึ่งความเร็วเพลง | โซน 1 ถึง 2 |
| เต้นต่อเนื่อง | 20 นาที | ต่อท่อนตามเพลง 95 ถึง 110 BPM ไม่หยุดยาว | โซน 2 ถึง 3 |
| ช่วงระเบิดแรง | 5 นาที | เต้นเต็มแรง 40 วินาที พัก 40 วินาที ทำ 3 ถึง 4 รอบ | โซน 4 |
| คูลดาวน์ | 6 นาที | เดินช้า ยืดก้น ยืดต้นขาหน้า หายใจลึก | โซน 1 |
สัปดาห์แรกให้ตัดช่วงระเบิดแรงออกไปก่อน เหลือแค่สี่ช่วง เพราะร่างกายยังไม่คุ้นกับจังหวะกระแทกซ้ำ ๆ พอเข้าสัปดาห์ที่สามที่คุมฟอร์มได้แล้วค่อยเติมกลับเข้ามา จะได้ทั้งความปลอดภัยและผลลัพธ์
เช็กลิสต์ก่อนกดเพลงแรก
ทเวิร์คสนุก เผาผลาญได้ดี และคืนความมั่นใจ แต่ถ้าเป้าหมายคือทรงก้นที่เปลี่ยนไป ต้องมีแรงต้านเข้ามาเสริมเสมอ
การเต้นทเวิร์ก ทเวิร์กเป็นการออกกำลังกายที่สนุกสนานและมีประโยชน์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเผาผลาญแคลอรี่ กระชับกล้ามเนื้อ และเพิ่มความมั่นใจ ลองเต้นทเวิร์กดูสิ คุณอาจจะชอบมัน!
สรุปเกี่ยวกับ Twerking dance ให้สั้นที่สุด ใช้การ เต้นทเวิร์ค เป็นคาร์ดิโอที่คุณอยากทำต่อจริง ๆ สัปดาห์ละ 3 วัน แล้วเติม hip thrust อีก 2 วันสำหรับคนที่อยากได้ทรง วัดผลด้วยรอบสะโพกและน้ำหนักที่ยกได้ ไม่ใช่ตัวเลขบนตาชั่ง แค่นี้ก็ได้ทั้งความสนุกและผลลัพธ์ในตารางเดียวกัน
รวมคำถามที่คนถามบ่อยที่สุดเกี่ยวกับการ เต้นทเวิร์ค ตอบตรงจากมุมโค้ช ไม่อ้อม
ไม่ ถ้าเต้นอย่างเดียว แรงต้านจากน้ำหนักตัวในท่าทเวิร์คอยู่ราว 20 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ของแรงสูงสุดของกล้ามเนื้อก้น ซึ่งต่ำกว่าระดับที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อโต สิ่งที่ได้คือก้นตึงขึ้นและไขมันรอบตัวลดลง ถ้าอยากให้ก้นใหญ่ขึ้นจริงต้องเพิ่ม hip thrust หรือสควอทที่มีน้ำหนัก สัปดาห์ละ 2 วัน
เริ่มที่ 20 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ก็พอสำหรับ 4 สัปดาห์แรก แล้วค่อยขยับขึ้นเป็น 30 นาที ความต่อเนื่องสำคัญกว่าความยาว คนที่เต้น 20 นาทีสามวันจนครบ 8 สัปดาห์ได้ผลดีกว่าคนที่เต้นวันละชั่วโมงแล้วเลิกในสัปดาห์ที่สอง
สาเหตุเกือบทั้งหมดคือแอ่นหลังแทนการใช้ก้น ให้ลดช่วงแอ่นลงครึ่งหนึ่ง โฟกัสจังหวะบีบก้นดันเชิงกรานไปข้างหน้า และเพิ่มวอร์มอัพยืดงอสะโพก 6 นาทีก่อนทุกครั้ง ถ้าปวดร้าวลงขาให้หยุดและไปพบแพทย์
เริ่มจาก basic hip roll ที่ครึ่งความเร็วของเพลง หน้ากระจกด้านข้าง ทำวันละ 5 นาทีจนแยกการขยับเชิงกรานออกจากซี่โครงได้ ปกติใช้เวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์ แล้วค่อยเข้าเพลงเต็มจังหวะ
ไม่มากกว่า การวิ่งที่ความเร็ว 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ราว 8 MET ส่วนคลาสเต้นแกว่งอยู่ 5 ถึง 9 MET แต่มีช่วงพักและช่วงสอนท่าแทรก แคลอรี่รวมต่อชั่วโมงจึงมักน้อยกว่าการวิ่งต่อเนื่อง ข้อได้เปรียบของมันคือคนทำต่อได้นานกว่าเพราะสนุกกว่า
ไตรมาสแรกที่ยังไม่มีอาการและได้รับอนุญาตจากแพทย์อาจทำแบบเบา ๆ ได้ แต่ตั้งแต่ไตรมาสสองเป็นต้นไปควรเลี่ยง เพราะฮอร์โมน relaxin ทำให้ข้อต่อเชิงกรานหลวมและจังหวะกระแทกเพิ่มความเสี่ยง ให้เปลี่ยนไปเดินหรือว่ายน้ำแทน
ถ้าเต้นบนพื้นไม้หรือพื้นเสื่อที่มีแรงรองรับ เท้าเปล่าทำได้และช่วยให้รับรู้แรงกดที่เท้าดีกว่า แต่ถ้าเต้นบนกระเบื้องหรือปูน ให้ใส่รองเท้าที่มีพื้นรองรับแรงกระแทก ไม่งั้นเข่ากับข้อเท้าจะรับเต็ม ๆ
ได้และได้ประโยชน์เท่ากัน กล้ามเนื้อก้นและแกนกลางไม่ได้แยกเพศ ผู้ชายที่นั่งทำงานนานจนสะโพกตึงมักได้ประโยชน์เรื่องความคล่องตัวของสะโพกชัดเจน อุปสรรคเดียวมักเป็นเรื่องความเขินในคลาส ไม่ใช่เรื่องร่างกาย
ช่วยทางอ้อม การเผาผลาญโดยรวมทำให้ไขมันทั้งตัวลดรวมถึงหน้าท้อง แต่ไม่มีการออกกำลังกายชนิดใดที่เลือกลดไขมันเฉพาะจุดได้ ถ้าเป้าหมายคือพุง ให้คุมอาหารควบคู่และเพิ่มท่าคุมแกนกลางเข้าไปในตาราง
เรียนเองจากคลิปได้ถ้าตั้งกล้องด้านข้างดูฟอร์มตัวเองเป็นระยะ จุดที่คลาสได้เปรียบคือมีคนบอกว่าคุณกำลังแอ่นหลังอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นในตัวเอง ถ้าเต้นแล้วปวดหลังซ้ำ ๆ ลงคลาสสักสองสามครั้งจะประหยัดเวลากว่ามาก
ได้ ถ้าไม่มีอาการปวดรุนแรง งานวิจัยด้านการออกกำลังกายในผู้หญิงชี้ว่าการเคลื่อนไหวระดับปานกลางช่วยลดอาการปวดท้องน้อยได้ในหลายคน ให้ลดความหนักลงหนึ่งขั้น ตัดช่วงระเบิดแรงออก แล้วดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ ถ้าปวดมากให้พักโดยไม่ต้องรู้สึกผิด
เต้นทุกวันได้ถ้าคุมความหนักให้อยู่โซน 2 เป็นหลัก แต่ถ้ามีวันที่เต้นหนักถึงโซน 4 ควรเว้นอย่างน้อยหนึ่งวันให้ก้นและต้นขาซ่อมตัว ตารางที่คนส่วนใหญ่ทำต่อได้จริงคือ 3 วันเต้น 2 วันเวท และพัก 2 วัน
ไม่ต้อง ท่าพื้นฐานปรับความลึกของการย่อได้ตามความสบายของเข่าและสะโพก คนน้ำหนักมากกว่าจะเผาผลาญได้มากกว่าที่ความหนักเท่ากันด้วยซ้ำ ตามตารางแคลอรี่ด้านบน สิ่งเดียวที่ต้องระวังคือแรงกระแทกที่เข่า ให้ปูเสื่อรองและลดความลึกของท่าย่อลง
บทความอื่นในหมวดเต้นออกกำลังกายที่ต่อยอดจากทเวิร์คได้
การเต้นบาสโลบในผู้สูงอายุ เป็นการเต้นออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้สูงอายุ มีที่มาจากสปป.ลาว เต้นยากไหมและดีต่อผู้สูงอายุอย่างไรมีคำตอบ..
แอโรบิค ผู้สูงอายุ สูงวัยแต่แข็งแรงทั้งกายและใจด้วยวิธีออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและปลอดภัย แอโรบิค ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวควรใช้ท่าเต้นแบบไหน หาคำตอบได้ที่นี่
Login and Registration Form